สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4

กระทู้: The B-52 Stratofortress

  1. #1

    มาตรฐาน The B-52 Stratofortress

    สุดยอดตำนานเครื่องบินรบ
    B-52
    Stratofortress
    และบทบาทของสนามบินอู่ตะเภา

    . .B-52 บีห้าสิบสองเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด ที่มีความน่าเกรงขาม มีอำนาจการทำลายล้างมากที่สุด ในคลังอาวุธของสหรัฐฯอเมริกา ถูกนำเข้าประจำการมาตั้งแต่ปีค.ศ.1958 (พ.ศ.2503) ยังคงใช้งานมาจนปัจจุบัน และเลยต่อไปในอนาคต
    มันได้ผ่านสงครามมาแล้วหลายสมรภูมิ
    ทั้งสงครามแบบเผชิญหน้าเหนือน่านฟ้าเวียดนาม และสงครามเย็น อันน่าสะพรึงกลัว ความยาวนานในการเข้าประจำการของมันกว่า 50 ปี ทำให้
    ปู่ พ่อ และหลาน
    . .คนสามรุ่นที่ต่างยึดถือประเพณีของครอบครัวในการเข้ามารับใช้ชาติ เดินตามรอยเท้าพ่อได้บินเครื่องบินลำเดียวกัน มันคงยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถประจำการได้ถึงปีค.ศ.2045
    นั่นรวมตลอดอายุการเข้าประจำการของมันกว่า 90 ปี


    การออกแบบ
    . .B-52 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด ทางยุทธศาสตร์ระยะไกล ออกแบบสร้างโดยบริษัท Boeing เป็นเครื่องบินไอพ่น ที่มีความเร็วสูงเกือบเท่าความเร็วเสียง เริ่มเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 และยังคงเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญจนถึงทุกวันนี้ คุณค่าทางยุทธการของมัน ทำให้มันถูกคาดหวัง ให้ใช้งานไปได้ถึงปี 2045(พ.ศ.2588) สามารถบรรทุกระเบิดได้ถึง 70,000 ปอนด์ (32,000 kg)
    . . รูปร่างและสมรรถนะของมันได้รับการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบ รูปร่างและสมรรถนะของมัน ต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง จากเครื่องบินใบพัดและขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใบพัด ความเร็วไม่สูงมากนัก กลับกลายไปเป็นเครื่องบินไอพ่นความสูง

    . .เครื่องบินทิ้งระเบิดB-52 ขึ้นทดสอบบินครั้งแรก ในเดือนเมษายนปี 1952 เพื่อใช้ในระหว่างสงครามเย็น ในการป้องปรามฝ่ายโซเวียต เครื่องบิน B-52 ถูกกำหนดให้มาแทนเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักพิสัยไกล Convair B-36 กองทัพอากาศนิยามรหัสของมันว่า

    Stratofortress ป้อมบินเหนือฟ้า
    แต่ชื่อนี้มักไม่ค่อยได้ถูกกล่าวถึงบ่อยนัก ทหารอากาศอเมริกันมักเรียกชื่อเล่นมันว่า เดอะบัฟฟ์
    BUFF

    (Big Ugly Fat Fellow)
    ซึ่งหมายถึง เพื่อน หากเป็นผู้ชายคงเรียกว่า สูงยาว-เข่าดี แต่หาก


    เป็นผู้หญิง คงหมายถึง
    อ้วนดำ- คล้ำขี้เหร่

    . .เครื่องบิน B-52 เข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ระหว่างสงครามเวียดนาม ภายใต้การบัญชาการของหน่วย Strategic Air Command (SAC) จนกระทั่งหน่วยได้แปรสภาพเป็นกองบัญชาการ Air Combat Command (ACC) และในปี 2010 เครื่องบิน B-52 ทุกลำ ได้โอนย้ายเข้ามาอยู่ในสังกัดกองบัญชาการ Air Force Global Strike Command (AFGSC) ในปัจจุบัน
    . .ด้วยสมรรถนะอันเยี่ยมยอด ในด้านความเร็ว แต่ค่าปฏิบัติการต่ำ ทำให้ ทอ.สหรัฐฯ ยังคงต้องมีเครื่องบิน B-52 ไว้ในประจำการ แม้ว่าจะมีเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่อย่าง Rockwell B-1B Lancer และ Northrop Grumman B-2 Spirit เข้ามาแทนที่แล้วก็ตาม เครื่องบิน B-52 ได้สร้างประวัติในการเข้าประจำการครบ 50 ปี ไปเมื่อปี 2005 และหลังจากที่จะได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในปี 2013 และ 2015 มันจะยังคงรับใช้ชาติต่อไปได้ถึงปี 2045 หรือกว่านั้น
    การพัฒนา
    . .ในช่วงการกำเนิดขึ้นของมัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และดุลยอำนาจทางทหาร เริ่มจากสัญญาการสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1946 แต่แรกโครงการนี้ต้องการ

    เครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีปีกตรง
    แต่ก่อนที่จะออกมาเป็นเครื่องบินต้นแบบ แผนแบบได้เปลี่ยนเป็น

    เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้เครื่องยนต์ไอพ่น 8 เครื่อง และปีกลู่ไปทางด้านหลัง


    ข้อเสนอความต้องการทางยุทธการ
    . .เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ปฏิบัติการด้วยลูกเรือ 5 นายพร้อมพลปืน และมีที่ว่างพออีก 6 ที่สำหรับ ลูกเรือสำรอง
    มันต้องมีความเร็ว 300 ไมล์ต่อชั่วโมง (240 knots, 480 km/h)
    ที่เพดานบิน 34,000 ฟุต (10,400 m)
    รัศมีปฏิบัติการ 4,300 ไมล์ทะเล (8,000 km).
    ติดอาวุธปืนขนาด 20 มิลลิเมตร
    บรรทุกระเบิดได้ 10,000 ปอนด์ (4,500 kg)
    . .ความต้องการทางยุทธการนี้ถูกส่งไปยัง 3 บริษัท คือ Boeing, Consolidated Aircraft, และ Glenn L. Martin Company
    . .ในปีถัดมา 5 มิถุนายน 1946 บริษัท Boeing สนองความต้องการของกองทัพด้วย โมเดล Models 462 มันยังคงอยู่ในรูปเครื่องบินใบพัดและขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใบพัดเทอร์ไบน์ 6 เครื่อง ต่อมาปีกส่วนหน้าได้ถูกปรับให้มีมุมลู่ลม Models 462 (1946) ต่อมา โมเดล464–35 (1948)ปีกทั้งปีกได้รับการแก้ไขให้ลู่ลม พร้อมกับปรับแต่งพวงหางด้านท้ายไปด้วย

    ด้วยเครื่องยนต์ใบพัด 4 เครื่อง พร้อมด้วย สมรรถนะ
    น้ำหนักวิ่งขึ้น 360,000 ปอนด์ (160,000 kg)
    รัศมีปฏิบัติการ 3,110 ไมล์ (2,700 nm หรือ 5,010 km)


    . .ต่อมาในปี โมเดล Models 464 ได้รับการปรับแต่ง โดยขยายปีกออกไป พร้อมกับใช้เครื่องยนต์ไอพ่น แต่แผนแบบก็ยังไม่เป็นที่พอใจต่อฝ่ายยุทธการ กอรป ความก้าวหน้าทางเครื่องยนต์และโครงสร้าง ได้ก้าวหน้าขึ้น ความต้องการทางยุทธการต้องการเครื่องบินที่ตอบสนองทางยุทธศาสตร์
    . .เดือนตุลาคม 1946 กองทัพอากาศเปรยออกมาอีกว่า ขนาดของลำตัวด้านข้าง (sheer size)ดูจะใหญ่เกินไป ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของกองทัพฯ Boeing จึงออกโมเดล Model 464 ด้วยขนาดที่เล็กกว่า มีน้ำหนักวิ่งขึ้น 230,000 ปอนด์ (105,000 kg) ยังความพอใจให้แก่กองทัพฯ
    . . .แต่แล้วเมื่อพฤศจิกายน 1946 เพียงเดือนเดียวหลังจากนั้น 1946 นายพล General Curtis LeMay ทหารอากาศผู้เกรียงไกร ในตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักทดลองและวิจัย ได้เผยถึงความต้องการทางยุทธการต่อเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีความเร็ว 400 ไมล์ต่อชั่วโมง (345 kn, 645 km/h)ซึ่ง Boeing ได้ตอบสนองทันทีด้วยแผนแบบเครื่องบินขนาด 300,000 ปอนด์(140,000 kg)
    . .เดือนธันวาคม 1946 Boeing ถูกร้องขอให้เปลี่ยนแผนแบบไปเป็นเครื่องยนต์ไอพ่น 4 เครื่อง โดยมีรัศมีปฏิบัติการ 12,000 ไมล์ ( 19,000 km), และสามารถที่จะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วย ทำให้น้ำหนักเพื่อขึ้นไปถึง 480,000 ปอนด์ (220,000 kg)


    Boeing ตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพฯเป็น 2 ข้อ

    แผนแบบแรก เครื่องยนต์กังหัน ไอพ่น T-35 turboprops 4 เครื่อง
    ด้วย Model 464-16 เพื่อใช้ในภารกิจทิ้งระเบิด "nuclear only" เพียงอย่างเดียว สามารถบรรทุกอาวุธได้10,000 ปอนด์(4,500 kg)

    แผนแบบที่สอง Model 464-17 เพื่อใช้ในภารกิจทิ้งระเบิดทั่วไป สามารถบรรทุกอาวุธได้เพียง 9,000 ปอนด์ (4,000 kg)
    . .แต่การสร้างเครื่องบินสองแบบ ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ทอ.สหรัฐฯจึงเลือก Model 464-17 เพียงแบบเดียว โดยหวังจะปรับปรุงให้ใช้ในภารกิจทิ้งระเบิดนิวเคลียร์
    . . .ระหว่างนั้นสถานการณ์ ความตึงเครียดของโลกได้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แผนยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี ของกองทัพ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งย่อมส่งผลไปถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆ เข้าใช้ในกองทัพ
    . . . ในเดือน มิถุนายน 1947 โมเดล 464-17 เกือบตอบโจทย์ให้แก่กองทัพอากาศได้ทั้งหมด ยกเว้นสมรรถนะทางด้านรัศมีปฏิบัติการ ครึ่งปีหลังจากนั้น ความต้องการทางยุทธการต่อเครื่องบินทิ้งระเบิด ต้องปรับเปลี่ยนอีก โมเดลจำลองถูกสร้างขึ้น และกลายเป็นรูปร่างที่เริ่มเข้าตากองทัพอากาศ จนเกือบจะได้ลงมือสร้างเครื่องบินต้นแบบอยู่แล้ว ทอ.สหรัฐฯ หวนกลับมาทบทวนสมรรถนะของเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นนี้ พบว่ามันสูงกว่าเครื่องบิน Convair B-36 ไม่มากนัก ยังผลให้โครงการทั้งหมดต้องชะงักไปอีก 6 เดือน

    . .ระหว่างนี้ Boeing ยังคงทำการบ้านของตนตลอด ด้วยการพัฒนาแผนแบบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในโมเดล Model 464-29 ซึ่งมีสมรรถนะความเร็ว 455 ไมล์ต่อชั่วโมง (395 knot หรือ 730 km/h) รัศมีทำการ 5,000 ไมล์
    แต่ใช่ว่าแผนแบบโมเดล Model 464-29 จะตอบสนองความต้องการทางยุทธการได้ ในเดือนกันยายน 1947 ผลการประชุมการจัดหาเครื่องบินทิ้งระเบิดสรุปตรงที่ ต้องการเครื่องบินทิ้งระเบิด nuclear bomber

    ความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง (440 kn หรือ 800 km/h)
    รัศมีปฏิบัติการ 8,000 ไมล์ (7,000 nm หรือ 13,000 km)

    นั่นมันเกินกว่าโมเดล 464–29 จะทำได้
    . . . ความรวนเรในการสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิด ส่งผลให้สัญญาการสร้างถูกยกเลิกใน 11 ธันวาคม 1947 โดยให้เหตุผลว่า แผนแบบของเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่ต้องรองรับเทคโนโลยีการบิน พร้อมทั้งความต้องการทางยุทธการในอนาคตได้
    . . .เดือนมกราคม 1948 บริษัทBoeing ได้รับคำสั่งให้ค้นหาแนวทางใหม่ ในการสร้างเครื่องบิน เช่น ขีดความสามารถในการเติมน้ำมันกลางอากาศ และเครื่องบินรูปแบบใหม่ flying wing ซึ่งปีกและลำตัวกลมกลืนรวมเป็นแผ่นเดียว


    . .เครื่องบินแบบ flying wing ขาดเสถียรภาพ และมีปัญหาในการควบคุมการบิน เครื่องบินต้นแบบของ Northrop เช่น YB-35 และ YB-49 ล้วนประสบปัญหาด้วยกันทั้งคู่ Boeing จึงยืนยันที่จะใช้รูปแบบเดิม
    ในเดือนเมษายน 1948 สัญญาการสร้างมูลค่า US$30 ล้านเหรียญ หรือมีค่าราว 8500 ล้านบาท ในปัจจุบัน สำหรับการออกแบบและสร้างเครื่องบินต้นแบบ Model 464-35 จำนวนสองลำได้รับการอนุมัติ โมเดล Model 464-35 ออกแบบคล้ายกับเครื่องบิน Tupolev Tu-95 Bear ของสหภาพโซเวียต โดยมีสมรรถนะ

    ความเร็ว 513 ไมล์ต่อ ชม. (445 kn, 825 km/h)
    เพดานบิน 35,000 ฟุต (10,700 m),
    รัศมีปฏิบัติการ 6,909 ไมล์ (6,005 nmi, 11,125 km),
    น้ำหนักวิ่งขึ้น 280,000 ปอนด์(125,000 กก.)
    บรรทุกระเบิดได้ 10,000 ปอนด์ (4,500 kg) และ
    น้ำมันเชื้อเพลิง 19,875 US แกลลอน (75,225 L)



    . . ในเดือนพฤกษาคม AMC ร้องขอความร่วมมือจาก Boeing อีกครั้งในการรื้อฟื้นโครงการเดิม โดยใช้เครื่องบินไอพ่น ที่ประหยัดน้ำมันดีกว่า ซึ่งเป็นผลให้ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1948 Boeingได้นำ Model 464-40 มาติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น Westinghouse J40 turbojets แทนเครื่องยนต์ใบพัด


    . .วิศวกรของ Boeing นำ Model 464-40 ที่ได้พัฒนาเสนอต่อนายทหารโครงการของ ทอ.สหรัฐฯ ซึ่งดูจะสร้างความพึ่งพอใจขึ้นมาด้วย แต่ฝ่ายรัฐฯบาลยังคงกังวนต่อ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของเครื่องยนต์ไอพ่น โดยสั่งให้ Boeing ติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดให้แก่ Model 464-35 อันเป็นโครงร่างพื้นฐานแท้ๆของเครื่องบินต้นแบบ XB-52

    . . . .แม้จะเห็นด้วยว่าเครื่องยนต์ไอพ่น คืออนาคต แต่นายพล General Howard A. Craigในฐานะ Deputy Chief of Staff for Material,ก็ไม่อยากใช้เครื่องยนต์ไอพ่น ให้แก่ B-52 เพราะช่วงเวลานั้นเครื่องยนต์ไอพ่นยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร แต่ Boeing ก็ยังคงพัฒนาโครงการต่อไปในรูปแบบเครื่องยนต์ไอพ่น แม้ว่าทางทอ.สหรัฐฯ ยังมิได้ตกลงใจก็ตาม

    . . . ในวันพฤหัสบดีที่ 21 เดือนตุลาคม 1948 วิศวกรของ Boeing อีกกลุ่มหนึ่ง George S. Schairer, Art Carlsen และ Vaughn Blumenthal ได้นำเสนอแบบร่าง เครื่องยนต์ใบพัด 4 เครื่องยนต์ต่อหัวหน้าหน่วยบินทิ้งระเบิด ทอ.สหรัฐฯ Col. Pete Warden. Warden ซึ่งทำให้เขาผิดหวังมาก และบอกให้กลับไปนำแผนแบบ เครื่องยนต์ไอพ่น 4 เครื่องยนต์มาเสนอจะดีกว่า

    . . .คืนวันนั้น วิศวกรของ Boeing หลายคนได้มารวมตัวกันที่โรงแรม Hotel Van Cleve เพื่อที่จะปรับปรุงแผนแบบเครื่องยนต์ไอพ่น 4 เครื่องยนต์ ให้แล้วเสร็จ
    ต่อมาในเช้าวันศุกร์ Col. Warden ได้ทบทวนข้อมูลต่างๆ และบอกให้แก้ไขแผนแบบอีกครั้งให้ดียิ่งขึ้น วิศวกรของ Boeing รีบกลับมาที่โรงแรม โดยร่วมกับ Bob Withington และ Maynard Pennell สองวิศวกรการบินชั้นยอด ซึ่งเข้ามาทำธุระในเมืองพอดี


    . . .จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโครงการเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล อยู่ที่ค่อนดึกของคืนวันศุกร์ พวกเขาทั้งหมดได้กางแบบร่างเครื่องบินทิ้งระเบิดออก และร่างมันขึ้นมาใหม่ ภายใต้แผนแบบ 464–49 โดยใช้โครงร่างพื้นฐานมาจากเครื่องบิน B-47 Stratojet ซึ่งมีปีกลู่หลัง 35 องศาติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่น 8 เครื่อง 4 คู่ ฐานล้อแบบรถจักรยานติดไว้ที่ลำตัว และที่ปลายปีกติดล้อเล็กๆไว้ด้วย เพื่อมิให้ปลายปีกที่ยาวสัมผัสกับพื้น จุดเด่นของฐานล้อแบบจักรยานติดไว้ที่ลำตัวคือ สามารถหมุนบิดตัวได้ 20 องศา เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในระหว่างลงสนามขณะที่มีลมขวาง crosswind landings

    . . .วิศวกรของ Boeing ต่างแยกกันรับผิดชอบในส่วนต่าง เช่น การสร้างแบบจำลอง บางกลุ่มเจาะลึกไปในรายละเอียดด้านสมรรถนะและน้ำหนักของเครื่องบิน บางคนเร่งเขียนภาพร่างด้วยมือ พอถึงวันอาทิตย์ พวกเขารวบรวมข้อมูลเอกสารเข้าแฟ้ม แรกเช้าวันจันทร์ Schairer นำแฟ้มขนาด 33 หน้า เสนอต่อ Col. Warden อีกครั้ง พร้อมกับแบบจำลองขนาด 14 นิ้ว พวกเขาหวังว่ามันจะตรงกับความต้องการของกองทัพ

    . . . . . แบบจำลองขนาดเท่าของจริง ถูกสร้างเสร็จในเดือนเมษายน 1949 ภาพโดยรวมแล้วมันน่าจะเป็นที่ถูกใจของหลายๆฝ่าย แต่ยังคงถูกติติงในด้านรัศมีปฏิบัติการ เนื่องจากเครื่องยนต์ J40 และ J57 ใช้เชื้อเพลิงสูงมาก
    . .. . .ได้มีการทบทวนสมรรถนะต่างๆของ เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่อีก ท่ามกลางกลุ่มบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน นายพล LeMay ในฐานะผู้บัญชาการหน่วย Strategic Air Command, ยืนยันที่จะคงสมรรถนะของเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่ไว้อย่างเหนียงแน่น และไม่รอให้เครื่องยนต์ถูกพัฒนาขึ้นมาก่อน
    . . . ในการเพิ่มรัศมีปฏิบัติการ Boeing ได้สร้างโมเดล 464-67 ซึ่งเป็นโคร่งร่างที่ใหญ่ขึ้น และอาจมีรัศมีปฏิบัติการไกลออกไปได้อีก เมื่อมีการพัฒนาระบบอื่นๆต่อมา แต่กระนั้นก็ยังคงตามมาด้วยคำท้วงติงจาก นายพล LeMay จนในที่สุด Boeing ได้รับสัญญาการสร้าง B-52A จำนวน 13 ลำในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1951

    . . . .การปรับรูปโฉมครั้งใหญ่ของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52A มาจากการยืนกรานของนายพล LeMay ซึ่งต้องการให้เปลี่ยนแปลงห้องนักบินแบบ สองคนนั่งตามกัน ไปเป็นสองคนนั่งเคียงกัน เพื่อที่จะดึงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักบินผู้ช่วยให้สูงขึ้น เป็นการลดความอ่อนล้าของลูกเรือ เครื่องบิน XB-52 ต้นแบบทั้งสองลำแรก ห้องนักบินยังคงแบบสองคนนั่งตามกัน ในลักษณะที่ โป่งนูนออกจากลำตัวขึ้นมา ( a framed bubble-type canopy) แผนแบบของเครื่องบิน B-52 มีลูกเรือทั้งหมดถึง 6 นาย นายทหาร 5 นาย และพลปืนท้ายเป็นนายทหารประทวน ซึ่งทำให้ ลดความอ่อนล้าลงไปได้มาก ในยามที่ต้องปฏิบัติภารกิจระยะเวลายาวนาน

    ก่อนเข้าสายการผลิต
    . . .เครื่องบินต้นแบบลำที่สองรัหส YB-52 ได้รับการติดตั้งระบบสำหรับอาวุธยุทโปกรณ์ต่างๆ ได้ขึ้นบินทดสอบครั้งแรกเมื่อ 15 เมษายนl 1952 โดยนักบินชื่อ "Tex" Johnston อยู่ในอากาศ 2 ชั่วโมง 21 นาที โดยบินจากสนามบิน Boeing Field เมือง King County ใกล้กับเมือง Seattle รัฐ Washington ไปยัง Larson AFB
    . . . เครื่องบินต้นแบบลำแรก XB-52 บินทดสอบครั้งแรกเมื่อ 2 ตุลาคม 1952 ใช้เวลาทดสอบ 670 วัน ในอุโมงค์ลม 130 วันเพื่อการทดสอบทางด้าน aerodynamic และการยืดหยุ่นตัว (aeroelastic) ผลจากการทดสอบการบินเป็นไปอย่างราบเรียบ จนทำให้กองทัพอากาศ สั่งผลิตเพิ่มจำนวนเป็น 282 ลำ

    . . . .มีเพียง B-52A 3 ลำในจำนวน 13 ลำเท่านั้นที่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ทั้งหมดถูกส่งกลับคืนโรงงาน เพื่อใช้ในการทดสอบด้านต่างๆ จนใน 9 มิถุนายน 1952 สัญญาที่ทำไว้เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ 1951 ถูกนำมาแก้ไขตามข้อกำหนดใหม่ จำนวน 10 ลำที่เหลือ ได้รับการส่งเข้าประจำการในกองทัพภายใต้รหัส B-52B มีพิธีส่งมอบ ใน 18 มีนาคม 1954 นายพล Nathan Twining หัวหน้าคณะเสนาธิการกองทัพอากาศกล่าวในพิธีส่งมอบว่า

    [CENTER]ปืนยาว จัดเป็นอาวุธชั้นยอด ในช่วงอดีตเวลาของมัน
    และในวันนี้ B-52 คือ อาวุธทางอากาศระยะไกล
    . . . .เครื่องบิน B-52B ได้รับการปรับปรุงไปในรูปแบบของเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินลาดตระเวณพิสูจน์ทราบ ( reconnaissance) จนจบลงที่รุ่น B-52G และ B-52H. เพื่อเร่งยอดการผลิต โรงงานที่ใช้ในการสร้างอาศัยจากโรงงานหลักในเมือง Seattle และที่เมือง Wichita บริษัทขนาดย่อมจำนวน 5,000 บริษัท เข้ามารับช่วงการผลิตต่อ โดย 41% ของโครงสร้างลำตัวผลิตขึ้นโดยบริษัทขนาดย่อม
    . . .เครื่องบินต้นแบบลำ และรุ่น B-52A B และ C จำนวน 90 ลำ สร้างในเมือง Seattle การทดสอบได้กระทำที่เมือง Seattle จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านเสียงมาตาม ทางการต้องออกกฎเคอร์ฟิว ห้ามทดสอบเครื่องยนต์ในเวลากลางคืน
    . . . .เครื่องบินที่ประกอบในเบื้องต้นเสร็จแล้ว จะบินเที่ยวแรกไปที่เมือง Larson Air Force Base, ห่างออกไป 150 ไมล์ (241 km) ณ ที่ฐานทัพอากาศแห่งนี้ มันจะได้รับการติดตั้งและทดสอบระบบอาวุธอื่นๆจนพร้อมสรรพ
    . . . .ในช่วงเวลานั้นสายการผลิตของเครื่องบินทิ้งระเบิดไอพ่นรุ่นแรก B-47 ได้สิ้นสุดลง โรงงาน Wichita จึงได้นำ B-52D ขึ้นสู่สายการผลิตแทน โรงงาน Seattle รับผิดชอบการสร้างจำนวน 101 ลำ โรงงาน Wichita รับผิดชอบการสร้างจำนวน 62 ลำ ทั้งสองโรงงานยังได้สร้าง B-52E โรงงาน Wichita จำนวน 42 ลำ และ Seattle จำนวน 58 ลำ และในรุ่น B-52F สร้างที่ Seattle จำนวน 44 ลำ และที่โรงงาน Wichita จำนวน 45 ลำ
    . . . ในปี 1957 ได้รับการตัดสินใจให้สร้าง รุ่น B-52G โดยย้ายไปสร้างที่ Wichita ทั้งหมด ทำให้โรงงานในเมือง Seattle มุ่งเน้นไปในการผลิตเครื่องบินโดยสารพาณิชย์
    สายพานการผลิตเครื่องบิน 52 สิ้นสุดลงในปี1962 หลังจากที่ผลิตขึ้นมาทั้งหมด 744 ลำ


    ภารกิจ
    . . . ถูกมันให้ทำหน้าที่เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล สามารถรองรับภารกิจได้หลากหลาย ด้วยความเร็วเดินทางเกือบจะเท่าความเร็วเสียง ในระดับความสูงกว่า 30,000 ฟุต (10,116.6 เมตร) มันสามารถบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ หรืออาวุธรรมดาที่มีความแม่นยำสูง ได้อย่างหลากหลาย รวมทั้งอาวุธรุ่นใหม่ที่สามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำในทุกแห่งของโลก ในสงครามตามแบบ เครื่องบิน B-52 ได้สามารถปฏิบัติภารกิจ
    โจมตีทางยุทธศาสตร์
    สนับสนุนการโจมตีทางอากาศโดยใกล้ชิด
    การขัดขวางทางอากาศ
    และการปฏิบัติการทางทะเล
    . . .ในสงคราม Desert Storm เครื่องบิน B-52 ได้ทิ้งระเบิดเป็นจำนวนกว่า 40% ของระเบิดทั้งหมดที่ฝ่ายพันธมิตรใช้ถล่มอิรัค ไม่เพียงแต่ในห้วงอากาศ หรือเหนือแผ่นดินเท่านั้น มันมีประสิทธิภาพสูงมากในการปฏิบัติการทางทะเล ช่วยเหลือกองทัพเรือ ในการต่อต้านเรือ และทำลายทุ่นระเบิด เครื่องบิน B-52 เพียงสองลำ สามารถตรวจตราท้องทะเลกว้าง 140,000 ตารางไมล์ (364,000 ตารางกิโลเมตร) ในเวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น นั่นเท่ากับพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย

    เครื่องบิน B-52 ทุกลำสามารถติดตั้งยุทโธปกรณ์ทางอิเลคทรอนิกส์ได้อย่างไม่จำกัด ที่สำคัญได้แก่

    electro-optical viewing sensors ได้สองชุด
    forward-looking infrared
    advanced targeting pods to augment targeting

    . . . .ยุทโธปกรณ์ทางอิเลคทรอนิกส์ที่ได้รับการติดตั้งเพิ่มขึ้นมานั้น เพื่อเหิ่มขีดความสามารถในทางยุทธวิธีโดยตรง ทั้งยังสามารถประเมินผลการโจมตีได้อย่างทันถ่วงที และยังเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจได้อีก
    . . .อุปกรณ์การรบที่นำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงปี 1990 คือ กล้อง NVG นักบินB-52 สามารถสวม NVG เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน ได้เป็นอย่างดี นักบินสามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางต่างๆได้ ในขณะบินต่ำเพื่อรบสัญญาณเรด้าร์ และยังสามารถมองเห็นเครื่องบินลำอื่นได้ในสภาวะแสงน้อย.
    . . . .มันเริ่มต้นได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในปีค.ศ.1989 เพิ่มการโจมตีต่อเป้าหมายต่างๆได้ทั่วโลก เสริมเขี้ยวเล็บให้ใช้อาวุธรุ่นใหม่ได้เกือบทุกประเภท ด้วยการปรับปรุงห้องบรรทุกระเบิดเพื่อให้มีระวางบรรทุกเพิ่มอีก 2,000 ปอนด์ เมื่อเติมน้ำมันกลางอากาศ มันสามารถบินอยู่กลางฟ้านานข้ามวัน ข้อจำกัดของมันไม่ได้มาจากเครื่องบิน แต่อยู่ที่ ภาระของนักบินที่ไม่สามารถอยู่ในอากาศได้นานกว่าเครื่องบิน เพียงเติมน้ำมันครั้งเดียวมันสามารถบินได้ไกล 8,800 ไมล์ (14,080 กม.)

    การปรับปรุง
    . . . ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี เครื่องบิน B-52 เป็นกระดูกสันหลังของเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มันสามารถทิ้งระเบิด และเป็นฐานปล่อยจรวดลอยฟ้า ที่ได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางที่สุดในระบบอาวุธของกองทัพสหรัฐฯ ระเบิดหลากหลายชนิดได้แก่
    gravity bombs, cluster bombs,
    precision guided missiles
    . . .ซึ่งเป็นระเบิดสมัยเก่า ที่ยังมีประสิทธิภาพอยู่ และมันสามารถติดตั้ง JDAM(joint direct attack munitions) อาวุธระเบิดรุ่นใหม่ที่มีความแม่นยำ และอำนาจการทำล้ายล้างสูง โดยหวังจะยืดอายุใช้งานต่อไปให้ถึงปีค.ศ.2040

    . . .เครื่องบิน B-52 ลำแรกขึ้นบินในปี ค.ศ.1954 เครื่องบิน B-52B รุ่นต่อมาได้เข้าประจำการในปี 1955 เครื่องบิน B-52 รุ่น B-52H,ลำสุดท้ายถูกส่งมอบให้ ทอ.สหรัฐฯเข้าประจำการในเดือนตุลาคม 1962
    เครื่องบิน B-52H จำนวน 102 ลำแรกได้ส่งเข้าประจำการในกองบัญชาการ Strategic Air Command ตั้งแต่เดือนพฤกษาคม ปี ค.ศ.1961

    . . ปัจจุบันนี้คงเหลือเพียง เครื่องบิน B-52H รุ่นเดียวประจำการอยู่ในทอ.สหรัฐฯ โดยขึ้นสังกัดกับกองบัญชาการ Air Force Global Strike Command. กองบินทิ้งระเบิดที่
    5th Bomb Wing at Minot AFB, N.D. และ
    2nd Bomb Wing at Barksdale AFB, La.,
    . . .และที่ฐานทัพอากาศแห่งนี้ยังมี เครื่องบิน B-52 อัตราสำรอง ภายใต้สังกัด ’the Air Force Reserve Command's 307th Bomb Wing อีกหน่วยหนึ่ง ซึ่งเคยมาประจำการในฐานบินอู่ตะเภา
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ b-52-stratofortress-pictures-7316-600x399.jpg   01.jpg   02.jpg   03.jpg   04.jpg   05.jpg   06.jpg   07.jpg   08.jpg   09.jpg  

    10.jpg   11.jpg   12.jpg   13.jpg   14.jpg   15.jpg   16.jpg   17.jpg   18.jpg   19.jpg  

    20.jpg   21.jpg   22.jpg   23.jpg   26.jpg   27.jpg   28.jpg   b36b52b58.jpg  

  2. #2

    มาตรฐาน

    เครื่องบิน B-52 รุ่นต่างๆ



    เครื่องบิน B-52A
    . .มีเพียง B-52A 3 ลำในจำนวน 13 ลำเท่านั้นที่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ทั้งสามลำถูกส่งกลับคืนไปโรงงานของ Boeing เพื่อใช้ในการทดสอบด้านต่างๆ เครื่องบิน B-52A ที่ผลิตขึ้นมามีความแตกต่างจากลำต้นแบบในส่วนด้านหน้ า
    . .ห้องนักบินได้รับการเปลี่ยนแปลงจากแบบ สองคนนั่งตามกัน ไปเป็นสองคนนั่งเคียงกัน ยืดโครงสร้างในส่วนหน้าออกไป 21 นิ้ว (53 cm) เพื่อติดตั้งระบบ avionic ใหม่ๆ และกว้างขวางพอสำหรับลูกเรือถึง 6 นาย เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ด้วยระบบหัวฉีดน้ำลดอุณหภูมิเค รื่องยนต์ โดยเพิ่มถังบรรจุน้ำขนาด 1,363 ลิตร ติดตั้งถังน้ำมันใต้ปีกขนาด 3,785 ลิตร ถังน้ำมันภายนอกนี้ ยังช่วยลดการกระพือของปลายปีกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้ปลายปีกต่ำลงง่ายต่อการซ่อมบำรุงอีกด้วย

    เครื่องบิน B-52B
    . .เครื่องบิน B-52B เป็นเครื่องบิน B-52 รุ่นแรกที่ได้เข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ปี 1955 เมื่อ 29 มิถุนายน 1955 ในสังกัดของกองบินทิ้งระเบิดที่ 93rd Bombardment Wing ฐานทัพอากาส Castle AFB รัฐ California รุ่นนี้มีการปรับปรุงจากรุ่นแรกเพียงเล็กน้อย โดยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ขึ้นอีก 12,000 ปอนด์ จากการลดอุณหภูมิเครื่องยนต์ด้วยระบบฉีดน้ำ ในระหว่างการฝึกลูกเรือ ประสบอุบัติเหตุสองครั้ง ทำให้ความพร้อมรบของเครื่องบินยังไม่ได้รับการยอมรับ เครื่องบิน B-52B จำนวน 27 ลำ จากทั้งหมด 50 ลำ ได้รับการติดตั้งกล้องถ่ายภาพทางอากาศหลายชนิด ในภารกิจสอดแนม จำนวน 7 ลำถูกดัดแปลงเป็นรุ่น B-52C บางลำถูกดัดแปลงเพิ่มการทดลองขององค์การนาซ่า ในการทดสอบจรวดพิสัยไกล


    เครื่องบิน B-52C
    . .เครื่องบินB-52C รุ่นนี้ได้รับการดัดแปลงให้ถังน้ำมันมีความจุมากยิ่ง ขึ้นถึง 169,000 ลิตรโดยติดตั้งถังแบบภายนอกลำตัว เอาไว้ที่ใต้ปีก 11355 ลิตร ทำให้เพิ่มน้ำหนักในการวิ่งขึ้นเป็น 450,000 ปอนด์(หรือ 13,605 kg) ระบบควบคุมการยิงรุ่นใหม่ได้รับการติดตั้งรุ่นนี้ใต้ ท้องถูกพ่นด้วนสีขาว เพื่อลดการสะท้อนแสงหลังจากที่ระเบิดนิวเคลียร์ ได้ระเบิดขึ้น รุ่นนี้ได้รับการดัดแปลงให้เป็นรุ่น RB-52C เพิ่มภารกิจในด้านสอดแนม โดยติดตั้ง the reconnaissance pod แต่ใช้ในภารกิจนี้ไม่นาน ระบบนี้ได้ถูกถอดออก



    เครื่องบิน B-52 D
    . .เครื่องบิน B-52 D ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในภารกิจทิ้งระเบิดระยะไกล โดยไม่มีขีดความสามารถด้านการสอดแนม ภายในลำตัวได้รับการดัดแปลงให้บรรทุกระเบิดได้มากขึ้ น เพื่อใช้ทิ้งระเบิดแบบปูพรม ช่วงสงครามเวียดนาม ต่อมาเครื่องบิน B-52 Dได้รับการติตั้งระบบต่อต้านสงครามอิเลคทรอนิกส์ (ECM) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก สูงกว่าที่ติดตั้งให้แก่เครื่องบินรุ่นหลัง เพราะมีระยะการตรวจจับ ได้ไกลกว่า เครื่องบิน B-52 D ถูกใช้งานมากที่สุดในช่วงสงครามเวียดนาม โดยได้รับการทาสีภายนอกแบบ camouflage colour scheme ใต้ท้องเป็นสีดำ

    เครื่องบิน B-52E
    . .เครื่องบิน B-52E ได้รับการปรับปรุงทางด้านระบบ avionics และระบบการทิ้งระเบิด การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ NB-52E ได้รับการติดตั้ง canards และ Load Alleviation and Mode Stabilization system (LAMS) เพื่อลดความอ่อนล้าของโครงสร้าง จากการที่มีลมกรรโชก เมื่อบินอยู่ในระดับต่ำ การทดสอบครั้งหนึ่ง NB-52E ได้บินเร็วกว่าขีดจำกัดประมาณ10 น็อต(11.5 mph, 18.5 km/h) แต่เครื่องบินไม่ได้รับความเสียหาย เพราะว่า พื้นบังคับแบบ canards สามารถลดการสั่นของลำตัว ทั้งทางแนวดิ่ง vertical ได้ 30% และทางแนวระนาบ horizontal ได้ 50% ซึ่งเกิดขึ้นจากแรงลมกรรโชก
    เครื่องบิน B-52F
    . .เครื่องบิน B-52F ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ J57-P-43W ซึ่งมีระบบหัวฉีดน้ำลดอุณหภูมิเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มแรงขับให้สูงขึ้น กว่าเดิม รุ่นนี้ประสบปัญหาทางด้านน้ำมันรั่ว แต่ต่อมาได้รับการแก้ไขหลายครั้ง จนใช้ประจำการได้
    เครื่องบิน B-52G
    . .การปรับปรุงเครื่องบิน B-52G รุ่นนี้ มุ่งหวังเพื่อ ยืดอายุการประจำการของเครื่องบิน B-52 ออกไปอีกเล็กน้อย เพื่อรองรับการเข้ามาแทนที่ของเครื่องบินทิ้งระเบิดร ุ่นใหม่แบบ B-58 Hustler ซึ่งโครงการได้ชะลอตัวอยู่ ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรุ่นนี้คือ ในรุ่นก่อน ปีกของเครื่องบิน B-52 ไม่ได้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงเอาไว้ ต่อมาในรุ่น G และ H ได้ใช้ช่องว่างภายในปีก เป็นถังเก็บน้ำมัน เพิ่มความจุได้อีก 38,000 ปอนด์ (17,235 kg) ซึ่งมากกว่าถังภายนอก ซึ่งบรรจุได้เพียง 2,650 ลิตรต่อคู่
    . . .ในรุ่นเครื่องบิน B-52G ยังได้ปรับปรุงระบบการบังคับควบคุมด้วยการใช้พื้นบัง คับแบบ, spoilers มาช่วยในการเลี้ยว ทดแทนการเลี้ยวด้วย ailerons อย่างแต่ก่อน ในส่วนพวงหาง แพนหางตั้ง (The tail fin) ถูกลดความสูงให้สั้นลงมา 8 ฟุต เป็นความแตกต่างภายนอกของเครื่องบิน B-52 ในรุ่น G และ H ที่สังเกตได้จากพวงหาง
    ขยายความจุของถังระบบหัวฉีดน้ำเป็น 4,540 ลิตร
    ในส่วนหน้าของเครื่องบินได้รับการปรับปรุง the nose radome ให้กว้างขึ้น
    . .พลปืนท้ายที่คอยคบคุมป้อมปืนขนาด .50 caliber ซึ่งอยู่ทางส่วนท้ายถูกย้ายให้มานั่งในห้องนั่งบินชั ้นล่าง แล้วใช้ระบบควบคุมด้วยไฟฟ้า เข้ามาทดแทน
    . .ได้มีการปรับปรุงห้องนักบิน ให้เป็นสองชั้น ภายใต้คอนเซ็บห้องบัญชาการรบ"Battle Station" โดยมีนักบินที่หนึ่งและนักบินผู้ช่วยนั่งอยู่ชั้นบน รับหน้าที่เชิงรุก ส่วนด้านล่าง มีนายทหารต้นหนสองนายรับผิดชอบด้านการเดินอากาศและการทิ้งระเบิด ส่วนอีกสองนาย คือพลปืนท้ายและ นายทหารควบคุมการต่อต้านสงครามอิเลคทรอนิกส์ นั่งหันหน้าไปทางท้ายเครื่อง ทำหน้าที่เชิงรับ
    . ' .เครื่องบิน B-52G เข้าประจำการเมื่อ 13 กุมภาพันธ์1959 เพียงวันเดียวก่อนที่ เครื่องบินB-36 ลำสุดท้ายได้ปลดประจำการ ซึ่งทำให้หน่วยบัญชาการกองบินยุทธศาสตร์ SAC มีเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบไอพ่นเข้าประจำการทั้งหมด เป็นครั้งแรก เครื่องบิน B-52G ถูกผลิตขึ้น 193 ลำ เป็นรุ่นที่ถูกผลิตขึ้นมามากที่สุด
    . . .ความเกรงกลัวต่ออำนาจของเครื่องบิน B-52 ทำให้สนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯและโซเวียต the Strategic Arms Reduction Treaty of 1992 จึงมีข้อตกลงให้ทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกลลง ซึ่งนั่นทำให้เครื่องบิน B-52G เกือบทั้งหมด ซึ่งจอดสำรองสงครามอยู่กลางทะเลทราย ได้ถูกทำลายไปเกือบทั้งหมด

    เครื่องบิน B-52H
    . .เครื่องบิน B-52H มีจำนวนลูกเรือ และโครงสร้างอากาศยานเหมือนกันกับ B-52G ส่วนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เครื่องยนต์แบบ TF33-P-3 turbofan ซึ่งให้สมรรถนะสูงกว่า และประหยัดมากกว่า
    . . .ระบบ ECM และเอวิโอนิกส์อื่นๆ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ระบบควบคุมการยิงป้อมปืนท้ายได้รับการปรับปรุงใหม่โดยใช้ปืนขนาด 20 mm M61 Vulcan เข้ามาแทนปืนขนาด .50 caliber น่าเสียดายที่ป้อมปืนซึ่งอยู่ทางส่วนท้าย ได้ถูกถอดทิ้งออกไปในปี 1994 เนื่องจากไม่มีความจำเป็นในทางยุทธวิธี เพราะมีระบบเอวิโอนิกส์อื่นๆ ที่แม่นยำกว่า เข้ามาทดแทน
    . .เครื่องบิน B-52H ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อ 10 กรกฎาคม 1960, เข้าประจำการเมื่อ 9 พฤษาคม 1961. ปัจจุบันนี้คงเหลือเพียง H ประจำการอยู่ในทอ.สหรัฐฯ , B-52H หมายเลข AF Serial No. 61-0040, คือลำสุดท้ายที่ออกจากสายการผลิตเมื่อ 26 ตุลาคม 1962


    รูปทรงทางอากาศพลศาสตร์
    . .การจะมองเห็นเครื่องบิน B-52 ให้ได้ทั้งลำในคราวเดียว คงจำเป็นต้องยืนห่างจากมัน ด้วยระยะห่างกว่า สนามฟุตบอล เพราะขนาดของมันใหญ่มาก รูปร่างเครื่องบิน B-52 ทะมึนคล้ายกับไดโนเสาร์ ลำตัวยาว 159 ฟุต 4 นิ้ว (48.5 m) ปีกกว้าง 185 ฟุต (56.4 m) สูง 40 ฟุต 8 นิ้ว (12.4 m) ปีกติดตั้งไว้ที่ส่วนบนของลำตัว โดยที่โค่นปีกค่อนไปทางส่วนหน้า ปลายปีกมีมุมลู่ไปทางด้านหลังถึง 35 องศา เพื่อให้ทะยานผ่านไปในอากาศได้อย่างรวดเร็ว ปีกของมันใหญ่มาก มีพื้นที่ถึง 4000 ตารางฟุต ลำตัวยาวทรงกระบอกเหลี่ยม จากหัวจรดท้าย แล้วเริ่มแคบลงเมื่อถึงส่วนพวงหาง โดยมีแพนหางระดับติดตั้งไว้กับส่วนท้ายของลำตัว มีรูปทรงลู่ลมไปทางด้านหลัง เช่นเดียวกับปีก แพนหางดิ่งขนาดใหญ่ตั้งตรงสูงขึ้น แบบที่ต้องแหงนหน้ามอง ความแตกต่างของส่วนหางของเครื่องบิน B-52 รุ่น G และ H คือแพนหางดิ่งจะถูกปาดให้ต่ำลง ดูป้านขึ้น ไม่เรียวแหลมอย่างรุ่น B C หรือ D ก่อนหน้า ที่เคยมาประจำการในไทย

    . .เครื่องบิน B-52 เป็นเครื่องบินรบที่มีโครงสร้างลำตัวใหญ่มาก ด้วยความยาว 159 ฟุต 4 นิ้ว (48.5เมตร) น้ำหนักวิ่งขึ้น 488,000 ปอนด์ (220,000kg) ผิวลำตัวสร้างจากโลหะที่ทนแรงดันสูง เมื่อจอดอยู่ที่พื้น จะมองเห็นผิวลำตัวเหยี่ยวย่น แต่นั่นมิใช่ความชราภาพของมัน เมื่อมันทะยานขึ้นฟ้า อากาศจากภายในลำตัว จะขยายตัวออกทำให้ผิวลำตัวราบเรียบ เต่งนวลขื้น ไม่ต่างจากสาววัยรุ่น


    . . .ฐานล้อของเครื่องบิน B-52 ได้รับการติดตั้งไว้ที่ลำตัว โดยเป็นล้อคู่ ฐานล้อหลักมี 4 ฐาน เมื่อเทียบกับขนาดอันใหญ่โตของเครื่องบิน จึงเป็นฐานล้อที่แคบมาก จำเป็นต้องมีฐานล้อเสริม ที่ปลายปีก นั่นทำให้ต้องใช้ทางวิ่งที่กว้างกว่าปกติในการขึ้นลง สนาม



    ห้องนักบิน
    . . .แม้ต้นแบบดั้งเดิมห้องนักบินได้ถูกออกแบบให้เป็นที่น ั่งเดี่ยว แต่เพราะความใหญ่โตของมัน เมื่อปรับเปลี่ยนมาเป็นสองที่นั่ง ความกว้างขวางยังคงเหลือเฟือ ห้องนักบินถูกแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นบนคือนักบินและนักบินผู้ช่วย หน้าปัดมาตรวัดต่างๆ คงความเป็น Analog ไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง มาตรวัดการทำงานของเครื่องยนต์แปดเครื่องวางไว้ตรงกล าง โดยมีจอDisplayเพิ่มขึ้นมาภายหลัง เก้าอี้นักบินชั้นบนสามารถดีดตัวออกได้ ถัดออกไปข้างหลังยังมีที่นั่งสำหรับลูกเรือเสริมได้อ ีกสองที่ ห้องลูกเรือชั้นล่างเป็นของนายทหารต้นหนสองนาย รับผิดชอบระบบอาวุธ และอุปกรณ์ Avionics จำนวนมากมาย ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปภายหลัง


    เครื่องยนต์
    . . .เครื่องบิน B-52H ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ turbofan ของบริษัท Pratt & Whitney TF33-P-3 จำนวน 8 เครื่องยนต์ โดยติดตั้งไว้ใต้ปีก จับเป็นคู่กัน ข้างละสองคู่ แต่ละเครื่องยนต์ให้แรงขับสูงสุด 17,000 ปอนด์ มีถังน้ำมันในลำตัว จำนวน 10 ถังและเพิ่มถังภายนอกอีก 2 ถัง ทั้งหมดบรรจุน้ำมันได้ถึง 181,000 ลิตร ให้รัศมีปฏิบัติการ 8,600 ไมล์. ประมาณ15,937 km เครื่องบิน B-52H ให้สมรรถนะในการไต่ด้วยอัตรา 31.85 เมตรต่อวินาที ความเร็วสูงสุด 1,000 กม.ต่อ ชม. บินได้สูง (service ceiling) ถึง 15,151 เมตร น้ำหนักตัวเปล่าเพียง 83,250 กก. แต่สามารถบรรทุกน้ำมันและอาวุธ เพิ่มจนทำให้น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดถึง 220,000 กก.


    การปรับปรุง
    . . .ในเดือนพฤศจิกายน 1959 กองบัญชาการ SAC ได้ริเริ่มโครงการปรับปรุงเครื่องบินB-52 เป็นการใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบให้แก่มัน อันเนื่องมาจากปัจจัยทางยุทธศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการปรับปรุงระบบต่างๆ 4 ระบบ ได้แก่
    ระบบปล่อยจรวดระยะไกล AGM-28 Hound Dog
    standoff nuclear missiles
    ระบบเป้าลวง ADM-20 Quail decoys,
    ระบบต่อต้านสงครามทางอิเลคทรอนิส์ advanced electronic countermeasures (ECM)
    ระบบเรดาร์เพื่อใช้ตรวจสภาพอากาศ และการบินต่ำ (ต่ำกว่า 500 ฟุต) แต่การบินในระดับความสูงต่ำกลับเป็นเหตุให้อายุของโค รงสร้างลำตัว ต้องสั้นลงไปอย่างมาก ต่อมาจึงมีโครงการยืดอายุต่อไปอีก 2000 ชั่วโมงบิน โครงการนี้ได้เสร็จสมบูรณ์ลงในปีค.ศ.1963
    โครงการยืดอายุกระทำเสร็จในปี1977 โครงการ Pacer Plank re-skinning เพื่อปรับปรุงผิวลำตัว


    . . .ในรุ่นก่อน ปีกของ เครื่องบิน B-52 ไม่ได้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงเอาไว้ ต่อมาในรุ่น G และ H ได้ใช้ช่องว่างภายในปีก เป็นถังเก็บน้ำมัน ซึ่งทำให้โครงสร้างของปีกต้องรับภาระกรรมสูงขึ้นถึง 60% มากกว่ารุ่นก่อน จากนั้นในปี 1964 ปีกของมันจึงได้รับการปรับปรุงอีก
    . . .ในปี1967 ได้รับการติดตั้งระบบ Stability Augmentation and Flight Control program เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการบิน
    ' . . กลางทศวรรษ 1970 ได้พยายามที่จะเปลี่ยนเครื่องยนต์ และปีก ให้แก่เครื่องบิน B-52 โดยใช้เครื่องยนต์ Rolls-Royce RB211 535E-4 จำนวน 4 เครื่อง เพื่อทดแทนเครื่องยนต์ Pratt & Whitney TF33 จำนวน 8 เครื่อง (ผลรวมของแรงขับ 8 × 17,000 lb = 4 × 37,400 lb) ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงมาก แต่เครื่องยนต์รุ่นใหม่กลับมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติ การ ที่สูงกว่า โครงการเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้แก่เครื่องบิน B-52 จึงถูกยกเลิกไปในปี 2010

    ระบบอาวุธ

    ใหญ่กว่า มากกว่า ย่อมดีกว่า

    . . .ขนาดความใหญ่โตของลำตัวเครื่องบิน B-52 ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการติดตั้งอาวุธชนิดใดๆ
    แต่การทิ้งระเบิด ให้ลงตรงเป้าหมายอย่างแม่นยำ ในระดับเพดาบินสูง เป็นภารกิจที่ซับซ้อนอย่างมาก แม้แต่ในสภาพอากาศดีๆ ไม่มีการต่อต้านจากข้าศึก การฝึกทิ้งระเบิดจากระดับความสูง 10 กิโลเมตร ให้ลงบนเป้าซ้อมขนาดเพียง 50 x 50 เมตรก็แทบจะทำได้ยาก เครื่องบิน B-52 เคลื่อนที่ด้วยความเร็วราว 8000 เมตรต่อนาที หรือราว 1250 เมตรต่อวินาที หากพลาดแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ความผิดพลาดมหาศาลย่อมเกิดขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความแม่นยำในการทิ้งระเบิดที่ระดับเพดานบินสูง ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

    สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (ปี1940) ระดับความคลาดเคลื่อนอยู่ที่รัศมี 1000 เมตร
    สมัยสงครามเวียดนาม(ปี 1965) ระดับความคลาดเคลื่อนยู่ที่รัศมี 100 เมตร
    สมัยสงครามอิรัก (ปี 1991) ระดับความคลาดเคลื่อนอยู่ที่รัศมี 10 เมตร
    ภายหลังปี 2000 ระดับความคลาดเคลื่อนอยู่ที่รัศมี 1 เมตร


    . . .เครื่องบิน B-52 ติดตั้งระเบิดได้หลายแบบ ขนาดตั้งแต่ 500 ปอนด์ (MK82) 1000ปอนด์ (MK83) และ 2000 ปอนด์(MK84)
    ' ' .ลำพังอำนาจการทำลายของลูกระเบิดแบบ Mk. 82 ขนาด 500 ปอนด์ อยู่ที่ประมาณ 100 เมตร (300 ฟุต), เครื่องบิน B-52 บรรทุกได้ 108 ลูก ระเบิดแบบ Mk. 82 เป็นระเบิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในระบบอาวุธของสหรัฐฯ แต่คือระเบิดที่ใหญ่ที่สุดในประจำการของ ทอ.ไทย
    . . .ในทางปฏิบัติยังมีปัจจัยทางด้านสภาพอากาศเช่น กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความแม่นยำของการใช้อาวุธชนิด ต่างๆ
    . . .หมู่บิน 6 ลำของ B-52 เมื่อทิ้งระเบิดจากระยะสูง 30,000 ฟุต มันสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่เบื้องล่างในพื้นที่ ขนาดกว้างหนึ่งกิโลเมตร ยาวสามกิโลเมตร ได้อย่างราบคาบ


    ระบบ Avionics

    . . .เมื่ออำนาจการทำลายล้างของเครื่องบิน B-52 มีมากมายเช่นนี้ คำตอบของการที่จะนำอาวุธให้เข้าสู่เป้าหมายคือ การติดตั้งอุปกรณ์พิเศษต่างๆ ให้แก่เครื่องบิน B-52 นั่นคือระบบAvionic นำทางเข้าหาเป้าหมาย เข้ามาติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง เป็นจำนวนมาก

    . . .ห้องนักบินชั้นล่าง ซึ่งเป็นเหมือนห้องบัญชาการรบลอยฟ้า ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์อิเลครอทนิกส์สมัยใหม่เพิ่มข ึ้นมากมาย เพื่อความแม่นยำในการทิ้งระเบิด และอยู่รอดจากการโจมตีด้วยอาวุธต่างๆ เครื่องบิน B-52 รุ่น H ได้รับการติดตั้งระบบต่างๆเข้าไปมากมาย หลายชนิด เช่น

    AN/ASQ-38 bombing navigational computer and the terrain computer ในการบินที่ระดับความสูงต่ำ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนให้ได้อย่างปลอดภัย
    . . . ได้มีการติดตั้งระบบช่วยการมองเห็นแบบ AN/ASQ-151 Electro-Optical Viewing System (EVS), และ
    . .. .ระบบกล้องโทรทัศน์แบบ Low Light Level Television (LLLTV) ผสานด้วย Forward looking infrared (FLIR) system ทางด้านล่างของห้องนักบิน สำหรับในรุ่น B-52G และ H ได้มีการติดตั้งระบบ GPS ให้แก่เครื่องบิน B-52 ตั้งแต่ปี 1980 ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้บนเครื่องบิน B-52 คือ
    ' ' . The IBM AP-101 ระบบนี้เป็นระบบเดียวกันกับที่ติดตั้งให้กับเครื่องบ ิน B-1B Lancer bomber และกระสวยอวกาศ the Space Shuttle


    . . .ในปีค.ศ. 2007 ระบบ LITENING ได้นำไปติดตั้งให้กับเครื่องบิน B-52 เป็นกระเปาะภายนอกลำตัวเพื่อช่วยค้นหาเป้าหมายได้อย่ างแจ่มชัดทั้งในเวลากลางวันหรือกลางคืน หรือในสภาพอากาศพร่ามั่วก็ตาม เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรบให้แก่เครื่องบิน B-52 ยิ่งขึ้นไปอีก เครื่องบิน B-52 มีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายภาคพื้น ในระยะที่ห่างออกไป ได้อย่างแม่นยำ โดยใช้การนำระเบิดเข้าสู่เป้าด้วยแสงเลเซอร์ กล้อง high resolution forward-looking infrared sensor (FLIR) และกล้องแบบ CCD เพื่อจับตาเป้าหมายให้เห็นได้ตลอดเวลา


    . ... ...ระบบ LITENING ได้รับการติดตั้งให้แก่เครื่องบินรบของสหรัฐฯหลายชนิ ด เช่น F/A-18 Hornet, F-16 Fighting Falcon และ AV-8B


    . . . อาวุธล่าสุดของเครื่องบิน B-52 คือการได้รับการติดตั้ง Lockheed Martin Sniper ATP ในธันวาคม 2009


    . . . ในปี 1994 (พ.ศ.2537) อำนาจการทำลายล้างของเครื่องบิน B-52 ที่ยังคงจารึกอยู่ เห็นด้วยกับตาตนเอง เมื่อได้มีโอกาสบินไปเมืองฮานอย โดยเครื่องบิน C-130 ลงจอดที่สนามบินนอยไบ ซึ่งปัจจุบันยังคงใช้เป็นสนามบินหลัก ในระหว่างทางที่เดินทางจากสนามบินมายังตัวเมืองฮานอย ช่วงเวลานั้น(30 ปี ผ่านมา) ผมยังสามารถมองเห็นหลุมระเบิดขนาดใหญ่ ที่เกิดจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบิน B-52 ยังคงหลงเหลืออยู่ แนวระเบิดกระจายตามสองข้างทาง เป็นหลุมที่ใหญ่มาก ขนาดว่าควายทั้งฝูงลงไปเล่นน้ำ พร้อมกันก็ยังได้ แต่ต่อมาเมื่อผมได้กลับไปเที่ยวฮานอยอีกครั้งเมื่อปี 2011 (40 ปี ผ่านมา) หลุมระเบิดเหล่านั้น ได้จางหายไปเกือบหมดแล้ว คล้ายกับว่า เวียดนามได้หายจากการบาดเจ็บแล้ว และพร้อมที่จะสู้กับศัตรูทางการค้า ได้อีกครั้งอย่างองอาจ

    เครื่องบิน B-52 และสนามบินอู่ตะเภา


    . . . ในช่วงสงครามเวียดนาม สหรัฐฯได้เข้ามาสร้างสนามบินขึ้นหลายแห่งในประเทศไทย แต่สนามบินเหล่านั้นไม่สามารถรองรับเครื่องบิน B-52 ได้ จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 1965กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตกลงใจที่จะสร้างสนามบินที่สนับสนุนกิจการทหารที่ดีท ี่สุดในเอเชียอาคเนย์ โดยมีทางวิ่งยาว 11,000 ฟุต กว้าง 200 ฟุต และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ โดยเลือกทำเลที่ติดกับทะเล เพื่อง่ายต่อการส่งกำลังบำรุง การก่อสร้างแล้วเสร็จเปิดใช้งานได้ใน 6 กรกฎาคม 1966

    . .อากาศยานลำแรกที่ร่อนลงบนสนามบินอู่ตะเภาคือ HH-16 เป็นเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ในสังกัดกองทัพอากาศไทย ติดตามมาด้วยเครื่องบิน C-130 ของทอ.สหรัฐฯ จากนั้นมันได้กลายมาเป็นฐานส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ โดยมีเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศแบบ KC-135 มาเข้าประจำการก่อน เมื่อสิงหาคม 1966 จำนวน 15 ลำ


    . . .สิ่งสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าของสนามบินอู่ตะเภาคือ การเข้ามาประจำการของ เครื่องบิน B-52 แม้ในทางยุทธศาสตร์ได้กำหนดให้เป็นเพียงฐานบินต่อระยะ (staging base) ของเครื่องบิน B-52 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การที่เครื่องบินขนาดมหึมา แบบแปดเครื่องยนต์ได้เข้ามาประจำการ ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ ยกระดับสนามบินอู่ตะเภาขึ้นเป็น base camp ก่อนหน้าสามเดือนที่การปฏิบัติการของเครื่องบิน B-52 จากฐานทัพในไทยจะเริ่มขึ้น


    . . .การเตรียมตัวต้อนรับการมาของเครื่องบิน B-52 เป็นภาระที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก ต้องจัดเตรียมสถานที่รองรับทั้งกำลังพลเหล่าต่างๆ อาคารโรงเก็บ สำนักงาน ที่พัก โรงพยาบาล อื่นๆอีก
    . . .ความพร้อมสำเร็จลงในวันที่ 10 เมษายน 1967 เมื่อเครื่องบิน B-52 จำนวน 3 ลำได้ร่อนลงจอดที่สนามบินอู่ตะเภา โดยไม่กี่วันถัดมา มันได้เริ่มบรรทุกระเบิดไปทิ้งในเวียดนาม ลาวและเขมร

    . . .เคียงคู่กับการมีสนามบินและเครื่องบิน คือสายการบังคับบัญชา กองทัพอากาศสหรัฐฯสถาปนากองบินยุทธศาสตร์The 4258th Strategic Wing (SAC) ขึ้นในเดือนมิถุนายน 1966 ณ ฐานบินอู่ตะเภา U-Tapao ภายใต้อาณัติของ 3rd Air Division, Andersen AFB เกาะกวม Guam. กองบิน The 4258th รับผิดชอบต่อการเติมน้ำมันกลางอากาศให้แก่ฝูงบินขับไล่ที่ประจำการในภาคอิสานของไทย ไม่กี่เดือนถัดมากองทัพอากาศสหรัฐฯได้ปรับปรุงโครงสร ้างกองทัพครั้งใหญ่ โดยยกระดับ
    กองพลบินที่สาม 3rd Air Division เป็นกองทัพอากาศที่แปด the Eighth Air Force และ
    the 4258th SW เป็นกองบินยุทธศาสตร์ที่ 307th SW. รับผิดชอบฐานบินอู่ตะเภานับแต่นั้นมา


    ในภารกิจทิ้งระเบิดอยู่ในการบังคับบัญชาของกองบินที่ 307th SWโดยตรง
    ในภารกิจการเติมน้ำมันอยู่ในการบังคับบัญชาของกองบิน ที่ 310th wing
    ทั้งสองกองบินขึ้นการบังคับบัญชาอยู่กับ กองบินพลบินที่ 17th Air Division.

    . . .นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นๆของทั้งไทย และสหรัฐฯ ได้เข้ามาใช้สนามบินอู่ตะเภา อย่างคับคั่ง รวมทั้งทหารบก ทหารเรือ หน่วยยามฝั่ง จนมีการจัดตั้ง

    Sattahip complex
    สัตหีบคอมเพล็กซ์

    . . .เพื่อรองรับการเข้ามาใช้ชีวิตของกำลังพลเหล่านั้น คาดว่ามีกำลังพลราว 10,000 นายเป็นกำลังพลประจำราว 7000 นาย รวมทั้งคนไทยที่รับจ้างทำงาน ในฐานบินอู่ตะเภา มี โรงนอนทหาร ที่พักสำหรับนายทหารชั้นยศต่างๆ สโมสร 3 แห่ง ร้านค้า สระว่ายน้ำ โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาลขนาด 80 เตียง โบสถ์ ซึ่งนับว่าหรูหรามากในสมัยนั้น


    . . .เมื่อสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง กองบินที่ 307th SWได้หมดภารกิจและถูกยุบไป ใน 30 กันยายน 1975 จนกระทั่งใน 1 มกราคม 2011 กองบิน307th ได้รับการสถาปนาขึ้นอีกครั้ง ในรูปแบบของกองบินทิ้งระเบิดสำรอง โดยมีเครื่องบิน B-52H ในประจำการ


    ' ' .หลังจากที่ทหารสหรัฐฯถอนทัพออกจากอู่ตะเภา ในปี พ.ศ. 2518 กองทัพอากาศไทยและกองทัพเรือ ได้เข้ามารับผิดชอบ ในพื้นที่สนามบินแห่งนี้ และการจะใช้สนามบินอู่ตะเภาให้มีศักยภาพพร้อมรบเทียบ เท่ากับที่สหรัฐฯเข้ามา บอกได้ไม่ต้องอายเลยว่า งบประมาณของกองทัพอากาศไทยและกองทัพเรือ รวมกันยังไม่เพียงพอ ที่จะดำรงความพร้อมรบของสนามบินอู่ตะเภาไว้ได้

    ชมภาพของสนามบินอู่ตะเภาได้ที่
    http://billfields.tripod.com/utapao/photos1.html
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ 73-B-52.jpg   4_boeing-b-52-stratofortress_cockpit_overview.jpg   800px-B-52_lower_deck.jpg   B-52H60-00055thBWBiggsSep076.jpg   B-52A.jpg   b-52c.jpg   800px-B-52D_dropping_bombs.jpg   800px-B-52H_static_display_arms_06.jpg   Bomb 500lb  drop).jpg  

  3. #3

    มาตรฐาน

    The SA-2 (S-75 Dvina)


    . . .เครื่องบินของศัตรูที่เทียบเคียงได้กับเครื่องบิน B-52 คือเครื่องบินแบบ TU-95 Tupolev: Bear แต่จะว่าไปแล้ว เครื่องบิน B-52 ได้นำมาใช้ในสมรภูมิรบจริงมากกว่า


    . . .ศัตรูคู่อามาตของเครื่องบิน B-52 ที่แท้จริง ที่น่าหวาดกลัว คือ SA-2 เอส เอ ทูว์ Guideline ลูกเรือและนักบินรบของสหรัฐฯรู้จักมันในนาม เอส-เอ-ทูว์ อย่างชินหู ต่อมานาโต้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น The S-75 Dvina ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีอำนาจการทำลายสูงขึ้น เป็นจรวดแบบยิงจากพื้นสู่อากาศ ลำตัวจรวดยาว 10 เมตร มีรัศมีปฏิบัติการ 45- 275 กิโลเมตร ระยะสูง 1,480-82,000 ฟุต (450- 25,000 m ) ผลิตคิดค้นโดยสหภาพโซเวียต เป็นจำนวนกว่า 4,500 ชุด เป็นฐานจวรดยิงเครื่องบินที่เคลื่อนที่ได้สะดวก กระจายใช้งานในกองทัพที่โซเวียต-รัสเซีย ให้การสนับสนุนอยู่ ปัจจุบันเวีนดนามยังคงมี จรวดรุ่นนี้ในประจำการกว่า 280 ชุดยิง ชุดยิงละ 4 ลูก เป็นจำนวนมากกว่าเครื่องบินรบของไทยรวมกันเสียอีก



    . . .ระหว่างสงครามเวียดนามในช่วงต้น เครื่องบินรบสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับอาวุธปืนต่อสู้อากาศยาน (AAA) ซึ่งระยะยิงหวังผลอยู่ในระดับต่ำ ต่ำกว่าเพดานบินของเครื่องบิน B-52 เวียดนามจึงร้องขออาวุธประสิทธิภาพสูงจากโซเวียต ที่สามารถยิงเครื่องบินระดับเพดานบินสูง 30,000-60000 ฟุตได้ การขอการสนับสนุนสัมฤทธิ์ผล เวียดนามได้รับ SA-2 จำนวนหลายร้อยชุด วางกำลังรายล้อมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของตน รอคอยการเข้ามาของฝูงบินสหรัฐฯ

    การปฏิบัติการครั้งสำคัญของเครื่องบิน B-52
    ' ' .ระหว่างสงครามเวียดนามกองทัพสหรัฐฯได้เริ่มแผนปฏิบัต ิการ Operation Rolling Thunder. ระหว่าง 2 มีนาคม 1965 จนถึง 1 พศจิกายน 1968 โดยใช้เครื่องบินขับไล่ขนาดเล็ก จากฐานทัพ อุบลฯ อุดรฯ ตาคลี โคราช ขึ้นโจมตีต่อเป้าหมายเฉพาะขนาดเล็ก
    . . .เครื่องบิน B-52 ได้เข้าปฏิบัติการเป็นครั้งแรกภายใต้แผนยุทธการ Operation Arc Light เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1965 โดยเครื่องบิน B-52F จำนวน 30 ลำจากฝูงบินทิ้งระเบิดที่ 9thและ 441st โดยเข้าโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังคอมมิวนิสต์ใกล้กั บจังหวัด เบียนแคท ในเขตเวียตนามตอนใต้
    . . .การทิ้งระเบิดเที่ยวแรก ฝูงบินได้มาถึงก่อนกำหนดเวลา จึงยั้งการโจมตี และพยายามเกาะหมู่รวมกัน แต่เครื่องบิน B-52F สองลำเกิดการชนกัน เป็นผลให้เครื่องบินเสียหายอย่างรุนแรง ลูกเรือทั้ง 8 นายเสียชีวิต แต่เครื่องบินทั้งหมดที่เหลือยังคงปฏิบัติการต่อไปได ้ ยกเว้นเพียงหนึ่งลำที่มีปัญหาทางเทคนิคต้องออกจากการ โจมตี
    . . .เครื่องบิน B-52F จำนวน 27 ลำที่เหลือทิ้งระเบิดลงสู่เป้าหมายขนาดกว้างหนึ่งถึง สองไมล์ ที่ระดับความสูง ระหว่าง 19,000 -22,000 ฟุต ประมาณว่าเพียง 50% ของระเบิดเท่านั้นที่ตกลงสู่เป้าหมาย เครื่องบินทั้งหมดบินกลับไปที่ ฐานทัพอากาศ Andersen AFB เกาะกวม ยกเว้นลำที่มีปัญหา บินไปที่ฐานทัพอากาศ Clark AFB,ประเทศฟิลิปปินส์
    . . .ภารกิจอันยาวนาน 13 ชั่วโมง ผลการโจมตี จากการประเมินของทหารสหรัฐฯและทหารเวียดนามใต้ พบว่ากองกำลังคอมมิวนิสต์ เวียตกง ได้ถอนตัวออกจากพื้นที่ไปก่อนแล้ว สงสัยว่าการข่าวอาจจะรั่ว ทำให้กองกำลังคอมมิวนิสต์รู้ตัวก่อน



    . . .ในช่วงต้นของสงครามการปะทะสู้รบ เกิดขึ้นทางเวียดนามตอนใต้ โดยที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ใช้ลาวและเขมรเป็นทางผ่านในการส่งกำลังบำรุง ทำให้สหรัฐฯเพลี้ยงพล้ำ จึงใช้กำลังทางอากาศที่เหนือกว่า ขยายการโจมตีเข้าไปในลาว และเขมร แต่ก็ยังไม่สามารถกดดันฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ ประกอบกับการเมืองภายในประเทศ กดดันทำให้ต้องถอนทหาร การสู้รบทางภาคพื้นยังคงดำเนินต่อไป โดยให้ทหารเวียดนามใต้เข้าสู้รบเอง แต่การใช้กำลังทางอากาศได้เพลาลงในช่วงปีค.ศ.1969-1972
    ' ' .การบินเข้ามาโจมตีเวียดนามจากฐานทัพอากาศ Andersen Air Force Base เกาะกวม Guam ต้องใช้เวลาบินเข้ามา 5-6 ชั่วโมง เมื่อรวมเวลาไปกลับอาจนานถึง 10- 12 ชั่วโมง และต้องอาศัยการเติมน้ำมันกลางอากาศ ในช่วงกลางปี 1967 เครื่องบิน B-52 ได้เข้าปฏิบัติการ โดยขึ้นบินจากฐานทัพอู่ตะเภา ซึ่งใกล้กับเป้าหมายมากกว่า ทำให้ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันกลางอากาศ และบรรทุกระเบิดไปได้มากกว่า

    . . .แผนยุทธการ Operation Linebacker มีความมุ่งหวังที่จะทำลายอำนาจการทำสงครามของฝ่ายคอม มิวนิสต์ เช่นโรงงาน โรงไฟฟ้า กองบัญชาการทหาร แผนนี้ครั้งแรกเริ่มในเดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม1972 โดยมุ่งเป้าโจมตีทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งเป็นเขตส่องสุ่มกำลังทหาร และแหล่งผลิตยุทโธปกรณ์ แต่ยังไม่สามารถกดดันฝ่ายคอมมิวนิสต์ ได้เท่าที่ควร แผน Operation Linebacker II ครั้งที่สองจึงเริ่มขึ้นระหว่าง 18–29 ธันวาคม 1972 โดยมีเครื่องบินรบหลายแบบ หลายชนิดเข้าร่วม แผนหลักเป็นการโจมตีของ B-52D และ G หลายระลอก จำนวน 207 ลำ ทิ้งระเบิดเป็นระยะเวลาถึง 12 วัน 11คืน รวม 729 เที่ยวบิน ระเบิดจำนวน 15,237 ตันถูกทิ้งลงยังเมืองฮานอย และไฮฟอง


    . . .ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1972 เครื่องบิน B-52D หมายเลข (55-0110) ถูกยิงด้วย จรวดSA-2 ขณะกำลังทิ้งระเบิดเหนือเมือง Vinh เครื่องบินได้รับความเสียหาย แต่สามารถบินกลับเข้ามาไทยได้ แต่ไม่สามารถลงสนามได้ เครื่องบินตกกระแทกพื้นใกล้กับสนามบิน นับเป็น เครื่องบิน B-52 เครื่องแรกที่สูญเสียจากการถูกยิงในเวียดนาม ระหว่างการปฏิบัติการ Operation Linebacker II มีความมุ่งหวังที่จะนำฝ่ายคอมมิวนิสต์ เข้ามาสู่โต๊ะเจรจา มีเครื่องบิน B-52 จำนวน 15 ลำถูกยิงตก 5 ลำได้รับความเสียหายรุนแรงและตกในลาวหนึ่งลำ อีก 5 ลำเสียหายขั้นปานกลาง
    . . .มีเครื่องบิน B-52 สูญเสียในเวียดนาม ทั้งหมดจำนวน 30 ลำ แต่ฝ่ายเวียดนามอ้างว่า 34 ลำ
    ชัยชนะต่อเครื่องบินขับไล่
    . . .ใช่ว่าเครื่องบิน B-52 จะเป็นฝ่ายสูญเสียเพียงข้างเดียว ลูกเรือเครื่องบิน B-52 สามารถที่จะยิงเครื่องบินขับไล่ ของเวียดนามตกได้ถึง 2 ลำ ในระหว่างปฏิบัติการ
    ' ' .ในวันที่ 18 ธันวาคม 1972 พลปืนท้าย SSgt Samuel O. Turner's ได้สาดกระสุนขนาด 50 caliber สี่ลำกล้อง เข้าใส่เครื่องบินขับไล่ MiG-21 ที่กำลังไล่กวดเข้ามาทางด้านหลัง เครื่องบิน MiG-21 ระเบิดกลางอากาศ พลปืน Turner ได้รับเหรียญกล้าหาญ Silver Star เครื่องบิน B-52 หมายเลข 55-0676 หลังปลดประจำการแล้ว ตั้งแสดงอยู่ที่ ฐานทัพอากาศ Fairchild AFB ในเมือง Spokane รัฐ Washington


    . . . สัปดาห์ถัดมา 24 ธันวาคม 1972 เครื่องบิน B-52 ชื่อ Diamond Lil บ่ายหน้าไปโจมตีเมือง ไตเหงียน(Thái Nguyên) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟ โดยมี พลฯ A1C Albert E. Moore เป็นพลปืนท้าย มองเห็นผิวเงาวับของ MiG-21 เขาเริ่มยิงที่ระยะ 3,700 เมตร เขากดไกค้างไว้จนกระทั่งเครื่องบิน MiG-21 พ้นไปจากลานสายตา จ่า TSG Clarence W. Chute, ซึ่งเป็นพลปืนท้ายของเครื่องบิน B-52 อีกลำหนึ่ง มองเห็นเครื่องบิน MiG ลำนั้นไฟไหม้ และกำลังดิ่งลง มันเป็นเครื่องบิน MiG ลำที่สองที่ถูกเครื่องบิน B-52 ยิงตก เครื่องลำนี้ได้ตั้งแสดงและถูกเก็บรักษาไว้ที่ โรงเรียนนายเรืออากาศสหรัฐฯ United States Air Force Academy รัฐ Colorado ประวัติศาสตร์ทอ.สหรัฐฯบันทึกว่า พลทหาร A1C Albert E. Moore คือพลปืน คนสุดท้ายในโลก ซึ่งเป็นผู้ยิงเครื่องบินขับไล่ตก
    . . .เวียดนามได้ยิงจรวด SA-2 จำนวน 1240 ลูกเพื่อหยุดหยั้งการโจมตี เมื่อได้เปรียบเทียบ จำนวนเครื่องบิน และจำนวนเที่ยวบิน(729) ของเครื่องบิน B-52 ที่เข้าปฏิบัติการในสงเวียดนามกับจำนวนที่สูญเสีย( 25 ลำ) ยังถือว่าเป็นอัตราความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลจากการปฏิบัติการทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ยอมกลับเข้ามาร่วมโตะเจรจาอีกครั้ง
    ' ' 'หลังสงครามเวียดนาม ยุทธวิธีการบินทิ้งระเบิดได้เปลี่ยนไป จากการบินเข้าสู่เป้าหมายในระดับเพดานสูง เปลี่ยนเป็นระดับเพดานบินต่ำ เพื่อมิให้ข้าศึกรู้ตัว แต่การบินต่ำมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย และการเดินอากาศ และยังทำให้ ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการบินมากขึ้น ส่งผลให้บรรทุกอาวุธไปได้อย่างจำกัด

    สงครามเย็น
    . . . หลังจากที่ได้นำเข้าประจำการ เครื่องบิน B-52D E และ F ที่ได้รับการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ ได้รับคำสั่งให้ขึ้นบินวน อยู่ในอากาศตลอด 24 ชม. เพื่อมิให้ตกเป็นเป้านิ่ง เครื่องบิน B-52 ที่เข้าปฏิบัติการจะบินวนอยู่บริเวณขั้วโลกเหนือ เพื่อพร้อมตอบโต้โซเวียตทันที หากแผ่นดินอเมริกาถูกโจมตี
    . . .หลังสงครามเวียดนาม สงครามเย็นยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เครื่องบิน B-52G และ H ได้รับช่วงในการปฏิบัติการต่อ จนกระทั่งสหรัฐฯสร้างระบบนิวเคลียร์ 3 มิติ (nuclear triad) ในการรวมความสามารถของฐานปล่อยนิวเคลียร์แบบน้ำ-ฟ้า-ฝั่งเข้าด้วยกัน ทำให้การบินเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมของ B-52 หมดความจำเป็นลงไป และหยุดปฏิบัติการในปี1991

    สงครามทะเลทราย
    . . .หลังจากที่อิรัคบุกข้ามพรมแดนมายึดคูเวต สหรัฐฯและพันธมิตรใช้เวลาเตรียมทัพนานหกเดือน แทนที่จะใช้กำลังทางบกรุกจากชายแดนย้อนกลับขึ้นไป สหรัฐฯเลือกที่จะโจมตีไปใจกลางเมืองหลวงก่อน ในทันที การโจมตีในระลอกแรกยังคงมีเครื่องบินขับไล่ทั้งระเบิดแบบ F-111 เข้าร่วมด้วย
    . . .16 มกราคม 1991 เครื่องบิน B-52G บินจาก Barksdale AFB, Louisiana เติมน้ำมันกลางอากาศหนึ่งครั้ง แล้วบินเข้าโจมตี รวมเวลาในการบิน 35 ชั่วโมงระยะทาง 14,000 ไมล์ เครื่องบิน B-52G บางส่วนย้ายฐานไปปฏิบัติการที่เมือง Jeddah, ในซาอุดิอารเบีย และฐานทัพอากาศ RAF Fairford ในอังกฤษ บางส่วนย้ายไปฐานทัพ Moron AB, ในประเทศสเปน
    บางส่วนวางกำลังไว้ที่เกาะ Diego Garcia กลางมหาสมุทรอินเดีย


    ' . .ผ่านพ้นสามคืนแรก เมื่อระบบเรด้าร์ของอิรัคราบคาบลงแล้ว เครื่องบิน B-52 ได้กลับมาใช้การทิ้งระเบิดในระดับเพดานบินสูงอีกครั้ ง ซึ่งส่งผลกระทบทางด้านจิตใจต่อศัตรูเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นการปรากฏกายของมัน ทิ้งระเบิดไปมากกว่า 27,000 ตัน
    . . .เครื่องบิน B-52H สามารถบรรทุกจรวดอาวุธปล่อยได้ถึง 20 ชุด แม้ว่ามันจะใหญ่โตมาก แต่มันกลับมีความอ่อนตัวอย่างสูงในการปฏิบัติการ ทั้งใน Operation Desert Storm และ Operations Allied Force
    เครื่องบิน B-52H ทิ้งระบิดลงในภูมิประเทศที่คาดว่ามีกองทหารอิรัครวมพ ลกันอยู่ เป้าหมายของมันคือฐานที่มั่นทางทหาร ป้อมค่ายต่างๆ อานุภาพทำลายล้างของมันได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ Iraq's Republican Guard จนต้องยอมจำนน
    . . .ในวันที่ 2-3 เดือนกันยายน เครื่องบิน B-52H จำนวนสองลำ เดินทางจากฐานทัพ Barksdale Air Force เมือง La. ในสหรัฐฯ พร้อมอาวุธจรวดร่อนแบบ AGM-86C จำนวน 13 ชุด CALCM (Conventional Air Launched Cruise Missiles) ลงในกรุงแบกแดด เพื่อทำลายโรงไฟฟ้า และเครื่อข่ายการโทรคมนาคมของอิรัค ซึ่งนับเป็นภารกิจการบินที่ยาวนานถึง 34 ชั่วโมง เป็นระยะทาง 16,000 ไมล์
    . . ..ตั้งแต่เริ่มสงครามในอิรักครั้งแรก ปี ค.ศ.1991 ครั้งที่สองในปี ค.ศ.2001 เครื่องบิน B-52H เป็นกำลังสำคัญ ในการบินวนอยู่เหนือสมรภูมิ เพื่อคอยสนับสนุนการโจมตีให้แก่ทหารภาคพื้น อย่างแม่นยำและอุ่นใจ แต่สงครมอ่าวในครั้งที่สอง กลับไม่มีเครื่องบินขับไล่ทั้งระเบิดแบบ F-111 เข้าร่วมด้วย เพราะได้ถูกปลดประจำการไปก่อนแล้ว เครื่องบิน B-52 มีบทบาทสำคัญในการโจมตีอิรักกลางคืนใน วันที่ 21 มีนาคม 2003 โดยได้ทิ้งระเบิด CALCM 100 ชุด

    สงครามต่อต้านการก่อการร้าย
    . . .เพื่อไล่ล่าโอซามาบินลาดิน ผู้อยู่เบื้องหลัง การโจมตีตึกเวิรดเทร์ด 11 กันยายน 2001 เพียงหนึ่งเดือนถัดมา สหรัฐฯส่งกองกำลัง ทางอากาศเข้าโจมตีพื้นที่ต้องสงสัย ในประเทศอัฟกานิสถาน ที่คาดว่าบินลาดิน จะหลบซ่อนตัวอยู่ ในวันแรก B-52 พร้อมกับ B-1 และ B-2 เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่ ร่วมปล่อยขีปนาวุธ เข้าสู่เป้าหมาย และร่วมสนับสนุนการโจมตีทางอากาศอย่างใกล้ชิดให้แก่ก องกำลังทางบก ปฏิบัติการต่อเนื่องยาวนาน มาเป็นเวลาหลายเดือน อย่างยาวนานจนข้ามปี จนในที่สุดบินลาดินถูกจับสังหาร


    ' . .เมื่อ เดือนกันยายน 2011 ในพิธีครบรอบการเข้าประจำการครบ 50 ปีของเครื่องบิน B-52 ลำแรก ณ ฐานทัพอากาศ Minot. เรืออากาศโท Lt. Daniel Welch หลานของ Col. Don Sprague ได้เข้ามาประจำการที่ฝูงบิน 23rd Bomb Squadron กองบินทิ้งระเบิดที่ 5th Bomb Wing ซึ่งเป็นฝูงบินที่ปู่ของเขา Col. Don Sprague เคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับฝูงบินมาก่อน เขาเป็นคนรุ่นที่สามนับต่อจากปู่ และพ่อของเขา (Lt. Col. Don Welch ซึ่งเกษียณจากกองทัพไปเมื่อ 22 ปีก่อน) คนทั้งสามรุ่นในครอบครัวเดียวกันได้บินเครื่องบินที่ มีเกียรติประวัติสูงส่ง เหมือนกัน
    . . .เครื่องบิน B-52 มีอัตราความพร้อมรบสูงกว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของสห รัฐฯ ทั้งหมด ในช่วงปี 2000-2001 ในขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่กว่าเช่น The B-1 มีอัตราความพร้อมรบ 53.7% เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนแบบ B-2 มีอัตราความพร้อมรบ 30.3% ในขณะที่ B-52 มีอัตราความพร้อมรบสูงถึง 80.5% สูงที่สุดในบรรดาเครื่องบินทิ้งระเบิดที่สหรัฐฯมีในประจำการ ทั้งๆที่เข้าประจำการมาก่อน

    . . .เครื่องบิน B-52 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีขนาดใหญ่ แต่กลับมีความอ่อนตัวสูง มีความสามารถในการติดตั้งอาวุธได้หลากหลายรูปแบบ ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเขี้ยวเล็บที่สำคัญ ในคลังอาวุธของสหรัฐฯ การที่มันได้ผ่านสงครามมาอย่างยาวนาน ย่อมเป็นเหรียญตราที่ประกันว่า ระยะเวลาไม่สามารถทำลายอานุภาพการรบของเครื่องบินลำนี้ได้

    General characteristics
    • Crew: 5 (pilot, copilot, radar navigator (bombardier), navigator, and Electronic Warfare Officer)
    • Length: 159 ft 4 in (48.5 m)
    • Wingspan: 185 ft 0 in (56.4 m)
    • Height: 40 ft 8 in (12.4 m)
    • Wing area: 4,000 sq ft (370 m²)
    • Airfoil: NACA 63A219.3 mod root, NACA 65A209.5 tip
    • Empty weight: 185,000 lb (83,250 kg)
    • Loaded weight: 265,000 lb (120,000 kg)
    • Max. takeoff weight: 488,000 lb (220,000 kg)
    • Powerplant: 8 × Pratt & Whitney TF33-P-3/103 turbofans, 17,000 lbf (76 kN) each
    • Fuel capacity: 47,975 U.S. gal (39,948 imp gal; 181,610 L)
    • Zero-lift drag coefficient: 0.0119 (estimated)
    • Drag area: 47.60 sq ft (4.42 m²)
    • Aspect ratio: 8.56

    Performance
    • Maximum speed: 560 kt (650 mph, 1,047 km/h)
    • Combat radius: 4,480 mi (3,890 nmi, 7,210 km)
    • Ferry range: 10,145 mi (8,764 nmi, 16,232 km)
    • Service ceiling: 50,000 ft (15,000 m)
    • Rate of climb: 6,270 ft/min (31.85 m/s)
    • Wing loading: 120 lb/ft² (586 kg/m²)
    • Thrust/weight: 0.31
    • Lift-to-drag ratio: 21.5 (estimated)



    แปล เรียบเรียง นาวาอากาศโทธีระพงษ์ คงสมฤทธิ์
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ b52 aviator.jpg   airview.jpg   HowieUtapaoTaxi.jpg   1152_13241484139-tpfil02aw-28152.jpg   high_road_to_Hanoi-550.jpg   iraq71.jpg   b-52d 3view.jpg   B-52Dtailposition.jpg  

  4. #4

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด