สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

กระทู้: 1.The Legend Begin

  1. #1

    Arrow 1.The Legend Begin

    1.ประวัติความเป็นมาของC-130
    (จำนวนผู้เข้าชมจากเว็บไซต์เดิมก่อนย้ายข้อมูล 11472 คน )

    ความเป็นมาของเครื่องบิน C-130



    “ ซี-ร้อย-สาม-สิบ”
    “C-130”
    รหัสลับ กุญแจดอกสำคัญ

    . .ที่คอยแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆของชาติได้ ในเวลาชั่วข้ามคืน
    . . ........ท่านที่เคยได้ยินผ่านหูกันมา ย่อมทราบดีว่ามันคือ เครื่องบินรบชั้นแนวหน้า อาวุธหลักประจำกองทัพหลายๆประเทศ ซึ่งประเทศไทยของเราได้นำเข้าประจำการ เช่นกัน แม้ท่านอาจจะไม่เคยได้สัมผัส โดยสาร หรือบินมันมาก่อน แต่เชื่อเถิดว่า ท่านย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครื่องบิน C-130 อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะท่านคือ เจ้าของ

    . .เครื่องบิน C-130 เคยมีสีเขียวลายพรางจนบางคนเข้าใจว่ามันเป็นเครื่องบินของทหารบก แม้ปัจจุบันมันได้ถูกเปลี่ยนเป็นสีเทา และมันก็มิใช่เครื่องบินของทหารอากาศ

    คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ เครื่องบินทรงคุณค่าลำนี้

    เครื่องบิน C-130 ถูกนำเข้าประจำการในกองทัพอากาศไทย(ทอ.ไทย)
    ด้วยเงินภาษีของท่าน
    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่คนไทยบางคน ถูกหักทันที ณ ที่จ่าย
    ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แฝงไว้ในสินค้าและบริการ
    อีกทั้งภาษีโรงเรือน ภาษีสรรพสามิต



    ...........ซึ่งเกือบสามสิบปีก่อนหน้านี้ คนไทยรุ่นพ่อแม่ของเราได้จ่ายไป เพื่อดาวน์และผ่อนส่งจนได้ C-130 นำเข้าประจำการ และคนไทยรุ่นต่อมา พร้อมใจกันจ่าย

    เพื่อให้กองทัพอากาศบำรุงรักษาสภาพความรบของมันไว้
    เพื่อให้กองทัพบก กองทัพเรือ นำมันไปใช้เพิ่มศักยภาพของตน


    ... ... .... ..C-130 เป็นเครื่องบินรบโดยสายเลือด เคยมีส่วนร่วม เป็นกุญแจสำคัญ ใช้แก้ไขเหตุการณ์วิกฤตของชาติหลายครั้งหลายครา ที่สำคัญ C-130 ยังได้รับการประเมินค่าให้เป็นเครื่องบินพระที่นั่งสำหรับในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ของเรา ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยได้รับการบรรเทาลง เพราะ C-130 สามารถส่งความช่วยเหลือจากคนไทยด้วยกัน ไปถึงกันในชั่วข้ามคืน ไม่เพียงแต่เชื่อมน้ำใจคนไทยด้วยกันแล้ว หลายครั้งหลายหนที่มันเป็นตัวกลาง ส่งความช่วยเหลือ นำน้ำใจของคนไทยไปให้ชาวโลก ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม พร้อมนำธงชาติไทยไปสร้างความภูมิใจในดินแดนต่างๆ มานักต่อนัก
    เพราะความโดดเด่นที่บินได้เร็ว บรรทุกได้มาก และที่สำคัญมันเป็น โลหะวัตถุที่ซื่อสัตย์

    ยังพอจำเหตุการณ์บ้านเมือง เหล่านี้ได้บ้างหรือไม่

    การนำเสด็จสมเด็จย่าฯ จากพระตำหนักดอยตุงกลับกรุงเทพฯ
    เพื่อให้แพทย์ถวายการรักษาตัวในปี 2536...............................................................C-130
    ช่วยเหลือคนไทยที่กำลังจะถูกคุกคามกลับบ้าน
    ในเหตุการณ์ความไม่สงบในกัมพูชา ปี 2540 และ 2543…...…….................….....…..……C-130
    การลำเลียงสิ่งของ ความช่วยเหลือ คราวน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ปลายปี 2538...…...........….C-130
    การขนย้ายผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิปลายปี 2548………..…………..........….….C-130
    การเข้าร่วมเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพ ในประเทศติมอร์ตะวันออก...............................C-130
    การนำชาวประมงไทยที่ถูกจำขังในพม่าและเวียดนามกลับบ้าน.......................................C-130
    การนำแรงงานไทยที่ถูกหลอกลวงไปทำงานในเกาหลี กลับประเทศ................................C-130
    ลำเลียงโฟมจากสิงค์โปร์ เพื่อดับไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ..................................C-130
    สร้างสถิติลงหนังสือกินเนสส์บุ้ค ในการนำนักกระโดดร่ม เกาะหมู่จำนวนมากที่สุดในโลก
    บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ถึงสามครั้ง ปี 2542 2547 และ 2549.................................… C-130
    สนับสนุนกองกำลังทหารไทยในการฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถาน......................................C-130
    ร่วมโปรยพับนกสันติภาพ ในเหตุการณ์ภาคใต้ ……………………………………......................C-130

    หรือแม้แต่ การนำนกแร้ง กลับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ก็มี เครื่องบิน C-130 อยู่เบื้องหลัง

    . .... .......หลายครั้งที่C-130 ได้นำคนไทยกลับแผ่นดินไทย หลายคนเมื่อก้าวพ้นประตูเครื่องบิน ได้ก้มลงกราบแผ่นดินแม่ทั้งน้ำตา ด้วยสำนึกในแผ่นดินเกิด

    อีกทั้งมันได้นำธงไทย ไปโบกสะบัดในดินแดนอื่น เคียงคู่กับธงชาติประเทศต่างๆอย่างสมศักดิ์ศรี

    C-130 ได้นำความสุข ความสงบ และชื่อเสียงมาสู่แผ่นดินไทย อันเป็นที่รักของเรา

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เป็นเพียงเสี้ยวประวัติศาสตร์หนึ่งของประเทศไทย
    ที่เครื่องบิน C-130 จารึกรอย ไว้เบื้องหลัง

    ทางการเมือง
    . .. ... .....เครื่องบิน C-130 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
    มันถูกใช้เป็น บรรณาการทางการเมือง ตั้งแต่มันเริ่มถูกผลิตออกมา ในรูปแบบของ MAP(Military Aids Program) เครื่องบิน C-130 ถูกหยิบยื่นให้ประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯต้องการมีสัมพันธ์ อันได้แก่ เวียดนาม ปากีสถาน อิหร่าน แม้แต่ประเทศไทย ยังเคยได้รับข้อเสนอ แต่ทางการไทยในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะรับมันเข้าประจำการ แต่อีกไม่นานต่อมา เรากลับต้องเสียเงินนับหมื่นล้านบาทเพื่อไขว่คว้าหามัน (หลังจากที่เวียดนามแตก บัญชีเครื่องบิน C-130 ของหน่วยงานสหรัฐฯ ไม่ตรงกัน แม้จะเป็นสงครามเวียดนามก็จริง แต่สงครามในลาวและเขมรส่วนใหญ่เป็นการปฏิบัติการลับ กลับไม่มีใครได้รับรู้ เครื่องบิน C-130 หลายลำ แทงจำหน่ายจากบัญชีไม่ได้ มีข่าวลือว่าหนาหูว่า ประเทศไทยได้รับข้อเสนอ)
    . .... ... ..ไม่เพียงแต่เครื่องบิน C-130 เป็นยาวิเศษที่คอยรักษา เยียวยาเหตุร้ายต่างๆของบ้านเมืองได้อย่างชะงัดแล้ว เครื่องบิน C-130 ยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหลายต่อหลายครั้ง บางครั้งถึงกับทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เพราะมันก็ได้มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จ ในเหตุการณ์จี้ชิงตัวพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างโดยสารบนเครื่องบิน C-130 ที่กำลังเตรียมตัวจะวิ่งขึ้นจากสนามบินดอนเมือง
    . .. .... ..นอกจากนั้นแล้ว C-130 ยังถูกอ้างว่าใช้ขนศพผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เดือนพฤษาคม พ.ศ.2535 ไปทิ้งในป่าเมืองกาญจนบุรี
    . ... ......ช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ครองอำนาจ สำเนาคำสั่งการปฏิบัติภารกิจของ C-130 ถูกมือดีในกองทัพแอบส่งให้บุคคลภายนอก ใช้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญนำไปเชื่อมโยงข้อกล่าวหา การนำเครื่องบินหลวงไปใช้ทางที่ไม่เหมาะสม

    “ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์นักการเมืองทางภาคเหนือ”
    ฝ่ายค้านนอกสภานำหลักฐานยืนยันว่า ฝ่ายรัฐบาลใช้ C-130 เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

    . . .. .. ..ใช่ครับ…นักบินและลูกเรือ C-130 ที่ทำงานในกองทัพมานาน ก็เคยเห็นฝ่ายค้านในสภา เมื่อครั้งเคยเป็นรัฐบาล ก็ทำเช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน แล้วคอยดูต่อไปว่าฝ่ายใดที่กลับมาเป็นรัฐบาล จะใช้และแอบใช้เครื่องบิน C-130 ของเรา อย่างไร

    ในสนามรบ
    . . ... .. ...แท้จริงแล้วสนามรบคือถิ่นของ C-130 เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการสงครามโดยแท้ เครื่องบิน C-130 ได้ถูกส่งเข้าสู่สนามรบครั้งแรกทันที พร้อมๆกับปืน M-16 และเฮลิคอปเตอร์ UH-1H ในสงครามเวียดนาม สงครามที่ทำให้หมากกลศึกที่เคยใช้ได้ผลในสงครามใหญ่ก่อนหน้านี้ ต้องถูกเก็บขึ้นหิ้ง แผนการเดินทัพด้วยเท้าทางบกใช้ไม่ได้กับสมรภูมิแห่งนี้ เหลือเพียงแต่ทางอากาศเท่านั้น ที่จะทำให้กองทัพอันทันสมัยเคลื่อนทัพได้ ระหว่างสงคราม สหรัฐฯ ได้จัดวางกำลังเครื่องบิน C-130 ไว้หลายแห่ง รอบประเทศเวียดนาม ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และไทย มันถูกใช้เพื่อสนองเป้าหมายทางทหารในหลายภารกิจ ทั้งในแบบเผชิญหน้า และในทางลับ จนได้รับการพิสูจน์ว่ามันคือ เครื่องจักรสงครามโดยแท้ ได้มีบันทึกอย่างไม่เป็นทางการว่า ทอ.สหรัฐฯสูญเสีย C-130 ในสงครามครั้งนี้ถึง 62 ลำ

    ... ... ....ยุทธภูมิสำคัญที่เครื่องบิน C-130 ร่วมมีบทบาทโดยตรงคือ ยุทธภูมิเคซานห์ ในหุบเขา Shau สงครามลับในลาวและเขมร

    สหรัฐฯใช้มันตลอดเวลา ไม่มีการหยุดพัก จนกระทั่งวันสุดท้ายของสงคราม

    . . ... ...29 เมษายน 1975 เมืองไซ่ง่อน(โฮจินมินส์ซิตี้) กำลังจะแตก Nguyen นักบินเวียดนามเพียงคนเดียวได้บินเครื่องบิน C-130 บรรทุกชาวเวียดนามจำนวน 472 คน อพยพหนีตายจากเมืองไซ่ง่อน บินลัดเลาะชายฝั่งมาลงสนามบินอู่ตะเภาของเรา เครื่องบิน C-130 ลำนี้ปัจจุบันจอดเด่นเป็นอากาศยานุสรณ์ หน้าฐานทัพอากาศ Little Rock รัฐ Arkansas สหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการฝึกนักบินและลูกเรือ C-130 ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    . ... ...ท่ามกลางความขัดแย้งและลัทธิก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลก เครื่องบิน C-130 ได้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

    .. .. ... .วิกฤตการณ์เอนเทบเบ้ หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดไม่นาน ภัยก่อการร้ายได้เริ่มคุกรุ่นขึ้น การจี้เครื่องบินเพื่อใช้ผู้โดยสารเป็นตัวประกัน ต่อรองทางการเมืองเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ชาวยิวจำนวน 83 คนซึ่งโดยสารเครื่องบินแอร์ฟารนส์ ถูกจับเป็นตัวประกัน และถูกขัง เพื่อรอการสังหารอยู่ในประเทศอูกานดา ทวีปแอฟริกา เพื่อกู้วิกฤตและรักษาศักดิ์ศรีของตน ประเทศอิสราเอลได้ส่งหน่วยคอมแมนโด โดยใช้เครื่องบิน C-130 จำนวน 4 ลำ บินพรางตัว แฝงความมืด ฝ่าเข้าไปในแดนข้าศึก เข้าชิงตัวประกันทั้งหมด กลับมาบ้านได้อย่างปลอดภัย และภาคภูมิใจ

    . . ... ...สำหรับหน่วยรบพิเศษ เครื่องบิน C-130 คือ ยานรบคู่ใจที่จะพาพวกเขาเข้าสู่สนามรบได้อย่างอุ่นใจ แทบจะกล่าวได้ว่า C-130 คือ รถคันที่สองของนักรบเดนตายหน่วยนี้ เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับมัน ฝากความสำเร็จของภารกิจ และชีวิตของเขาไว้กับมัน เชื่อได้เลยว่า นักรบหน่วยรบพิเศษไม่เสียดายชีวิต ถ้าหากร่างไร้วิญญาณของเขาได้ถูกคลุมด้วยธงชาติ และนำกลับบ้านด้วยเครื่องบิน C-130
    . ... .... .ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ขวัญและกำลังใจของทหารที่อยู่ในแนวหน้าจะพอกพูนขึ้นมากเพียงไร เมื่อทราบจากวิทยุว่าจะมี C-130 มาส่งเสบียง เพราะนั้นหมายถึง อาวุธ อาหาร เสบียง กำลังเสริมจะมีเข้ามาทดแทน และที่ขาดไม่ได้สำหรับทหารแนวหน้าคือ จดหมายจากแนวหลัง ที่ถูกส่งตรงถึงคนรักได้อย่างไม่ผิดซอง
    บอกได้เลยว่า เลือดกายของเหล่าทหารใหม่ ถูกสูบฉีดให้แรงขึ้น เมื่อทราบว่าจะมีการใช้ C-130 เข้าร่วมการฝึก

    เหตุการณ์สำคัญของชาติ ช่วงเวลาวิกฤตระหว่างความเป็นและความตาย
    ความภูมิใจของคนในชาติ
    ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ เพราะเครื่องจักรโลหะบินได้ลำนี้ แท้เชียว!!!!



    ประวัติการสร้าง C-130




    .... ....ช่วงกลางปี ค.ศ.1950 สงครามแห่งคาบสมุทรเกาหลีอุบัติขึ้น สหรัฐอเมริกาผู้นำแห่งโลกเสรีเพียงประเทศเดียว ที่พร้อมยืนท้าผงาดขึ้นต่อกรกับโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีจีนและสหภาพโซเวียตอยู่เบื้องหลัง อีกครั้งที่เป็นสงครามไกลบ้านของสหรัฐฯ ยุทโธปกรณ์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อาทิ เครื่องบินเก่า C-119 (Flying Boxcars) C-47 (Dakota) และ C-46 (Commandos) ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการทางยุทธปัจจัยที่มากขึ้นและเร็วขึ้นได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดมา ทอ.สหรัฐฯจึงได้ทำหนังสือแจ้งความต้องการเครื่องบินลำเลียงแบบใหม่ ไปยังบริษัทผลิตเครื่องบินสี่แห่งคือ Boeing, Douglas, Fairchild, และ Lockheed เครื่องบินลำเลียงแบบใหม่นี้ ต้องมีขีดความสามารถ

    ในการลำเลียงทหารราบได้ 92 นาย หรือทหารพลร่มต้องได้ 64 นาย
    มีรัศมีทำการ 2,000 ก.ม.
    สามารถที่จะวิ่งขึ้นและลงจากสนามบินขนาดเล็ก อันขรุขระได้
    และยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไปได้อย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เครื่องยนต์จะดับไปแล้วเครื่องหนึ่ง


    . . .. ..บริษัท Lockheed กลับมาพร้อมกับเอกสารความหนา 130 หน้า นำทีมโดยนักออกแบบเครื่องบินชื่อ Willis Hawkins เพียงชั่วไม่กี่เดือนถัดจากนั้น ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1951 บริษัท Lockheed ก็ได้รับสัญญาจากรัฐบาลในการสร้างเครื่องบินลำเลียงแบบใหม่ ซึ่งต่อมากลายมาเป็นเครื่องบินที่อยู่ในสายการผลิตยาวนานที่สุดในโลกจวบจนปัจจุบัน และแทบจะกล่าวได้ว่า C-130 คือ ยุทโธปกรณ์ทางทหารที่วางใจได้เสมอในยามสงคราม ในยามชาติที่ชาติต่างๆเผชิญต่อเหตุฉุกเฉิน ในยามคับขันมันมักจะถูกนึกถึงเป็นสิ่งแรก จนคนทั่วโลกต้องนึกถึงมันเมื่อมีภัยพิบัติ และไม่วายในยามที่บ้านเมืองปกติสุข มันยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในบ้านเรา และประเทศผู้ผลิต



    การขึ้นบินเที่ยวแรก (First Flight)



    เครื่องบินต้นแบบสองลำภายใต้รหัส YC-130 ถูกสร้างขึ้นที่เมือง Burbank รัฐ California เพื่อการทดสอบประเมินขีดความสามารถ ได้ขึ้นบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ.1954 ใช้เวลาบิน 61 นาที โดยมี Stanley Beltz และ Roy Wimmer เป็นนักบินทดสอบ พร้อมกับ Jack Real และ Dick Stanton เป็นช่างอากาศ( Flight engineer) รูปโฉมภายนอกของมันสุดแสนจะอัปลักษณ์ หน้าตาทู่ๆ จนกระทั่ง Kelly Johnson วิศวกรการบินชั้นเซียน(ผู้สร้างเครื่องบิน SR-71) ถึงกับออกปากเปรยว่า

    เครื่องบินอะไร? เอาลำตัวไปไว้ใต้ปีก
    แถมปีกยังมีลักษณะตรงแข็งทื่อ ขวางกับลำตัว แทนที่จะลู่ไปทางด้านหลัง
    เครื่องยนต์ที่ใช้ก็ไม่ใช่เครื่องไอพ่นขนานแท้
    กลับติดเครื่องยนต์ใบพัด 3 กลีบ ไว้บนปีกแต่ละข้าง !!
    Kelly Johnson อาจคิดว่า "ถ้ามันดูไม่ดี มันจะดีได้อย่างไร"


    . . . แต่หารู้ไม่ว่า ภายใต้ฝากระโปรง (ฝาครอบเครื่องยนต์) มีพลังมหาศาลซ่อนอยู่ เพราะใช้พลังเครื่องยนต์เจ็ทไปขับหมุนใบพัด รวมเอาข้อดีของทั้งเครื่องยนต์เจ็ท และระบบใบพัดเข้ากันได้อย่างลงตัว ส่งผลให้มันสามารถยกตัว ลอยจากพื้น โดยใช้ความยาวสนามบินเพียง 800 ฟุต ตั้งแต่เที่ยวแรกในการทดลองบิน พละพลังของมันทำให้หวลนึกถึง เทพเจ้า HERCULES ซึ่งต่อมาชื่อนี้ถูกใช้เป็นนามเรียกขานอย่างเป็นทางการ และใช่ว่ามันจะมีพลังมหาศาลเพียงอย่างเดียว อดีตนักบิน C-117 และ C-47 (ดาโกต้า) มือฉมัง ยังยอมรับในสมรรถนะการบิน ในท่าทางอันคล่องแคล่ว สุดขั้วของมัน


    เริ่มสายการผลิต(รุ่น A-G)
    . .. .หลังจากที่เครื่องบินต้นแบบสองลำผ่านการทดสอบแล้ว หลังเข้าสู่สายพานการผลิตไม่นาน หน้าตาของเครื่องบิน C-130 ได้ถูกปรับโฉมในส่วนหน้า(Nose)ให้กลมมนขึ้น คล้ายจมูกมิกกี้เม้าส์
    "เมื่อมันดูดี มันจะดี"

    . .. ..จากนั้นโรงงานการผลิตของ Lockheed ได้ย้ายไปยังรัฐ Georgia จวบจนปัจจุบัน โรงงานการผลิตเครื่องบินของ Lockheed สร้างเครื่องบินด้วยจิตวิญญาณของทหารโดยเฉพาะ เช่นเครื่องบิน P-38 T-33 SR-71 F-117 F-22 หรือแม้แต่เครื่องบิน F-16 ต่อมายังตกมาอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ Lockheed
    รุ่นแรกที่เริ่มผลิตคือ C-130A ถูกสร้างขึ้นจำนวน 233 ลำ ใช้เครื่องยนต์ Allison T56 turboprop มีใบพัด 3 กลีบ ส่งมอบให้แก่กองทัพในเดือนธันวาคม 1956 มันถูกนำเข้าประจำการ ในกองบิน 463rd Troop Carrier ฐานทัพ Ardmore AFB รัฐ Oklahoma เป็นแห่งแรก


    รุ่นต่อมาคือ C-130B ได้รับการปรับปรุงกำลังเครื่องยนต์สูงขึ้น เปลี่ยนมาใช้ระบบใบพัดของ Hamilton/Standard แบบ 4 กลีบ จึงสามารถเพิ่มถังน้ำมัน ภายในปีกได้อีก ถูกสร้างขึ้นจำนวน 230 ลำ ในปี 1959 เครื่องบางลำในรุ่น C-130A ได้นำไปติดตั้งขาสกีและตั้งชื่อให้เป็นรุ่น C-130D หลังจากนั้นรุ่น B ได้รับการปรับปรุงระบบไฮดรอลิค ให้มีความดันเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แทนของเดิมที่มีเพียง 2,000 ปอนด์ ส่งผลให้มีการตอบสนองต่อการบังคับได้เร็วขึ้นจนมีชื่อเล่นว่า 'sports car'


    รุ่นต่อมาคือ C-130E ราคาค่าตัวราว 900 ล้านบาท หรือ 11.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าประจำการในปี 1962 ถูกสร้างขึ้นจำนวน 491ลำ เป็นรุ่นที่มีระยะทำการไกลออกไปจากเดิม เพราะได้ติดตั้งถังน้ำมันใต้ปีกและเครื่องยนต์รุ่นใหม่ T-56-A-7A และระบบ Avionic เพิ่มเข้าไป นอกจากจะบินไกลขึ้นแล้ว ยังสามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้น เป็นรุ่นที่ ทอ.สหรัฐฯนำเข้าประจำการมากที่สุด

    ก่อนจะข้ามไปรุ่นยอดนิยม ยังมีรุ่น C-130F ซึ่งเป็นต้นแบบของ KC-130 เครื่องบินเติมน้ำมันในอากาศ เป็นของนาวกโยธินสหรัฐ โดยได้เพิ่มถังน้ำมันสแตนเลสขนาด 13,626 ลิตร เข้าไว้ในห้องระวางบรรทุก ทร.สหรัฐฯได้พัฒนาโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักได้มากขึ้น และใช้รหัสเป็น C-130G
    ครบแล้วจากรุ่น A B.. D E F และ G!!


    C-130H (เอชโมเดล)


    . .. ..แล้วตำนานก็เดินทางมาถึงรุ่นพระเอกของเราคือ C-130H (ซีร้อยสามสิบ-เอช)มาพร้อมกับราคาค่าตัว 1,200 ล้านบาท หรือราว 30.1ล้านเหรียญสหรัฐฯ เริ่มออกจากสายการผลิตในปี 1964 รุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นจำนวน 1,087 ลำ ลูกค้ารายแรกคือ ประเทศนิวซีแลนด์ และเป็นรุ่นที่ประเทศไทยของเรานำเข้าประจำการ ได้รับการพัฒนาจากรุ่นก่อนหลายด้าน เช่น เครื่องยนต์รุ่นใหม่ ปีกด้านนอกที่ได้รับการปรับปรุงและระบบ Avionic ที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไป( ข้อมูลทางเทคนิคของ C-130H จะกล่าวโดยละเอียดในบทต่อไป) ทำให้มีสมรรถนะสูงขึ้นกว่าเดิมมาก จนสามารถยืดลำตัวออกไปได้อีก 5 เมตร แล้วใช้รหัสเป็น C-130H-30 รุ่นนี้อยู่ในสายการผลิตจนถึง ปี 1996
    . . .. .ในช่วงปี 1992- 1996 ทอ.สหรัฐฯได้ติดตั้ง ADI และ HSI instruments แบบเดียวกับเครื่องบินจอแก้ว เรด้าร์จอสี (APN-241) และปรับปรุงระบบไฟส่องสว่างในห้องนักบิน เพื่อให้เหมาะกับการใช้กล้องส่องมองกลางคืน (night vision device) แล้วกำหนดรหัสใหม่ต่อท้ายเป็น C-130-H3
    กองทัพอากาศอังกฤษได้นำ C-130H-30 ลำตัวยาว ไปดัดแปลง ติดตั้งท่อรับเติมน้ำมันในอากาศ เพื่อให้บินได้นานขึ้น และกำหนด รหัสเป็น C-130K

    C-130 ที่ได้รับการดัดแปลงไปใช้ในภารกิจอื่นๆ

    . . ... .แรกเริ่มเดิมทีมันถูกออกแบบให้เพื่อการขนส่งทหาร และยุทโธปกรณ์ขนาดเบา และปฏิบัติงานเฉพาะในแนวหลังเท่านั้น แต่ด้วยโครงสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งของมัน ทอ.สหรัฐฯได้ดัดแปลง C-130 ไปใช้งานในภารกิจอื่นๆอันหลากหลาย รวมถึงการบินต่อกรกับเครื่องบินขับไล่ ทำให้มันได้รับการดัดแปลง แตกต่างกันออกไป และได้มีการกำหนดรหัสนำหน้า หรือต่อท้ายใหม่ ดังนี้

    AC-130 ในภารกิจโจมตีทางอากาศ (close air support) ติดตั้งปืนได้หลายขนาด ทั้งปืนใหญ่ ปืนกลหลายลำกล้อง เครื่องรุ่นนี้เคยได้เข้ามาประจำการในประเทศไทยที่สนามบินอุบลราชธานี ปฏิบัติภารกิจได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ราคาในปี 2001 ของ AC-130H รุ่นเก่า อยู่ที่ 4,620 ล้านบาท ($132.4 million) ส่วน AC-130U รุ่นใหม่นั้นราคากว่า 6,650 ล้านบาท ($190 million) และไม่เคยขายให้ใคร

    EC-130 ในภารกิจสงครามอิเลคทรอนิคส์ (electronic surveillance) สามารถที่จะดักฟังการสื่อสาร ลาดตระเวน ตรวจการณ์ทางอิเลคทรอนิคส์ได้ มันถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในจำนวนเครื่องบินเที่ยวแรก ที่เข้าร่วมบุกอิรัก หน้าที่ของมันคือ ตัดข่ายการสื่อสารของข้าศึก เป็นสถานีวิทยุหรือโทรทัศน์ลอยฟ้า ออกข่าวลวงให้ประชาชนคล้อยตามหรือสร้างความสับสนได้

    KC-130 ในภารกิจเติมน้ำมันกลางอากาศ

    MC-130 ในภารกิจการขัดขวางทางอากาศ (air interdiction) มันสามารถบินเดี่ยว ทะลวงเข้าไปในแนวหลังของศัตรูได้ เครื่องบิน C-130 รุ่นนี้หากดวลกันตัวต่อตัวกับเครื่องบินขับไล่ นักบินที่อ่อนประสบการณ์อย่าหวังเลยว่าจะทำอันตรายเครื่อง C-130 รุ่นนี้ได้

    HC-130 ในภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ และมันยังทำหน้าที่ได้อย่างวิเศษในการช่วยชีวิตผู้คนที่ลอยคออยู่กลางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกี่ยงว่าผู้รอรับการช่วยเหลือ จะเป็นมิตรหรือศัตรู

    WC-130 ในภารกิจ การตรวจสภาพอากาศติดตามการเคลื่อนตัวของพายุ

    C-130 ที่ได้รับการดัดแปลงไปใช้ในภารกิจพิเศษ
    นอกจาก ทอ.สหรัฐฯเป็นกองทัพที่ใช้งาน C-130 จำนวนมากที่สุดแล้ว กองทัพและหน่วยงานประเทศอื่นๆได้นำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย มากกว่า 40 แบบต่างกัน

    กองบัญชาการลอยฟ้า C-130 ABCCC (Airborne Battlefield Command and Control Center)
    ใช้ขนถ่ายสัมภาระไปยังขั้วโลกที่อากาศเย็นจัด
    ใช้เป็นเครื่องบินพยาบาลเพื่อลำเลียงผู้บาดเจ็บ หรือเป็นห้องผ่าตัดลอยฟ้า
    ใช้พ่นยา โปรยสารเคมีเพื่อการดับเพลิง หรือขจัดคราบน้ำมันในทะเล
    ใช้ทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ (น้ำหนัก 5,000-15,000 ปอนด์ ในสงครามเวียดนามและสงครามอ่าวปี 1991)
    ใช้ในการกู้ดาวเทียมขณะกลับโลก
    และเป็นเครื่องบินสำหรับบุคคลสำคัญของหลายๆประเทศ

    . . .C-130R และ C-130T เป็นของกองทัพเรือและหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ C-130T ได้รับการปรับปรุงทางระบบ Avionics หลายด้าน ดีกว่ารุ่น R เช่น ระบบการมองกลางคืนสมบูรณ์แบบ เครื่องบิน C-130 ของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ Allison T-56-A-16 รุ่นที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เติมน้ำมัน กลางอากาศไว้ใต้ปีก เพื่อเติมให้แก่เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์อื่น มีรหัสว่า KC-130R และ KC-130T

    C-130J



    เป็นเครื่องบิน C-130 รุ่นล่าสุด ราคาในปี ค.ศ.1998 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท หรือราว 48.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นเครื่องบิน C-130 ที่ได้รับพัฒนา ด้วยการนำเทคโนโลยีทางดิจิตอล ทดแทนเข้าไป จึงเป็นเครื่องบิน C-130 ที่มีทั้งพละกำลังและสมอง มาตั้งแต่โรงงานหรือตั้งแต่เกิด และไม่วายที่มันถูกดึงโยงเข้าไปเป็นประเด็นการเมืองของสหรัฐฯ ประเทศผู้ผลิตอีกจนได้ ระบบเทคนิคของ C-130J รุ่นนี้จะกล่าวโดยละเอียดในบทที่ 10

    ตารางการผลิตรุ่นต่างๆ
    (1 มกราคม 2009)


    ประเทศที่มีเครื่องบิน C-130 เข้าประจำการเป็นจำนวนมาก

    ประเทศสหรัฐอเมริกา 514 ลำ
    ประเทศอังกฤษ 91 ลำ
    ประเทศแคนาดา 32 ลำ
    ประเทศออสเตรเลีย 24 ลำ
    ประเทศปากีสถาน 30 ลำ
    ประเทศซาอุดิอารเบีย 50 ลำ

    . . ปัจจุบันนี้มี 67 ประเทศได้นำเครื่องบิน C-130 จำนวน 2273 ลำ เข้าประจำการ ประเทศไทยของเราได้นำเครื่องบิน C-130 เข้าประจำการเครื่องแรกเมื่อ พ.ศ.2523 และเครื่องสุดท้ายในปี พ.ศ.2535 โดยมีรายละเอียดดังนี้

    การเข้าประจำการเครื่องบิน C-130 ของไทย

    ปี พ.ศ.2523 ทอ. ได้นำ C-130 เข้าประจำการ จำนวน 3 เครื่อง โดยมาประจำการที่ ฝูงบิน601ฯ ได้แก่ หมายเลข 1/23 (๖๐๑๐๑), 2/23 (๖๐๑๐๒), และ 3/23 (๖๐๑๐๓) โดยมี นาวาอากาศโท อุดมศักดิ์ มหาวสุ เป็นหัวหน้าชุด เดินทางไปฝึกบินและรับมอบ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในวันที่ 4 ก.ย.2523 เครื่องบิน C-130 หมายเลข 3/23 เป็นเครื่องบินลำแรกที่ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย

    28 พ.ค.2526 ทอ.ไทยได้รับ C-130 ซึ่งเป็นแบบ C- 130H-30 ลำตัวยาว จำนวน 1 เครื่อง เข้าประจำการ หมายเลข 4/26 (๖๐๑๐๔) เดินทางมาถึงประเทศไทย โดยนักบินจากประเทศสหรัฐอเมริกา นำเครื่องมาส่ง จากนั้นเป็นช่วงที่ว่างเว้นไปกว่าห้าปีที่ยังไม่มีเครื่องบิน C-130 มาเพิ่มเติม


    23 ธ.ค.2531 ได้รับเพิ่มอีก 2 เครื่องแบบลำตัวยาว ได้แก่หมายเลข 5/31 (๖๐๑๐๕) และ 6/31 (๖๐๑๐๖) โดย น.ท. นิสิต รุ่นประพันธ์ เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปรับและบินนำเครื่องบินทั้งสองเครื่อง กลับสู่ประเทศไทย


    9 ต.ค.2533 ทอ.ได้จัดซื้อ VIP MODULE สำหรับใช้เป็นห้องโดยสารระดับบุคคลสำคัญ และได้ส่งเครื่องบินตัวเปล่าจากกรุงเทพฯไปรับ โดยมี น.ท. เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ เป็นหัวหน้าชุด เดินทางไปรับมอบที่ฐานทัพอากาศ KELLY TEXAS ประเทศสหรัฐอเมริกา


    10 ธ.ค.2533 ได้รับเพิ่มอีก 2 เครื่อง ได้แก่หมายเลข 7/33 (๖๐๑๐๗) ซึ่งเป็น แบบลำตัวยาว และ 8/33 (๖๐๑๐๘) ซึ่งเป็นแบบลำตัวสั้น โดยมี น.อ. คณาพันธุ์ สงวนสัตย์ เป็นหัวหน้าชุด เดินทางไปรับ และนำกลับประเทศไทย


    ปี 2535 ทอ. ได้จัดซื้อเครื่องบิน C-130 เพิ่มอีก 4 เครื่อง โดยรับมอบครั้งละสองเครื่อง ในครั้งแรก บ. หมายเลข 9/35 (๖๐๑๐๙) และหมายเลข 10/35 (๖๐๑๑๐) ซึ่งเป็นแบบลำตัวสั้นทั้งสองเครื่อง และนำกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อ 19 พ.ย. 2535 และครั้งที่สอง น.ท. วีระนันท์ หาญสวธา เป็นหัวหน้าชุดเดินทางไปรับ บ. หมายเลข 11/35 (๖๐๑๑๑) และ 12/35 (๖๐๑๑๒) ซึ่งเป็น แบบลำตัวยาว และบินกลับถึงประเทศไทยเมื่อ 28 ธ.ค.2535


    . . ..ระหว่างสงครามเวียดนาม ในปี 1972 กองทัพอากาศสหรัฐฯได้มอบ C-130A จำนวน 32 ลำ ตามความช่วยเหลือทางทหารให้แก่เวียดนามใต้ ประจำการในฝูงบิน the 435th และ 437th Air Transport Squadrons นอกเหนือจากการบินลำเลียงโดยทั่วไปแล้ว ได้นำไปใช้ในภารกิจทิ้งระเบิด นาปลาม หรือระเบิดขนาดยักษ์ (BLU-82 น้ำหนัก 15,000 ปอนด์) ช่วงสุดท้ายของสงครามก่อนที่กรุงไซง่อนจะถูกยึดโดยฝ่ายคอมมิวนิสต์ นักบินเวียดนามใต้เพียงคนเดียว ได้บินเครื่องบิน หมายเลข พร้อมชาวเวียดนามที่หนีตายจากภัยสงคราม มาลงที่สนามบินอู่ตะเภา ต่อมาทางการไทยได้ส่งคืนเครื่องลำดังกล่าวให้แก่ ทอ.สหรัฐฯ ในจำนวนที่เวียดนามใต้ได้รับมอบ มี 2 ลำถูกทำลายขณะจอดอยู่ที่พื้น อีกหลายลำประสบอุบัติเหตุ บางส่วน ทอ.สหรัฐฯเรียกกลับคืน หลังปี 1975 C-130A จำนวน 13 ลำ ถูกทิ้งไว้ในเวียดนามใต้ ภายใต้การยึดครองของเวียดนามเหนือ C-130A ประจำการในหน่วย the 918th Regiment in the Vietnamese People's Air Force. ช่วงแรกหลายลำยังพอบินต่อไปได้ ด้วยการสลับอะไหล่ (cannibalized) บางลำถูกส่งต่อให้โซเวียต( USSR) เมื่อไม่นานมานี้เวียดนามพยายามจะขาย C-130 ที่เหลืออยู่(ในสภาพที่ไม่พร้อมบิน) ให้แก่ต่างประเทศ แต่ไม่ได้รับความสนใจเพราะขาดคู่มือประวัติการซ่อม

    ประเทศไทยจึงนับเป็นประเทศสุดท้ายในกลุ่มอาเซียน ที่ได้นำเครื่องบิน C-130 เข้าประจำการ


    การใช้งานทางพลเรือน ( L-100)



    ในปี1965 บริษัท Lockheed ได้รับอนุญาตจาก FAA ให้เปลี่ยนแปลง HERCULES ไปใช้ในทางพาณิชย์พลเรือน และเปลี่ยนรหัสเป็น L-100 เพื่อการขนย้ายอุปกรณ์ท่อส่งน้ำมันในรัฐอาลาสก้า L-100 มีพื้นฐานมาจาก C-130E แต่ไม่มีการติดตั้งถังน้ำมันใต้ปีก และถอดอุปกรณ์ทางทหารออกไป L-100 มีสองแบบคือ L-100-20 ขยายความยาวลำตัวออกไป 2.5 เมตร และ L-100-30 ขยายความยาวลำตัวออกไป 4.6 เมตร มีระวางบรรทุก น้ำหนักและปริมาตรเพิ่มขึ้น ได้รับการผลิตขึ้นไม่มากนักจำนวน 118 ลำ เพราะมันคงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการทหารโดยแท้ มันจึงไม่แพร่หลายในการใช้งานทางพลเรือน




    . . . .. หน้าประวัติศาสตร์ของเครื่องบิน C-130 ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ห้าสิบปีที่ผ่านมามันได้สร้างประวัติการณ์ อันเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติหลายต่อหลายครั้ง เหนือดินแดนขวานทองของเรานับครั้งไม่ถ้วน ตำนานแห่งเครื่องบินรบลำนี้ได้ผ่านกาลเวลามาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ ไม่แน่ว่าห้าสิบปีที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพียงการเริ่มต้น ของตำนานเครื่องบินรบทรงคุณค่าลำนี้ เพราะมันได้ถูกเตรียมพร้อมให้ก้าวผ่านไปในอนาคตแล้วอย่างยากที่จะหยุดยั้ง..
    นาวาอากาศโทธีระพงษ์ คงสมฤทธิ์ 2548

  2. #2

    มาตรฐาน

    ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล

    ชื่อ : Arm Til Alexandros วันที่ : 6 มกราคม 2553 17:28 น. IP : 58.9.151.XXX

    ความคิดเห็นที่ 2

    ผมจะไปเชียงใหม่แล้ว และขึ้นเครื่องบิน c-130h

    ผมดีใจมากเลยครับที่ได้ไปเชียงใหม่

    เพราะผมประกวดวาดรูปเครื่องบินc-130h

    ชื่อ : ธีรนภ วันที่ : 27 สิงหาคม 2553 20:09 น. IP : 110.168.47.XXX

    ความคิดเห็นที่ 3

    กลับมาแล้ว ช่วยมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

    ชื่อ : skypig วันที่ : 3 กันยายน 2553 07:58 น. IP : 125.25.81.XXX

    ความคิดเห็นที่ 4

    c-130 ไม่ใช่ของ BOEING หรือคับ

    ชื่อ : tanadon วันที่ : 24 ธันวาคม 2553 16:58 น. IP : 124.121.223.XXX

    ความคิดเห็นที่ 5

    ขอบคุณมากมากครับสำหรับข้อมูลที่ดี

    ชื่อ : ศักดิธัช E-mail : MILDMILD_@hotmail.com วันที่ : 1 มกราคม 2554 20:17 น. IP : 203.156.68.XXX

    ความคิดเห็นที่ 6

    ขอบคุณสำหรับความรู้ดีดีครับ

    ชื่อ : jakkrit13 วันที่ : 13 กุมภาพันธ์ 2554 01:07 น. IP : 58.8.74.XXX

    ความคิดเห็นที่ 7

    ชื่อ : อยากขี่ขึ้นบินมั่งจัง วันที่ : 28 กุมภาพันธ์ 2554 19:21 น. IP : 110.49.205.XXX

    ความคิดเห็นที่ 8

    ชื่อ : เเมลงน้อย วันที่ : 18 พฤษภาคม 2554 13:50 น. IP : 61.90.123.XXX

  3. #3

    มาตรฐาน

    ความคิดเห็นที่ 9

    ดี คับ ผม

    ชื่อ : เต่าทอง วันที่ : 18 พฤษภาคม 2554 13:53 น. Ip : 61.90.123.xxx

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด