PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : V-22 osprey



skypig
22-01-12, 15:01:36
V-22 OSPREY
จำนวนผู้เข้าชมจากโฮมเพจเดิม 7318 คน


V-22
Osprey


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2705&stc=1&d=1327303999



เราจะเรียกอากาศยานชนิดนี้ว่า
เครื่องบิน หรือ
เฮลิคอปเตอร์
จึงจะถูกต้อง


...........เพราะมันได้รวมเอาคุณลักษณะของเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ไว้ด้วยกัน มันเป็นอากาศยานชั้นเลิศที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความอุตสาหะและกล้าหาญ มันถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเท่าที่มนุษย์คิดค้นขึ้นได้ พร้อมกับวิญญาณของนักบินและทหารนาวิกโยธินหลายชีวิต ที่ต้องสังเวยในระหว่างการทดลองบิน จนในที่สุดได้ผ่านการประเมินค่า ได้นำเข้าประจำการในกองทัพสหรัฐฯ และรอพิสูจน์ผลงานในสนามรบจริง

........มันได้รับกำหนดให้เป็น Tiltrotor aircraft อากาศยานชนิดใหม่ ที่ซึ่งปรับระนาบการหมุนของใบพัดได้ถึง 90 องศา สถาบันการบิน FAA ของสหรัฐฯได้ลำดับชั้นอย่างเป็นทางการให้เป็น powered lift aircraft มีความสามารถในการวิ่งขึ้นและร่อนลงได้ในแนวดิ่ง(VTOL) หรือจะใช้เพียงสนามบินเล็กๆในการวิ่งขึ้นและร่อนลงก็ได้ (STOL) เพื่อใช้ในภารกิจหลายๆชนิดแตกต่างกัน ทั้งในทางทหารและพลเรือน


ความต้องการทางทหาร
..........เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากภายในประเทศ ทำให้สหรัฐฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ นำสมัยหลายแบบ มีเครื่องบินรบหลายประเภท ความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐฯสามารถที่จะประกาศสงครามกับใครก็ได้ ที่ใดก็ได้ แต่แล้วศัตรูของสหรัฐฯ ก็ยังท้าทาย โดยอาศัยความกว้างใหญ่ของภูมิประเทศเป็นเกราะกำบังในการต่อกรกับสหรัฐฯ ดังนั้นสหรัฐฯจึงหาหนทางเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด


เทคโนโลยีที่ต้องดำรงศักดิ์ศรีของชาติ ไว้ได้
เทคโนโลยีที่ทำให้เกิดวลีว่า
“เราจะไม่ทิ้งเพื่อนร่วมชาติของเรา ไว้เบื้องหลัง”




http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2706&stc=1&d=1327303999



.......คงเป็นเพราะว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังจำและจดความล้มเหลวในการช่วยตัวประกันในอิหร่าน เมื่อปี 1980 ได้ดี ความผิดพลาดครั้งนั้นยังคงเป็นหนามคาใจ ทิ่มแทงฝ่ายเสนาธิการ และทีมวิศวกรทางทหารของสหรัฐฯ อย่างยากที่จะลืม การปฏิบัติการ Eagle Claw (http://www.thaic-130.com/content_1068_20003_TH.html3)ในครั้งนั้นจบลงด้วยหายนะ เมื่อเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เกิดชนกันกลางทะเลทราย เสียก่อนที่จะได้เข้าช่วยตัวประกัน



กองทัพสหรัฐฯมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์มากมายหลายแบบ อยู่แล้ว แต่การจู่โจมเข้าช่วยตัวประกัน หรือเพื่อนทหารที่ตกเป็นเชลยศึก เป็นการปฏิบัติการพิเศษ ต้องการอากาศยานที่มีขีดความสามารถ และคุณลักษณะพิเศษสูงกว่าที่มีอยู่



เฮลิคอปเตอร์ที่มีอยู่ บินได้ใกล้ บินช้า บรรทุกได้น้อย แต่สามารถขึ้นลงในพื้นที่แคบๆได้
เครื่องบินที่มีอยู่ บินได้เร็ว บินได้ไกล บรรทุกได้มาก แต่ขึ้นลงในพื้นที่แคบๆไม่ได้


กองทัพสหรัฐฯใฝ่หาอากาศยานแบบใหม่ ที่ซึ่งบินได้เร็ว บินได้ไกล บรรทุกได้มาก สามารถขึ้นลงในพื้นที่แคบๆได้ ซึ่งนั่นต้องประกอบขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้าน ทั้งทางด้านวัสดุศาสตร์ อากาศพลศาสตร์ ไฟฟ้า-คอมพิวเตอร์ Fly By Wire ที่มีน้ำหนักเบา และยังคงไม่อาจทิ้งระบบกลไกดั้งเดิม ที่มีน้ำหนักมากไปได้


การออกแบบพัฒนา
..........กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเริ่มต้นโครงการอากาศยานขึ้นลงในแนวดิ่ง Vertical take-off/landing Experimental (JVX) ตั้งแต่ปีค.ศ.1981 ภายหลังวิกฤตการณ์การช่วยตัวประกันในอิหร่าน(Eagle Claw)ไม่นาน โดยให้กองทัพบกเป็นผู้นำ แต่ต่อมาหน่วยนาวิกโยธินได้เข้ามาเป็นผู้นำโครงการอย่างเต็มตัว กำหนดความสามารถของ JVX ให้ตอบสนองภารกิจได้ทั้งสี่เหล่าทัพ มีบริษัทผลิตเครื่องบินหลายบริษัทให้ความสนใจ แต่ในที่สุดอากาศยานต้นแบบ Bell XV-15 ของบริษัทเบลล์ ได้รับการคัดเลือกตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์1983 Bell XV-15 ได้รับการออกแบบใหม่อีกครั้งกำหนดรหัสใหม่ให้เป็น V-22 Osprey"


เมื่อ 15 มกราคม 1985. โดยเมื่อนำเข้าประจำการในนาวิกโยธินถูกเรียกว่า MV-22 และในกองทัพอากาศถูกเรียกว่าCV-22 เครื่องต้นแบบขนาดเท่าของจริงได้เริมต้นลงมือในปี1986 เผยโฉมให้เห็นตัวจริงในเดือนพฤษาคม1988 แต่ที่น่าเสียดายในปีเดียวกันนี้ กองทัพบกสหรัฐฯเกิดถอดใจ ขอตัวออกจากโครงการ โดยอ้างถึงงบประมาณของตนที่ต้องนำไปใช้ในโครงการอื่น


V-22 ได้รับการพัฒนาร่วมกันสามบริษัท โดยมีบริษัท Boeing Helicopters เป็นแกนหลักในสร้างลำตัว ห้องนักบิน ระบบการเดินอากาศ และระบบควบคุมการบิน เบลล์เฮลิคอปเตอร์ การสร้างปีก ระบบใบพัด ระบบถ่ายทอดกำลัง ส่วนหาง และพื้นระวางบรรทุก บริษัทโรลสรอยล์รับผิดชอบในการผลิตเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนต่างๆได้รับการผลิตขึ้นในหลายรัฐได้แก่ Philadelphia, Pennsylvania, Grand Prairie, Texas, การประกอบขั้นสุดท้ายกระทำที่ เมือง Amarillo รัฐ Texas


MV-22 เครื่องต้นแบบ 6 ลำแรกถูกผลิตขึ้นก่อน 19 มีนาคม1989 ลำแรกได้ขึ้นบินทดสอบครั้งแรกเมื่อ ในรูปแบบของเฮลิคอปเตอร์ก่อน และอีกหกเดือนถัดมาใน14 กันยายน 1989 จึงได้ทดสอบบินในรูปแบบของเครื่องบิน ในเดือนธันวาคม 1990 ลำที่สามและสี่ได้ทดสอบบินในภาคทะเลโดยบินไปลงบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Wasp ในปี 1990-91 แต่ลำที่สี่และห้าเกิดประสบอุบัติเหตุ การทดสอบบินจึงถูกชะลอออกไป และกลับมาทดสอบอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 1993 บริษัทเบลล์และโบอิ้งได้ร่วมมือกัน ปรับปรุงใหม่ให้มีน้ำหนักตัวเปล่าลดลงกว่าเดิม เพื่อง่ายต่อการผลิตและลดค่าใช้จ่าย กำหนดให้เป็น B-model การทดสอบบินของเครื่องที่เหลืออยู่ทั้งสี่ยังคงรุดหน้าต่อไป อย่างต่อเนื่อง



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2707&d=1327284105



.........ต้นปี1997 เครื่องลำแรกเริ่มเข้าสู่สายการผลิต ถูกส่งมอบให้กองทัพเรือ เพื่อประเมินค่า ณ ฐานทัพเรือ Naval Air Station Patuxent River, รัฐ Maryland เที่ยวบินแรกทะยานขึ้นฟ้าใน 5 กุมภาพันธ์ 1997 พร้อมกับการเริ่มต้นการประกอบอีกสี่ลำ ตามคำสั่งยอดการผลิตใน 28 เมษายน 1997 และส่งมอบแล้วเสร็จได้ใน 27 พฤษภาคม 1999 เครื่องลำที่สิบผ่านการทดสอบภาคทะเลครั้งที่สอง ซึ่งกระทำบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Saipan เดือนมกราคม 1999 ระหว่างการทดสอบยกสัมภาระ ในเดือนเมษายน บริษัทโบอิ้งได้ทดลองใช้ยกปืนใหญ่ M777 howitzer เป็นผลสำเร็จ


.........ในปี 2000 เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นอีกถึงสองครั้ง คร่า 19 ชีวิตของนักบินและนาวิกโยธินไปด้วย ทำให้สายการผลิตต้องหยุดชะงักลงอีก สาเหตุได้ถูกตรวจพบ และวิศวกรได้ปรับปรุงชิ้นส่วนต่างๆจนเข้าที่
V-22 เสร็จสมบูรณ์ ในการทดสอบ ประเมินค่าก่อนเข้าประจำการในเดือนมิถุนายน 2005 การประเมินค่าประกอบด้วย การบินระยะไกล เพดานบินสูง การปฏิบัติการในทะเลทรายและในทะเล ข้อบกพร่องต่างๆ ได้รับการใส่ใจจากคณะทำงาน จนลุล่วงไปได้ด้วยดี

.......28 กันยายน 2005 กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้อนุมัติการผลิต V-22 อย่างเต็มรูปแบบ ตามแผนงานจะเพิ่มอัตราการผลิตจาก 11 ลำ ต่อปีไปเป็น 24 ถึง 48 ลำต่อปี ภายในปี 2012 ประมาณการว่ามีความต้องการนำเข้าประจำการทั้งหมด 458 ลำ จำแนกเป็นของหน่วยนาวิกโยธินถึง 360 ลำ ของกองทัพเรือ 48 ลำ กองทัพอากาศ 50 ลำ สำหรับทบ.สหรัฐฯอาจจะหวนกลับมาสนใจอีกก็เป็นได้ โดยมีราคาตกเฉลี่ยลำละ 110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี2007 ซึ่งมีราคาเพียง 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กองทัพเรือ ยังหวังว่าหลังจากเข้าสู่สานการผลิตไปแล้วห้าปี ราคาอาจจะปรับลงได้อีกละลำ 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ความพยายาม

.......แปลจากต้นฉบับมาจากเรื่องอุบัติเหตุระหว่างการทดสอบบิน(Crashes) แต่ย่อหน้านี้ขอขึ้นต้นว่า ความพยายาม ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ประสบความล้มเหลว ต้องย้ำอีกครั้งว่าอากาศยานลำนี้ มิได้สร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของนักบินและทหารอีกหลายคน

11 มิถุนายน พ.ศ.2534
ความผิดพลาดครั้งแรกเกิดขึ้นเพียงสามนาทีแรกของเที่ยวบินแรก ณ ศูนย์ทดสอบบินของ Boeing เมือง Wilmington รัฐ DE จากการ”ต่อสายไฟฟ้าผิด” ในระบบควบคุมการบิน ขณะทดสอบลอยตัวเหนือพื้น 15 ฟุต เนื่องจากเครื่องยนต์ทางด้านซ้ายเอียงกระแทกพื้นทำให้ตัวเครื่องบินกระดอนขึ้นมา และตกลงอย่างแรง เกิดไฟไหม้ตามมา นำไปสู่การบาดเจ็บของนักบินสองคน


20 กรกฎาคม พ.ศ.2535
หลังจากการบินแบบไม่มีการหยุดพักไกลกว่า 700 ไมล์ จนเกือบจะเสร็จสิ้นภารกิจอยู่แล้วความผิดพลาดเกิดขึ้นจากการที่น้ำมันหล่อลื่น ในระบบส่งกำลังของเครื่องยนต์ทางด้านขวารั่ว เป็นเหตุทำให้เครื่องยนต์ไฟไหม้ ตกลงในแม่น้ำโปโตแม็ค ต่อหน้าผู้สังเกตการณ์ ซึ่งเป็นทั้งวุฒิสภาและเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เหตุการณ์ในครั้งนั้นคร่าชีวิตนักบินและลูกเรือซึ่งทำการทดสอบไป 7 คน โครงการจึงต้องชะงักไปนานถึง 11 เดือน



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2708&d=1327284105



8 เมษายน 2543
หลังจากที่เงียบหายไปนานจากความสนใจของฝ่ายต่างๆ โครงการได้ดำเนินไปอย่างเงียบๆ จนในที่สุดได้รับการพัฒนา จนพร้อมที่จะทดสอบการปฏิบัติการจริง ด้วยการนำทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ จำนวน 17 นาย ขึ้นไปทดสอบความพร้อมรบด้วย โดยจะนำไปส่งลงที่ Marana Northwest Regional Airport รัฐ Arizona เครื่องเกิดการดิ่งลงจากเพดานบิน ด้วยอัตราตก 2,000 ฟุตต่อนาที ด้วยความเร็วไปข้างหน้าเพียง 45 ไมล์ต่อชม. (72 km/h) และใบพัดด้านขวาขาดแรงยก อย่างฉับพลัน ที่ความสูงเพียง 75 เมตร จากพื้น ตัวครื่องจึงหมุนกลับหงายท้อง ตกกระแทกพื้น และระเบิด นักบินสองนาย และทหารนาวิกโยธินทั้งหมด เสียชีวิต เป็นการสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของหน่วยนาวิกโยธินอีกครั้ง


......การสอบสวนหาสาเหตุอย่างเป็นทางการสรุปว่า เกิดภาวะ vortex ring state (VRS) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติ ที่อากาศถูกตีหมุนวนจนคล้ายกับเกลียวน้ำวน เมื่อเฮลิคอปเตอร์กำลังร่อนลง ในช่วงการทดสอบกำหนดให้ ใช้อัตราร่อน 800 ฟุตต่อนาที ด้วยความเร็วเคลื่อนที่ไปข้างหน้า 40 knots แต่ไม่ทราบว่า ทำไมนักบินทดสอบเผลอบินเกินกว่าที่กำหนด เครื่องจึงดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เกินกว่าจะควบคุมได้
.
........อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งอาจเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิด VRS ขึ้นคือ การปฏิบัติการบินใกล้กัน ผลการทดสอบในครั้งต่อมา ใบพัดของ V-22 ได้รับผลกระทบต่อ VRS น้อยกว่า แต่ภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถตระหนักรู้ได้อย่างรวดเร็ว และแก้ไขได้ง่ายกว่า ที่เกิดขึ้นกับเฮลิคอปเตอร์ การสูญเสียความสูงก็จะน้อยกว่า เฮลิคอปเตอร์อย่างมาก และยิ่งยังบินอยู่ในระดับสูงกว่า 2,000 ฟุต การแก้ไขจะกระทำได้ง่ายขึ้น



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2709&d=1327284105


........จากผลของการทดสอบพบว่า V-22 มีขอบเขตแนวร่อนที่กว้างกว่าเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป จึงมีโอกาสรอดในการบินเข้า-ออกพื้นที่อันตรายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทีมวิศวกรแก้ปัญหานี้ ด้วยปลายเหตุ คือการติดตั้งระบบแจ้งเตือนอัตราตกไว้ให้ เมื่อ V-22 เริ่มเข้าสู่ภาวะ VRS เพียงเล็กน้อย


11 ธันวาคม 2543
.........ระหว่างการทดสอบบินในเวลากลางคืน ระบบไฮโดรลิกทางด้านขวา เกิดการเสียดสี จนน้ำมันรั่วไปสัมผัสกับสายไฟฟ้าของระบบบังคับการบิน ทำให้ระบบบังคับการบินแจ้งเตือนนักบิน อย่างผิดๆ ด้วยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งเกิดจาก aircraft's control software ก่อนหน้านี้ แล้วตอบสนองการทำงานอย่างล่าช้า นักบินจึงพยายามรีเซ็ทระบบถึง 8 ครั้ง จากการแจ้งเตือนอย่างผิดๆ ตัวเครื่องซึ่งควบคุมไม่ได้ จึงตกจากระดับความสูง 1,600 ฟุต ลงในป่านอกเมือง Jacksonville รัฐ North Carolina นักบินทดสอบและวิศวกรทั้งสี่คน เสียชีวิตทั้งหมด จากเหตุดังกล่าว ทำให้การเดินสายไฟฟ้าและท่อไฮโดรลิก จึงได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น


ต้นปี 2006
.........อุบัติการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในฐานทัพนาวิกโยธิน Marine Corps Air Station New River. จากการที่เครื่องยนต์ด้านหนึ่ง เกิดเร่งกำลังขึ้นไปเอง ในขณะที่คันเร่ง Torque Control Lever (TCL, ยังอยู่ที่รอบเดินเบา ทำให้ตัวเครื่องลอยขึ้นไปในอากาศถึง 6 ฟุต แล้วตกกลับลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้ปีกด้านหนึ่งเสียหาย อย่างรุนแรง ประมาณค่าเสียหายราว 1,000,000.ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งต่อมาพบว่า ต้นเหตุเกิดจากการ “เสียบต่อสายไฟผิด (อีกครั้ง)” ครั้งนี้เป็นสายไฟของระบบควบคุมเครื่องยนต์ Full Authority Digital Engine Controls (FADEC) ผลดีต่อมาคือซอฟแวร์ของระบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น เผื่อไว้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดซ้ำอีก



11 กรกฏาคม 2006
.......V-22 ประสบปัญหาระบบอัดอากาศเข้าเครื่องยนต์เกิดการสำลัก ระหว่างการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค เพื่อไปร่วมงานแสดงการบิน ในประเทศอังกฤษ จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงบนเกาะ Iceland เพื่อตรวจซ่อม หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทางกองทัพเรือได้ลงมือสอบสวนหาสาเหตุจึงแน่ใจว่าปัญหาเกิดจากระบบอัดอากาศ (compressor stalls)


10 กุมภาพันธ์ 2007
......ทอ.และนาวิกโยธิน สหรัฐฯ สั่งงดบิน ทั้งหมด หลังจากพบว่า ระบบคอมพิวเตอร์อาจเป็นสาเหตุ ให้เครื่องบินเสียการควบคุม


29 มีนาคม 2007
........เกิดระบบไฮดรอลิกรั่ว และนำไปสู่ไฟไหม้เครื่องยนต์ ก่อนการวิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาพบว่า การไหม้รุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นกับ เมื่อเดือนธันวาคม 2006 เสียอีก


4 ตุลาคม 2007
.........หลังจากที่ได้ส่ง เข้าประจำการหมาดๆ หนึ่งในสิบลำ เกิดข้อบกพร่อง โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ต้องร่อนลงในประเทศจอร์แดน ได้รับการแก้ไข และขึ้นบินต่อเพื่อไปอิรัก แต่ได้เกิดเหตุซ้ำอีก ต้องกลับไปร่อนลงในจอร์แดน ซ่อมอีกครั้งและบินได้ในเวลาต่อมา


6 พฤศจิกายน 2007
MV-22 ขณะอยู่ระหว่างการฝึกบิน ต้องร่อนลงอย่างฉุกเฉิน ในค่าย Lejuene และเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงจากเครื่องยนต์ต่อมา แต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต....


หลังจากการสอบสวน จึงได้ค้นพบว่า การไหลของอากาศก่อนเข้าเครื่องยนต์ เมื่อผ่านเครื่องกรอง EAPS (engine air particle separator) เกิดการชะงัก ขณะบินอยู่ในอากาศ เป็นสาเหตุให้ระบบไฮดรอลิก เกิดการอั้น (shockwave) จนรั่วตามมา การรั่วของน้ำมันไฮดรอลิกนี้ ไหลเข้าไปในระบบป้องกันการถูกยิง (รังสีความร้อน IR suppressors) จนเป็นเหตุให้ภายในเครื่องยนต์เกิดไฟไหม้ในที่สุด ในระหว่างนี้ทุกๆลำของ V-22 ในรุ่น A จะต้องปฏิบัติการบินด้วยข้อจำกัดบางประการ ไปจนกว่าจะได้เปลี่ยนอะไหล่รุ่นใหม่แล้ว ส่วน V-22 ในรุ่น B ได้รับการปรับปรุงจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



การออกแบบ

...........V-22 เป็นอากาศยานแบบ Tiltrotor aircraft ชนิดแรกของโลกที่เข้าสู่สายการผลิต ติดตั้งเครื่องยนต์กังหันไอพ่นแบบ Turboshaft สองเครื่องไว้บริเวณปลายปีก แต่ละเครื่องยนต์หมุนขับใบพัดแบบสามกลีบ ซึ่งได้รับการนิยามใหม่ว่า Proprotor อัมมีคุณลักษณะของ Propeller และ Rotor รวมกัน โดยปกติแล้วเครื่องยนต์แต่ละเครื่องใช้หมุนขับใบพัดในแต่ละด้าน แต่มีเพลาขับพิเศษเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้บินต่อไปได้ ในกรณีฉุกเฉินเพียงเครื่องยนต์เดียว ระหว่างการวิ่งขึ้นและลงสนาม V-22 จะใช้คุณลักษณะของเฮลิคอปเตอร์ ด้วยการปรับมุมเครื่องยนต์ให้ตั้งตรง ยกลำตัวขึ้นสู่อากาศ ครั้นเมื่อลอยอยู่ในอากาศแล้ว เครื่องยนต์จะถูกปรับเอนไปทางด้านหน้า จนขนานกับพื้นเช่นเดียวกับเครื่องบินทั่วไป การปรับเปลี่ยนคุณลักษณะของระบบใบพัดได้ ทำให้ V-22 มีอัตราการใช้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเครื่องบินทั่วไป V-22 ยังคงมีขีดความสามารถ STOL ในการวิ่งขึ้นและลงจากสนามบิน ที่มีความยาวจำกัดได้ ด้วยการปรับเอียงเครื่องยนต์ไปข้างหน้าเพียง 45 องศา ลำตัวและใบพัดแบบ Proprotor สามารถพับเก็บได้ เพื่อสะดวกต่อการจอดเก็บ หรือขนส่งไปยังสนามรบ


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2710&d=1327284142



.........ห้องนักบินของ V-22 เป็นแบบ Glass Cockpit ประกอบด้วยจอภาพเอนกประสงค์ Multi-Function Displays (MFD) 4 จอ และจอ Central Display Unit (CDU), อีกหนึ่งจอ ทำให้นักบินสามารถมองเห็นภาพแผนที่ และตำแหน่งต่างๆได้ โดยสะดวก ทั้งยังมี FLIR ช่วยให้ มองเห็นสิ่งต่างๆได้ในสภาพการมองเห็นจำกัด จอภาพPFD มีข้อมูลการบินแบบ TACAN, VOR, ILS, GPS, INS ช่วยในการเดินทาง นักบินได้รับการผ่อนแรงด้วยระบบนักบินกลและระบบควบคุมการบิน the Cockpit Management System (CMS) ซึ่งสามารถทำให้ V-22 บินได้เอง รักษาการลอยตัวเหนือพื้น 50 ฟุต โดยที่นักบินละมือจากคันบังคับได้


.........ระบบบังคับการบินแบบ Fly-By-Wire ถูกนำมาใช้ พร้อมกับระบบสำรองถึง 3 ระบบ ระบบบังคับการบินได้ถูกใช้เพื่อปรับเปลี่ยนตำแหน่งการเอียงของเครื่องยนต์ ให้เหมาะสมกับการบินในช่วงต่างๆ โดยผ่าน Flight computers การบังคับเลี้ยว ไต่ ร่อน ยังคงใช้พื้นบังคับแบบ Rudder และ Elevator ที่ส่วนหางเหมือนเครื่องบินทั่วไป โดยมีพื้นบังคับลูกผสมแบบ Flaperons เพื่อใช้เสริมแรงยก และช่วยในการเลี้ยว ซึ่งแตกต่างจากเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป โดยที่คันควบคุมประกอบด้วย TLC ( Torque Control Lever ) ควบคุมทั้งกำลังเครื่องยนต์และมุมใบพัด Cyclic ควบคุม และกระเดื่องหางเสือ[/FONT

]
คุณลักษณะของ V-22
.........ภารกิจหลักของ V-22 ที่ได้รับการกำหนดสั้นๆ คือ การจู่โจมและลำเลียง (Assault, Cargo) แต่เมื่อมันเข้าสู่สนามรบ มันไม่เพียงแต่มันต้องเข้ามารับหน้าที่แทนเฮลิคอปเตอร์ได้เท่านั้น แต่มันยังต้องสามารถเทียบเคียงได้กับเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางได้อีกด้วย นั่นคือ มันต้องเร็วกว่า ไกลกว่า เฮลิคอปเตอร์ เพื่อ




แทรกซึมเข้าไปหลังแนวข้าศึก แล้วถอนตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ
เคลื่อนย้ายทหารบาดเจ็บ
ค้นหาช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ
สนับสนุนการรบด้านอื่น
ปฏิบัติการได้ทั้งบนบกและในทะเล
V-22 ถูกกำหนดขีดความสามารถขั้นต้นไว้ดังนี้
ลำเลียงทหารพร้อมรบได้ 24 นาย
บรรทุกสัมภาระภายในลำตัวได้ 20,000 ปอนด์
หรือยกสัมภาระภายนอกลำตัวได้ 15,000 ปอนด์
สนองต่อการปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธิน และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ ทอ.สหรัฐฯ
คุณลักษณะเสริม
ลงบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้
พับเก็บปีกและใบพัดได้
รับเติมน้ำมันในอากาสได้



คุณลักษณะเสริม นี่กระมังที่ทำให้เป็นจุดอ่อนของ V-22 เพราะมันทำให้ มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็น
รูปทรงทางอากาศพลศาสตร์
ด้วยขนาดความยาวลำตัว 17.48 เมตร ปีกมีความยาวเพียง 14 เมตร เป็นปีกที่สั้นมาก เมื่อเทียบกับความยาวลำตัวและน้ำหนักบรรทุก V-22 มีขนาดประมาณเครื่องบิน.ระวางบรรทุกภายในลำตัวมีขนาดกว้าง 1.80 เมตร ยาว7.37 เมตร และสูง 1.83 เมตร

........ลำตัวผลิตขึ้นจาก graphite-reinforced epoxy composite material มีน้ำหนักเบา แข็งแรงทนทานต่อการสึกกร่อน และการถูกยิง ตัวถังเป็นทรงสี่เหลี่ยม ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่าทรงกระบอก แต่มีข้อจำกัดสูงกว่า ในขณะบินที่มีกระแสลมแปรปรวน



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2711&d=1327284142


.........รูปทรงทางอากาศพลศาสตร์ภายนอกบ่งบอกได้ว่ามันไม่ลู่ลม ส่วนหน้าซึ่งเป็นห้องนักบินแบบโปร่งโล่ง มีหน้าต่างหลายบาน มองเห็นภายนอกได้อย่างชัดเจน ส่วนลำตัวถูกทำให้ป่องกลางเพื่อให้ระวางบรรทุกกว้างพอสำหรับหน่วยทหาร หรือนำยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่เข้าไปได้ ทำให้ลำตัวดูเทอะทะ ความจำเป็นทางเทคนิคทำให้เครื่องยนต์และใบพัดถูกติดไว้ปลายปีก ปีกติดตั้งไว้อยู่สูงเหนือลำตัวขึ้นไปอีก เพื่อให้มีที่ว่างพอสำหรับอุปกรณ์ถ่ายทอดกำลัง ระหว่างเครื่องยนต์ทั้งสอง ด้านท้ายสามารถเปิดออกได้ เพื่อให้ทหารหรือสัมภาระเข้าออกได้อย่างสะดวก ในส่วนหางเป็นแบบหางเสือคู่ โดยติดตั้งให้ Elevator อยู่ตรงกลางระหว่างหางเสือทั้งสอง


ระบบทางเทคนิค
.........ด้วยความที่ต้องเป็นทั้งเครื่องบินกับเฮลิคอปเตอร์ในลำเดียวกัน ระบบเทคนิคต่างๆจึงต้องผสมรวม และซับซ้อนกว่าอากาศยานทั่วไปอย่างมาก ทั้งทางด้านอากาศพลศาสตร์ วัสดุศาสตร์ ไฟฟ้า-คอมพิวเตอร์ Fly By Wire เพื่อทำให้มันมีน้ำหนักเบา โดยการร่วมมือกันของบริษัทเบลล์และโบอิ้ง ตามความชำนาญของทั้งสองบริษัท ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นความห้าวหาญทางเทคโนโลยี บริษัทเบลล์มีชื่อเสียงมาจากเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้(UH-1) บริษัทโบอิ้งมีชื่อเสียงมาจากเฮลิคอปเตอร์ชินุค(CH-46) แม้จะเป็นอากาศยานรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่เพื่อความปลอดภัย ยังคงไม่อาจทิ้งระบบกลไกดั้งเดิม ที่มีที่มีน้ำหนักมากไปได้ การเปลี่ยนรูปร่างกลับไปกลับมาได้ระหว่างเครื่องบินกับเฮลิคอปเตอร์ ทำให้มันมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวได้เป็นจำนวนมาก โดยอาศัยการทำงานสัมพันธ์กันระหว่างระบบกลไกและระบบไฮโดรลิก ซึ่งนับเป็นจุดเปราะบาง เพราะลำตัวเครื่องได้รับการสั่นสะเทือน อยู่ตลอดเวลา


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2712&d=1327284142



ด้วยคุณลักษณะ นกมีหู หนูมีปีก และภารกิจการปฏิบัติการลึกลับของมัน ฉายาของมัน น่าจะเรียกว่า ค้างคาว มากกว่า เหยี่ยวทะเล (Osprey) มันมิใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ที่อากาศยานใหม่ลำหนึ่งจะเข้ามาแทนที่เครื่องบิน C-130 และเฮลิคอปเตอร์ CH-46 และ CH-53 ที่ต่างเคยสร้างผลงานอันเกรียงไกรมาก่อน

เครื่องยนต์
.........เครื่องยนต์เป็นของบริษัท Rolls-Royce รุ่น AE 1107C แบบ turboshaft สองแกนเพลา ให้แรงขับ 6,150 แรงม้า เป็นเครื่องยนต์ที่ให้กำลังสูงมาก ชิ้นส่วนหลักของเครื่องยนต์นี้นำมาจากเครื่องยนต์ของเครื่องบิน C-130 แต่ได้รับการปรับแต่งให้กำลังสูงกว่ามาก ด้วยระบบ FADEC ประกอบด้วยชุดอัดอากาศ 14 ชั้น มีอุปกรณ์กรองอากาศชนิดพิเศษ เครื่องยนต์ของ V-22 ที่ต้องกระดกได้ ทำให้ต้องมีระบบน้ำมันหล่อลื่นแบบพิเศษ รองรับการพลิกกลับของเครื่องยนต์ ปลายท่อไอเสียติดตั้งด้วย IR suppressors เพื่อลดอุณหภูมิไอร้อน ก่อนปล่อยออกจากเครื่องยนต์


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2713&d=1327284142



.........การติดตั้งเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ทั่วไปมักติดตั้งไว้ในลำตัวหรือขนาบกับลำตัวสำหรับเครื่องบินถ้าไม่ติดตั้งไว้ในลำตัว อาจติดตั้งไว้ส่วนกลางของปีก โดยไม่ให้ห่างจากแกนลำตัวมากนัก เท่าที่จะทำได้ ย้ำว่าทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ก่อนหน้านี้ เครื่องยนต์และถังน้ำมัน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักมาก มักถูกติดตั้งไว้ใกล้ลำตัวมากที่สุด และยึดตรึงอยู่กับที่ ซึ่งอาจเป็นปีกหรือลำตัว โดยไม่ให้มันเคลื่อนไหวหรือขยับได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้มีข้อดี คือ มีเสถียรภาพ และความแข็งแรงสูง

........แต่ V-22 ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ที่ปลายปีก ทำให้มันเริ่มขาดเสถียรภาพ (ขาดทุนกำไร) ทั้งยังจะต้องกระดกได้ไปพร้อมกับใบพัดขนาดใหญ่ ทำให้ต้องสร้างปีกซึ่งมีความแข็งแรงสูงมาก เพราะต้องรับภาระกรรม ทั้งแรงยก แรงบิด แรงฉุด และการสั่นสะเทือนไปพร้อมๆกัน



ส่วนปีกและใบพัด

........V-22 มีทั้งปีกที่ยึดตรึงและปีกที่หมุนได้ ปีกที่ยึดตรึงมีขนาดความยาวไม่มากนัก ปีกตั้งฉากกับ ลำตัวภายในปีกเป็นถังเก็บน้ำมัน และยังมีแกนเพลาขับ ซ่อนอยู่อีกเพื่อเชื่อมการทำงานของเครื่องยนต์ทั้งสอง เสริมแรงขับซึ่งกันและกัน เป็นระบบกลไกที่ไม่อาจละทิ้งไปได้ เผื่อไว้ในกรณีเครื่องยนต์ใดเกิดขัดข้อง แกนเพลานี้จะนำกำลังจากเครื่องยนต์ที่เหลืออยู่ ไปขับใบพัดทั้งสองให้สมมาตรกันตลอดเวลา และเป็นปีกที่หมุนพับเก็บได้ โดยบิดให้ขนานกับลำตัวได้ จึงเป็นปีกที่มีความสลับซับซ้อนอย่างมาก
.........V-22 มีใบพัดหลักสองชุด มันคือปีกที่หมุนได้ แต่ละชุดมีสามกลีบ ความยาว 11.6 เมตร ถ้าจะเรียกมันว่าเป็นใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ มันจะเป็นใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ที่สั้นมาก ถ้าจะเรียกมันว่าเป็นใบพัดของเครื่องบินมันจะเป็นใบพัดที่มีขนาดยาวมาก ใบพัดของจึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นแบบ Proprotor
.........ใบพัดหลักสองชุด มิใช่เทคนิคใหม่ในเฮลิคอปเตอร์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ เฮลิคอปเตอร์แบบชินุค CH-46 ได้ใช้เทคนิคนี้มาก่อน แต่ได้ติดตั้งไว้ใบพัดหลักสองชุดไว้ที่ส่วนหน้าและหลัง (Tandem) ส่งแรงยกไปยังแกนลำตัวโดยตรง แต่ V-22 ติดตั้งใบพัดไว้ที่ปลายปีก แรงยกที่เกิดขึ้นถูกส่งผ่านแกนปีกไปยังลำตัว ใบพัดทั้งสองหมุนในทิศทางตรงกันข้าม แรงบิดที่เกิดขึ้น จึงหักล้างกันหมดไป โดยไม่จำเป็นต้องมีใบพัดหาง ใบพัดผลิตขึ้นจากวัสดุคอมโพสิตที่แข็งแรงมาก ซึ่งต้องเปลี่ยนแรงขับให้เป็นแรงยกสูงสุดในช่วงเริ่มบิน ขณะมีความเร็วต่ำ และจะเปลี่ยนเป็นแรงฉุดไปข้างหน้าเพื่อเพิ่มความเร็ว โคนกลีบใบพัดเป็นบานพับ สามารถพับเก็บได้ในเวลาเพียง 90 วินาที เพื่อสะดวกในระหว่างจอดเก็บหรือขนส่งในเรือ หรือเครื่องบินไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างสะดวก




http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2714&d=1327284142

.........การมีชิ้นส่วนโครงสร้างหลักต่างๆ ซึ่งเคลื่อนไหวได้ ต้องอาศัยระบบกลไกและข้อต่อต่างๆ จำนวนมากมาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระบบไฮโดรลิก เพื่อขับเคลื่อนระบบกลไกต่างๆนั้น ทำให้ต้องมีระบบไฮโดรลิกสำรองไว้ถึงสามระบบ และการระบายความร้อนของน้ำมันไฮโดรลิก กลายเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาระหว่างการทดสอบบินอยู่เสมอ แต่ยังนับเป็นความประจวบเหมาะ ที่เทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์ ไฟฟ้า-คอมพิวเตอร์ Fly By Wire ได้ก้าวเข้ามาทันเวลา ทำให้ V-22 มีความสมบูรณ์เพียงพอ ที่จะได้รับการรับรองให้เป็นอากาศยาน ที่มีความปลอดภัยในการบิน


สมรรถนะ

[FONT=Tahoma]........เพื่อให้เห็นสมรรถนะ v-22 อย่างเด่นชัด จำเป็นต้องนำสมรรถนะของเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ ที่มีน้ำหนักและขนาดใกล้เคียงกัน มาเปรียบเทียบ






http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2719&d=1327284204

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2715&d=1327284204





.............จากตาราง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า V-22 มีกำลังเครื่องยนต์สูงที่สุด สูงกว่าเครื่องบิน C-27J และเฮลิคอปเตอร์ชินุค ที่นำมาเปรียบเทียบเกือบเท่าตัว สมรรถนะที่ได้มีความเร็วเกือบเท่ากับเครื่องบินลำเลียง เร็วกว่าเฮลิคอปเตอร์ถึงเท่าตัว มีอัตราไต่และเพดานบินสูง แต่สมรรถนะการบรรทุกมีจำกัด รัศมีทำการขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุก การบินโดยทั่วไปไปได้ไกล 879 nm (1,627 km) รัศมีทำการเพื่อการรบ 370 nm (690 km) สามารถขยายระยะปฏิบัติการออกไปได้ ด้วยการติดตั้งถังน้ำมันพิเศษ โดยมีรัศมีทำการไกลสุด (Ferry)ถึง 2,417 nm (4,476 km) ด้วยการเติมน้ำมันกลางอากาศ แต่ด้วยคุณลักษณะที่มันไม่ต้องการสนามบินใดๆ มันจึงเป็นอากาศยานที่เหนือกว่าเครื่องบินทุกลำที่มีอยู่





http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2716&d=1327284204



.........ในภาวะบ้านเมืองปกติ ด้วยสมรรถนะแบบครึ่งๆ กลางๆดังกล่าว มันจึงมิใช่เครื่องบินที่ดีที่สุด หรือเฮลิคอปเตอร์ที่ดีที่สุด และมันแพงมาก แต่เราจะต้องนึกถึงมันทันที่ เมื่อบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อศักดิ์ศรีของชาติถูกท้าทาย มันจึงเป็นยุทโธปกรณ์เหมาะสมกับทหารในหน่วยนาวิกโยธิน และอากาศโยธิน ซึ่งต้องปฏิบัติการคาบเกี่ยวกันระหว่างผืนดิน- ผืนน้ำ หรือ ผืนดิน-ผืนฟ้า อยู่เสมอ ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกแต่อย่างไร ถ้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมของไทย จะช่วยกันคิดหาทาง นำเข้า V-22 ประจำการในกองทัพไทย แล้วให้ฉายามันว่า ไอ้ค้างคาวผี Vampire



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2717&d=1327284204




การเข้าประจำการ
.............V-22 ได้ทยอยเข้ามาแทน เฮลิคอปเตอร์แบบ CH-46 Sea Knight ของกองทัพเรือ ภายใต้รหัส MV-22 และจะทยอยเข้ามาแทน เฮลิคอปเตอร์แบบ CH-53 ของทอ.สหรัฐฯ ภายใต้รหัส CV-22

มีนาคม 2000 หน่วยนาวิกโยธิน ได้เริ่มฝึกบิน V-22 ณ ฝูงบิน VMMT-204 ซึ่งเป็นฝูงบินแรกที่นำ MV-22 เข้าประจำการ เป็นฝูงฝึกบินที่ฝึกให้ทั้งหน่วยบินของนาวิกโยธิน และทอ.สหรัฐฯ

3 มิถุนายน 2005 ฝูงบิน HMM-263 (Marine Medium Helicopter 263 ) ซึ่งมีเฮลิคอปเตอร์แบบ CH-46 ประจำการอยู่แล้ว เริ่มต้นขั้นตอนการรับมอบ MV-22
8 ธันวาคม 2005 ฝูงบิน HMM-263 ได้รับมอบ MV-22 ลำแรก หลังจากฝึกบินเสร็จสิ้น
3 มีนาคม 2006 เมื่อ MV-22 พร้อมปฏิบัติการ ชื่อของฝูงบิน HMM-263 ได้เปลี่ยนเป็น VMM-263.
20 มีนาคม 2006 ทอ.สหรัฐฯนำ CV-22 เข้าประจำการ ในฝูงบินปฏิบัติการพิเศษที่ 58th Special Operations Wing (58th SOW) ณ ฐานทัพอากาศ Kirtland Air Force Base รัฐ New Mexico เป็นฝูงบิน ซึ่งฝึกสอนนักบินและลูกเรือในภารกิจปฏิบัติการพิเศษ


16 พฤศจิกายน 2006 ทอ.สหรัฐฯจัดพิธีเข้าประจำการของ CV-22 ณ ฐานทัพอากาศ Hurlburt Field รัฐ Florida ฐานปฏิบัติการพิเศษหลักของทอ.สหรัฐฯ และมีแผนจะส่งเข้าสนามรบจริงในต้นปี 2009
10 กรกฎาคม 2007 MV-22 ได้บินไปลงบนเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Illustrious ของอังกฤษก่อน กลางมหาสมุทรแอตแลนติค นับเป็นครั้งแรกที่ V-22 ร่อนลงบนเรือบรรทุกเครื่องบินของชาติอื่น
17 กันยายน 2007 MV-22B จำนวน 10 ลำ ของฝูงบิน VMM-263 มุ่งสู่อิรัก โดยบรรทุกไปกับเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Wasp.

..........เราไม่อาจได้เห็น V-22 ลำจริงๆตัวเป็นๆในย่านเอเชียอาคเนย์บ่อยนัก เพราะมันถูกใช้งานในสงครามอิรักเป็นส่วนใหญ่ ภายในสามเดือนมันถูกใช้งานถึง 2000 เที่ยวบิน ด้วยอัตราความพร้อมรบ 68.1% วางกำลังที่ฐานทัพ Al Asad ทางด้านตะวันตกของอิรัก ในการลำเลียงทหารและยุทโธปกรณ์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยเป็นแขกคนสำคัญของ V-22 ในปีช่วงปลายปี 2008
ปัญหาสำคัญของ V-22 ระหว่างการปฏิบัติการครั้งแรก คือ การรอคอยอะไหล่ เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุง จากสถิติจนถึงเดือนกรกฎาคม 2008 V-22 ได้ปฏิบัติภารกิจไปแล้ว 3,000 เที่ยวบิน คิดเป็นเวลาปฏิบัติการกว่า 5,200 ชั่วโมงบิน
ประเทศอิสราเอลแสดงความสนใจที่จะนำ V-22 เข้าประจำการ แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่จะซื้อแต่อย่างใด


ข้อโต้แย้งทางเทคนิค

........V-22 เป็นอากาศยานชนิดใหม่ ระหว่างการพัฒนาประสบปัญหาต่างๆอย่างมากมาย หากเป็นอากาศยานแบบอื่น เมื่อประสบปัญหาในการทดลอง ต้องถูกยกเลิกไปกลางคัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการ V-22 ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลสำคัญแฝงอยู่ คือ

เป็นอากาศยานที่เป็นความต้องการของทุกเหล่าทัพ
เป็นการร่วมมือกันสร้างจากหลายบริษัท
ได้รับการสนับสนุนทางการเมือง จากทั้งรัฐบาลพรรครีพลับริกัน และเดโมแครท

ก่อนเข้าประจำการ V-22 ประสบปัญหาทางเทคนิคหลายประการดังนี้ คือ
1. ขาดความสามารถในการทำ Auto Rotation ได้
2. คุณลักษณะการบินได้รับผลกระทบจาก VRS (vortex ring state) สูงกว่าเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป
3. ตัวเครื่องมีอาการ PIO (pilot-induced oscillation) ขณะที่บินอยู่ในพื้นที่จำกัด
4. โครงสร้างได้รับความสั่นสะเทือนสูง ส่งผลไปยังระบบเทคนิคต่างๆ
5. ได้รับผลกระทบจากการบินใกล้เครื่องบินลำอื่น จนอาจเสียการควบคุมได้ง่าย
6. ทำให้เกิดกระแสลมกดลงบนพื้น ด้วยความเร็วสูง ขณะลอยตัวต่ำ ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคในการมองเห็น



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2718&d=1327284204




อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า มันเป็นเครื่องบินลูกผสม ที่มีรูปร่างประหลาด หรือนำข้อด้อยเพียงเล็กน้อย มากลบจุดเด่นของมัน “ด้วยภาษาไทย” ตราบใดเท่าที่คนไทยหรือทหารไทย ยังสร้างมันขึ้นมาไม่ได้ การแสดงความเคารพต่อวิญญาณของนักบินและทหาร ซึ่งพลีชีพในระหว่างการทดลองบิน ถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่นักรบต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน


...........โครงการการสร้าง V-22 ใช้เงินลงทุนไปหลายพันล้าน ใช้เวลาไปกว่า 25 ปี ในการทดลอง ค้นคว้า วิจัย แต่กว่านั้น มันได้สังเวยชีวิตทหารไป 30ชีวิต ระหว่างการทดสอบบิน ถ้ามันไม่ได้เข้าประจำการในกองทัพ มันย่อมจะมีความหมายประการหนึ่งว่าความทุ่มเท และชีวิตทหารได้ตายไปอย่างสูญเปล่า ในทางตรงข้าม เมื่อมันได้ประจำการเช่นทุกวันนี้ ย่อมมีความหมายโดยตรงว่า ความทุ่มเท และชีวิตทหารไม่ตายเปล่า ปัญหาทางเทคนิคได้รับการแก้ไข จนมีความปลอดภัยเพียงพอ ที่นำเข้าประจำการได้

.......V-22 คือ อากาศยานที่เป็นความต้องการของหน่วยปฏิบัติการพิเศษมาอย่างยาวนาน เป็นอากาศยานชนิดใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง แม้ประสบปัญหาต่างๆอย่างมากมาย ระหว่างการพัฒนา แต่ความต้องการทางทหารที่จะต้องรักษาศักดิ์ศรีของชาติ ทำให้สร้างมันขึ้นจนเป็นผลสำเร็จ และนำเข้าประจำการในเหล่าทัพ คอยวันเพื่อพิสูจน์ผลงานในสนามรบจริง



อ้างอิง
http://en.wikipedia.org/wiki/V-22_Osprey#cite_note-time-14 (http://en.wikipedia.org/wiki/V-22_Osprey#cite_note-time-14)
http://www.globalsecurity.org/military/systems/aircraft/v-22-specs.htm (http://www.globalsecurity.org/military/systems/aircraft/v-22-specs.htm)
http://www.helis.com/Since80s/h_v22.php (http://www.helis.com/Since80s/h_v22.php)
http://www.g2mil.com/scandal.htm (http://www.g2mil.com/scandal.htm)

skypig
26-01-12, 07:23:41
ความคิดเห็นที่ 1

8 เมษายน 2553 อากาศยานแบบ CV - 22 ของกองทัพอากาศที่ 8 สังกัดหน่วยบัญชาการการปฏิบัติพิเศษ จากฐานทัพ Hurlburt Field รัฐฟลอริด้า ซึ่งออกไปปฏิบัติภารกิจในเวลากลางคืน ประสบเหตุตกลงใกล้กับเมือง Qalat ห่างไปทางตะวันตกของจังหวัด Zabul ในภาคใต้ของอัฟกานิสถาน เป็นผลให้ มีผู้เสียชีวิต 4 คน ซึ่งสองนายเป็นนักบิน (Maj. Randell D. Voas) และช่างอากาศประจำเครื่อง( Senior Master Sgt. James B. Lackey) และยังมีผู้บาดเจ็บอีกหลายคน

การสูญเสียถือเป็นการสูญเสียครั้งแรก ในการปฏิบัติการของ V - 22 ตั้งแต่ที่ได้เริ่มนำเข้าประจำการ

รายละเอียดและสาเหตุของการสูญเสียยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่ฝ่ายตาลีบันอ้างว่า เป็นผลงานของพวกตน



แหล่งข่าว http://www.navarrepress.com/201004102072/newsflashes/newsflash/two-hurlburt-field-airmen-die-in-cv-22-crash-%7C-navarrepresscom-%7C-navarre-fl.html

ชื่อ : skypig E-mail : kongsomrit@yahoo.com วันที่ : 20 เมษายน 2553 10:28 น. IP : 125.27.52.XXX

ความคิดเห็นที่ 2

23 เมษายน 2553

จาก http://www.popularmechanics.com/technology/aviation/military/v-22-osprey-first-crash

ข้อมูลในเบื้องต้นของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ยังมิได้บ่งชี้ไปที่ ปัญหาทางกลไก

แต่อาจจะเกิดจาก นักบินหลงสภาพการบิน (disoriented ) ขณะที่เครื่องบินใกล้พื้น เพราะใบพัดได้ทำให้ฝุ่นฟุ้ง“brownout," กระจายไปทั่ว จนนักบินไม่สามารถมองเห็นภายนอกได้

แรงลมจากใบพัดของ V-22 สามารถเป่าให้เครื่องบินลำเล็กๆที่จอดอยู่เขยื้อนได้

แรงลมจากใบพัดของ V-22 สามารถเป่าให้ฝุ่นผงบริเวณจุดลงจอดกระจายขึ้นไปได้ถึง 200 ฟุต

แต่อย่างไรก็ตามน.อ. Col. Glen Walters ผู้ดูแลโครงการสร้าง ยืนยันว่า เป็นอากาสยานที่บินง่ายที่สุด ในการลงจอดในสภาพที่มีฝุ่นกระจาย

อีกทั้ง CV-22 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯได้รับการติดตั้งอุปกรณืพิเศษ หลายอย่าง เพื่อช่วยในการมองเห็น อาทิเช่น

“terrain-following radar,

forward-looking infrared sensors

และ other advanced avionics systems

สองสัปดาหืหลังจากการตก ผลการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงยังมิได้รับการยืนยัน

เนื่องจากซากCV-22 ต้องถูกทำลายทิ้งในทันที เพื่อมิให้เทคโนโลยี ที่อาจเหลืออยู่ ตกไปอยู่ในมือข้าศึก

หลักฐานที่จะนำไปสู่สาเหตุที่แท้จริง จึงถูกทำลายไปด้วย

ชื่อ : skypig E-mail : kongsomrit@yahoo.com วันที่ : 23 เมษายน 2553 10:34 น. IP : 125.25.33.XXX

ความคิดเห็นที่ 3 [

ขอบคุณครับ


ชื่อ : tine วันที่ : 27 สิงหาคม 2553 20:43 น. IP : 118.173.35.XXX

ความคิดเห็นที่ 4

. เทคโนโลยี ระดับเทพ
ใช้ ในทางที่ดีครับ

ชื่อ : ร.ต. วีระวัฒน์ บุญราษี E-mail : pol_love_mos@hotmail.com วันที่ : 9 กุมภาพันธ์ 2554 21:21 น. IP : 222.123.238.XXX


ความคิดเห็นที่ 5

เป็นเครื่องบินที่เท่มากครับ
gps http://www.groovygang.net
ชื่อ : gps E-mail : gpssss@gmail.com วันที่ : 16 กันยายน 2554 17:12 น. IP : 124.122.173.XXX