PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : AC-130



skypig
22-01-12, 15:04:51
AC-130
จำนวนผู้เข้าชมจากโฮมเพจเดิม 8451 คน


AC-130
Gunship

รหัส“C-130” ได้รับการเติมอักษร A ไว้ข้างหน้าเพื่อบ่งบอกถึงความสามารถในการเป็น
เครื่องบินโจมตี (Attacker)
AC-130


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2781&stc=1&d=1327307041



เอซี-หนึ่งสามศูนย์ เป็นอีกลำดับหนึ่งของเครื่องบิน C-130 ที่ได้รับการดัดแปลงไปใช้ในภารกิจอื่นนอกเหนือจากการลำเลียงทางทหาร ความเชื่อถือของเครื่องบิน AC-130 รุ่นนี้ สะท้อนได้จากการได้รับมอบหมายภารกิจหลักที่สำคัญคือ
การสนับสนุนการโจมตีทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support;CAS)
การขัดขวางทางอากาศ (Air Interdiction;AI )
การบินลาดตระเวณติดอาวุธ (Armed reconnaissance)


การได้รับมอบหมายภารกิจ CAS นั่นหมายความว่า
................. ระบบอาวุธของมันมีความแม่นยำสูงมาก ที่จะทำลายข้าศึกซึ่งเข้าปะทะประชิดกับฝ่ายเรา
การได้รับมอบหมายภารกิจ AI นั่นหมายความว่า มันมีขีดความสามารถทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ในการลอบบินทะลวงฝ่าเข้าไปในแนวหลังของข้าศึก
...................นอกจากนั้นแล้ว มันยังมีภารกิจอื่นๆอีกในการค้นหาช่วยชีวิต ป้องกันฐานที่ตั้ง และขบวนยานยนต์ ให้กับกองทหารฝ่ายเรา
จากเครื่องบินลำเลียงตัวเปล่า ซึ่งไม่มีเขี้ยวเล็บใดๆ เมื่อได้รับการติดตั้งระบบอาวุธอย่างพร้อมสรรพ อันได้แก่ ปืนใหญ่ ปืนกลอากาศ เรด้าห์ ระบบปล่อยเป้าลวง และระบบเดินอากาศอันแม่นยำ ทำให้มันมีอำนาจการทำลายเหนือกว่าเครื่องบินรบทั่วไป จนได้สมญาว่า “เรือปืน” มันคือ ป้อมปืนใหญ่ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยความเร็วกว่า 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขั้นตอนการพัฒนา
.......................................เครื่องบิน C-130 ได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่แทนเครื่องบิน AC-47 ในระหว่างสงครามเวียดนาม ด้วยจุดเด่นสำคัญหลายประการ คือ บรรทุกได้มากกว่า บินได้นานกว่า และการที่เป็นเครื่องบินที่ติดตั้งปีกไว้ด้านบนของลำตัว ทำให้มีขอบเขตในการยิงและสังเกตุการณ์ได้ดีกว่า ส่งผลต่อความคล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจสูงกว่าเครื่องบิน AC-47 มาก เครื่องบิน AC-130 ได้รับการดัดแปลงจากเครื่องบิน C-130 มาอย่างต่อเนื่องหลายรุ่นดังนี้
AC-130A
ในปีค.ศ.1967 เครื่องบิน C-130A หมายเลข 54-1626 เป็นเครื่องบินต้นแบบ เครื่องบิน C-130 รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ T56-A-7 และมีใบพัดสามกลีบ ได้รับการดัดแปลง ติดตั้งอาวุธและระบบช่วยยิงต่างๆดังนี้

• ปืนกลขนาด 7.62 ม.ม.(General Electric XMU-470 Minigun) จำนวน 4 กระบอก
• ปืนกลขนาด 20 ม.ม. (General Electric M61 Vulcan Gatling cannons) จำนวน 4 กระบอก
• อุปกรณ์ช่วยการมองในเวลากลางคืน Night Observation Device (NOD Starlite Scope )
• เครื่องคำนวณและควบคุมการยิงแบบอนาล๊อก
• ไฟส่องสว่างขนาด 20 kW

............................การดัดแปลงกระทำอย่างเป็นความลับในฐานทัพอากาศ Wright-Patterson AFB และตั้งชื่อให้เครื่องบินลำนี้ว่า Super Spooky การดัดแปลงแล้วเสร็จเมื่อ 6 ก.ย.1967 เครื่องบินขึ้นบินทดสอบเป็นครั้งแรก และถูกส่งเข้าประเมินค่าในเวียดนาม ณ ฐานทัพอากาศนาตรัง เป็นเวลา 90 วัน เมื่อ 20 ก.ย.1967 เพียงเจ็ดวันหลังจากนั้นเครื่องลำนี้ได้เข้าปฏิบัติภารกิจจริง และประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจ




http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2782&d=1327286961




.....................เมื่อประสบความสำเร็จ ทอ.สหรัฐฯ ได้ดัดแปลงเพิ่มเติมอีก 7 ลำนำเข้าประจำการที่สนามบินตันซอนนัท 3 ลำและที่สนามบินอุบล 4 ลำ โดยได้ ติดตั้งอุปกรณ์ทางอิเลคโทรนิกใหม่กว่า เพิ่มเข้าไปอีกได้แก่
• อุปกรณ์ช่วยการมอง FLIR (Forward looking infrared ) รุ่น AN/AAD-4
• เครื่องคำนวณและควบคุมการยิงแบบ Singer-General Precision fire control computer
• อุปกรณ์ติดตามเป้าหมายซึ่งเคลื่อนที่ Moving Target Indicator (MTI),
• อุปกรณ์ปล่อยเป้าลวง ALQ-87 ECM หรือ SUU-42A/A Ejector Pods ไว้ใต้ปีก ทางด้านซ้ายเป็น flares และทางด้านขวาเป็น chaff

AC-130 เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ประเทศลาว เขมรและเวียดนามตอนใต้ จนถึง 30 ต.ค.1968 หนึ่งปีถัดจากการทดสอบ การดัดแปลงเพิ่มเติมทำให้มีจำนวน AC-130 เข้าประจำการมากขึ้นถึง 18 ลำ จนเพียงพอที่จะก่อตั้งเป็นระดับฝูงบิน ฝูงบิน AC-130 ฝูงแรกคือฝูงบินที่16 แห่งกองบินที่ 8 โดยได้นำ AC-130 ทั้งหมดมาไว้ที่ที่ฐานทัพอากาศอุบลราชธานี ของไทย (กองบิน 21 ปัจจุบัน) และได้พ่นสีภายนอกเป็นสีดำล้วน ด้วยที่จำเป็นต้องมีลูกเรือขึ้นปฏิบัติการเป็นจำนวนมาก ทำให้ฝูงบินที่ 16 เป็นฝูงบินรบของสหรัฐฯที่ใหญ่ที่สุดในเอชียตะวันออกเฉียงใต้



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2783&d=1327286961
การปรับปรุงในขั้นต่อมาได้รับการติดตั้งยุทโธปกรณ์ที่มีอำนาจการทำลายสูงขึ้น ได้แก่
• ปืนกลขนาด 40 ม.ม. (Bofors cannons) แทนที่ปืน 20 mm คู่หลัง
• กล้องโทรทัศน์ ASQ-145 Low Level Light TV (LLLTV) ใช้งานได้แม้ในสภาพแสงพร่า
• เครื่องคำนวณระยะเลเซอร์ Konrad AVQ-18 laser designator/range finder
• เครื่องคำนวณและควบคุมการยิงแบบดิจิตอล (AYK-9)
AC-130E (Pave Aegis)


ด้วยคุณค่าทางยุทธการของการกลายเป็นเครื่องบินโจมตี ทอ.สหรัฐฯไต้มีแนวความคิดที่จะติดตั้งระบบอาวุธใหม่ๆให้แก่ซีร้อยสามสิบ จึงได้หันมาสนใจในเครื่องบิน C-130E ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่กว่าเครื่องบิน C-130 รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ T56-A-7A และมีใบพัดสี่กลีบ เครื่องบิน C-130E จำนวน 11 ลำ ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม.ซึ่งเป็นปืนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่เคยนำไปติดตั้งบนเครื่องบิน โดยนำไปติดตั้งแทนที่ปืนกลอากาศแบบ 40 ม.ม.จำนวนหนึ่งกระบอกทางด้านหลังสุดของระวางบรรทุก




http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2784&d=1327286961

AC-130H (Spectre II)
ตั้งแต่ต้นปี 1973 เมื่อบริษัท Lockheed ได้นำเครื่องยนต์ T56-A-15 มาติดตั้งให้กับเครื่องบินซีร้อยสามสิบรุ่น C-130H ทอ.สหรัฐฯจึงได้นำไปติดตั้งให้กับ AC-130E พร้อมทั้งได้ปรับปรุงระบบ Avionics ระบบก่อกวนทางอิเลคทรอนิกส์ และระบบการติดต่อสื่อสารใหม่

AC-130U
ความต้องการเครื่องบินโจมตีขนาดนี้ยังคงมีความจำเป็นต่อไป ในปี 1986 โครงการป้อมบินยักษ์ยังคงดำเนินไปอีก โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้บริษัท Boeing เป็นผู้รับผิดชอบ ดัดแปลงเครื่องบิน C-130H ของบริษัท Lockheed จำนวน 13 ลำ ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อการสงครามทางอิเลคโทรนิค (EW systems) ได้แก่
• AN/AAQ-117 FLIR,
• อุปกรณ์ตรวจหารังสีความร้อน (Infrared Detection Set ;IDS)
• กล้องโทรทัศน์ใหม่แบบ ALLTV ใช้งานได้ทุกสภาพแสงสว่าง
• ระบบก่อกวนทางอิเลคทรอนิกส์ (ECM systems ALQ-172)
• ระบบเดินอากาศแบบ GPS
• ระบบวิทยุติดต่อแบบผ่านดาวเทียม (Sat-Coms)
• เรด้าร์โจมตีแบบ AN/APG-180
และยังได้พยายามลดน้ำหนักของเครื่องบินลง ด้วยการเปลี่ยนแผ่นกราะรุ่นใหม่ ให้มีน้ำหนักเบาลง


เครื่องบิน AC-130U ได้ขึ้นทดสอบบินครั้งแรกเมื่อ 20 ธ.ค.1990 ถูกเรียกชื่อเล่นว่าตามอักษรต่อท้ายว่า “U Boat” ถูกจัดว่าเป็นเครื่องบินโจมตีที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในโลก ข้อมูลและคำสั่งมากกว่า 609,000 บรรทัด ถูกส่งเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณการยิง ให้แม่นยำที่สุด ตั้งแต่นัดแรก




http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2785&d=1327286961
เครื่องบิน AC-130U รุ่นนี้ ทำให้สามารถครอบคลุมการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้อย่างพร้อมสรรพ ทุกภารกิจ ทั้งในเวลากลางคืน หรือแม้แต่ในสภาพอากาศไม่อำนวย และเนื่องจากภายในเครื่องบินสามารถที่จะปรับความดันบรรยากาศได้ทั้งลำ ทำให้ลูกเรือมีความสะดวกสบายมากขึ้น เครื่องบินสามารถบินได้สูงขี้น ประหยัดน้ำมันได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีรัศมีการปฏิบ้ติการไกลขึ้นและนานขึ้น
เครื่องบิน AC-130U มาพร้อมกับเรด้าห์รุ่นใหม่ ตอบสนองการปฏิบัติการได้หลายรูปแบบ สามารถตรวจพบเป้าหมายและยืนยันได้จากระยะไกล เมื่อยืนยันเป้าหมายได้แล้ว ปืนกลขนาด 40 ม.ม.และ 105 ม.ม.จะจับเป้าหมายได้ตลอดเวลา พร้อมจะยิงออกไปด้วยวิถีโค้ง ด้วยความแม่นยำ และผลจากการยิงในนัดแรก ยังสามารถนำกลับมาคำนวณในการยิงในนัดต่อไปได้อีก
ระบบควบคุมการยิงทำให้สามารถโจมตีเป้าหมาย 2 แห่งในเวลาเดียวกันได้ โดยแยกใช้อุปกรณ์ตรวจจับ-เล็งยิงพร้อมกันสองชุด ซึ่งปัจจุบันไม่มีเครื่องบินแบบใดในโลกทำได้มาก่อน



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2793&d=1327287054











จุดเด่นและคุณลักษณะ

เครื่องบิน AC-130 ได้นำข้อดีของเครื่องบินลำเลียง คือ บินนาน บินไกล บรรทุกได้มาก ประกอบกับเป็นเครื่องบินใบพัดทำให้ใช้สนามบินสั้น หรือขรุขระในการขึ้นลงได้ อีกทั้งเครื่องยนต์มีความประหยัดในการใช้เชื้อเพลิงและการบำรุงรักษา รูปทรงทางอากาศพลศาตร์แบบปีกบน ทำให้มีเสถียรภาพสูง มีความคล่องตัวในการยิง และสังเกตุการณ์ได้ดีกว่า ด้วยระดับเทคโนโลยีทั้งในอดีตและปัจจุบัน แทบไม่มีเครื่องบินแบบใดในโลก ที่สามารถ ค้นหา ติดตาม และทำลายเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง นอกจากเครื่องบิน AC-130






http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2794&d=1327287369
การโจมตีสนับสุนนทางอากาศโดยใกล้ชิด

การรบประชิดของเหล่าทหารราบ ซึ่งกระทำโดยใช้ปืนเล็กยาวเล็งตรง อยู่ในระยะหวังผลไม่เกินกว่า 400 เมตร ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นอยู่ระหว่าง 50-100 เมตร หากใกล้กว่านั้น ทหารต้องระวังตัวจากระเบิดขว้าง ในการปะทะในระยะที่เกินกว่า100 เมตร ทหารต้องอาศัยอาวุธที่มีรัศมีไกลกว่า อันได้แก่ เครื่องยิงลูกระเบิด ซึ่งทำให้ระยะการปะทะห่างออกไปได้อีกถึง 400 เมตร หากระยะการปะทะไกลกว่านั้น ยังมีอาวุธประเภทวิถีโค้ง เช่น ปืน ค. ซึ่งให้การสนับสนุนได้ไกลถึง 5500 เมตร และเมื่อทหารสองฝ่ายอยู่ห่างกันกว่าครึ่งกิโลเมตร การยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตร ยังพอวางใจได้ในเรื่องความแม่นยำ แต่หากเป้าหมายมีความแข็งแรงและอยู่ในระยะประชิด ทหารราบต้องการอาวุธมีความหนักหน่วงและแม่นยำยิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องการการโจมตีสนับสุนนจากเครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์

เครื่องบินโจมตีขนาดเล็ก ซึ่งติดตั้งปืนยิงออกทางด้านหน้า แม้จะมีความหนักหน่วงและแม่นยำ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องการบินวนรอ และการติดตามเป้าหมาย เครื่องบินโจมตีขนาดเล็กต้องบินรออยู่ในระดับสูง แล้วบินโฉบลงมาโจมตี ทำให้มีเวลาเล็งเป้าหมายไม่นานนัก จากนั้นจึงปล่อยอาวุธ แล้วรีบไต่ระดับขึ้นไปอีกรอบ ซึ่งอาจทำให้ความแม่นยำ คลาดเคลื่อนไปบ้าง
เฮลิคอปเตอร์โจมตี มีความอ่อนตัวกว่าเครื่องบินโจมตี แต่ยังคงมีข้อจำกัดในด้าน รัศมีปฏิบัติการ และอัตราการบรรทุก
แต่การโจมตีสนับสุนนทางอากาศโดยใกล้ชิด โดยใช้เครื่องบินลำเลียงติดตั้งปืนยิงออกทางด้านข้างของลำตัว จะมีข้อได้เปรียบหลายประการ คือ ให้การยิงสนับสนุนได้อย่างต่อเนื่อง บินวนรอได้นานกว่า บรรทุกกระสุนได้มากกว่า
"การบินต่ำ การบินช้าของเครื่องบิน AC-130 มิได้เป็นจุดด้อยของมันแต่อย่างใด แต่นั่นทำให้มันสามารถ ค้นหา ติดตาม เล็ง และทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ (find, fix, track, target, and kill ) ด้วยอุปกรณ์การตรวจจับ และอำนาจการยิงที่รุนแรง ไม่มีป้อมค่ายที่ไหน กองทหารใดหลบรอดจากการโจมตีจากป้อมบินยักษ์ ไปได้" (Charles E. Miller, retired Air Force colonel.)





การร่วมสมรภูมิ

ในระหว่างสงครามเวียดนาม เครื่องบิน AC-130 ป้อมบินยักษ์ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการหลักอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ได้ออกปฏิบัติการโดยมีเครื่องบินขับไล่ F-4 คอยเป็นเครื่องบินคุ้มกันให้ เพื่อป้องกันการโจมตีจากเครื่องบิน MIG เครื่องบิน AC-130 ได้ทำลายขบวนรถบรรทุกลำเลียงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้กว่า 10,000 คัน ซึ่งแอบส่งเสบียงให้เวียดกง อยู่บนเส้นทางโฮจินมินส์เทล การค้นหาและทำลายรถบรรทุก ซึ่งซ่อนอยู่ในป่าหรือแฝงอยู่ในความมืด กระทำได้โดยใช้เครื่องตรวจจับเส้นแรงแม่เหล็ก (Magnetic Anomaly Detector) ระบบนี้เรียกสั้นๆว่า The Black Craw (AN/ASD-5) เป็นอุปกรณ์ภาครับที่มีความไวสูง สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยติดตั้งสายอากาศแบบ ไว้ทางด้านซ้ายขิงห้องนักบิน ซึ่งถูกครอบทับไว้ด้วยแผ่น Radome มองเห็นเป็นผิวโป่งนูนออกมา ระบบนี้สามารถตรวจจับ การเบี่ยงเบนของสนามแม่เหล็กโลกแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งปกติติดตั้งไว้บนเรือดำน้ำ เพื่อใช้ในการเดินทางใต้น้ำ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในอากาศ มันสามารถตรวจจับการจุดระเบิดของคอยล์ ซึ่งติดตั้งไว้ในเครื่องยนต์ของรถบรรทุกเหล่านั้น
ผลการทำลายของเครื่องบิน AC-130 ทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จึงได้ส่งหน่วยแซบเปอร์ ลอบข้ามแม่น้ำโขง เข้ามาในสนามบินอุบล เมื่อวันที่ 13 ม.ค.1970 (พ.ศ.2513) เพื่อเข้ามาทำลาย เครื่องบิน AC-130 ขณะจอดอยู่บนพื้น แต่ถูกจับตายได้ก่อน โดยหน่วยสารวัตรทหาร
หลังจากสงครามเวียดนาม สหรัฐฯได้นำเข้าสู่การปฏิบัติการที่สำคัญหลายต่อหลายครั้งดังนี้
• ปี 1979 ในประเทศอิหร่าน ร่วมปฏิบัติการ Operation Eagle Claw
• ปี 1983 ในประเทศ Grenada ร่วมปฏิบัติการ Operation Urgent Fury
• ปี 1989 ในประเทศปานามา ร่วมปฏิบัติการ Operation Just Cause
• ปี 1990/91 ในประเทศอิรัก ร่วมปฏิบัติการ Operation Desert Storm
• ปี 1993/94 ในประเทศโซมาเลีย ร่วมปฏิบัติการ Operation Restore Hope,
• ปี 1993/95 ในประเทศ Bosnia-Herzogowina ร่วมปฏิบัติการ Operation Deny Flight
• ปี 1994 ในประเทศไฮติ ร่วมปฏิบัติการ Operation Uphold Democracy right now




http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2788&d=1327286996

แม้แต่เครื่องบินขับไล่ F-15 อาวุธสุดยอด(Top Guns) สหรัฐฯยังยอมขายให้แก่มิตรประเทศบางประเทศ แต่เครื่องบิน AC-130 เป็นอาวุธลับสุดยอดชนิดเดียว ที่สหรัฐฯสร้างขึ้นโดยเฉพาะในจำนวนจำกัด และไม่เคยขายให้แก่ประเทศใด มีประจำการอยู่ในที่ฐานทัพอากาศ Hurlburt Field รัฐ Florida เพียงสามฝูงบินคือ
• ฝูงบินปฏิบัติการพิเศษที่ 4 (AC-130U)
• ฝูงบินปฏิบัติการพิเศษที่ 16 (AC-130H)
• ฝูงบินปฏิบัติการพิเศษที่ 4 (ฝูงฝึกบิน AC-130U, AC-130H)


ระหว่างวันที่ 22 ถึง 24 ต.ค. 1997 เครื่องบิน AC-130U สองลำได้สร้างสถิติด้วยการบินนานที่สุด โดยไม่ลงหยุดพักเป็นเวลา 36 ชั่วโมง จากสนามบิน Hurlburt Field ในรัฐ Florida ไปยังสนามบิน Taegu Air Base (Daegu) ประเทศเกาหลีใต้ โดยการเติมน้ำมันกลางอากาศ 7 ครั้งจากเครื่องบิน KC-135
ในปัจจุบันเครื่องบิน AC-130U ได้เข้าร่วมสนับสนุนกองกำลังทั้งในอิรักและในอัฟกานิสถาน มีบทบาทสำคัญในการทำลายกองกำลังผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัว กระจายไปทั่วทุกสภาพภูมิประเทศ

การสูญเสีย
เครื่องบินโจมตีส่วนใหญ่ขนาดเล็ก บินโดยนักบินเพียงหนึ่งหรือสองคน ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าดีดตัว(Ejection Seat) เพื่อใช้ในกรณีเครื่องบินถูกยิง แต่ในการปฏิบัติการโดยเครื่องบิน AC-130 ต้องใช้ลูกเรือเป็นจำนวน 13 หรือ 14 นาย ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้

1. Aircraft Commander
2. Co-pilot
3. Flight engineer
4. Navigator
5. Lead gunner
6. Gunner 1
7. Gunner 2
8. Gunner 3
9. Fire Control Officer (FCO)
10. Electronic Warfare Officer (EWO
11. Loadmaster (LM)
12. Infrared sensor (IR)
13. TV sensor
14. Gunner 4



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2789&d=1327286996

สี่ชีวิตแรกทำงานอยู่ในห้องนักบินซึ่งมีการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ไม่แตกต่างจากเครื่องบินซีร้อยสามสิบทั่วไป แต่อีกเก้าชีวิตที่เหลือทำงานอยู่ในระวางบรรทุก ซึ่งประกอบด้วยปืนขนาดใหญ่หลายกระบอก แผงควบคุมการยิงขนาดใหญ่ และยังเต็มไปด้วยคลังกระสุนนานาชนิด ยุทโธปกรณ์จำนวนมากทำให้ระวางบรรทุกของเครื่องบิน AC-130 แคบลงในทันที และพอที่จะจินตนาการต่อได้ว่า การยิงกระสุนออกไปแต่ละนัด จะต้องผ่านการคำนวณอย่างแม่นยำ และเมื่อกระสุนผ่านปากลำกล้องออกไป ลูกเรือทุกคนต้องผจญกับเสียงระเบิดอันอื้ออึงดังสนั่น ผสมรวมด้วยควันปืน กลิ่นกำมะถันไหม้ในห้องระวางบรรทุกที่จำกัด ซ้ำร้ายเมื่อเกิดเหตุผิดปกติขึ้นมา เครื่องบิน AC-130 ไม่มีระบบเก้าอี้ดีด เมื่อผู้ล่าตกเป็นผู้ถูกล่า ลูกเรือต้องตะเกียกตะกายกระโดดร่มหนีออกมาเอง ในระหว่างสงครามเวียดนาม เครื่องบิน AC-130 ทั้งหมดวิ่งขึ้นจากสนามบินอุบลฯ เข้าไปปฏิบัติการในลาว ได้รับความสูญเสีย 6 ลำ ดังนี้คือ

24 พ.ค.1969 เครื่องบิน AC-130A หมายเลข 54-1629 เป็นเครื่องบิน C-130 รุ่นโจมตี ประจำการอยู่ที่ฐานบินอุบลฯ ระหว่างสงครามเวียดนาม ถูกยิงโดยปืนปตอ.ขนาด 37 มิลลิเมตร ขณะปฏิบัติการกลางคืน ในประเทศลาว กระสุนปืนทำลายระบบไฮดรอลิกบังคับการบินเสียหาย ลูกเรือหนึ่งคนเสียชีวิตทันที ลูกเรือบางส่วนได้โดดร่มหนีออกหลังจากที่เครื่องบินถูกยิง นักบินและลูกเรือเพียงสี่นาย พยายามบังคับเครื่องกลับมาลงที่ฐานบินอุบลฯ เครื่องบินบังคับได้ไม่ง่ายนัก ตกลงกระแทกพื้น ฐานล้อขวาหัก ปีกขวาไปชนกับโรงเก็บเครื่องบิน F-4 เครื่องบินทั้งลำถูกไฟไหม้ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตอีกหนึ่งนาย

22 เม.ย.1970 เวลา 0150 ปืนต่อสู้อากาศยาน 37 mm ระดมยิงเข้าใส่เครื่องบิน AC-130A หมายเลข 54-1625 เป็นเวลาเดียวกันกับเครื่องบิน AC-130A เริ่มยิงเข้าใส่เป้าหมาย ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งปตอ.เป็นการดวลกันอย่างสมศักดิ์ศรีระหว่างปืนต่อปืน และแล้วในเที่ยวที่ 4 เวลา 0159 ขณะบินอยู่ในระดับความสูง 7,500 ฟุต ถูกยิงเข้าบริเวณด้านหลังซ้ายของลำตัว เสียงวิทยุจากนักบิน น.ต. Brooks บอกว่าเครื่องถูกยิง คือคำสั่งเสียประโยคสุดท้าย เครื่องบินและลูกเรือเกือบทั้งหมดหายไปจากท้องฟ้า แต่โชคดียังมีพลปืนหนึ่งคนโดดร่มออกมาได้ก่อน



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2790&d=1327286996

28 มี.ค.1972 เครื่องบิน AC-130A หมายเลข 55-0044 บินโดย น.ต. Irving B. Ramsower ถูกยิงโดยจรวด SA-2 โดยไม่ทันรู้ตัว ระหว่างบินปฏิบัติภารกิจห่างจากแขวงสวันเขตของลาว ไปทางตะวันออกประมาณ 56 ไมล์ ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว มีรายงานภายหลังว่า เครื่องบินดิ่งลงเหมือนลูกไฟ มองไม่เห็นว่ามีการกระโดดร่มหนี เครื่องบินลำนี้เคยถูกยิงจนใบพัดหลุดมาแล้วถึงสองเครื่องยนต์เมื่อเดือนธันวาคม 1971 และได้นำกลับมาซ่อมแซมจนใช้งานต่อได้ แต่ในที่สุดได้ถูกยิงจนตกอีกครั้ง
30 มี.ค.1972 เพียงสองวันหลังจากข่าวร้าย เครื่องบิน AC-130E หมายเลข 69-6571 ระหว่างการไล่ล่าขบวนรถลำเลียงยุทธปัจจัย หลังจากได้ทำลายรถบรรทุกไปได้ 3 คัน เครื่องบินถูกยิงโดยปตอ.ขนาด 57 มิลลิเมตร ตกบริเวณใกล้กับ An Loc. แต่ครั้งนี้ลูกเรือทั้งปลอดภัย โดยการกระโดดร่มลงมาได้ และได้รับการช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย SAR (Search And Rescue mission) ซึ่งประกอบด้วยอากาศยานหลายชนิดในการร่วมช่วยเหลือ เป็นเครื่องบิน AC-130E ลำแรกที่สูญเสีย

18 มิ.ย.1972 เครื่องบิน AC-130A หมายเลข 55-0043 เวลา 2355 นามเรียกขาน Spectre 11 กำลังจะเข้าโจมตีในเที่ยวที่สอง ถูกยิงเข้าอย่างจังบริเวณเครื่องยนต์ที่สาม โดยจรวด Strella SA-7 ร.อ. Gilbert ให้สัญญานสละเครื่องแก่ลูกเรือ แต่มีการระเบิดขึ้นอีกหนึ่งครั้ง ทำให้ปีกขวาฉีกออกจากลำตัว พร้อมกันนั้นเสียงระเบิดอย่างรุนแรง ลูกเรือสามนายโดดร่มหนีออกจากเครื่องบิน ได้ ที่เหลือไม่ทราบชตากรรม นักบิน F-4 ซึ่งบินคุ้มกันอยู่มองเห็นเครื่องบิน AC-130 ลุกเป็นไฟ ส่วนหางและปีกขวาแยกออกจากกัน ก่อนเครื่องจะตกถึงพื้น และระเบิดขึ้นอีกครั้ง เครื่องตกลงในป่าทึบ ทางตะวันตกของหุบเขาชูห์ (SHU)

21 ธ.ค.1972 ระหว่างบินเข้าสู่เป้าหมาย AC-130E หมายเลข 56-0490 นามเรียกขาน Spectre 17 พร้อมด้วยลูกเรือ 16 นาย ถูกยิงโดยอาวุธจากภาคพื้น นักบินพยายามประเมินความเสียหาย และนำเครื่องกลับฐาน เครื่องบินยังคงบินอยู่ได้เป็นเวลาสิบนาที หลังจากนั้นน้ำมันได้ทะลักเข้ามาในระหว่างบรรทุก และเกิดไฟไหม้ และระเบิดต่อมา สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อตัวเครื่องบิน สัญญาณกริงสละเครื่องดังขึ้น ลูกเรือเตรียมตัวที่จะโดดร่ม จากนั้นเพียง 5-10 วินาทีต่อมา เครื่องบินระเบิดทันที ลูกเรือบางคนได้กระโดดร่มออกทัน เมื่อลงถึงพื้นแล้ว สัญญานขอความช่วยเหลือดังเข้าสู่ระบบวิทยุหลายต่อหลายแห่ง ซึ่งหมายถึงน่าจะมีลูกเรือหลายคนโดดร่มออกมาได้ แต่สามารถช่วยชีวิตกลับมาได้เพียง 2 นาย มีผู้สูญหายไป 11 นาย ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิต 3 นาย

สนามบินอุบลฯ จึงเป็นแผ่นดินสุดท้ายที่ซึ่งเครื่องบิน AC-130 หกลำ และลูกเรือทั้ง 52 นาย ได้ละเท้าจากไป ก่อนที่จะนำชีวิตทิ้งไว้อีกฝังหนึ่งของแม่น้ำโขง
ฝูงบินที่16 ได้ประจำการอยู่ที่อุบลฯ จนถึง 22 กรกฎาคม 1974 ต่อมาฝูงบินปีศาจได้ย้ายฐานไปประจำการที่ฐานบินโคราช เมื่อสหรัฐฯลดการสนับสนุนทางยุทธวิธีให้แก่เวียดนามใต้ ทำให้สถานการณ์แย่ลง จนกระทั่งในวันที่ 12 เมษายน 1975 ทหารเขมรแดงได้บุกเข้ายึดกรุงพนมเปญ ทั้ง จนท.สหรัฐฯและชาวต่างชาติ ต้องอพยพออกจากเมืองหลวง เครื่องบินโจมตี AC-130 ถูกสั่งให้กลับขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อบินคุ้มครองการอพยพ ไม่กี่เดือนต่อมา 30 เมษายน1975 กรุงไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ก็ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าโจมตี เครื่องบิน AC-130 ได้บินกลับไปเหนือน่านฟ้าเวียดนามอีกครั้ง ร่วมปฏิบัติการกับเครื่องบินอื่นๆ บินคุ้มกันการอพยพหนีตาย ตลอดจนวันสุดท้ายที่กรุงไซง่อนได้ล่มสลายลง
ความย่ามใจของฝ่ายคอมมิวนิสต์เขมรแดงทวีขึ้น บุกเข้ายึดเรือ US Mayaguez ในวันที่ 15 พฤษาคม 1975 ในทะเลหลวง ไม่ห่างจากน่านน้ำไทยมากนัก สหรัฐฯได้ส่ง AC-130 เข้าร่วมปฏิบัติการยึดเรือคืน แสงไฟจากปลายกระบอกปืน และอำนาจการยิงของปืนนานาชนิด จากเครื่องบินโจมตี AC-130 ได้สร้างความพรั่นพรึงอย่างไม่รู้ลืมให้แก่ทหารเขมรแดง ด้วยความคล่องตัว อำนาจการทำลาย ความแม่นยำ และความไว้ใจได้ของมัน มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จในการปฏิบัติการครั้งนั้น



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2791&d=1327287054

จนกระทั่งถึงเดือนธันวาคม 1975 ฝูงบินที่ 16 เริ่มทยอยถอนตัวกลับไปยังฐานทัพ Hurlburt Field รัฐ Florida จนถึงปลายเดือนมกราคม1976 จนท.ทั้งหมดได้เดินทางออกจากประเทศไทย

หลังสงครามเวียดนามเครื่องบิน ได้เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งในทางลับ และเปิดเผย หลายครั้ง โดยไม่ประสบความสูญเสียแต่อย่างใด จนกระทั่ง

31 ม.ค.1991 เครื่องบิน AC-130H หมายเลข 69-6567 ได้รับความสูญเสียในระหว่างสงครามพายุทะเลทราย ลูกเรือทั้งหมดเสียชีวิต
14 มี.ค.1994 เครื่องบิน AC-130H หมายเลข 69-6576 ระหว่างการปฏิบัติการ Restore Hope ในประเทศโซมาเลีย ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากการระเบิดของลูกปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. ในห้องระวางบรรทุก ขณะบินอยู่ ในจำนวนลูกเรือ 14 นาย รอดชีวิตมาได้ 6 นาย เครื่องร่อนลงฉุกเฉินบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ลูกเรือ 3 นายในห้องนักบินหนีออกมาได้หลังตัวเครื่องบินกระแทกพื้นน้ำ ลูกเรืออีก 4 นายกระโดดร่มหนีออกมาก่อน แต่ช่วยชีวิตไว้ได้เพียงสามนาย ส่วนที่เหลืออีก 7 นาย คาดว่าเสียชีวิตจากแรงระเบิดทั้งหมด

..............ในช่วงก่อนปี 2000 กล่าวได้ว่าเครื่องบินโจมตี AC-130 มีเพียงชายชาติทหารเท่านั้น ที่ได้มีโอกาสแสดงความกล้าหาญ มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ตายเพื่อชาติ แต่นับจากนั้นมา ผู้กล้าซึ่งได้ปฏิบัติการบนเครื่องบินโจมตีสุดยอดลำนี้ เป็นการร่วมใจกันของเขาและเธอ (Lt. Col. Brenda Cartier (http://www.thaic-130.net/forums/showthread.php?t=1203) และ Airman 1st Class Vanessa Dobos (http://www.thaic-130.net/forums/showthread.php?t=1204))


การปรับปรุงในอนาคต

.............เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ได้รับความสนใจในการเปลี่ยนเครื่องบิน AC-130 ให้น่าเกรงขามยิ่งขึ้น มีหลายแนวทางได้แก่ การติดตั้งปืนกลอากาศแบบ 30 ม.ม.(Bushmaster cannon) ซึ่งมีอัตรการยิง 200 นัดต่อนาที ทดแทนทั้งปืนปืนกลขนาด 25 และ 40 ม.ม. เป็นปืนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ มีอำนาจการทำลายครอบคลุมกว่าปืนทั้งสอง ซึ่งเป็นปืนรุ่นเก่า และยังง่ายต่อการสำรองกระสุน


.............นอกจากแนวความคิดในการเปลี่ยนปืนกลอากาศแล้ว ยังมีแนวความคิดที่จะนำปืนใหญ่ขนาด 120 ม.ม.ลำกล้องเรียบ มาเปลี่ยนแทน M102 howitzer ซึ่งจะทำให้ AC-130 มีระยะยิงไกลขึ้น และสามารถเปลี่ยนหัวรบของกระสุนต่างๆได้หลากหลายยิ่งขึ้น ครอบคลุมพื้นที่การโจมตีถึง 1300 ตารางน็อตติคอลไมล์ เพิ่มระยะยิงออกไปเป็น 15 น็อตติคอล พร้อมทั้งจะนำเอาอุปกรณ์ Infrared Suppression (EIRS) และ The Directional Infrared Countermeasures (DIRCM) มาติดตั้งเพิ่มอีกด้วย เพื่อประกันความอยู่รอดมากยิ่งขึ้น

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2792&d=1327287054




.....................เครื่องบินโจมตี AC-130 มีพื้นฐานมาจากเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง ทำให้ติดตั้งอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆได้หลากหลาย มีความแม่นยำและอำนาจการทำลายสูง มีคุณลักษณะที่รองรับการปฏิบัติภารกิจได้หลายลักษณะ โดยไม่จำกัดสภาพอากาศ เป็นเครื่องบินโจมตีซึ่งมีลูกเรือขึ้นร่วมปฏิบัติภารกิจจำนวนมาก ได้เข้าร่วมการปฏิบัติภารกิจ และสงครามหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นได้ใช้ฐานบินอุบลฯเป็นฐานปฏิบัติการ และได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำ และความอยู่รอดเพิ่มขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อการสงครามในอนาคต อยู่เสมอ