PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : C-2 Kawasaki



skypig
02-02-12, 09:09:12
C-2 KAWASAKI
[5 พฤษภาคม 2553 16:41 น.] จำนวนผู้เข้าชม 3900 คน


เครื่องบิน C - 2

Kawasaki

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3092&d=1328329721


เครื่องบิน Kawasaki C - 2 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารของประเทศญี่ปุ่น สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียง C - 1 และ C - 130H ที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน โครงการเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.2001 เครื่องบิน C – 2 (ซี-ทู) พัฒนาขึ้นมาโดยใช้พื้นฐานความรู้ร่วมกับเครื่องบิน P - 1 ซึ่งเครื่องบินลาดตระเวนรุ่นใหม่ อีกแบบหนึ่งของกองทัพญี่ปุ่น เพื่อให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนา ราคาค่าตัว และค่าปฏิบัติการลง
การออกแบบและพัฒนา
กองทัพอากาศญี่ปุ่นได้มองเห็นความจำเป็นในการใช้เครื่องบินลำเลียงรุ่นใหม่ และได้ศึกษาเครื่องบินลำเลียงแบบต่างๆทั่วโลก ที่มีอยู่อาทิ C-130J Super Hercules, C-17 Globemaster III, และ Airbus A400M แต่เครื่องบินเหล่านั้น ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของกองทัพได้
ในขั้นต้นกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกำหนดให้เครื่องบินลำเลียงรุ่นใหม่ มีน้ำหนักบรรทุก 26 ตัน โดยมีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 120 ตัน (240,000ปอนด์ 108.8 ตัน), ซึ่งต่อมากระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้เพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกให้สูงขึ้นไปถึง 30 ตัน (60,000 ปอนด์ )



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3093&d=1328329721
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นจึงมอบหมายให้ บริษัท Kawasaki Heavy Industries บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้พัฒนา C-2 ควบคู่ไปกับเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบ P-1 เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายในการสร้าง จึงออกแบบให้ใช้เครื่องยนต์ โครงสร้างลำตัวหลัก ให้เหมือนกันมากที่สุด ในปี มูลค่าการวิจัยเครื่องทั้งสองแบบรวมกัน 345 พันล้านเยน (2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับโครงการสร้างเครื่องบิน P-8 Poseidon ของสหรัฐฯเพียงแบบเดียว ที่มีมูลค่าถึง $3.89 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัท Kawasaki ยังหวังจะขายเครื่องบินลำเลียงรุ่นใหม่นี้ในทางพาณิชย์อีก


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3094&d=1328329721
picture from http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html (http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html)
บริษัท Kawasaki ได้เริ่มวางแผนผัง C - 2 และออกแสดงแผนแบบ ในงานแสดงการบิน Farnborough International Airshow ปี 2006 และอีกครั้ง ในงาน Paris International Air Show ปี 2007 ใช้รหัสว่า YCX ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็น CX เมื่อเครื่องบินต้นแบบเริ่มเป็นรูปร่างขึ้น มันจึงถูกกำหนดรหัสให้เป็น C-2
ส่วนปีก
ปีกของเครื่องบิน C-2 ติดตั้งไว้เหนือลำตัวเป็นแบบ Hi-Wing มีมุมลู่ไปทางด้านหลัง เพื่อตอบสนองในการบินย่านความเร็วสูง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปีกถูกยกให้สูงกว่าลำตัวมาก เพื่อให้ภายในลำตัวมีปริมาตรในการบรรทุกสูงสุด บริเวณรอยต่อของปีกและลำตัว จึงต้องถูกออกแบบให้ลู่ลม โดยแผ่นผิวลำตัว ค่อยปรับโค้งลงให้มาบรรจบกับเพดานห้องนักบิน ซึ่งกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างมาก และเมื่อรวมกับด้านล่างของลำตัว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดตั้งฐานล้อ ทำให้แทบมองไม่เห็นว่าลำตัวเป็นทรงกระบอก แต่มองดูเป็นความอวบอั๋นที่ลงตัว
ส่วนหางเป็นแบบ T-Tail แพนหางตั้งเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน โดยมีแพนหางระดับติดตั้งไว้ส่วนบนสุดของ ทั้งปีกและส่วนหาง เป็นรูปแบบที่ให้เสถียรภาพในการบินได้เป็นอย่างดี
ปีกมีความยาว 44.4 เมตรได้รับการติดตั้งแผ่นเสริมแรงยกแบบแสลท(Slat)ตลอดความยาวของชายหน้าปีก และติดตั้งแฟลป(Flap) ซึ่งมีลักษณะต่างกันสองชนิด บริเวณชายหลังปีก (installed full span slat and two kind of trailing edge flap) ปีกมีพื้นที่ 242 ตารางเมตร กว้างกว่าเครื่องบิน A400M ซึ่งทำให้ภาระกรรมของปีกมีน้อยกว่า การสร้างปีกบางส่วนยังได้ใช้งานได้ร่วมกับปีกของ เครื่องบิน P – 1
ลักษณะครีบหางเป็นแบบ T-Tail เช่นเดียวกับ 141 C -มีมุมเอนไปทางด้านหลังเล็กน้อย ส่วนหางใช้โครงสร้างร่วมกับ P - 1 ได้เช่นกัน และได้รับ ติดตั้งเรดาร์เซนเซอร์เตือนขีปนาวุธและรับการเตือนหาง


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3095&d=1328329721

แผ่นกระจกส่วนหน้าของห้องนักบินที่ใช้ได้ร่วมกับ P - 1 มีขนาดใหญ่ เพื่อให้สังเกตการณ์ได้กว้าง และหน้าต่างแบบเปิดได้ ติดตั้งไว้ด้านข้างของเท้านักบิน
C - 2 ได้เพิ่มความสามารถในการเติมน้ำมันทางอากาศ โดยจะได้รับติดตั้งไว้เหนือห้องนักบิน ในเครื่องบินต้นแบบลำที่สอง
เครื่องบิน C – 2 ได้ขึ้นทดสอบบินเที่ยวแรกไปเมื่อ 26 มกราคม 2010 ณ ฐานทัพอากาศ Gifu Air Base เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง โดยปราศจากปัญหาทางเทคนิคใดๆ และได้ส่งมอบเครื่องบินต้นแบบลำแรกให้แก่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการประเมินค่า ในเดือนมีนาคม 2553 โดยที่ต้นแบบลำที่สองจะได้รับการติดตั้ง ระบบป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธ C-2 ได้รับการติดตั้งเรดาร์แจ้งเตือนไว้ บริเวณส่วนหน้าของห้องนักบิน เช่นเดียวกับ P - 1
เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ติดตั้งกับเครื่องบิน C-2 คือเครื่องยนต์ CF6 - 80C2K1F เป็นเครื่องยนต์ Turbofan แบบ high bypass ratio ที่ได้รับการพัฒนาโดย General Electric เครื่องยนต์นี้เป็นหนึ่งในตระกูลเครื่องยนต์ CF6 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสายการบิน โดยทอ.สหรัฐฯได้นำไป ติดตั้งให้กับเครื่องบินแบบ C - 5 Galaxy ในโครงการอัพเกรด


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3096&d=1328329721

เครื่องบิน C 2 ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ Turbofan ขนาดใหญ่ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีที่เคยสร้างขึ้นมา ซึ่งมักได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดแบบ turboprop ในปัจจุบันมีเพียง เครื่องบิน C - 1 ของญี่ปุ่นเอง และเครื่องบิน AN- 72 ของรัสเซีย เท่านั้น ที่ใช้เครื่องยนต์ Turbofan ในทางทางยุทธวิธี
เหตุผลที่เครื่องบิน C - 1 เลือกใช้เครื่องยนต์ Turbofan (Low By Pass) เนื่องจากต้องการให้เครื่องบินมีความเร็วสูง
แต่เหตุผลของ C - 2 ที่เลือกใช้เครื่องยนต์ Turbofan (Hi By Pass) เพราะขนาดลำตัว ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเครื่องบิน C - 1 มาก


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3097&d=1328329813

เครื่องยนต์ turboprop ที่มีอยู่ในกิจการการบินทางทหาร มีกำลังไม่เพียงพอต่อน้ำหนักในการบรรทุก แต่พละกำลังของเครื่องยนต์ Turbofan ในสายการบินพาณิชย์ กลับได้รับการปรับปรุงให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้น้ำหนักบินขึ้นสูงสุดของ C - 2 เกือบจะกระทำได้เท่ากับ C – 141 รุ่นเก่าที่ใช้เครื่องยนต์มากถึง 4 เครื่องยนต์
CF6 - 80C2 เป็นเครื่องยนต์ เครื่องบินที่มีความเชื่อถือสูง ถูกนำมาใช้งานครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ทั้งในกองทัพและสายการบิน มีอัตราแรงขับอยู่ระหว่าง(Thrust Range) 40,000-72,000 ปอนด์


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3103&d=1328329900



เมื่อพิจารณาไปถึงอัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักของ C - 2 คือ 0.39 นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด, มากที่สุด ในบรรดาเครื่องบินลำเลียงทางทหาร เช่นเดียวกับเครื่องบินต้นแบบ YC - 14 ของ ทอ.สหรัฐฯ
ด้วยอัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักมากสุดของ C - 2 สามารถให้ประสิทธิภาพทั้งในด้านความเร็วสูง และยังคงปฏิบัติการได้ในสนามบินที่มีความยาวจำกัด
เครื่องยนต์ CF6-80C2 นี้ได้นำมาใช้งานกับเครื่องบิน Boeing KC-767 and E-767, ซึ่งมีประจำการอยู่ก่อนแล้วในกองทัพอากาศญี่ปุ่น และเครื่องบินโดยสารได้แก่ A300/A310/A330 Boeing 747 MD-11 DC-10 E-4 KC-10 และAirbus 330 Tanker
เครื่องยนต์ APU เลือกใช้ของบริษัท Honeywell รุ่น 131-9 ติดตั้งไว้ทางด้านฐานล้อขวา


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3098&d=1328329813
ฐานล้อหลักมีข้างละ 6 ล้อ จัดวางเรียงตามกัน (คล้ายกับ Boeing 777) เป็นผลให้ช่องเก็บฐานล้อมีขนาดใหญ่มาก การออกแบบลำตัว จึงจำเป็นต้องทำให้ซุ้มฐานล้อ ค่อยๆลาดโค้งขึ้นมาตั้งแต่ประตูด้านหน้า เพื่อให้ลดแรงต้านทานอากาศให้มากที่สุด ทำให้ C - 2 มีความเร็วในการเดินทางถึง 0.8 mach ที่ระดับความสูง 35,000 ฟุต เทียบเท่ากับเครื่องบินโดยสารเที่ยวบินทั้งหมด ซึ่งสามารถใช้เส้นทางบินร่วมกับเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ และนั้นย่อมเหนือกว่า เครื่องบินลำเลียงทางทหารทุกแบบ ที่มีอยู่ ซึ่งมีความเร็วไม่เกิน 0.8 mach
ห้องนักบิน
ระบบบังคับการบินของ C-2 ใช้แบบ Yoke ที่มีเทคโนโลยี Fly by Wire แฝงอยู่ แตกต่างจาก P - 1 ที่ใช้แบบ Fly by Light แผงผังการจัดวางปุ่มและหน้าปัดห้องนักบินออกแบบให้ใช้งานร่วมกันกับ P – 1 อาจแตกต่างไปบ้างเพียงบางส่วน เฉพาะในรายละเอียดของข้อมูลในจอแสดงผล เท่านั้น
ห้องนักบินเป็นแบบglass cockpit มาตรฐาน มีจอแสดงผล 6 จอ และยังได้รับการติดตั้งจอ HUD สำหรับนักบินสองคน จอHUDมีขนาดใหญ่ โดยที่เครื่องบินต้นแบบลำที่สองจะได้รับการติดตั้งระบบมองกลางคืน NVG เพิ่มเติม

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3099&d=1328329813
C - 2 ต้องการนักบินในการปฏิบัติการเพียงสองนาย แต่ยังคงมีที่นั่งเสริมสำหรับลูกเรืออีกหนึ่งที่นั่ง ในการปฏิบัติการพิเศษ
ห้องนักบินติดตั้งระบบ tactical transport management ซึ่งสามารถควบคุมการปฏิบัติการขนถ่ายยุทโธปกรณ์ ได้อย่างรวดเร็ว ที่ระดับความสูงต่ำ
ที่นั่งของเจ้าหน้าที่ Loadmaster Station ได้รับการจัดวางไว้ด้านหลังห้องนักบิน ในห้องระวางบรรทุก แบบเป็นสัดส่วนเฉพาะ


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3100&d=1328329813

ห้องระวางบรรทุกมีความยาว 16 เมตร ความกว้างและความสูงเท่ากันขนาด 4 เมตรความยาวทางลาดด้านหลัง (Ramp) 5.5 เมตร
มิติห้องระวางบรรทุก ขนาดนี้สามารถ รองรับยุทโธปกรณ์ของกองทัพญี่ปุ่นได้เกือบทุกชนิด แม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์แบบ CH - 47, EC - 225LP, หรือฐานยิงจรวด SAM Type 03
C - 2 มีความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 37.6 ตัน
ด้วยความสามารถในการบรรทุกสูงสุด C - 2 สามารถบินได้ไกล 5,600 กิโลเมตร
ที่นั่งสำหรับพลร่ม เป็นแบบชนิดพับติดด้านข้างของลำตัว และสามารถเพิ่มเติมได้อีก โดยติดที่นั่งเพิ่มไว้กลางลำตัว
ด้านหลังของลำตัวมีประตูเปิดได้ในอากาศ พร้อม air deflector เพื่อป้องกันกระแสอากาศ ติดตั้งไว้ภายนอกลำตัว ส่วนระวางบรรทุกด้านท้ายเป็นทางลาด เช่นเดียวกับ C - 17 หรือ A400M ซึ่งสามารถขนถ่ายยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยได้อย่างรวดเร็ว
ค่าใช้จ่ายตลอดอายุของ C - 2 ประมาณ 1,729.6 พันล้านเยน คำนวณโดยสำนักงานงบประมาณ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะผลิต C - 2 ขึ้นมา ประมาณ 40 ลำ และระยะเวลาประจำการประมาณ 40 ปี จึงมีค่าใช้จ่ายต่อลำคิดเป็น 43.2 พันล้านเยน
ค่าใช้จ่ายต่อปีของ C - 2 ประมาณ 1 พันล้านเยน ซึ่งนับว่าสูงกว่าของ A400M
ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาร่วมกันของ P – 1และ C - 2 ประมาณ 345,000,000,000 หรือ$2.9 billion แต่ยังนับว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการพัฒนาเครื่องบินP-8 Poseidon ซึ่งสูงถึง $3.89 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
สมรรถนะ
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นต้องการให้เครื่องบิน C - 2 ลงจอดที่สนามบินTachikawa ซึ่งมีความยาวเพียง 900 เมตรได้ และที่สนามบินมีความยาวมากกว่า 2300 เมตร เครื่องบินต้องมีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 141 ตัน (282,000 ปอนด์ 127.9 ตัน), โดยสามารถบรรทุกสัมภาระได้ 37.6 ตัน (75,200 ปอนด์ 34.1 ตัน) และสามารถบินได้ไกล 6,500 km เมื่อไม่จำเป็นต้องบรรทุกน้ำหนักใดๆ
รูปทรงทางอากาศพลศาสตร์ของ C-2 ภายนอกมีลักษณะคล้ายกับเครื่องบิน C-17 ของสหรัฐฯอเมริกา และเครื่องบิน C-1 ของประเทศญี่ปุ่นเอง แบบชนิดที่เรียกว่า แพะกับแกะ จะผิดกันก็เพียงขนาดของลำตัว ที่ซึ่ง
C-2 เล็กกว่า C-17 สองเท่า (ประมาณจากน้ำหนักบรรทุก)
แต่ขนาด C-2 ใหญ่กว่า C – 1 ญาติผู้พี่สามเท่า
และเมื่อเทียบกับ C-130 เครื่องบิน C-2 ใหญ่กว่า เท่าครึ่ง

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3101&d=1328329813 http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3102&d=1328329900
เครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ ที่เริ่มพัฒนาขึ้นมาในช่วงตั้งแต่ปี 2000 ล้วนแต่นำแนวคิดที่ได้จากเครื่องบิน C-130 มาเป็นหลัก ในการพัฒนาทั้งสิ้น บรรทัดฐานที่เครื่องบินเหล่านั้นต้องทำให้ได้ คือ
ต้องบินขึ้นให้ได้จากสนามบินที่มีความยาวเพียง 1000 เมตร
ด้วยพิกัดเช่นนี้เครื่องบิน C-130 ยังคงรักษาตำแหน่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และยังเหนือกว่าอีก ตรงที่สามารถบินกลับมาลงได้ ด้วยความยาวสนามบินเพียง 1000 เมตร โดยไม่เกี่ยงในเรื่องความขรุขระของพื้นผิวสนามบิน
แต่กับในด้านความเร็ว และความประหยัดแล้ว เครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ อย่าง A-400M และ C-2 เป็นต่อเครื่องบิน C-130 อย่างเห็นได้ชัด
A-400M มีความเร็วสูงสุด 0.7 Mach และความเร็วเดินทางประมาณ ที่ระดับความสูง 29,000 ฟุต
C-2 มีความเร็วสูงสุด 0.8 Mach และความเร็วเดินทางประมาณที่ระดับความสูง 35,000 ฟุต
C-130J มีความเร็วสูงสุด 0.5 Mach และความเร็วเดินทางประมาณ ที่ระดับความสูง 25,000 ฟุต



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3104&d=1328329900
http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3105&d=1328329900


จากตารางสมรรถนะของเครื่องบิน เมื่อนำมาเปรียบเทียบเฉพาะ A400M กับ C-2
จะพบว่าเครื่องบินทั้งสอง มีสมรรถนะที่ใกล้เคียงกันมาก
ไม่ว่าจะด้าน นำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด น้ำหนักบรรทุก
ขนาดของลำตัว หรือ เพดานบินสูงสุด
c-2 ยังได้เปรียบกว่า ในด้านความเร็วเดินทาง ซึ่งเร็วกว่าอยู่มาก
หนำซำ ราคาของ C-2 ยังตำกว่า และยังมีข้อดี ที่มีเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียว ลำพัง ที่พัฒนาขึ้นเอง และใช้ประจำการ ประเทศเดียว
แตกต่างจาก A-400M ที่หลายชาติ ร่วมมือกันพัฒนา และเมื่อประสบปัญหา หลายชาติมักจะตีรวน จนโครงการต้องชะงัก
C-2 จะได้เปรียบอย่างมาก ในการเดินทางไกลๆ ซึ่งปัจจุบันสนามบินส่วนใหญ่ของพลเรือน มักมีความยาวไม่ต่ำกว่า 2500 เมตรทั้งสิ้น นั่นยิ่งทำให้สมรรถนะของเครื่องบิน C-2 เหมาะแก่การนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ แม้เครื่องบิน C-2 จะมีเป้าหมายหลักในการใช้งานในกองทัพญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ผู้บริหารของ Kawasaki ยังแอบหวังที่จะขายมันในเชิงพาณิชย์ในได้อีกด้วย โดยมองไปที่ สายการบินในประเทศ เช่น JAL หรือ ANA และหวังด้วยยอดขายที่สูงกว่านั้น คือสายการบินขนส่งระดับโลกอย่าง FEDEX และ DHL

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3106&d=1328329900

ซึ่งหากเครื่องบิน C-2 สามารถขายให้กับสายการบินต่างชาติได้จริง นั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมการบินของญี่ปุ่น ได้รับการปลดล็อคแล้ว จากที่รัฐธรรมนูญที่เขียนให้โดยอเมริกัน ซึ่งห้ามมิให้ญี่ปุ่นผลิตเครื่องบิน เพื่อขายให้แก่ต่างประเทศ

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3107&d=1328329932

pictures from http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html (http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html)

เครื่องบินญี่ปุ่น
บริษัท Kawasaki มิใช่น้องใหม่ในวงการบิน อย่างแน่นอน มีตำนานการสร้างเครื่องบินมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง การสร้างมอเตอร์ไซด์สองล้อ เป็นแค่เพียงงานอดิเรก เท่านั้น บริษัท Kawasaki มีความใกล้ชิดกับบริษัทสร้างเครื่องบินจากสหรัฐฯหลายรายได้แก่
Lockheed Martin ในการซ่อมบำรุง เครื่องบิน P-3
Bell ในการซ่อมบำรุง the Bell 47 (KH-4), Vertol 107 II (KV107),
McDonnell Douglas ในการซ่อมบำรุง Helicopters 500D,
Hughes Helicopters ในการซ่อมบำรุง OH-6DA
และBoeing ในการสร้างและซ่อมบำรุง CH-47J Chinook
อุตสาหกรรมการบินญี่ปุ่น ยังได้ร่วมมือกับชาติต่างๆในยุโรป Eurocopter เพื่อผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ BK-117 มีผลงานการสร้าง เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์ ของตนเองล้วนๆให้แก่กองทัพอากาศญี่ปุ่น ได้แก่ เครื่องบินฝึก Kawasaki T-4 jet trainer และเฮลิคอปเตอร์ OH-1 และยังได้ร่วมมือกับบริษัท Embare ของบราซิลอีกด้วย
เครื่องบินที่สร้างขึ้นในญี่ปุ่น มิใช่ของใหม่ต่อประเทศไทย ในช่วงก่อตั้งกิจการการบินของไทย ขณะนั้น การบินยังคงขึ้นอยู่กับกองทัพบก ยังไม่มีกองทัพอากาศ กำลังรบทางอากาศของไทย มีเครื่องบินญี่ปุ่นเข้าประจำการ จำนวนกว่าแปดสิบลำ ซึ่งนั่นแทบจะเรียกได้ว่า Made in Japan ได้เลยทีเดียว เราเคยใช้เครื่องบินญี่ปุ่น ต่อกรกับเครื่องบินฝรั่งเศส มาแล้วอย่างสมศักดิ์ศรี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เราไม่อาจต้านทานกองทัพญี่ปุ่นได้ เราจึงยอมให้ญี่ปุ่นใช้ดินแดน แต่เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และเพื่อต้องการให้ไทยได้ชื่อว่า เป็นฝ่ายผู้ไม่แพ้สงคราม เราจึงต้องทำลายเครื่องบินญี่ปุ่นที่มีอยู่จนหมด จึงไม่เหลือร่องรอยไว้ให้เราได้ศึกษา

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3108&d=1328329932

ข้อมูลจาก http://www.j-aircraft.com/research/jan_forsgren/j-aircraft_royal_thai.htm (http://www.j-aircraft.com/research/jan_forsgren/j-aircraft_royal_thai.htm)
โดย Jan Forsgren

ญี่ปุ่นเองเมื่อแพ้สงคราม จึงถูกควบคุมการผลิตด้านอุตสาหกรรมทุกด้าน ถูกห้ามขายอาวุธสงครามให้แก่ประเทศต่างๆ แต่บริษัทอุตสาหกรรมในประเทศ ก็มิได้ละทิ้งขีดความสามารถของตน โดยร่วมมือกับภาคเอกชนของสหรัฐฯ นำแผนแบบเครื่องบินรบต่างๆมาสร้างใช้เอง แล้วกำหนดรหัสต่อท้ายด้วยอักษร J อาทิ F-4J F-15J เป็นผลผลิตของชาติอย่างน่าภาคภูมิ
ต่างจากประเทศไทยของเรา ซึ่งครั้งหนึ่งกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว
เราเคยสร้างเครื่องบินได้เอง
เคยมีรถไฟความเร็วเท่ากับญี่ปุ่น


................ แต่ปัจจุบันรถไฟญี่ปุ่นมีความเร็วสูงกว่าเครื่องบินหลายแบบ ที่เราอาศัยการซื้อมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ ที่แม่ทัพบางคน มักจะภูมิใจ ที่ได้เป็นคนเซ็นต์สัญญาซื้อเครื่องบินรบจากต่างประเทศ เพราะหลงตนว่าเก่งในเชิงยุทธพาณิชย์ แต่แท้ที่จริงแล้ว กลับหลงเลยหน้าที่ในการป้องกันน่านฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของตน
................ เครื่องบิน C-2 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาตินักรบที่แท้จริง แม้จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประจำการในกองทัพญี่ปุ่น เพียงประเทศเดียวก็ตาม แต่เพราะมันมีสมรรถนะตรงตามความต้องการของกองทัพสมัยใหม่ และราคาที่ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับระดับเทคโนโลยี ที่ใช้ในการสร้างมันขึ้นมา และหากประเทศญี่ปุ่น ได้รับการผ่อนปรนในการขายอาวุธให้แก่ต่างชาติ เราอาจจะเห็นมันเข้าประจำการในกองทัพชาติอื่นๆ และกลายเป็นคู่แข่งของเครื่องบินลำเลียงทางทหารได้ทุกรุ่น ในอนาคตอันใกล้นี้เอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกจาก
http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html (http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html)
http://en.wikipedia.org/wiki/Kawasaki_C-X (http://en.wikipedia.org/wiki/Kawasaki_C-X)
http://www.aviastar.org/air/japan/kawasaki_c-1.php (http://www.aviastar.org/air/japan/kawasaki_c-1.php)
http://www.khi.co.jp/products/aerospace/airplane_e.html (http://www.khi.co.jp/products/aerospace/airplane_e.html)

skypig
05-11-12, 09:55:08
สมรรถนะ ด้านการขนส่งของ C-2

skypig
21-08-13, 08:56:56
C-2 เครื่องบินต้นแบบ 202 ลำที่สอง กำลังทดสอบภายใต้อุณหภูมิหนาวเย็น ติดลบ 30-40องศา จอดไว้14 วัน
แล้วติดเครื่องยนต์โดยที่ไม่ต้องอาศัย เทคนิคใดๆ

Flight experiment of the C-2 transport aircraft in the open-air parking fourteen days of minus 30 - 40 degrees under adverse climatic conditions, ice thickness of 2-5 cm in the fuselage wing surface, technicians aviation fuel to the C-2 injected into the fuel, without any de-icing snow removal and there is no mechanical operation of the warm-up directly under the flight test.

skypig
21-08-13, 09:03:48
เครื่องบินรุ่นนี้ มีศักยภาพ ที่จะเข้ามาทดแทน เครื่องบิน c-130 ของ ทอ.ไทย อย่างน่าสนใจ เป็นที่สุด
เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี รุ่นใหม่ ที่พัฒนาขึ้นมาแทนที่ C-130 ได้แก่
Embrare c-390 ของบราซิล
UAC/HAL Il-214 ของอินเดีย
ซึ่งต่างมีจุดร่วม เหมือนกันคือ
ต่างใช้เครื่องยนต์เพียง 2 เครื่อง
ปีกเป็นแบบปีกสูง Hi wing

skypig
14-05-14, 20:09:35
ความคืบหน้าของโครงการ C-2 ที่ญี่ปุ่นอาจจะสามารถขายให้แก่ต่างประเทศ

http://www.reuters.com/article/2013/11/04/us-japan-military-exports-idUSBRE9A30YA20131104

skypig
27-10-14, 14:51:16
http://www.flightglobal.com/news/articles/big-in-japan-tokyos-top-10-aircraft-projects-405209/

skypig
11-10-16, 11:16:05
หากกองทัพอากาศไทย จะหาเครื่องบินมาทดแทน c -130 ผมคิดว่า เครื่องบิน C2 รุ่นนี้ น่าจะอยู่ในข่ายการพิจารณา

skypig
11-10-16, 11:35:16
การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คือเทคโนโลยี่ใหม่ ให้ความประหยัดทั้งการใช้งานและการบำรุงรักษา และ ที่ดีขึ้น คือความเร็วที่สูงกว่า สมรรถนะการบรรทุกมากกว่า

skypig
24-02-19, 07:57:05
ตอบโจทย์ ในปี2019 ตัวแทนบ.ล.8 คือ ตัวนี้ครับ