PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : KC-130 Tanker



skypig
03-02-12, 13:00:09
KC-130 Tanker
จำนวนผู้เข้าชม 4354 คน


KC-130

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3059&d=1328328240




อีกรูปแบบหนึ่งของเครื่องบินC-130 ที่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เป็น

เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ(Tanker)

ภารกิจสำคัญที่ทำให้กองกำลังทางอากาศก้าวพ้นข้อจำกัดในการปฏิบัติการยุทธทางอากาศ อันได้แก่
พิสัยบิน(Range) น้ำหนักบรรทุก(Pay Load) และระยะเวลาในการบิน(Endurance) ได้
ซึ่งยังผลให้กองกำลังทางอากาศมีอิสระในการครองน่านฟ้า และสนับสนุนกองกำลังทางบกให้มีความได้เปรียบในการยึดครองพื้นที่
การมีน้ำมันสำรองอยู่ ในขณะที่เครื่องบินลอยอยู่กลางอากาศ ทำให้การปฏิบัติการยุทธทางอากาศทั้งหมด มีความต่อเนื่อง มีความอ่อนตัว
เครื่องบินโจมตีสามารถเพิ่มรัศมีทำการไปได้อย่างไม่จำกัด
เครื่องบินขับไล่สามารถครองน่านฟ้าได้นานขึ้น หรือบินวนรออยู่ คอยคุ้มกันให้เพื่อนทหารบนพื้นดิน ได้มีความอุ่นใจ และเมื่อสถานการณ์การรบเฉพาะหน้า มีความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน การเติมน้ำมันกลางอากาศสามารถซื้อเวลาในการตัดสินใจของนายทหารฝ่ายเสนาธิการได้ในทันที


การดัดแปลงเครื่องบิน C-130
เครื่องบิน C-130 ที่ได้รับการดัดแปลงจากกองทัพหลายชาติไปเป็นเครื่องบินเติมน้ำมันหลายรุ่น ได้แก่ C-130F C-130G C-130K จนถึงรุ่นล่าสุดคือ KC-130J
C-130F เป็นของกองทัพเรือ และหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ พัฒนามาจากรุ่น C-130E เริ่มต้นจากรหัส LC-130F ซึ่ งเป็นเครื่องบิน C-130 ที่มีการติดตั้งฐานล้อแบบสกี เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการในทวีปแอนตารก์ติค ในปี1962 หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ สั่งนำเข้าประจำการจำนวน 46 ลำ ภายใต้รหัสKC-130F เพื่อใช้งานในสองภารกิจ คือการลำเลียงยุทธวิธีและการเติมน้ำมันให้แก่เครื่องบินขับไล่และโจมตี ในปีเดียวกันกองทัพเรือสหรัฐฯได้นำ C-130F เข้าประจำการจำนวน 7 ลำในภารกิจการลำเลียงทางอากาศ ภายใต้รหัส GV-1 เครื่องบิน KC130F มีถังน้ำมันขนาด3600 แกนลอน ติดตั้งไว้ในระวางบรรทุก โดยใช้อัตราการเติมประมาณ 300 แกลลอนต่อนาที สามารถเติมน้ำมันให้กับ เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ พร้อมกันได้2 ลำโดยรับเติมจากท่อเติม จากปีกทั้งสองข้าง
ในปี1965 กองทัพเรือสหรัฐฯได้นำ C-130G เข้าประจำการเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของเรือดำน้ำในชั้น Polaris เครื่องบินC-130G ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมจาก C-130F โดยทำให้โครงสร้างลำตัวมีความแข็งแรงมากขึ้น สามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงขึ้น


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3060&d=1328328240



C-130K เป็นของกองทัพอากาศอังกฤษ Royal Air Force (RAF) โดยได้ติดตั้งท่อรับเติมน้ำมันในส่วนหน้าของห้องนักบิน กองทัพอากาศอังกฤษมีเครื่องบินC-130 เข้าประจำการประมาณ 50 ลำ ภายใต้รหัส C-130K โดยเรียกรุ่นต่างๆออกเป็น Mark C1 ,C3(ลำตัวยาว) ซึ่งดัดแปลงมาจากเครื่องบิน C-130Eและ H มีบทบาทสำคัญในระหว่างการรบที่เกาะฟอคล์แลนด์
Mark C4,C5(ลำตัวยาว) ซึ่งดัดแปลงมาจากเครื่องบิน C-130J มีบทบาทสำคัญในสงครามอัฟกานิสถาน



KC-130J
เป็นเครื่องบินเติมน้ำมันในอากาศรุ่นใหม่ของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินสหรัฐฯ เพื่อทดแทน KC-130F ที่มีอายุมากขึ้น KC-130J มีความเอนกประสงค์มากกว่า มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจสูงกว่า สามารถเติมน้ำมันให้ได้ทั้งเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์ โดยบินในระหว่างย่านความเร็ว 100 - 270 knots และเมื่อดัดแปลงเป็นเครื่องบินขนถ่ายน้ำมันให้แก่ยานรบภาคพื้น สามารถบินได้ไกล 1,000 nautical miles (1,852 ก.ม.) เพื่อนำน้ำมันจำนวน 45,000 ปอนด์ (20,412 ก.ก.) ไปเติมให้แก่ยานรบต่างๆในอัตราสูงถึง 600 แกลลอนต่อนาที และระบบใบพัดรุ่นใหม่ ทำให้ไม่มีกระแสลมเกิดขึ้น ในขณะที่เครื่องยนต์ยังติดอยู่ ทำให้สามารถถ่ายน้ำมันออกได้อย่างสะดวก อย่างรวดเร็ว


ระบบน้ำมันของเครื่องบิน C-130

........... เครื่องบิน C-130 ในรุ่นที่มีพื้นฐานมาจาก C-130E และ C-130H ที่ใช้ในภารกิจลำเลียงทางอากาศ มีถังน้ำมันถังภายในและภายนอกลำตัวรวม รวม 8 ถัง ซึ่งถังน้ำมันภายใน ซ่อนอยู่ในปีกด้านละ 2 ถัง(ถังด้านใน และถังด้านนอก) บริเวณโคนปีกได้ติดตั้งถังน้ำมันเสริม(Auxiliary) ซึ่งผลิตจากยางสังเคราะห์ไว้อีกสองถัง และบริเวณใต้ปีกได้ติดตั้งถังน้ำมันภายนอก(External) ไว้อีกด้านละ1ถัง ซึ่งถังน้ำมันแบบไม่สามารถสลัดทิ้งได้ในอากาศ รวม 8 ถังความจุทั้งหมด 60,000 ปอนด์หรือประมาณ 21328 ลิตร มีอัตราการใช้นำมันประมาณ 4400 ปอนด์ต่อชั่วโมง ทำให้บินได้นาน 12 ชั่วโมง และหากต้องการบินให้นานยิ่งขึ้น ต้องดับเครื่องยนต์หนึ่งเครื่อง เพื่อลดอัตราการใช้นำมันลง
.................. ประโยชน์โดยตรงของการมีน้ำมัน ในขณะที่เครื่องบินลอยอยู่ในอากาศคือ การเพิ่มรัศมีและระยะเวลาในการบิน แต่น้ำมันในถังถังมีประโยชน์อื่นๆ แฝงไว้อีก คือเป็นตุ้มน้ำหนัก ป้องกันมิให้ปีกเครื่องบินโค้งงอ(Bending) และป้องกันมิให้ปลายปีกกระพือ(Buffet) เป็นการรักษาโครงสร้างของปีกไว้มิให้ล้าตัวก่อนกำหนด ในทางเทคนิคน้ำมันบางส่วนยังถูกน้ำไปใช้ เพื่อไประบายความร้อนของน้ำมันหล่อลื่น ดังนั้นในระหว่างการบิน จึงต้องรักษาปริมาณน้ำมันไว้ให้สมมาตร ตลอดเวลา
...................เครื่องยนต์ของเครื่องบิน C-130ปกติใช้น้ำมันชนิด JP-8 เป็นมาตรฐาน ก่อนหน้านี้เคยใช้ JP-4 โดยมีน้ำมัน JET-A และ JET-A1 เป็นน้ำมันสำรองที่สามารถนำมาใช้ได้ และยังสามารถใช้Octane100-130ได้ในกรณีฉุกเฉิน ลำดับการใช้น้ำมันจากถังต่างๆของเครื่องบิน C-130 จะเริ่มใช้น้ำมันจากถังน้ำมันภายนอกก่อน จากนั้นจึงจะไปใช้ถังน้ำมันเสริม แล้วจึงไปใช้ถังด้านใน และถังด้านนอกพร้อมๆกัน ยกเว้นขณะวิ่งขึ้นหรือร่อนลงสนาม น้ำมันจากถังด้านใน และถังด้านนอก จะถูกส่งตรงเข้าเครื่องยนต์โดยตรง
.......................... ครั้นเมื่อปริมาณน้ำมันในถังหมดถูกใช้ไป ภายในถังจะเกิดเป็นไอน้ำมัน ซึ่งจะเกิดเป็นอันตรายอย่างมาก หากถูกยิง เพราะไอน้ำมันพร้อมที่จะจุดตัวลุกเป็นไฟ และระเบิดขึ้น ดังนั้นเพื่อขจัดไอน้ำมันไม่ให้เกิดขึ้น เครื่องบิน C-130 ของ ทอ.สหรัฐฯ จึงได้นำฟองน้ำ(Foam) ไปใส่ไว้ในถัง เมื่อเติมน้ำมันเข้าไป น้ำมันจะซึมแทรกตัวอยู่ในฟองน้ำ เมื่อน้ำมันถูกใช้หมดไป จะไม่มีช่องว่างให้เกิดไอน้ำมัน แต่วิธีนี้ จะทำให้ปริมาตรความจุของถังน้ำมันลดลงราว 1% และอีกวิธีหนึ่งคือการฉีดก๊าซเฉื่อย เข้าไปแทนที่
................. เครื่องบิน KC-130 จะได้รับการติดตั้งถังน้ำมัน ซึ่งทำด้วยโลหะสแตนเลสส์ ขนาด 3,600 แกลลอน ไว้ในระวางบรรทุก ซึ่งสามารถถอดออกได้เพื่อให้ยังคงความสามารถในการลำเลียงทางยุทธวิธีไว้ ด้วยลักษณะเช่นนี้ ทำให้เครื่องบิน KC-130 สามารถที่จะเติมน้ำมันให้กับยานรบใด ๆก็ได้ โดยบินไปลงในบนถนน แล้วใช้การถ่ายเทน้ำมันจากถังภายในลำตัวไปให้ เครื่องบิน หรือ รถถัง ที่กำลังปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลได้


การเติมน้ำมันกลางอากาศ
...................ภารกิจการเติมน้ำมันกลางอากาศ เกิดขึ้นมาพร้อมๆกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ปลายทศวรรษ1940 กองทัพอากาศสหรัฐฯแยกตัวออกมาจากกองทัพบก นายพล Curtis LeMay ได้ร้องขอให้บริษัทBoeing พัฒนาวิธีการเติมน้ำมันกลางอากาศ ภายใต้ระบบ Flying Boom system เพื่อใช้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-29 ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบลูกสูบ-ใบพัด ใช้น้ำมันอ็อคเทนแก็สโซลีน ในระหว่างปี 1950 -1951 มี B-29 จำนนวน 116 ลำ ได้รับการดัดแปลง ภายใต้รหัส KB-29
ต่อมาเมื่อเครื่องบินส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เจ็ทไอพ่น ใช้น้ำมัน kerosene บริษัทBoeing จึงได้พัฒนาแผนแบบBoeing 367-80 ของตน จนกลายเป็นเครื่องบิน KC-135 Stratotanker ถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 732 ลำ


ภารกิจการเติมน้ำมันกลางอากาศทำให้เกิดข้อได้เปรียบโดยตรงคือ ฝูงบินมีพิสัยบินไกลขึ้น ไม่เกี่ยงว่าที่ตั้งฐานบินของเราจะอยู่ที่ใด เป้าหมายการโจมตีห่างไปเท่าใด เวลาในการบินนานเพียงใด เราสามารถไปถึงได้ และข้อได้เปรียบทางอ้อมคือ น้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้น เครื่องบินรบสามารถติดตั้งอาวุธต่างๆได้มากขึ้น โดยลดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงจากต้นทางลง แล้ววางแผนไปเติมเพิ่มขึ้นขณะบินเข้าสู่ หรือกลับจากเป้าหมาย และยังทำให้เครื่องบินตรวจการณ์สามารถเพิ่มพื้นที่การหาข่าว และระยะเวลาในการทำงานได้นานขึ้น



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3061&d=1328328240



ในระหว่างที่สงครามเวียดนามดำเนินไปอย่างดุเดือด สหรัฐฯได้ใช้น่านฟ้าของไทยในการสนับสนุนการรบ จากแผนที่ด้านบน สังเกตุจากรูป วงรีสีฟ้า คือตำแหน่งบินวนรอของเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ ที่บินอยู่บริเวณตอนเหนือของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อคอยเติมนำมันให้แก่เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆ ในระหว่างการสู้รบ


ลักษณะของการเติมน้ำมันกลางอากาศ
1 เป็นการเติมระหว่างเครื่องบินแบบเดียวกันเอง เช่น เครื่องบินขับไล่เติมให้เครื่องบินขับไล่
2 เป็นการเติมระหว่างเครื่องบินต่างแบบ เช่น เครื่องบินขับไล่หรือเฮลิคอปเตอร์ รับเติมจากเครื่องบินบรรทุกน้ำมัน


ระบบการเติมน้ำมันกลางอากาศ
มีระบบการเติมน้ำมันที่ใช้ในกองทัพต่างๆทั่วโลก 2 ระบบคือ
ระบบ Boom and receptacle และ
ระบบแบบ Probe and drogue

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3062&d=1328328240


ระบบการเติมแบบ Flying boom operation
.............. ระบบการเติมน้ำมันกลางอากาศแบบ Flying boom operation ใช้ท่อเติมแบบติดตั้งไว้ด้านหลังของเครื่องบินลำที่บรรทุกน้ำมัน(Tanker) ที่ปลายท่อเสียบน่าจะเรียกว่า “ท่อแบบตัวผู้”(Boom) เพราะมีลักษณะยื่นออกไป เพื่อเสียบกับรูรับของเครื่องบินที่ต้องการเติม ที่น่าจะเปรียบว่า “รูรับของตัวเมีย” (receptacle)
............ ท่อแบบตัวผู้ ถูกหดเก็บไว้ทางด้านหลังของเครื่องบิน เมื่อจะใช้งาน จึงจะถูกลูกเรือ( Boomer) บังคับให้ยืดออก หรือควบคุมให้ส่ายไปมาซ้าย-ขวา 25 องศา และปรับต่ำลงได้ 50 องศา ปลายท่อเติมจะมีปีกเล็กๆ (ruddevators) ไว้คอยบังคับการเคลื่อนไหว


............ ระบบนี้ทอ.สหรัฐฯ ใช้เป็นหลัก และยังคงมีใช้ในกองทัพของประเทศอื่นได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (KDC-10), อิสราเอล (B- 707) ญี่ปุ่น อิตาลี ตุรกี และอิหร่าน (IRIAF B-747)
ข้อได้เปรียบของระบบ boom and receptacle
1.มีอัตราการถ่ายเทน้ำมันที่สูงกว่า ระหว่าง 1000 แกลลอน(6,000 ปอนด์ต่อนาที) เพราะท่อเติมมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับเติมให้เครื่องบินขนาดใหญ่ เพราะเครื่องบินขับไล่ขนาดเล็กถูกจำกัดด้วยอัตราการไหลเพียง 1000-3000 ปอนด์ต่อนาที
2.วิธีนี้ทำให้นักบินเครื่องบินขับไล่ ไม่จำเป็นต้องบังคับเครื่องบิน ด้วยตัวเอง อย่างเคร่งเครียด เพียงบินรักษาตำแหน่งของตนให้คงที่ แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ลูกเรือบังคับให้หัวท่อเติม พุ่งไปยังรูรับของเครื่องบินขับไล่
ข้อเสียเปรียบของระบบ boom and receptacle
1.ค่าใช้จ่ายในการฝึกลูกเรือ boomer จนมีความชำนาญอาจต้องใช้งบประมาณถึง $1,000,000 เหรียญ
2.ไม่สามารถเข้าได้กับระบบแบบ probe and drogue systems ซึ่งนิยมใช้ใน US Navyและกองทัพชาติอื่นๆ
3.การออกแบบเครื่องบิน tanker มีความซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น
4.รับเติมได้ครั้งละเพียงหนึ่งลำเท่านั้น
5.เฮลิคอปเตอร์ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ไม่สามารถรับเติมได้
6.ไม่สามารถใช้กับเครื่องบินที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน


ระบบการเติมแบบ Probe and drogue
ระบบการเติมน้ำมันกลางอากาศแบบ Probe and drogue มีลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ ตรงกันข้ามกับแบบ Flying boom operation สังเกตได้จาก เครื่องบินลำที่บรรทุกน้ำมัน จะกลายเป็น “รูรับของตัวเมีย” โดยมี Probe ลักษณะคล้ายตระกร้าสาน จะกางบานออกมา รอรับการเสียบของ “ท่อเติมแบบตัวผู้”( drogue) ซึ่งยื่นออกไปจากเครื่องบินที่ต้องการเติม


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3063&d=1328328240



..................ท่อแบบตัวผู้ ถูกพับเก็บไว้ทางด้านหน้าของเครื่องบิน เมื่อจะใช้งาน นักบิน จึงบังคับให้กางออกมา และบังคับการเคลื่อนไหว ของเครื่องบินตนเอง เพื่อนำท่อเติมแบบตัวผู้(drogue) ไปเสียบยัง“รูรับของตัวเมีย” ซึ่งบานเป็นตะกร้า อ้าคอยท่าอยู่ ระบบการเติมน้ำมันกลางอากาศแบบ Probe and drogue นิยมใช้ในกองทัพอากาศอังกฤษ และกลุ่มประเทศNATO
ข้อได้เปรียบของระบบ Probe and drogue
1.มีความง่ายในการใช้งาน และราคาต่ำกว่า
2.สามารถดัดแปลงเครื่องบินแบบเดิม ที่มิได้ออกแบบมาก่อนให้ใช้ระบบThe probe-and-drogue ได้โดยเพียง ดัดแปลงติดตั้งกระเปาะ refueling pod เพิ่มขึ้น
3.เครื่องบินลำที่จะใช้เติมให้กับลำอื่นสามารถติดตั้งหัวจ่าย ได้หลายหัว เพื่อเติมให้กับเครื่องบินอื่นได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ลดเวลาการเติมให้แก่หมู่บินสี่ได้ถึง75% และการมีหัวจ่ายหลายหัวยังเป็นการสำรองไว้ ในกรณีหัวจ่ายใดเกิดชำรุดขึ้นมา
4.สามารถเติมให้แก่เฮลิคอปเตอร์ได้หลายแบบ เช่น MH-53E Sea Dragon.
5.ไม่จำเป็นต้องมีลูกเรือประจำหน้าที่ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการฝึกและการปฏิบัติการลงได้อีก
ข้อเสียเปรียบของระบบ Probe and drogue
1.มีอัตราการถ่ายเทน้ำมันระหว่าง (1,500–2,000 lbs/min) เนื่องจากมีท่อขนาดเล็ก และใช้ปั๊มแรงดันต่ำ ทำให้ใช้เวลาในการเติมนานกว่า
2.ระบบนี้ได้รับผลกระทบจากกระแสอากาศแปรปรวนได้มากกว่า
3.ระบบนี้อาจเสียหายได้ง่ายกว่า นักบินจึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกให้ชำนาญด้วย
4.การนำเครื่องบินขนาดใหญ่เข้ามาเติม อาจพบกับความลำบากในการบังคับเครื่องบิน เพราะการบินเข้าเข้ามาเสียบเพื่อให้ the probe และ the drogue อยู่ในตำแหน่งตรงกันพอดี กระทำได้ค่อนข้างยาก หากนักบินขาดความชำนาญและสภาพอากาศไม่อำนวย
5. จำเป็นต้องได้รับการติดตั้งไว้ทางด้านหน้าของเครื่องบิน ซึ่งมีอุปกรณ์การบินติดตั้งอยู่ก่อน เช่นอุปกรณ์วัดความเร็วและความสูง ซึ่งอาจถูกกระทบได้ขณะที่เครื่องบินกำลังเติมน้ำมัน และหากมีการกระทบอย่างรุนแรง น้ำมันเชื้อเพลิง และชิ้นส่วน อาจถูกดูดเข้าเครื่องยนต์ FOD ทำให้เครื่องบินทั้งลำเสียการควบคุมในทันที
ข้อดี ข้อด้อยของทั้งสองระบบ มิใช่อยู่ที่ความทันสมัย เครื่องบินรบรุ่นใหม่ของสหรัฐ F-22 และ F-35 ต่างใช้ระบบการรับเติมต่างกัน แต่สังเกตุได้ว่า
ระบบ Boom ต้องใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ และใช้สนามบินขนาดใหญ่ในการปฏิบัติการ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด แต่มีข้อดีคือมีความเร็วสูงใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่
ส่วนระบบ Probe and drogue เหมาะติดตั้งกับเครื่องบินC-130 ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก สามารถใช้สนามบินขนาดเล็กได้ทั่วทั้งประเทศ แต่กลับมีข้อด้อยคือ มีความเร็วตำกว่าเครื่องบินขับไล่อย่างมาก



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3064&d=1328328399

ภารกิจการเติมน้ำมันในอากาศ
............ ภารกิจการเติมน้ำมันกลางอากาศ ไม่ใช่การดำเนินการแบบเล่นๆ มีความยุ่งยากกว่า การลำเลียงทางอากาศ หากวางแผนผิดพลาดขึ้นมา สามารถทำให้เครื่องบินรบทั้งฝูงบิน ตกลงจากฟ้าได้ในเวลาพร้อมกัน โดยที่ข้าศึก ไม่ต้องเสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว
..........ก่อนที่ผู้เขียนจะได้มาเป็นนักบินC-130 ผู้เขียนได้มีโอกาสขึ้นสังเกตการณ์การบินทางยุทธวิธีอย่างใกล้ชิด โดยพาตัวเองเข้าไปนั่งในห้องนักบิน MC-130 และในระวางบรรทุกของเฮลิคอปเตอร์แบบ MH-53 ทั้งสองแบบ ภายในวันเดียวกัน ซึ่งอากาศยานทั้งสองแบบต่างมีขีดความสามารถในการเติมน้ำมันกลางอากาศทั้งคู่
............ ในระหว่างการฝึกร่วมผสม Cobra Gold 1992 (พ.ศ.2535) ในช่วงเช้าขณะที่ท้องยังว่างอยู่ รีบกระโดดขึ้นเครื่องบิน จากสนามบินดอนเมืองไปสนามบินตาคลี เพื่อให้ทันขึ้นเครื่องบิน MC-130 ซึ่งจะทำการฝึก Low Intercept กับ F-5E ของทอ.ไทยสองลำ แต่น่าเสียดาย ที่วันนั้น F-5E ของทอ.ไทยลำหนึ่ง เกิดเสียขึ้นมา จึงเป็นเพียงการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น
................ เครื่องบิน MC-130 อาศัยระบบอิเลคทรอนิกส์ และความสามารถในการบินต่ำ บินช้า ลัดเลาะไปตามภูมิประเทศที่เป็นแนวเขา บริเวณจังหวัดลพบุรี เป็นการบินเลี้ยวแบบฉกาจ ฉับพลันทันใด บ่อยครั้งที่เป็นการลดระดับแบบแรงจีเป็นศูนย์ จนรู้สึกตัวเบา บางครั้งก็เลี้ยวปีกลึก จนหน้าตึง ต้องใช้มือ ยึดจับ กระชับให้แน่นขึ้น ใช้เวลาพันตูกันประมาณ 20 นาที แค่นี้ก็เพียงพอแล้วแก่ การฝึกในแบบที่นักบินไทยหาโอกาสฝึกได้ยากมาก และมันก็เพียงพอที่จะเรียกน้ำย่อยจากกระเพาะของผู้เขียน ให้ย้อนออกมาทางปาก เมื่อเสร็จจากภารกิจ Low Intercept แล้วเครื่องบิน MC-130 ลำนั้นได้พาผู้เขียนไปลงยังสนามบินโคกกระเทียม กองบิน 2 ลพบุรี เพื่อทานอาหารกลางวัน พร้อมนักบินอเมริกัน MC-130
.................... หลังจากอ้วกหมดกระเพาะไปแล้วยกหนึ่ง ท้องจึงมีที่ว่างพอเติมอาหาร เข้าไปได้ แต่หัวยังมึนๆอยู่ จึงไม่คิดที่จะย้อนไปขึ้นเครื่องบิน MC-130 เพื่อกลับสนามบินตาคลีอีก แต่พอทราบว่าในช่วงบ่ายจะมีเฮลิคอปเตอร์แบบ MH-53 บินกลับตาคลี จึงขอเปลี่ยนไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเวียนหัวอีกรอบ แต่กลับเป็นการหนีเสือปะจระเข้ เพราะไม่ทราบว่า จะมีการสาธิตการเติมน้ำมันกลางอากาศ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์แบบ MH-53 ลำที่ผู้เขียนขึ้นไปอยู่ในระวางบรรทุกของมันพอดี เมื่อ MH-53 ยกตัวขึ้น บินเข้าไปตั้งตัวทางด้านตะวันออกของสนามบิน แล้วบินย้อนกลับเข้ามาในแนวทางวิ่ง 23 โดยมีเครื่องบิน MC-130 บินอยู่ข้างหน้า เฮลิคอปเตอร์สองลำบินตามมา เพื่อเข้ารับเติมน้ำมันให้พอดีเหนือสนามบิน


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3065&d=1328328399

..................... ผู้เขียนอยู่ในระวางบรรทุกไม่ได้เสียบสายวิทยุ จึงไม่ทราบสถานการณ์ และมองไม่เห็นอะไรมากนัก ทันใดนั้น เมื่อการสาธิตการเติมน้ำมันกำลังจะสิ้นสุดลง หมู่บินทั้งสามลำอยู่เหนือสนามบินโคกกะเทียมพอดี เฮลิคอปเตอร์ได้หักเลี้ยวอย่างฉับพลัน พร้อมกับยิงลูกแฟลร์ออกไป ผู้เขียนมองผ่านทางด้านท้ายเฮลิคอปเตอร์เห็นเป็นลูกไฟและควันจำนวนมาก ประกอบกับการโคลงตัวของ MH-53 อย่างรวดเร็ว จึงตกใจ อย่างสุดขีด คิดว่าเกิดอุบัติเหตุชนกันระหว่างการเติมน้ำมัน ผู้เขียนคงจะหน้าซีด แต่หันไปมอง LM ประจำเฮลิคอปเตอร์ เขากลับยิ้ม (เพราะเห็นอาการตกใจของผู้เขียน) และเขาไม่มีท่าทางตระหนกแต่อย่างใด ผู้เขียนจึงพอควบคุมอาการกลัวตายไว้ได้ แต่เหงื่อออกท่วม และหลังจากนั้น ใช่ว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นจะบินกลับสนามบินตาคลีโดยตรงไม่ MH-53 ยังต้องมีภารกิจบินอย่างจู่โจม เพื่อไปรับหน่วยทหารปฏิบัติการพิเศษ ในระหว่างทางกลับอีก เป็นการบินทางยุทธวิธีที่เรียกอาหารกลางวันของผู้เขียนที่เพิ่งจะเติมลงไป ย้อนออกมาทั้งหมด อีกครั้ง เมื่อไปถึงสนามบินตาคลีราวบ่ายสามโมง ผู้เขียนหมดแรง แทบยืนไม่เป็น นอนพักยาวเกือบชั่วโมง ก่อนที่จะตะเกียกตะกายขึ้นเครื่องบินกลับดอนเมือง อย่างสะบักสะบอม แต่ในใจฝันเสมอว่า จะต้องเป็นนักบิน C-130 ให้ได้
.............. ในราวปี 1996 เมื่อผู้เขียนได้มาเป็นนักบินC-130 ประสบการณ์การเติมน้ำมันในอากาศเกิดขึ้นอีกครั้ง แบบเหงื่อท่วมตัวอีก ระหว่างบินจากสนามบินDYESS รัฐเท็กซัส ไปสนามบินPOPE รัฐนอรท์คาโลไรน่า เครื่องบินC-130 ของผู้เขียนมีอาการเขย่าแบบผิดปกติ พร้อมกับคันบังคับสั่น จึงขอร่อนลงฉุกเฉินกลางทาง สนามบินที่ขอไปลงเป็นสนามบินของเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ มีเครื่องบินKC-135 จอดอยู่เป็นจำนวนมาก ระหว่างรอการซ่อมเครื่อง ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นเกี่ยวกับระบบการเติมน้ำมันกลางอากาศ ว่าทอ.สหรัฐฯ เขาดำเนินการอย่างไร มีการควบคุมการทำงานอย่างไร ฝรั่งเขาเล่าให้ฟัง พอสรุปได้ว่า
..................... ภารกิจการเติมน้ำมันกลางอากาศ ไม่ใช่การดำเนินการแบบง่ายๆ มีความยุ่งยากกว่า การลำเลียงทางอากาศ หากผิดพลาดขึ้นมา สามารถทำให้เครื่องบินรบทั้งฝูงบิน ตกลงจากฟ้าได้ในเวลาพร้อมกัน โดยที่ข้าศึก ไม่ต้องเสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว ภารกิจการเติมน้ำมันกลางอากาศเหมือนกับการปฏิบัติการทางทหารอื่นๆ คือ มีอันตราย แอบแฝงอยู่ ต้องกระทำอย่างเป็นความลับ ต้องวางแผนอย่างรัดกุม และมีแผนสำรองที่สอง และสาม อย่างรอบคอบ ทอ.สหรัฐฯจัดตั้งหน่วยงานTanker Airlift Control Center
TALCC เป็นหน่วยงานควบคุมการเติมน้ำมันกลางอากาศ ครอบคลุมการเติมน้ำมันกลางอากาศของเครื่องบินทหารสหรัฐฯทั่วทั้งโลก โดยนำการปฏิบัติการลำเลียงทางอากาศ เข้ามาร่วมควบคุมด้วยเป็นงานรอง ซึ่งพอทำให้เห็นได้ว่า ภารกิจการเติมน้ำมันกลางอากาศ มีความสำคัญเหนือกว่า การปฏิบัติการลำเลียงทางอากาศ

..................... เครื่องบินที่เป็นเครื่องบินเติมน้ำมัน และเครื่องบินที่รับเติม ไม่มีโอกาสได้พูดคุย ตกลงกันโดยตรง แต่จะต้องนัดหมายกัน ให้ไปเจอกันในอากาศ ตามพิกัด(Rendezvous) ต่างๆ อย่างแม่นยำ ดังนั้นส่วนวางแผนต้องแน่ใจว่า นักบินที่เป็นเครื่องบินเติมน้ำมัน และนักบินที่รับเติม มีความเข้าใจในการปฏิบัติตรงกัน (ได้รับการฝึกมา ด้วยมาตรฐานเดียวกัน) หัวจ่ายน้ำมันของเครื่องบินเติมน้ำมัน เข้ากันได้กับเครื่องบินที่รับเติม และเมื่อไปถึง ณ ตำบลพิกัด และเวลาที่นัดเจอกัน

สภาพอากาศต้องเอื้ออำนวย
.................... และหากเครื่องบินที่เป็นเครื่องบินเติมน้ำมันลำหลัก (Tanker#1)เกิดมีปัญหา ไม่สามารถไปถึง จุดนัดพบได้ทัน เครื่องบินเติมน้ำมันสำรอง (Tanker#2) จะต้องไปให้ถึงจุดนัดพบ ก่อนที่น้ำมันของเครื่องบินที่รับเติมจะหมดถัง และหากเครื่องบินเติมน้ำมันลำรอง (Tanker#2) เกิดเสียอีก จะต้องมีแผนสามสำรองเผื่อไว้ เพื่อไม่ให้เครื่องบินที่รับเติม ซึ่งอาจเป็นฝูงบินขับไล่จำนวนหลายลำ ต้องดิ่งลงจากฟากฟ้า เพราะน้ำมันหมดถัง การติดต่อสื่อสารต้องกระทำอย่างจำกัด เพื่อมิให้ข้าศึกล่วงรู้ เครื่องบินที่เป็นเครื่องบินเติมน้ำมัน จะบินไปลอยตัวอยู่สูง ล่วงหน้านานๆไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการเผยตำแหน่งให้ข้าศึกรู้ การเติมน้ำมันในอากาศจึงต้องกระทำอย่างรัดกุม .

.............. เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย ทั้งสามฝูงบิน จำนวนเกือบ 50 ลำ มีความสามารถในการรับเติมน้ำมันในระบบแบบ boom and receptacle แต่ไม่มีเครื่องบินแบบอื่นใดเลยในกองทัพ ที่มีขีดความสามารในการเติมน้ำมันให้แก่ F-16 การดำรงความชำนาญในการรับเติมน้ำมันของ นักบินF-16 ของเรา มักจะหาโอกาสซ้อมมือ จากการฝึกร่วมผสม เช่น การฝึกCobra Gold การฝึกBalance Torch ซึ่งแน่นอนว่า จำนวนนักบินที่จะมีโอกาสฝึกเติม ย่อมมีจำนวนจำกัด

กองทัพอากาศของเรามีเพียงเครื่องบินF-16 ชนิดเดียวที่มีความสามารถในการรับเติมน้ำมันกลางอากาศ เมื่อต้องเดินทางไกล ต้องช่วยตัวเองด้วยการติดตั้งถังน้ำมันภายนอก สำรองไว้ใต้ท้องหรือใต้ปีก แต่ย่อมทำให้ ไม่สามารถนำอาวุธต่างไปได้มากนัก
และอีกไม่นาน กองทัพอากาศของเราจะมีเครื่องบินขับไล่ Grippen กริพเฟ่น เข้าประจำการ ซึ่งมีระบบรับเติมแบบ Probe and drogue
โชคร้าย เครื่องบินรบหลักของเราสองแบบ ใช้ระบบรับเติมน้ำมันต่างกัน
โชคดี ที่เรายังไม่มีเครื่องบินเติมน้ำมันเป็นของตัวเอง เราจึงยังคงมีทางเลือกในการจัดหาเครื่องบินเติมน้ำมันเข้าประจำการ
มีคนไทยบางคนฝันให้ รัฐบาลใจปล้ำ อนุมัติให้ ทอ.จัดหา เครื่องบินเติมน้ำมัน ซึ่งมีทั้ง 2 ระบบในลำเดียวกัน แบบที่เรียกว่า ทู อิน วัน


ปัจจุบันนี้ เรายังคงมีเครื่องบิน Airbus 310 ขนาดใหญ่ อีกหนึ่งลำเป็นตัวเลือก
และการดัดแปลงเครื่องบิน C-130 ที่เรามีชั่วโมงบินเหลืออยู่อีกกว่า 200,000 ชั่วโมง ให้เป็น เครื่องบินเติมน้ำมันในอากาศได้ นับเป็นทางออกที่น่าสนใจ


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3066&d=1328328399


............... การดัดแปลง C-130 ให้เป็น KC-130 ด้วยเทคโนโลยีเดิม จะเติมฯให้ได้เฉพาะเครื่องบิน Gripen เท่านั้น การดัดแปลง C-130 ให้เป็น KC-130 เพื่อเติมฯให้ F-16 ต้องอาศัย กรอบความคิดและเทคโนโลยีแบบใหม่ อาจใช้เงินกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งย่อมประหยัดกว่า
การจัดหา KC-130J รุ่นใหม่แม้เพียง 2 ลำ จะต้องใช้เงินสูงถึง 5000 ล้านบาท
การดัดแปลงเครื่องบิน Airbus A-310 ซึ่งทอ.มีอยู่หนึ่งลำ หรือซื้อเครื่องบิน A-300-600 มือสองจากการบินไทย จำนวนกว่า 10 ลำที่รอขายอยู่เป็นทางเลือก ซึ่งบางประเทศดำเนินการอยู่ โดยขอซื้อมาสัก 2 ลำ แต่อาจใช้เงินกว่า 1000 ล้านบาท แต่สามารถเติมฯให้ F-16 ได้ทั้งหมด


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3067&d=1328328399

..................... กรอบความคิดและแนวความคิดในการดัดแปลงเครื่องบิน C-130 , Airbus A-310 และเครื่องบิน A-300-600 มือสอง ตั้งอยู่บนความใฝ่ฝันที่ว่า ให้คนไทยมีส่วนร่วมกับบริษัทต่างประเทศในการกำหนดความต้องการ วิจัย และสร้างมันขึ้นมา
..................... แต่หากมองหาเครื่องบินที่สามารถเติมฯให้ F-16 และ Gripen ได้ทั้งคู่ โดยใช้ตัว converter เพื่อปรับเปลี่ยน บริษัทแอร์บัสได้เสนอขาย A330 MRTT อยู่ลำละประมาณ 6000 ล้านบาท และ KC-767 ของบริษัทโบอิ้งขายอยู่ลำละประมาณ 4000 ล้านบาท และแน่นอนว่าจะมีเพียงลำเดียวไม่ได้ เราจำเป็นต้องมีอย่างน้อยสองลำ ซึ่งงบประมาณจะสูงถึงหลัก 10,000 ล้านบาท
งบประมาณสูงขนาดนี้นำไปซื้อ Gripen ได้อีก 6 ลำ
งบประมาณสูงขนาดนี้นำไป สร้างหรือปรับปรุงสนามบินตามแนวชายแดน เพื่อรองรับการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ จะดีกว่าหรือไม่
งบประมาณสูงขนาดนี้ปรับปรุงสวัสดิการ การดำรงชีวิตของนายทหารต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรจะเหมาะสมกว่าหรือไม่
งบประมาณสูงขนาดนี้นำไป สร้างสาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาลให้ประชาชนได้ เกือบครบทุกจังหวัด


..................... ภารกิจการเติมน้ำมันในอากาศ ทำให้การปฏิบัติการยุทธทางอากาศอื่นๆ มีความต่อเนื่อง มีความอ่อนตัว การจัดหาเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศของ ทอ.ไทย มีแนวทางปฏิบัติหลายแนวทาง โดยมีข้อคิดสำคัญที่ต้องเปรียบเทียบระหว่างความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ และงบประมาณอันจำกัดของประเทศ เป็นข้อพิจารณาในการตัดสินใจ

skypig
18-10-12, 11:17:17
ลูกหิวนม

skypig
08-02-13, 17:23:39
C-130 สามารถเติมน้ำมันกลางอากาศให้แก่ F-35 ได้

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=4903&d=1360318593