PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : เครื่องบินประสานโลก



skypig
03-02-12, 13:43:09
เครื่องบินประสานโลก
จำนวนผู้เข้าชม 5284 คน



เครื่องบินประสานโลก

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2925&d=1328278002


วงการบินเป็นอุตสาหกรรมที่กว้างใหญ่ เกี่ยวข้องกับกิจการหลายด้านตั้งแต่

อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบิน การซ่อมบำรุง
กิจการสายการบิน การท่าอากาศยาน
การควบคุมการจราจรทางอากาศ และการผลิตบุคลากรด้านการบิน เป็นต้น

ดังนั้นทุกประเทศจึงต้องพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนเองไว้ให้มากที่สุด
ทั้งทางตรงและทางอ้อม

วงการบินของสหรัฐอเมริกา ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่สองมากกว่าชาติอื่น ความได้เปรียบของสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากระหว่างช่วงสงคราม สหรัฐฯมีโรงงานที่ผลิตเครื่องบินเป็นจำนวนมากอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่ชาติอื่นบอบช้ำจากภัยสงคราม และอีกประเด็นหนึ่งคือ สัญญาข้อบังคับต่อประเทศผู้แพ้สงคราม ทำให้หลายประเทศไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของตนได้สะดวกนัก ส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่าห้าสิบปีหลังสงคราม วงการบินของสหรัฐฯ ก้าวหน้าไปไกลกว่าชาติอื่น

โรงงานผลิตเครื่องบินในสหรัฐฯเกิดขึ้นมากมายหลายกลุ่ม ค่ายโบอิ้ง (Boeing) มีฐานที่มั่นตั้งอยู่ที่เมืองซีแอทเทิล ในรัฐวอชิงตัน เป็นโรงงานผลิตเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ยังคงผงาดอยู่อย่างมั่นคง ผลิตทั้งเครื่องบินโดยสารและเครื่องบินรบ เคยสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดอันเกรียงไกรได้แก่ B29 และ B52 เครื่องบินทั้งลำถูกผลิตขึ้นที่เมืองนี้แล้วส่งไปขายทั่วโลก คนหนุ่มสาวทำงานประกอบตัวถังโลหะอะลูมิเนียม คนแก่นั่งร้อยสายไฟ ประชาชนในเมืองนี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทโบอิ้งไม่มากก็น้อย อีกค่ายหนึ่งคือ McDonnell Douglasปัจจุบันรวมเป็นส่วนหนึ่งของโบอิ้ง อีกค่ายใหญ่แห่งหนึ่งคือ Lockheed Martin มีโรงงานใหญ่อยู่ในรัฐจอร์เจีย ผู้สร้างเครื่องบิน C130 และ SR-71 อันลือลั่น ชื่อที่เคยคุ้นหูอีกบริษัทหนึ่งคือ General Dynamic ผู้ผลิตเครื่องบิน F-16 นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆอีกมากมาย อาทิ Northrop(F-5) Cessna (T-37) Fairchild (A-10) และ Rockwell (B-1) เป็นต้น ตลอดจนบริษัทย่อยอีกเป็นจำนวนมากที่ผลิตเครื่องยนต์ และ Avionics ป้อนให้แก่บริษัทแม่
นานนับสิบปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศในแทบยุโรปเริ่มฟื้นตัวจากสงคราม มีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ ร่วมมือกับเยอรมัน อิตาลี สเปน และอังกฤษ ก่อตั้งเป็นบริษัท Airbus Industry ความร่วมมือกัน ทำให้อุตสาหกรรมการบินของภูมิภาคนี้ เริ่มตามทันสหรัฐฯ และก่อนจะเข้าสหัสวรรษใหม่ มีแนวโน้มว่า อุตสาหกรรมการบินของ Airbus ได้ก้าวล้ำหน้าสหรัฐฯไปแล้ว
นอกจากนี้แล้วประเทศรัสเซีย อดีตหัวหน้าค่ายคอมมิวนิสต์ ถือได้ว่ามีเทคโนโลยีการบินและอวกาศไม่แพ้ชาติใด แต่เครื่องบินค่ายนี้มีข้อสงสัยในด้านความปลอดภัย และการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงสูง จึงจำกัดตัวอยู่ในเฉพาะประเทศยุโรปตะวันออก อุตสาหกรรมการบินในแทบเอเชียที่พอจะกล่าวถึง ได้แก่ ประเทศจีน แต่ในอดีตต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากรัสเซีย อีกต่อหนึ่ง สำหรับอนาคตอันใกล้จีนกำลังจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินของโลก
ในอดีตโลกอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินได้ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนไว้ แต่แล้วเมื่อโลกผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เครื่องบินรุ่นใหม่สองลำ A380 และ B787 กลับทำให้ทั้งโลกต้องมาร่วมมือกันแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เครื่องบิน A380 (Super Jumbo)
ฟากฝั่งยุโรป บริษัทแอร์บัสได้ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างหลายชาติอยู่แล้ว โครงการสร้างเครื่องบินยักษ์ใหญ่ A380 แม้เป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของบริษัท แต่การเปิดตัวเครื่องบิน A380 ต่อสาธารณะได้สร้างความสนใจให้แก่ผู้คนในวงการบินได้อย่างตื่นเต้น โครงสร้างหลักของเครื่องบิน A380 เจ็ดส่วนสร้างขึ้นใน ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน และอังกฤษ แล้วส่งมาประกอบรวมกันที่เมืองทูลูส เมืองแม่ของแอร์บัสในฝรั่งเศส โดยทางรถยนต์และเรือ แทนที่จะเป็นการขนส่งโดยเครื่องบินขนาดพิเศษ ”เบลูก้า” อย่างที่เคยทำกับเครื่องบินรุ่นก่อน ด้วยเพราะความใหญ่โตของชิ้นส่วน จึงไม่อาจบรรทุกในระวางเครื่องบินเบลูก้าได้ นอกจากนี้ A380 ยังต้องการอุปกรณ์สำคัญอื่นๆจากหลายประเทศนอกยุโรปอีกเป็นจำนวนมาก


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2926&d=1328278002

ในการประกอบลำตัวเครื่องบิน A380 ลำตัวส่วนหน้าส่งมาจากเมือง บอกโดรซ์ (Bordeauxเมืองที่เป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นดีของโลก) และส่วนท้ายของลำตัวขนส่งมาจากเมืองฮัมบรูก (Hamburg) ตอนเหนือของเยอรมัน แล้วส่งขึ้นเรือไปยังอังกฤษ ปีกอันใหญ่โตผลิตที่เมือง Filton ใน Bristol และเมือง Broughton ทางตอนเหนือของแคว้น Wales เมื่อผลิตเสร็จแล้วจะส่งไปยังเมืองท่า เพื่อขึ้นเรือไปเมือง Saint-Nazaire ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เรือลำนี้หลังจากนำชิ้นส่วนส่งเสร็จแล้ว ก็จะนำชิ้นส่วนที่ประกอบเสร็จแล้วกลับขึ้นเรือ เพื่อไปส่งยังเมืองบอกโดรซ์ แล้วเรือจะอ้อมไปยังเมืองคาดิส ทางใต้ของสเปน เพื่อนำชิ้นส่วนลำตัวท่อนกลางและหางกลับมาบอกโดรซ์อีกครั้ง จากที่นี่ชิ้นส่วนทั้งหลายจะมารวมกันแล้วส่งต่อไปทางเรือในคลองแคบๆสู่เมือง Langon จากนั้นจึงนำขึ้นรถบรรทุกขนาดมหึมา ขับผ่านถนนเล็กๆลัดเลาะตามหมู่บ้านชนบทไปยังเมืองทูลูส จากนั้นเครื่องบินที่ประกอบเกือบแล้วเสร็จในเมืองทูลูส จึงบินกลับไปเมืองฮัมบรูกอีกครั้ง เพื่อตกแต่งภายในและพ่นสี แอร์บัสได้ขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีก เพื่อเพิ่มยอดผลิตให้ได้ 4 ลำต่อเดือน ทำให้ผู้คนในยุโรปมีงานทำเพิ่มขึ้น ประชาชนทั้งโลกเดินทางได้สะดวกขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ในขณะที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง

เครื่องบิน B787 (Dreamliner)


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2927&d=1328278002


การเปิดตัวเครื่องบิน B787 เกิดขึ้นในอเมริกาหลังจากเครื่องบิน A380 ได้ทดสอบบินเที่ยวแรกไปแล้ว B787 เรียกความสนใจจากผู้คนในวงการบินไม่น้อย เพราะมันเป็นเครื่องบินโดยสารไอพ่นรุ่นใหม่ ที่กำลังดำเนินการผลิตเครื่องต้นแบบ บริษัทโบอิ้งได้นำ เทคโนโลยีใหม่ๆหลายด้านมาใช้ ทั้งทางด้านอากาศพลศาสตร์ ไฟฟ้า-คอมพิวเตอร์ และที่สำคัญคือวัสดุศาสตร์(Composites) บริษัทโบอิ้ง ทุ่มเทให้กับเครื่องบินรุ่นนี้เป็นอย่างมาก เพื่อให้ทันต่อเกมการแข่งขันชิงจ้าวอากาศกับคู่แข่ง A380 เครื่องบินพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้บินเหิรฟ้าไปก่อนหน้าแล้วกว่าปี คาดว่า B787 จะได้ขึ้นบินครั้งแรกภายในปี ค.ศ.2008 และจะถูกนำมาให้บริการในอีกสองปีข้างหน้า
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ นอกจากเป็นเรื่องราวของเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการในอนาคตแล้ว ยังมีเรื่องราวแปลก ย้อนยุคและมีความหมายสำคัญ ซ่อนอยู่ในเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ การผลิตเครื่องบินด้วยวัสดุผสม(Composites) จากบทความเรื่อง ” B787 The Flat-Earth Airplane” (เครื่องบินโลกแบน) น่าฉงนไม่น้อยที่เครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด มีเทคโนโลยีล้ำยุค กลับจมปลักในความเชื่อเก่าๆ ความเชื่อที่ว่าโลกแบน เป็นยุคที่ผู้คนสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันโดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง ติดต่อกันได้โดยง่าย อยู่กันด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=2928&d=1328278002


Thomas L. Friedman นักเขียนชื่อดังกล่าวว่า เครื่องบิน B787 คือ เครื่องบินโลกแบนของบริษัทโบอิ้ง โดยให้เหตุผลว่า การจับคู่ร่วมมือกันของบริษัทอุสาหกรรมการบินที่อยู่ต่างทวีปกัน สะท้อนให้เห็นว่า สายโซ่อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินได้ต่อเชื่อมโยงถึงกัน บริษัททั่วโลกถูกรวมเข้าเป็นบริษัทแห่งโลก บริษัทใหญ่ บริษัทเดียว พร้อมกับยกตัวอย่างให้เห็นว่า บริษัทโบอิ้งได้เลือกบริษัท PFW ในเยอรมันนี ผลิตอุโมงค์อบชิ้นส่วนตัวถังเครื่องบิน แต่บริษัท PFW ก็มิได้สร้างอุโมงค์นั้นเองในเยอรมัน กลับไปสร้างโรงงานผลิตอุโมงค์นั้นในประเทศตุรกี อีกต่อหนึ่ง
บริษัท Shenyang ในจีน ได้รับว่าจ้างให้ผลิตอุปกรณ์เสริมแรงยกส่วนหน้า (Leading-edge) แล้วส่งต่อให้กับบริษัท Contour Aerospace Corp. ในสหรัฐฯ

บริษัท France’s Labinal จากฝรั่งเศสรับช่วงโรงงานซึ่งตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส ต่อจากโบอิ้ง ร่วมโครงการเครื่องบิน B787 โดยส่งงานสายรัดสายไฟ (Wiring Harnesses) ต่อไปยังเมือง Chihuahua ประเทศแม็กซิโก บริษัท Latecoere คืออีกบริษัทหนึ่งของฝรั่งเศส ที่ผลิตประตูเครื่องบิน แต่ตั้งโรงงานอยู่ในสาธารณรัฐเชค

โบอิ้งร่วมเป็นเจ้าของบริษัท Hawker de Havilland ในเมืองเมลเบินร์ ประเทศออสเตรเลีย และเมือง Winnipeg ในประเทศแคนานดา รับผิดชอบชิ้นส่วนแพนหางดิ่ง (Vertical Tail ) และ อุปกรณ์เสริมแรงยก (Flaps)
บริษัท Fuji’s West Handa , Kawasaki Heavy Industries และ Mitsubishi Heavy Industries ที่เมืองนาโงย่า ในประเทศญี่ปุ่น ล้วนมีชื่ออยู่ในหุ้นส่วนสำคัญในการผลิตโครงสร้างคอมโพสิตส์ของเครื่องบินB787 รับผิดชอบในการสร้าง Center Wing Box , Forward Fuselage และ Wing Box ตามลำดับ นับรวมได้เป็น 35% ของเครื่องบินทั้งลำ นอกจากนี้ยังมีบริษัท KAL Korea Air Aerospace Div. จากเกาหลีใต้ และบริษัท Alenia Aeronautica สร้างแพนหางระดับ (Horizontal stabilizers) ในประเทศอิตาลี
ไม่ง่ายนักที่โบอิ้งจะเลือกบริษัทที่เชี่ยวชาญวัสดุคอมโพสิตส์เหล่านี้มาเป็นหุ้นส่วน บริษัทเหล่านี้ต้องมีสายการป้อนวัตถุดิบของตนเองอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง กว่านั้นโบอิ้งได้ทำการบ้านของตนมาก่อน ด้วยการศึกษาวิธี “การส่งกำลังบำรุง” (Logistics) ของบริษัท Wal-mart Federal Express และ Amazon.com เพื่อให้แน่ใจว่า บริษัทต่างๆสามารถเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆได้เข้ากันพอดี และทันเวลา
ชิ้นส่วนตัวถังของเครื่องบินโบอิ้ง B787ถูกผลิตขึ้นจากสามทวีป โดยความร่วมมือกันของหลายชาติ โรงงานโบอิ้งที่เมือง Everret รับผิดชอบเพียงการประกอบขั้นสุดท้าย โดยการนำชิ้นส่วนต่างๆที่ผลิตเกือบแล้วเสร็จมาต่อเชื่อมกันเท่านั้น ต่างจากการผลิตแบบเดิมที่โบอิ้ง ต้องสร้างเครื่องบินจากแผ่นอะลูมิเนียมขึ้นมาเองทั้งลำในอเมริกา
แม้แต่บริษัทไฟฟ้าคอมพิวเตอร์ในอเมริกาเองเช่นบริษัท Smiths Aerospace, Honeywell International, และ Rockwell Collins ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งทางการค้ากันมาก่อน กลับต้องหันมาทำงานร่วมกันในโครงการ B787 เพราะแต่ละบริษัทต้องทำให้โปรมแกรมคอมพิวเตอร์ของตน สามารถเข้ากันได้กับบริษัทอื่น คู่แข่งขันที่เคยเป็นศัตรูกัน เคยปกปิดความลับทางการค้าของตนไว้ กลับต้องมาเปิดเผยข้อมูลให้ทุกฝ่ายได้ทราบเมื่อต้องมาร่วมโครงการ B787 ด้วยกัน
ผลสำเร็จที่เหมือนกัน
เครื่องบินทั้งสองซึ่งเป็นคู่แข่งกันเหมือนกันตรงที่ออกแบบให้
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผลิตขึ้นด้วยความร่วมมือกันของหลายชาติ และจากวัสดุผสม (วัสดุคอมโพสิตส์)

วัสดุ”คอมโพสิตส์” (Composites) แปลตามรากศัพท์ที่มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึงวัสดุชนิดใหม่ที่ประกอบขึ้นด้วยวัสดุตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป วัสดุที่นำมาประกอบกันนั้น มิใช่ผสมกันแบบกวนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แต่นำวัตถุดิบที่เป็นเส้นใยนำมา ถัก ทอ และทบ

ถักใยให้เป็นเส้น ทอเส้นให้เป็นผืน และทบผืนให้เป็นชั้น ความแข็งแรงและความเหนียวเกิดขึ้นที่ละน้อย จากการรวมกันของวัสดุขนาดเล็กๆ จนสามารถมีความทนทานกว่าโลหะ ทั้งที่เบากว่ามาก ความแข็งแกร่งเกิดขึ้นจากการรวมกันของสิ่งเล็กๆรวมเป็นชิ้นใหญ่ คล้ายกับความสามัคคีในหมู่มนุษยชาติ
การสร้างเครื่องบินทั้งสอง ได้ใช้วิธีการผลิต และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่มีพื้นฐานใกล้เคียงกัน ซึ่งได้ส่งผลดีไปยังส่วนต่างๆหลายส่วนหลายด้าน คล้ายกัน คือ

สายการบิน จะได้รับประโยชน์ในด้านค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงทั้งทางตรงและทางอ้อม

ผู้โดยสาร จะได้รับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

สิ่งแวดล้อม เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการผลิตเครื่องบินทั้งสองคือ ทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จากการเผาผลาญเชื้อเพลิงน้อยลง การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงสมบูรณ์มากขึ้น ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศน้อยลง ส่งเสียงรบกวนต่อชุมชนรอบสนามบินน้อยลง และเป็นเครื่องบินที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น เพราะออกแบบให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอนาคตได้อีก

ราวห้าสิบปีที่ผ่านมานี้วัสดุคอมโพสิตส์ได้ก้าวเข้ามาในวงการบินที่ละคืบที่ละศอก จากเดิมใช้เป็นเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ เช่น Radome (ส่วนหน้าของเครื่องบิน) ต่อมานำมาผลิตเป็นพื้นบังคับ(Rudder,Ailerons และ Elevetors) และปัจจุบันมันกลายเป็นเครื่องบินครึ่งลำ สำหรับในอนาคตมันอาจกลายเป็นเครื่องบินทั้งลำในไม่ช้า

ความหมายสำคัญที่ซ้อนอยู่ในเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ การผลิตเครื่องบินด้วยวัสดุผสม คือ การที่แต่ละประเทศ ต่างทวีป ต่างวัฒนธรรม ได้ผสมผสาน ความรู้ทางเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเครื่องบินรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น B737 หรือ A380 ที่ต่างเป็นคู่แข่งกัน ล้วนนำวัสดุผสมและความร่วมมือกันจากหลายชาติ มาใช้ในการสร้างเครื่องบิน ประสานกันทั้งทางเทคโนโลยีและความร่วมมือ ของมนุษยชาติ ซึ่งผลดีต่อโลกอันน่าอยู่ แล้วเราจะได้เห็น ได้บิน ได้โดยสาร นับจากต้นสหัสวรรษนี้เป็นต้นไป