PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : SR-71 Blackbird



skypig
27-03-12, 16:02:37
เดือนเมษายน ขอเพิ่มความร้อนระอุ ขึ้นอีกด้วย

เครื่องบิน SR-71
เอส-อาร์-เจ็ดสิบเอ็ด
Blackbird กาฬปักษิน

http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3729&d=1333102953

. . .เป็นนวัตกรรมการสร้างของบริษัท Lockheed เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ที่ต้องถูกปกปิดเป็นความลับดำมืดมาโดยตลอดเกือบ 50 ปี มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล้วงความลับของศัตรู ดังนั้นตัวมันเองจึงต้องถูกปกปิดให้เป็นความลับยิ่งกว่า บุคคลสำคัญที่สร้างมันขึ้นมา คือ

Clarence "Kelly" Johnson
. .วิศวกรการบินชั้นหัวกะทิ ที่หาตัวจับได้ยาก ทีมงานการสร้างทุกคนต้องอำพรางตัวภายใต้ชื่อ Skunk Works มันเป็นเครื่องบินที่ล้ำยุคในสมัยของมันเอง ด้วยความเร็วกว่า 3 เท่าของความเร็วเสียง (3000 กม.ต่อ ชม) จวบจนปัจจุบัน ยังไม่มีเครื่องบินรบในประจำการของกองทัพใด เทียบเคียงได้ ยุทธวิธีการรอดพ้นจากการถูกยิง คือ การเร่งเครื่องยนต์เพื่อบินหนี
. . .เครื่องบิน SR-71 ประจำการกองทัพอากาศสหรัฐฯในช่วงปี 1964 ปัจจุบันได้ปลดประจำการไปแล้วโดยที่ไม่มีลำใดถูกข้าศึกยิงตกแม้แต่ลำเดียว ได้สร้างสถิติบันทึกไว้เป็นประวัติการบินมากมาย ปี1976 มันได้รับการบันทึกว่าเป็นพาหนะที่บังคับโดยมนุษย์บินเร็วที่สุดในโลก (the fastest air-breathing manned aircraft) ลบสถิติของเดิม ซึ่งเครื่องบินทดลองแบบ YF-12 ทำไว้ ในปี 1998 ได้ปลดประจำการออกไปแล้ว ความลับเกี่ยวกับมันจึงได้เผยออกมา
ความเป็นมา
. . .ก่อนหน้านี้ Lockheed ได้สร้างเครื่องบิน U-2, เป็นเครื่องบินสอดแนม reconnaissance เพื่อสนับสนุนภารกิจการล้วงความลับของ CIA( Central Intelligence Agency ) มันบินผ่านเข้าไปในน่านฟ้าโซเวียตหลายครั้ง จนในที่สุดถูกยิงตกโดยจรวดแบบพื้นสู่อากาศ(SAM) เนื่องจาก เครื่องบิน U-2 แม้จะบินได้ในระดับเพดานบินสูง แต่มีความเร็วที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ Lockheed ต้องกลับมาคิดออกแบบแครื่องบินรุ่นใหม่ ภายใต้โครงการ A-12 ซึ่งมีร่างต้นแบบมาจากโครงการ A-11


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3731&d=1333115253

. . .โดยมี Clarence Johnson เป็นหัวหน้าโครงการ Lockheed's Skunk Works เครื่องบิน A-12 แอบทดสอบบิน ณ.สถานที่ปกปิดแห่งหนึ่งคือ Groom Lake
(Area 51)
แอร์เรียห้าสิบเอ็ด
. . . พื้นที่ห้วงห้าม ซ่อนตัวในทะเลทรายรัฐ Nevada เมื่อวันที่ 25 เมษายน 1962 โดยใช้เครื่องยนต์ Pratt & Whitney J75 ซึ่งมีกำลังไม่สูงมาก ต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้รุ่น J58 ซึ่งกำลังสูงกว่า และใช้ต่อมากับเครื่องบินต้นแบบหลายรุ่น A-12, YF-12, M-21 รวมทั้ง SR-71 ในช่วงแรก
. . .เครื่องบิน A-12 ถูกสร้างขึ้นจำนวน 13 ลำ สองรับได้รับการพัฒนาต่อ อีกสามลำเป็นต้นแบบของเครื่องบินสกัดกั้น YF-12A โครงการสร้างเครื่องบิน A-12 ถูกยกเลิกในปี 1966 เนื่องจากปัญหาทางด้านงบประมาณ แต่เครื่องบิน A-12 บางลำที่นำเข้าประจำการ ได้เข้าปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าเวียดนามและเกาหลีเหนือก่อนที่จะปลดประจำการในปี 1968
. . .เครื่องบิน SR-71 ได้รับการกำหนดรหัสไว้ตั้งแต่ปี 1962 ตามลำดับของเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วสูง XB-70 Valkyrie ซึ่งในช่วงการทดสอบบินระยะสุดท้ายได้กำหนดใช้ XB-70 ให้เป็นเครื่องบินสอดแนมด้วย โดยกำหนดรหัสคือ RS-70 และในระหว่างนั้นผลการปฏิบัติภารกิจเครื่องบิน A-12 ในการสอดแนม ประสบความสำเร็จ ทอ.สหรัฐฯ (USAF) จึงเริ่มดัดแปลงเครื่องบิน A-12 ให้เป็นเครื่องบินสอดแนมภายใต้รหัส R-12 โดยดัดแปลงให้ลำตัวยาวขึ้น บรรทุกน้ำมันได้มากขึ้น เพิ่มห้องนักบินเป็นสองที่นั่ง ติดตั้งอุปกรณ์สอดแนมต่างๆ เช่น เรด้าร์แบบด้านข้าง และกล้องถ่ายภาพ แต่เครื่องบิน A-12 ที่ได้รับการดัดแปลงโดย CIA มีประสิทธิภาพสูงกว่า R-12 เสียอีก เนื่องจากเครื่องบิน A-12 เบากว่า บินได้สูงกว่าและเร็วกว่า โดยใช้นักบินเพียงคนเดียว และมีที่ว่างเหลือพอที่จะติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม
. . . .เนื่องจากภารกิจการสอดแนม การหาข่าว เป็นการปฏิบัติทางลับ จึงมีความจำเป็นต้องปกปิด ข้อมูลต่างๆ อย่างเคร่งครัด ทั้งตัวบุคคล ยุทโธปกรณ์ และยุทธวิธี เพื่อมิให้ข้าศึกได้ล่วงรู้ หรือไม่ก็สร้างข่าวล่วง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่น แต่บังเอิญ
. . . .ในปี1964 ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี นาย Barry Goldwater คู่แข่งจากพรรครีพลับบิกัน ได้กล่าวโจมตี ประธานาธิบดี Lyndon B. Johnsonว่าทำให้สหรัฐฯพัฒนาอาวุธล้าหลังโซเวียต ประธานาธิบดี johnson ได้กล่าวตอบโต้ข้อกล่าวหา โวยการเปิดเผยโครงการเครื่องบินสกัดกั้น รุ่นใหม่ของ ทอ.สหรัฐฯ เพื่อปกปิดการปฏิบัติการของเครื่องบิน A-12 และนายพล General Curtis LeMay ผบ.ทอ.สหรัฐฯ ต้องการที่จะกำหนดรหัสเครื่องบินสอดแนมให้เป็น SR (Strategic Reconnaissance) และต้องการเปลี่ยนรหัสเครื่องบินสอดแนมในโครงการฯ ให้เป็น SR-71 แทนที่ RS-71 เขาจึงหาทางให้แก้ไขบทพูดการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี johnson โดยเปลี่ยนจาก RS-71 เป็น SR-71 แต่สื่อมวลชนได้รับแจกสำเนาสุนทรพจน์ อันเก่าไปก่อน สื่อมวลชนจึงเม้าท์ข่าวไปก่อน เพราะเข้าใจว่า ประธานาธิบดี Johnson กล่าวผิด
. . .สื่อมวลชนพยายามขุดคุ้ยโครงการลับนี้ แต่ทอ.สหรัฐฯได้เปลี่ยนชื่อโครงการใหม่ว่า Skunk Works โดยที่เอกสาร และข้อมูลต่างๆ ที่เคยพิมพ์ว่า "R-12" ให้เปลี่ยนไปใช้รหัสใหม่คือ SR-71
. . .โครงการพัฒนาเครื่องบิน SR-71 เป็นการนำเอาเครื่องบิน A-12 มาดำเนินการต่อ เครื่องบินสองลำนี้รูปร่างและสมรรถนะ เหมือนกันราวกับ แกะกับแกะ หรือ แพะกับแพะ แต่มันเป็นเครื่องบินต่างชนิดกัน ความเหมือนกันของมัน ยากที่เซียนเครื่องบินจะเห็นความแตกต่างได้ง่ายๆ คล้ายละม้ายคล้ายคลึงกันเช่นนี้มียังมีเครื่องรบอีกคู่หนึ่งที่เป็นฝาแฝดกัน เป็นเครื่องบินฝึกสองที่นั่ง แต่ใช้รหัสเรียกขานต่างกันคือ เครื่องบิน F-5B และเครื่องบิน T-38
ความแตกต่างกันของเครื่องบิน SR-71 กับเครื่องบิน A-12
. . . หน่วย CIA มีหน้าที่ในการหาข่าว แต่บ่อยครั้งที่ต้องจบลงด้วยการฆ่าและโจมตี ทอ.สหรัฐฯ ที่เพิ่งแยกตัวมาจากกองทัพบกสหัฐฯ รับผิดชอบการป้องกันประเทศทางด้านอากาศ ซึ่งรวมไปถึงการสร้างเครื่องบิน หน่วย CIA ไม่จำเป็นต้องสนใจว่าเครื่องบินอะไร ขอให้ตอบสนองภารกิจการหาข่าวกรองให้ได้ก็เป็นพอ แต่ทอ.สหรัฐฯ มีขอบเขตกว้างไกลกว่านั้นมาก การสร้างเครื่องบินแต่ละครั้งจึง จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการทางทหารในหลายๆด้าน


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3724&d=1333101879

. . .เครื่องบิน A-12 ถูกพัฒนาขึ้นก่อน โดยมีแผนแบบมาจากเครื่องบิน A-11 แต่ CIA ต้องการปกปิดความลับ จึงเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชน สื่อมวลชน และศัตรู โครงการเครื่องบิน SR-71 จึงเป็นเป้าล่อให้เกิดความสนใจ โดยมี ทอ.สหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ทอ.สหรัฐฯ สร้างเครื่องบินขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองภารกิจต่างๆ โดยสร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน

เครื่องบิน A-12 ภารกิจสอดแนม
เครื่องบินต้นแบบ YF-12 ภารกิจสกัดกั้น
เครื่องบินต้นแบบ M-21 ภารกิจโจมตี
. . .เครื่องบินทั้งหมดมีรูปทรงภายนอกที่เหมือนกัน และมีสมรรถนะด้านความเร็วสูงมาก เพื่อแข่งขันกันเครื่องบินของค่ายโซเวียต
. . . .รัฐบาลอเมริกันต้องพยายามปิดบังความลับต่างๆไว้ให้มากที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องออกมายอมรับ หรือปฏิเสธ แผนการลับใดๆ ยิ่งควมคลุมเครือมีมากเท่าใด ความลับก็ยิ่งถูกปกปิดไว้ ดียิ่งขึ้นเท่านั้น เครื่องบิน SR-71 และเครื่องบิน A-12 เป็นเครื่องบินต่างชนิดกัน แต่เครื่องบินต้นแบบ M-21 และ YF-12 ประสบความอุบัติเหตุ ในระหว่างการทดสอบบิน โครงการจบลงเพียงแค่เป็นเครื่องบินต้นแบบ จึงไม่ได้เข้าสู่สายการผลิต

เครื่องบิน A-12 เป็นเครื่องบินที่นั่งเดี่ยว ขึ้นบินครั้งแรก 25 เมษายน 1962 ปลดประจำการปี 1968
เครื่องบิน SR-71 ขึ้นบินครั้งแรก 22 ธันวาคม 1964 ปลดประจำการปี 1998
เครื่องบิน SR-71 มีสองที่นั่งเรียงตามกัน มีลำตัวที่ยาวกว่า
. . . การสร้างเครื่องบินรบสุดขั้วเช่นนี้ ประสบกับอุปสรรคต่างๆนานามากมาย โดยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมหลายแขนง ครั้นจะเปิดเผย อ้าแขนรับเทคโนโลยีที่ต้องการอย่างเอิกเกริก ก็กระทำไม่ได้ จึงต้องสร้างระบบการดำเนินการขึ้นมาเองภายใต้กฎไทเทเนี่ยม
http://www.thaic-130.net/forums/showthread.php?t=1199

. . .ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักเครื่องบินลึกลับตระกูลนี้ ในด้านความเร็วเพียงด้านเดียว ไม่ทราบว่าสมรรถนะที่แท้จริงของมันคืออะไร ความลับของเครื่องบินต่างๆในยุคนั้นเพิ่งได้รับการเปิดเผยในปี ค.ศ. 2007 หลังจากเวลาผ่านไปห้าสิบปี เทคโนโลยีสำคัญในการสร้างเครื่องบินสมรรถนะสูงเช่นนี้คือ โครงสร้างลำตัว และเครื่องยนต์กำลังสูง

รูปทรงทางอากาศพลศาสตร์
. . .ปัญหาของการบินด้วยความเร็วสูงกว่าเสียงถึง 3 เท่านั้น คือ การเกิดขึ้นของความร้อนสูง ในขณะที่เครื่องบินแทรกตัวเข้าไปในอากาศด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วเสียง อากาศบริเวณส่วนหน้าของเครื่องบิน จะถูกอัดตัว(คล้ายการบีบฟองน้ำ) จนเกิดคลื่นกระแทก Shock Wave พลังงานความร้อนจึงเกิดขึ้น เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ จึงต้องค้นคว้าหาวัสุดทนความร้อนสูงมาใช้ ลำตัวของ SR-71 ทำจากโลหะไตตาเนี่ยม ซึ่งแร่ชนิดนี้หายาก และราคาแพง ที่สำคัญแหล่งแร่ชนิดนี้ฝังอยู่ในสหภาพโซเวียต แต่ด้วยความขัดแย้งระหว่างสงครามเย็น ทำให้สหรัฐฯต้องป้องกัน ไม่ให้สหภาพโซเวียต ล่วงรู้ว่า ไปใช้เพื่อทำอะไร


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3695&d=1333028696
. . .และเพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายสูงมาก Lockheed จึงใช้ไตตาเนี่ยมผสมกับโลหะอื่น ซึ่งอ่อนกว่า และทนความร้อนได้ต่ำกว่า ทำลำตัวเครื่องบิน เมื่อเสร็จแล้ว SR-71 ได้ถูกพ่นให้เป็นสีเข้ม และดำ เพื่อให้ถ่ายเทความร้อนออกได้เร็ว และกลมกลืนกับความมืดในเวลากลางคืน (เครื่องบินในยุคนั้นมักจะเป็นสีบอนซ์ เงาวาวจากผิวลำตัว ที่เป็นอลูมิเนียม) ลำตัวเครื่องบิน SR-71 ได้รับการออกแบบให้สะท้อนเรด้าร์ให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นมรดกทางเทคโนโลยีของเครื่องบินสเตลท์รุ่นต่อมา มันจึงถูกเรียกว่า

กาฬปักษิน
. . .เครื่องบิน SR -71 มีความยาวลำตัว 32.74 เมตร ความกว้างของปีก (Wingspan)16.94 เมตร เมื่อเทียบสัดส่วนนี้ จึงจัดเป็นเครื่องบินที่มีลำตัวยาว มันจึงมีเสถียรภาพในการพุ่งตรงไปข้างหน้า เหมือนรถไฟหรือรถบัส การจะเลี้ยว เปลี่ยนทิศทางย่อมกระทำได้ไม่ง่ายนัก รูปทรงโดยรวมเป็นแบบทรงสามเหลี่ยม (Delta Wing) ปีกและลำตัว ประสานกันเป็นรูปสามเหลี่ยม มีความแบนเรียบมากกว่าทรงกลม เมื่อมองจากทางด้านหน้ามันคล้ายกับปลากระเบน ติดตั้งเครื่องยนต์สองเครื่องไว้ภายในปีก ปีกและเครื่องยนต์ผนึกรวมกันอย่างกลมกลืน โดยติดตั้งแพนหางตั้ง (Vertical Fin) แบบขยับตัวได้ ไว้ส่วนบนของเครื่องยนต์ทั้งสอง การเข้าความเข้าใจกับลักษณะลำตัวของเครื่องบินอย่างลึกซึ้ง ต้องศึกษาความรู้ด้านอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3697&d=1333028762

รูปทรงแบบคางลิ่ม Chines
. . .ลำตัวส่วนหน้าใต้ห้องนักบินของ SR-71 มีรูปทรงไม่กลม/มนเช่นเครื่องบินทั่วไป แต่จะแผ่ออกทางด้านข้างทั้งสองด้าน และเมื่อบรรจบกับ ผิวลำตัวส่วนล่าง ซึ่งโค้งขึ้น ทำให้เกิดเป็นรูปทรงขอบลิ่ม เป็นแนวสันขอบไปรอบลำตัว เป็นแนวเส้นแบ่งลำตัวส่วนบนและส่วนล่างอย่างชัดเจน ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่มีในการออกแบบเครื่องบินลำอื่นๆ และจุดเด่นตรงนี้เมื่อมองจากด้านหน้าตรงๆจึงเรียกว่า คาง chines การที่ผิวลำตัวส่วนบนและส่วนล่างเยื้องทำมุมกันอย่างชัดเจน ส่งผลดีต่อการสะท้อนสัญญานเรด้าร์ลดลง ดังนั้นการออกแบบเครื่องบินรุ่นอื่นๆ ตามมาภายหลัง จึงได้นำการค้นพบรูปทรงนี้ไปใช้ด้วย เช่น ยานรบยูเอวี Dark Star, Bird of Prey, X-45 และ X-47
. . .วิศวกรทางอากาศพลศาสตร์ พบว่ารูปทรงแบบคางลิ่ม จะก่อให้เกิด vortices และช่วยสร้างแรงยกตัวเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลให้เครื่องบินมีสมรรถนะสูงขึ้นกว่าที่ออกแบบไว้ เครื่องบิน SR-71 เมื่อมองจากทางด้านบนจะมีรูปทรงปีกและลำตัวกลมกลืนแบบสามเหลี่ยม(ไม่ตัดกันแบบไม้กางเขน) มุมตัดกันของปีกและลำตัวถูกทำให้ลดลง เพื่อเพิ่มความเสถียรภาพและลดแรงต้านในย่านความเร็วสูง ทำให้สามารถเพิ่มน้ำหนักบรรทุกและน้ำมันได้อีก เพื่อรัศมีทำการได้ไกลออกไป ความเร็วในการร่อนลงสนามลดลง เพราะรูปทรงคางลิ่มที่สร้าง vortices ขึ้นมาบนปีก ขณะหัวเครื่องบินยกขึ้น ซึ่งทำให้เครื่องบินเข้าสู่ภาวะล่วงหล่นยากขึ้น
. . .การเลี้ยวแบบ High-alpha turns ถูกจำกัดไว้ จากความสามารถของเครื่องยนต์(ช่องรับอากาศเข้า) เมื่ออากาศเข้าเครื่องยนต์ไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เครื่องยนต์อาจได้ นักบิน SR-71 ต้องระวังในการบังคับเครื่อง โดยไม่ดึงเลี้ยวด้วยแรงมากกว่า 3 จี เพื่อหลีกเลี่ยงจากการที่หัวเครื่องบินยกสูงเกินไป (high angles of attack)
. . .รูปทรงคางลิ่ม ทำหน้าที่คล้ายกับแผ่นเสริมแรงยกส่วนหน้า (leading edge extensions) แล้วยังช่วยเพิ่มความปราดเปรียว agility ให้แก่เครื่องบินรบรุ่นต่อมา เช่น F-5, F-16, F/A-18, MiG-29 และ Su-27. รูปแบบรูปทรงคางลิ่ม ที่สามารถพบเห็นได้อีกคือการใช้ canard ซึ่งเป็นพื้นบังคับ ติดตั้งไว้ทางส่วนหน้าเช่นเครื่องบิน Gripen ของทอ.ไทย
. . .โครงสร้างลำตัวของเครื่องบินทั่วไป ถูกจำกัดให้ใช้โลหะไททาเนี่ยม เฉพาะในส่วนที่ต้องทนความร้อนสูงมากเท่านั้น เช่นปลายท่อไอพ่น ชายปีกหน้าซึ่งต้องปะทะกับอากาศโดยตรง แต่เครื่องบิน SR-71 ถูกสร้างขึ้นด้วยไททาเนี่ยมถึง 85% และอีก 15% เป็นวัสุดผสม เช่น ระบบเบรกของ SR-71 ได้ถูกนำไปใช้ในการสร้างเครื่องบินแบบอื่นๆ รวมทั้งเครื่องบินขับไล่ด้วย การใช้ไททาเนี่ยมถูกจำกัด เนื่องจากราคาที่แพงมาก และขั้นตอนการถลุง
คุณสมบัติของแร่ทเทเนียม
. . .ธาตุโลหะไทเทเนียมเป็นธาตุที่มีอัตราความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง เป็นโลหะที่แข็งแรงแต่มีความหนาแน่นต่ำสามารถทำให้เป็นแผ่นบางๆ ได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน) มันวาว, และมีสีขาวโลหะ มีจุดหลอมเหลวสูง (มากกว่า 1,650 °C หรือ 3,000 °F) จึงมักนำไปใช้เป็นโลหะทนไฟ ไทเทเนียมเป็นพาราแมกเนติกมีสภาพนำไฟฟ้าและสภาพนำความร้อนต่ำ ทนการกัดกร่อน
. . .จากการศึกษาต่อมาพบว่าผิวลำตัวเครื่องบิน ที่สร้างจากไททาเนี่ยมกลับทวีความแกร่งยิ่งขึ้น เมื่อใช้งานไปนานๆ เพราะความร้อนที่เกิดจากแรงอัดของอากาศความเร็วสูง ทำหน้าที่คล้ายครีมระบายความร้อนheat treatment
. . .ชิ้นส่วนผิวลำตัวที่สำคัญได้แก่ ปีกด้านใน ออกแบบไว้ให้เป็นรอยยัก ไม่ราบเรียบ การขยายตัวเนื่องจากความร้อน จะทำให้ผิวลำตัวซึ่งเป็นรอยยักยืดตัวออก เพื่อที่จะปล่อยให้ลำตัวเครื่องบินขยายตัวออกเนื่องจากผลความร้อนสูง แผ่นผิวลำตัวได้รับการติดตั้งไว้ให้หลวมเล็กน้อย และเมื่อบินด้วยความเร็วสูงความร้อนจากการเสียดสีกับอากาศ จะทำให้ผิวลำตัวขยายชิดติดกันพอดี ลำตัวของเครื่องบินSR-71 เมื่อบินถึงความเร็วสูงจะยืดความยาวออกไปอีกหลายนี้ว ด้วยเหตุนี้ทำให้เชื้อเพลิง JP-7 มักหกล้นอยู่บนรันเวย์ ในช่วงแรกของการวิ่งขึ้นเครื่องบินSR-71 จึงต้องเร่งความเร็วอย่างสูง เพื่อเป็นการอุ่นให้ผิวลำตัวขยายตัว ก่อนที่จะรับเติมน้ำมันจากเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ จากนั้นจึงสามารถเข้าปฏิบัติการได้ ในทางกลับกันเพื่อทำให้เย็นลงน้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกส่งไปใต้ผิวแผ่นไททาเนี่ยมบริเวณคางเพื่อระบายความร้อน ผิวลำตัวบางส่วนต้องทำจากแร่ใยหิน asbestos เพื่อป้องกันความร้อนสูงโดยเฉพาะ
. . .อุณหภูมิผิวลำตัวส่วนหน้าจะพุ่งสูง 800 °F บริเวณช่องรับอากาศเข้าเครื่องยนต์สูงถึง 1,200 องศา
เมื่อกลับมาลงสนามอุณหภูมิของประทุนฝาครอบห้องนักบินยังร้อนกว่า 300 °C (572 °F) องศา


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3698&d=1333028810

ห้องนักบิน
. . .ห้องนักบินของ SR-71 แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหน้าสำหรับนักบิน และส่วนหลังสำหรับนายทหารที่ควบคุมระบบกล้องถ่ายภาพ รุ่น SR-71B ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในการฝึกนักบิน มีห้องนักบินสองห้องแยกส่วนออกจากกัน


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3701&d=1333028871

. . .โดยปกติแล้วเครื่องบินโดยสารระยะไกล ใช้ระดับเพดานบินระหว่าง 30,000-40,000 ฟุต แต่เครื่องบินSR-71 ใช้ระดับเพดานบินสูงกว่า 80,000 ฟุต (24,000 เมตร) ซึ่งต้องเตรียมตัวแก้ปัญหาสำคัญสองประการ
รักษาความมีสติไว้ขณะที่อยู่ที่เพดานบินสูงมาก และ
การรอดชีวิตหากจำเป็นต้องสละเครื่อง surviving ejection
. . .ระบบการปรับอากาศแบบเครื่องบินโดยสารทั่วไปนั้น ไม่เพียงพอต่อระดับเพดานบินที่สูงกว่า 43,000 ฟุต (13 กิโลเมตร) ความแตกต่างกันของความดันอากาศระหว่างภายในห้องนักบินกับหน้ากากอ็อกซิเจนของนักบิน ทำให้นักบินหายใจออกลำบากมาก และปัญหาเมื่อต้องดีดตัวฉุกเฉินออกจากเครื่องบินในระดับความเร็ว 3.2 มัค ต้องผจญกับแรงกระชากและความร้อนสูงถึง 230 °C (450 °F) บริษัท David Clark Company จึงได้รับมอบให้ผลิต ชุดสวมปรับความดัน ซึ่งใช้ในโครงการพัฒนาเครื่องบิน A-12, YF-12, MD-21 มีคุณสมบัติที่คล้ายกับที่ใช้ในยาน Space Shuttle
. ... .นอกจากนี้แล้วในระดับความเร็ว 3.2 มัค ความร้อนที่เกิดขึ้นบนผิวลำตัวอาจสูงกว่า 500 °F (260 °C) องศา และส่วนผิวด้านในของประทุนห้องนักบินสูงถึง 250 °F (120 °C น้ำเดือด) ระบบทำความเย็นจึงต้องพิเศษมาก ด้วยการนำอากาศจากห้องนักบิน เข้าไปถ่ายเทความร้อนให้กับน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนที่จะพ่นเข้าสู่ห้องเผาไหม้
. . .ความดันอากาศภายในห้องนักบิน SR-71 ถูกปรับไว้ระหว่าง 10,000 - 26,000 ฟุต ในขณะที่เครื่องบินโดยสารทั่วไปปรับไว้ไม่เกิน 8,000 ฟุต ในการบินด้วยความเร็วต่ำกว่าเสียง นักบินSR-71 สามารถสวมชุดบินและหมวกบินแบบธรรมดาก็ได้
. . .ในกรณีต้องสละเครื่องที่ระดับเพดานบินสูง ระบบอ็อกซิเจนจะช่วยให้ชุดปรับความดันทำงาน เมื่อเก้าอี้ดีดตัวออกนักบินจะถูกปล่อยให้ตกอย่างอิสระลงมา ถึงระดับความสูง15,000 ฟุตก่อน เพื่อระบายความร้อนออกไป ก่อนที่ร่มพยุงจะกางออก ในระหว่างการฝึกนักบินจะต้องได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอด ที่ระดับความสูง 78,000 ฟุต และความร้อน 450 °F (230 °C) ได้ถูกเป่าเข้ามาในห้องปรับความดัน เพื่อจำลองภาวะความเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว

เครื่องบิน SR -71 ถูกสร้างขึ้นมา 3 รุ่นต่างกัน คือ


The SR-71A เป็นรุ่นหลักผลิตขึ้นจำนวน 29 ลำ
The SR-71B ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในการฝึกนักบินจำนวน 2 ลำ
The SR-71C เป็นรุ่นที่ใช้ในการดัดแปลงโดยนำส่วนลำตัวด้านหน้าของ SR-71 มาเชื่อมต่อกับ YF-12A
(S/N 60-6934) ผลิตขึ้นเพื่อทดลองจำนวน 1 ลำ

เครื่องยนต์ทรงพลัง
. . .การทำให้พาหนะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้นั้น องค์ประกอบสำคัญคือ การใช้เครื่องยนต์กำลังสูง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือเครื่องบิน นักแข่งรถ และนักบินต่างประสบปัญหา เหมือนกัน คือ การจะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังสูง มีข้อจำกัดอยู่ที่


การป้อนอากาศจำนวนมากให้เข้าสู่เครื่องยนต์
. . .ปัญหามิได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีพร้อมในถังอยู่แล้ว แต่การสันดาป ออกมาเป็นพลังงาน ต้องการส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างอากาศกับน้ำมัน นักแข่งรถ แก้ปัญหาของตัวเอง โดยการติดตั้งเทอร์โบ รูปร่างเหมือนหอยโข่ง เพื่อการอัดอากาศ เพิ่มปริมาณอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ ให้มากกว่ารถยนต์ปกติ


เทอร์โบ สามารถทำให้รถยนต์วิ่งผ่านความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้
แต่การทำให้เครื่องบินวิ่งผ่านความเร็ว 3000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ได้นั้น เป็นภาระที่ซับซ้อนกว่ามาก

การป้อนอากาศจำนวนมากให้เข้าสู่เครื่องยนต์
' . .ช่องรับอากาศเข้าเครื่องยนต์ ของ SR-71 ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพถึงในระดับความเร็วกว่า Mach 3.2 เพื่อที่จะรักษาอัตราการไหลของอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ย่านความเร็วต่ำกว่าเสียง ไปจนถึงความเร็วสูงสุด ได้นั้น
. . .ทางด้านหน้าของช่องอากาศเข้าเครื่องยนต์ ได้รับการติดตั้ง กรวยแหลม sharply-pointed movable cone หรือ เรียกง่ายๆว่า "spike" ซึ่งมันสามารถที่จะถูกปรับให้ยืด-หดได้
เมื่ออยู่ในย่านความเร็วต่ำมันจะยืดตัวไปข้างหน้า
. . .และเมื่อเครื่องบินมีความเร็วสูงกว่า 1.6 Mach ระบบเกลียวหมุนจะปรับให้มันหดตัวถอยหลังกลับเข้าไปในเครื่องยนต์ราว 66 ซ.ม. ซึ่งการยืด-หดถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์( analogue air inlet computer) โดยนำข้อมูลมาจากระบบ pitot-static และท่าทางการบินของเครื่องบิน (pitch, roll, yaw, and angle-of-attack inputs) เพื่อประมวลผล


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3728&d=1333102929

. . .การเคลื่อนตัวยอดปลายแหลมของ spike จะร่นแนวคลื่นกระแทก ให้ใกล้เข้ามาหาขอบของช่องรับอากาศ จนมันเกือบเข้ามาสัมผัสกับด้านในของช่องรับอากาศ ณ ตำแหน่งนี้ ส่วนล้นของคลื่นกระแทก เป็นสาเหตุให้เกิดการกระจายตัวของกระแสอากาศบริเวณส่วนนอกของช่องรับอากาศเข้าเครื่องยนต์ และปีก แต่การกระจายตัวของกระแสอากาศ ถูกทำให้ลดลงได้ ในขณะที่คลื่นกระแทก สะท้อนตัวไปมาในอยู่ระหว่างส่วนกลางของ spike กับขอบของช่องรับอากาศ การออกแบบเช่นนี้จะรักษาความดันของอากาศให้ช้าลงประมาณหนึ่งเท่าของความเร็วเสียง ซึ่งพอเหมาะกับการป้อนอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์

. . .กระแสอากาศราบเรียบ ทางด้านหลัง ซึ่งมีความเร็วต่ำกว่าเสียง จะถูกดูดเข้าสู่เครื่องยนต์ การรวมตัวของอากาศที่ความเร็วระดับนี้ เรียกว่า "Starting the Inlet" ซึ่งความดันมหาศาลจะถูกสร้างขึ้นภายในช่องรับอากาศด้านหน้า และยังมีอุปกรณ์เสริมอีกคือ ท่อหายใจและลิ้นปล่อยล้น (Bleed tubes and bypass doors) ซึ่งติดตั้งไว้ในส่วนหน้า เพื่อที่จะควบคุมความดัน และตำแหน่งของแนวคลื่นกระแทก เพื่อให้ช่องรับอากาศ อยู่ในภาวะ"started" กระแสอากาศที่ถูกอัดตัวจากช่องรับอากาศ จะถูกนำเข้าสู่ห้องเผาไหม้ส่วนท้าย (the afterburner ) เพิ่มการสันดาปอย่างรุนแรงต่อไป
. . .การปรับเปลี่ยนช่องรับอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้นี้ เป็นหลักการสำคัญของเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ ramjet ซึ่งให้กำลังแรงขับสูงถึง 70% ในภาวะที่เครื่องบินมีความเร็วสูงกว่าความเร็วเสียง วิศวกร Ben Rich ในทีม Skunk works ผู้ออกแบบช่องรับอากาศชนิดนี้มักกล่าวถึงมันบ่อยๆว่าเป็น เครื่องอัดอากาศที่ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง "pumps to keep the inlets alive" การปรับเปลี่ยนขนาดของช่องรับอากาศเพื่อรองรับความเร็วระดับr Mach 3.2 ซึ่งเป็นความเร็วที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ SR-71
. . .การได้กำลังขับเพิ่มขึ้น มาจากการลดกำลังของเครื่องยนต์ที่ต้องนำไปหมุนชุดอัดอากาศ ชุดอัดอากาศต้องการแรงขับจากเครื่องยนต์น้อยลง เพราะได้อากาศอย่างพอเพียงจากความเร็วที่สูงขึ้น แปลกมากที่เครื่องบนิ SR-71 มีประสิทธิภาพการเผาผลาญเชื้อเพลิงดีขึ้น เมื่อมีความเร็วสูงขึ้น (more fuel-efficient at higher speeds) เมื่อพิจารณาจากน้ำหนักน้ำมันต่อระยะทางที่ใช้บิน
. . .เหตุการณ์ครั้งหนึ่งนักบิน Brian Shul ได้บิน SR-71 ขณะปฏิบัติภารกิจ เขาได้เร่งความเร็วขึ้นสูงกว่าปกติ เพื่อหลบหลีกการสกัดกั้นหลายครั้ง แต่หลังจากที่เขากลับมาลง พบว่าเหลือปริมาณน้ำมันมากกว่าปกติ
. . .ช่วงหลายปีแรกที่เข้าประจำการ ระบบคอมพิวเตอร์แบบ analog ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูล flight environmental inputs ในภาวะที่ความดันบรรยากาศภายในสูงมากเกินไป และตำแหน่งของ Spike ไม่เหมาะสม คลื่นกระแทก ก็จะระเบิดขึ้นทางด้านหน้าของช่องรับอากาศเข้า ซึ่งเรียกปรากฎการณ์เช่นนี้ว่า Inlet Unstart ขณะเกิด Inlet Unstart การไหลของอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์จะหยุดทันที แรงขับดันก็จะลดลง อุณหภูมิไอเสียจะสูงขึ้น และขณะเดียวกัน หากเครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่งยังคงทำงานได้ปกติ กำลังขับที่ไม่สมดุลกัน จะส่งผลให้เครื่องบินเลี้ยวบิดตัวอย่างกะทันหัน yawing, ไปทางด้านที่เกิด Inlet Unstart ระบบควบคุมการบินจะพยายามแก้ไขการบิดตัว ซึ่งมักจะแก้ไขอย่างรุนแรงตามมา ทำให้ลดกระแสอากาศที่จะเข้าสู่เครื่องยนต์ (ที่ยังปกติอยู่) เป็นผลกระตุ้นให้เกิด "sympathetic stalls ซึ่งการเกิด"sympathetic stalls นี้ จะไปช่วยลดการเกิด yawing ซึ่งมักจะเกิดพร้อมกันกับเสียงดังสะท้าน และการสั่นสะเทือนอย่างแรง บางครั้งถึงขนาดหมวกนักบินเหวี่ยงไปชนกันประทุนฝาครอบห้องนักบิน ดังนั้นนักบินจึงได้รับการฝึกให้แก้ไขสถานการณ์ Inlet unstart ด้วยการตั้งใจบังคับให้เกิดการ Inlet unstart ทั้งสองเครื่องยนต์พร้อมกัน เพื่อมิให้เกิดการ yawing ก่อนที่จะเริ่มติดเครื่องยนต์ทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง บริษัท Lockheed ได้ติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อตรวจจับสภาพ unstart และให้แก้ไขสถานการณ์ อย่างอัตโนมัติ โดยที่นักบินไม่ต้องดำเนินการเอง ในช่วงต้นปี 1980 ระบบควบคุมการไหลเข้าของอากาศแบบบ digital ได้นำมาใช้แทนที่ระบบแบบ analog เพื่อป้องกันและลดการเกิด Inlet unstart อย่างทันถ่วงที
. . .เครื่องยนต์ J58 เป็นเครื่องยนต์ไอพ่น เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ประกอบด้วยชุดอัดอากาศแบบไหลรอบแกน 9 ชั้น มีห้องเผาไหม้ 8 ห้อง สามารถเพิ่มกำลังขับได้จากชุดสันดาปท้าย ให้แรงขับสูงสุดได้ถึง 32,500 ปอนด์หรือประมาณ 160,000 แรงม้า มันเคยได้รับการบันทึกว่าเป็นเครื่องยนต์ ที่มีกำลังมากที่สุดในโลก แรงขับ 80 % มาจากระบบ ramjet เพียง 20 % มาจากระบบ turbojet
. . .J58 ออกแบบให้ทำงานภายใต้สภาวะสุดขั้ว คือ ระดับความเร็ว ความสูง และ ความร้อนสูงมาก เป็นเครื่องยนต์เครื่องแรก ที่ได้รับรอง ในการบินทะลุย่านความเร็ว 3 มัค มีอัตราการใช้เชื้อเพลิง 8,000 แกลลอนต่อชั่วโมง อุณหภูมิท่อไอเสียสูงถึง 3,400 F องศา
. . .เครื่องยนต์ของบริษัท Pratt & Whitney รุ่น J58-P4 เคยเป็นนวัฏกรรมชิ้นงามของบริษัท ที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุหายาก สามารถผลิตแรงขับได้ 32,500 ปอนด์ (145 kN) เป็นเครื่องยนต์ไอพ่นขนิดเดียวของอเมริกาที่ออกแบบให้ใช้สันดาปท้ายได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ประสิทธิภาพสูงสุดที่ความเร็ว Mach 3.2
เครื่องยนต์ J58-P4 จัดเป็นเครื่องยนต์ลูกผสมไฮบริด ระหว่างเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ turbojet และ ramjet โดยบรรจุ turbojet ไว้ใน ramjet
. . .ในระดับความเร็วต่ำ คุณลักษณะเด่นของ turbojet จะปรากฏขึ้น กำลังที่ใช้ในการอัดอากาศและการสันดาป มาจากน้ำมันเชื้อเพลิง
แต่ในระดับความเร็วสูง คุณลักษณะเด่นของ ramjet จะเข้ามาแทน โดยกำลังที่ใช้ในการอัดอากาศ มาจากการเกดขึ้นของshock cones และการสันดาปเกิดขึ้นบริเวณส่วนท้ายของเครื่องยนต์


http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3725&d=1333102871

. . . .อากาศที่ได้ถูกอัดตัวจากปรากฏการณ์คลื่นกระแทก ในช่วงแรก พร้อมกับได้สร้างความร้อนขึ้นมา ได้ถูกทำให้ความเร็วลดลงต่ำกว่าความเร็วเสียง จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน (ไม่เท่ากัน)
1 อากาศบางส่วนจะถูกแยกตัวออกทางด้านข้าง (bypass)
2 ส่วนหนึ่งอากาศจะไหลเข้าสู่ชุดอัดอากาศ ซึ่งมี 4 ชั้น จะไหลรอบแกนผ่านไปสู่ห้องเผาไหม้
3 อากาศบางส่วนที่เหลือจะแยกตัวออกทางด้านข้างโดยรอบเครื่องยนต์ ไหลไปสู่ชุดสันดาปท้าย
อากาศที่ได้ถูกอัดตัวแล้ว จะส่งผ่านเข้าสู่ระบบอัดอากาศแบบ turbojet อีกต่อหนึ่ง ซึ่งทำให้มีแรงดันและความร้อนสูงขึ้นไปอีก เมื่อผ่านไปถึงห้องเผาไหม้ น้ำมันจะถูกฉีดเข้ามาเกิดการสันดาป และขยายตัวอย่างรุนแรง อากาศที่ขยายตัวแล้วมีแรงดันสูง
. . .บางส่วนจะไปหมุนขับใบพัดเทอร์ไบน์ (turbine)
. . .บางส่วนที่ยังคงมีพลังงานอยู่มาก (แต่อุณหภูมิลดลง) จะผ่านไป ในส่วนสันดาปท้าย รวมกับอากาศที่แยกตัวออกทางด้านข้าง
. . .และเมื่อเครื่องบินทะยานเข้าไปในย่านความเร็ว Mach 3 ความร้อนของอากาศจะยิ่งสูงขึ้นเนื่องจากการอัดตัวของคลื่อนกระแทก( the shock cone compression) ผสมรวมกับอากาศที่ได้จากการอัดตัวของชุดอัดอากาศ( the compressor fans) ทำให้อากาศมีความร้อนสูงมาก เมื่อผสมกับไอน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อย ในห้องเผาไหม้ มันพร้อมที่จะระเบิด ได้แรงขับดันมหาศาล โดยที่ความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องเผาไหม้ยังไม่เป็นอันตรายต่อใบพัดเทอร์ไบน์
. . .การทำงานของเครื่องยนต์ไอพ่น ในรูปแบบปกติที่อากาศผ่าน compressor-combustor-turbine โดยผ่านส่วนกลางของเครื่องยนต์ จะให้แรงขับออกมาจำกัด
. . . แต่ Blackbird บินด้วยความเร็วสูงกว่ามาก แรงขับที่เกิดขึ้น นอกจากจะเกิดจากขั้นตอนปกติแล้ว ยังได้จาก การสันดาปทางส่วนท้ายโดยอากาศอัดตัวที่ by pass ผ่านรอบของเครื่องยนต์
. . .ความเร็วสูงสุดของเครื่องบินระดับนี้ ถูกจำกัดไว้ด้วยอุณหภูมิของชุดอัดอากาศ (compressor inlet ) ประมาณ 800 °F (427 °C). ในเวลาต่อมาได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ สามารถทำให้ความเร็วสูงสุดของเครื่องบินไปได้ถึง Mach 6
การติดเครื่องยนต์
. . .การสตารท์เครื่องยนต์ของ SR-71 จำเป็นต้องใช้ เครื่องช่วยจากภายนอก "start cart ซึ่งเป็นชุดอัดอากาศแรงดันสูง ในช่วงเริ่มต้น ถูกขับโดยเครื่องยนต์ลูกสูบของรถยนต์ Buick Wildcat V8 จำนวน 2 เครื่อง ทั้งสองเครื่องจะทำงานพร้อมกัน เมื่อสตารท์เครื่องยนต์เครื่องแรกเสร็จแล้ว "start cart จะถูกลากมาอีกทางด้านหนึ่ง เพื่อสตารท์เครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่ง The operation was deafening. ต่อมา ได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ของ Chevrolet อยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้น จึงได้นำระบบ pneumatic start system มาใช้แทนในฐานทัพที่ SR-71 ประจำการอยู่ แต่ "start cart ยังคงเก็บไว้ใช้เป็นระบบสำรอง ในกรณีที่ SR-71 ต้องบินไปลงยังสนามบินอื่นที่ไม่มีระบบ pneumatic start system

เทคโนโลยี่ Stealth และยุทธวิธีการหลบหนี
. . .เครื่องบิน SR-71 เป็นเครื่องบินในประจำการลำแรก ที่ได้รับการออกแบรูปร่าง และใช้วัสดุเพื่อลดการสะท้อนจากการตรวจจับของเรด้าร์ (Stealth) ในการออกแบบรูปทรงมีหลายจุดที่ต้องคำนึงถึงการสะท้อนสัญญานเรด้าร์ รูปทรงซึ่งบางและมีมุมเยื้อง จะสะท้อนสัญญานเรด้าร์ให้เบี่ยงเบนออกไป และได้เสริมผิวลำตัวส่วนคางเพิ่มขึ้น วัสดุดูดซับสัญญานเรด้าร์แบบพิเศษนำเข้ามาใช้ร่วมกับรูปทรงแบบฟันเลื่อย ในหลายๆพื้นผิวของเครื่องบิน นอกจากนี้ยังใช้สารเคมีพิเศษซึ่งมี cesium ผสมรวมกับน้ำมัน เพื่อลดการเกิดควันไอน้ำ อย่างไรก็ตามเครื่องบิน SR-71 ยังถูกตรวจพบได้จากเรด้าร์ได้ง่าย เพราะร่องรอยจากไอน้ำที่ปล่อยออกมาจากควันไอเสียความร้อนสูงเป็นแนวทางยาว ภาคตัดขวาง ( radar cross section RCS) ของเครื่องบิน SR-71 มีขนาดใหญ่ถึง 10 ตารางเมตร เมื่อเทียบกับเครื่องบินสเตล์ Lockheed F-117 Nighthawk รุ่นใหม่กว่า ซึ่งมีขนาดเพียงลูกบอลเล็กๆเท่านั้น
. . .ความเร็วคือหัวใจของยุทธวิธีการหลบหนีของ SR-71 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันปี 1964 สหภาพโซเวียตได้สร้างเครื่องบินสกัดกั้นแบบ MIG 25 ขึ้นมา แต่มันยังไม่มีความเร็วเพียงพอที่จะไล่กวดเครื่องบิน SR-71 จนต้องรออีกถึงปี 1982 สหภาพโซเวียตจึงได้สร้างเครื่องบินสกัดกั้นแบบ MIG -31 ขึ้นมา ซึ่งมีความเร็วพอที่จะต่อกรกับ SR-71ได้บ้าง แต่เมื่อเทียบสมรรถนะด้านระดับเพดานบินแล้ว เครื่องบินจากค่ายรัสเซียทั้งสองยังบินได้ต่ำกว่า SR-71 อยู่มาก

ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง
. . .การสรรหาเชื้อเพลิงที่เหมาะสมให้แก่เครื่องบิน SR-71 กระทำกันหลายวิธี บางวิธีใช้เชื้อเพลิงพิเศษที่สกัดจากถ่านหิน แต่ Kelly Johnson แย้งว่าอนุภาคของถ่นหินจะกัดกร่อนชิ้นส่วนเครื่องยนต์ บางวิธีให้ใช้ liquid hydrogen แต่ถังบรรจุไม่สามารถออกแบบให้เข้ากับรูปทรงเครื่องบินได้ ทางออกคือน้ำมันเครื่องบินธรรมดาแบบ JP-7 ซึ่งมีองค์ประกอบ hydrocarbons เป็นหลักผสมด้วย alkanes, cycloalkanes, alkylbenzenes, indanes/tetralins, และ naphthalenes. และเติมด้วย Fluorocarbons เพิ่มเพิ่มการหล่อลื่น และสารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ cesium เพื่อกลบร่องรอยการตรวจพบของเรด้าร์
. . .ถังน้ำมันของเครื่องบิน SR-71 บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง 80,000 ปอนด์ (28,700 ลิตร) แต่มันจะไม่ถูกเติมเต็มถังก่อนที่จะวิ่งขึ้น ครั้นเมื่อวิ่งขึ้นแล้วมันจะได้รับการเติมน้ำมันกลางอากาศจากเครื่องบิน KC-135Q ทั้งนี้เพื่อประโยชน์หลายประการเช่น ทำให้เครื่องบินเบางลง (ความเร็วร่วงหล่นต่ำลง) ยางล้อสึกกร่อนน้อยลง บางครั้งน้ำมันถูกเติมเพียงครึ่งถังเท่านั้น
. . .เครื่องบิน SR-71 ประสบกับปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง JP-7 รั่วขณะอยู่บนพื้น ซึ่งมักทำให้ลื่น แต่มันไม่ติดไฟง่ายๆ เพราะจุดวาบไฟ (flash point) สูงถึง 60 ° (140 °F) องศา ซึ่งประโยชน์ของมันยังสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิง JP-7ไปทำการลดอุณหภูมิของน้ำมันไฮดรอลิคได้อีกต่อหนึ่ง น้ำมันเชื้อเพลิง JP-7 ติดไฟได้ยากมาก ในขั้นตอนการสตาทร์ จึงต้องอาศัย triethylborane (TEB) เป็นตัวจุดระเบิดให้ก่อน TEB จะถูกฉีดเข้าไปก่อนเพื่อสร้างความร้อนสูงรอไว้ จากนั้น JP-7 จึงถูกส่งเข้าไปเพื่อให้สันดาปอย่างต่อเนื่อง
TEB นี้จะมีลักษณะพิเศษคือมีเปลวไปสีเขียวพ่นออกมา ซึ่งสังเกตเห็นได้ขณะติดเครื่องยนต์หรือใช้สันดาปท้าย afterburners. เครื่องบิน SR-71 บรรทุก TEBไว้ 600 มิลลิลิตรต่อหนึ่งเครื่องยนต์ เพียงพอต่อการใช้งานอย่างน้อย 16 ครั้ง


ระบบเดินอากาศแบบ Astro-Inertial Navigation System
. . .ก่อนที่เราจะมีระบบ (GPS) ใช้เพื่อการนำทางอย่างแม่นยำในทุกวันนี้ ในยุคปี 1960 ระบบนำทางการเดินอากาศระยะไกลมีเพียงระบบเ INS ( Inertial navigation systems ) แต่ SR-71 ต้องการระบบการนำทางที่แม่นยำกว่านั้นมาก เพื่อรักษาเส้นทางการบิน และเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างไม่ผิดพลาด ในขณะที่มันเดินทางไปด้วยความเร็วสูงมาก ในช่วงเวลานั้นระบบเดินอากาศแบบ INS ได้นำเข้ามาใช้กับเครื่องบิน U-2 และ A-12 แล้ว แต่ทอ.สหรัฐฯ ไม่ต้องการระบบที่ขึ้นอยู่กับการใช้แรงเฉื่อย เพราะมันเกิดความคลาดเคลื่อนสะสมเพิ่มขึ้น ตั้งแต่วินาทีแรกเมื่อใช้งาน เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 ชั่วโมง ระบบเ INS อาจคลาดเคลื่อนไปถึง 3 กิโลเมตร
ระบบ astro-inertial navigation system (ANS) เป็นระบบการเดินอากาศแบบอวกาศ ที่สามารถขจัดความคลาดเคลื่อนสะสมได้ โดยใช้การอ้างอิงจากจักรวาล (celestial observations. Nortronics,) บริษัท Northrop ได้พัฒนาระบบนี้ขึ้นตั้งแต่กลางทศวรรษ 1950 สำหรับใช้นำทางจรวด SM-62 Snark จึงได้นำมาติดตั้งให้กับ SR-71ด้วย



http://www.thaic-130.net/forums/attachment.php?attachmentid=3726&d=1333102881

. . .ระบบ ANS ติดตั้งไว้บริเวณด้านหลังที่นั่ง RSO (Reconnaissance Systems Officer (นักบินที่สอง) ผิวลำตัวด้านบน ได้เปิดเป็นช่องหน้าต่างแบบวงกลม เพื่อให้ระบบมองเห็นดวงดาวที่อ้างอิงตลอดเวลา ก่อนขึ้นบิน ระบบ ANS จะต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการอ้างอิง (Alignment)กับตำแหน่งเริ่มต้น เช่นเดียวกับระบบ INS แต่เมื่ออยู่ในอากาศแล้ว ระบบ ANS จะอาศัยแสง "blue light" ซึ่งส่องผ่าน ช่องหน้าต่าง เพื่อใช้ดาวเป็นจุดอ้างอิง( star tracker) ในการเดินอากาศ แสงนี้เมื่อมองด้วยตาเปล่าผ่านกระจกพิเศษ สามารถมองเห็นดวงดาวได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ระบบ ANS จะสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดวงดาวต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง โดยนำตำแหน่งของเครื่องบินมาเปรียบเทียบให้เห็นตลอดเวลา ต่อมาระบบ ANS ได้ถูกพัฒนามาเป็นระบบดิจิตอล ข้อมูลจากระบบ ANS เช่นตำแหน่งเครื่องบิน และท่าทางการบิน จะถูกป้อนให้ระบบควบคุมการบิน

ระบบการสอดแนม
. . .เขี้ยวเล็บสำคัญของ The SR-71 ซึ่งเป็นเครื่องบินสอดแนม คือ กล้องถ่ายภาพทางอากาศความชัดเจนสูง ได้แก่

optical/infrared imagery systems;
side-looking airborne radar (SLAR);
electronic intelligence (ELINT)
. . .ระบบป้องกันตัวเอง electronic countermeasures, ECM จากการยิงของจรวดภาคพื้น และจากเครื่องบินขับไล่
การประจำการ
. . .เครื่องบิน SR-71 ขึ้นบินครั้งแรก 22 ธันวาคม 1964 เข้าประจำการในกองบิน 4200th (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกองบินสอดแนมทางยุทธศาสตร์ที่ 9th) ฐานทัพอากาศ Beale Air Force Base รัฐ California ในเดือนมกราคม 1966 ในภารกิจสอดแนมและพิสูจน์ทราบ reconnaiscence
. . .เครื่องบิน SR-71 จำนวนหนึ่งเข้าประจำการในฐานทัพอากาศ Kadena Air Base เกาะ Okinawa ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 8 มีนาคม 1968 เริ่มเข้าปฏิบัติการในเวียดนามและลาว ในช่วงสองปีแรกปฏิบัติการ สัปดาห์ละหนึ่งเที่ยวบิน เท่านั้น พอย่างเข้าสู่ปี 1970 ความถี่ในการสอดแนมเพิ่มขึ้นเป็นสองเที่ยวบินต่อสัปดาห์ และในปี 1972 SR-71 บินเข้าปฏิบัติการเฉลี่ยวันละหนึ่งเที่ยวบิน
. . .เครื่องบิน SR-71 จะบินเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายก่อนที่ เครื่องบินชนิดอื่นๆ จะเข้าปฏิบัติการ โดยอาศัยสมรรถนะในการบินด้วยระดับเพดานบิน และความเร็วสูงมาก เข้าสู่เป้าหมาย เพื่อถ่ายภาพที่ตั้งทางทหารและจุดยุทธศาสตร์ เพื่อนำมาวางแผนก่อนการโจมตี และเมื่อเสร็จสิ้นการโจมตี เครื่องบิน SR-71 จะต้องบินกลับเข้าไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อถ่ายภาพหลังการโจมตี แล้วนำภาพถ่ายทั้งก่อนและหลังการโจมตีมาวิเคราะห์ถึงผลการโจมตี
มีนักบินชั้นเลิศเพียง 93 คน เท่านั้น ที่ได้รับการบันทึกไว้ว่าได้ขึ้นทำการบินกับเครื่องบิน SR-71 ตลอดการประจำการ สูญเสีย 12 ลำ โดยอุบัติเหตุ ไม่เคยถูกข้าศึกยิงตก และมีเพียงลูกเรือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เสียชีวิต อุบัติเหตุในครั้งอื่นๆนักบินและลูกเรือสามารถดีดตัวหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย
. . .การสร้างเครื่องบิน SR-71 ต้องใช้เครื่องมือที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ เครื่องมือเหล่านั้นได้ถูกทำลายลงในปี 1968 โดยคำสั่งของ Robert McNamara รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จึงทำให้โครงการเครื่องบินสกัดกั้นความเร็วเหนือเสียงแบบ F-12B ต้องยุติไปโดบปริยาย
การปลดประจำการ
. . . .เครื่องบิน SR-71 มีประวัติการปลดประจำการ 2 ครั้ง ภายหลังทศวรรษ 1970 สงครามเวียดนามได้สิ้นสุดลง ความจำเป็นในการใช้งานเครื่องบิน SR-71 ลดลง สหรัฐฯได้เริ่มโครงการจัดหาอาวุธสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียมสอดแนม เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 Lancer และพัฒนาเครื่องบิน B-52 แต่ขณะนั้นการพัฒนาดาวเทียมสอดแนมยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่มาก และผลการถ่ายภาพยังไม่ควบคุมภารกิจได้ทั้งหมด มีเพียงเครื่องบิน SR-71 บางส่วนในถูกปลดประจำการออกไป และคงไว้ 9 ลำในประจำการ
. . .เครื่องบิน SR-71 เป็นเหมือนผู้ปิดทองหลังพระ อยู่เบื้องหลังของการปฏิบัติการต่างๆ และผู้เกี่ยวข้องถูกจำกัดให้กล่าวถึงมันน้อยมาก จุดด้อยของมันคือ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการสูงมาก มันจึงมักตกเป็นเป้าโจมตี เมื่อมีการตัดงบประมาณกลาโหม อะไหล่ที่จำเป็นจัดหาไม่ได้ ต้องนำอะไหล่จากลำที่เสียหายมาก มาใส่แทน ลำที่เสียหายน้อยกว่า เครื่องบิน SR-71 ขาดระบบ datalink
. . .ความตึงเครียดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือ ตั้งแต่ปี 1993 ทำให้สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ต้องกลับมาทบทวนเรื่องการปลดประจำการของ SR-71 ในช่วงปี1993 ภาพถ่ยที่ได้จากดาวเทียมยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทางด้านยุทธวิธี ข้อมูลที่จำเป็นยังคงได้มาจากเครื่องบินถ่ายภาพ ซึ่งในที่สุด สภาได้อนุมัติ $100 ล้านเหรียญเพื่อนำ SR-71 จำนวน 3 ลำกลับมาเข้าประจำการ โดยมันสามารถที่จะส่งข้อมูลแบบใกล้เวลาปัจจุบัน (near real-time) กลับมาให้ส่วนบัญชาการได้
. . .งบประมาณที่ใช้ในการนำกลับเข้าประจำการใหม่ ส่งผลกระทบต่อโครงการวิจัยยาน UAV เมื่อมองในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวแล้ว ยาน UAV มีความเหมาะสมกว่า ประธานาธิบดี Bill Clinton ได้ใช้อำนาจยกเลิกโครงการฟื้นฟู SR-71 ทั้งหมด ทำให้การประจำการของ SR-71 ยุติลงในปี 1998

การบินบันทึกสถิติด้านการบิน
. . .SR-71ได้สร้างประวัติศาสตร์การบินบันทึกไว้หลายครั้งที่สำคัญได้แก่
. .เมื่อ 28 กรกฏาคม 1976, SR-71 หมายเลข 61-7962 บินได้สูงสุด 85,069 ฟุต (25,929 เมตร) SR-71 หมายเลข 61-7958 บินด้วยความเร็วสูงสุด 2,193.2 ไมล์ต่อชั่วโมง( 3,529.6 กม./ชม.)

. . .1 กันยายน 1974 SR-71 บินจาก New York สู่ London ระยะทาง 3,508ไมล์ (5,646 km) ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 54 นาที and 56.4 วินาที ความเร็วเฉลี่ย Mach 2.68 ซึ่งรวมถึงการชะลอความเร็วลงเพื่อเติมน้ำมัน ได้รับการเปิดเผยภายหลังว่าความเร็วในบางช่วงสูงกว่า Mach 3.2 ในขณะที่เครื่องบิน Concorde ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 52 นาที และเครื่องบิน Boeing 747 ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 15 นาที
. . .26 เมษายน 1971 SR-71 หมายเลข 61-7968 บินเป็นระยะทาง 15,000 ไมล์ (24,000 km) ในเวลา 10 ชั่วโมง

ประวัติของเครื่องบิน SR-71 ได้รับการบันทึกและรวมรวบไว้อย่างละเอียด

ขึ้นทำการบินทั้งหมด 17,300 เวลา 53,490 ชม.บิน
เข้าปฏิบัติภารกิจทั้งหมด 3,551 เที่ยวบิน เวลา 11,008 ชม.บิน
เวลบิน 11,675 ชม.บิน เข้าสู่ Mach 3 ทั้งหมด
เวลบิน 2,752 ชม.บิน เข้าสู่ Mach 3 ระหว่างปฏิบัติภารกิจ
. . .การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีดาวเทียม และยาน UAV ทำให้ภารกิจการข่าวกรอง และถ่ายภาพทางอากาศ ประสบความสำเร็จมากขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการทางด้านยุทธศาสตร์และยุทธวิธีได้มากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องนำชีวิตนักบินและลูกเรือไปเสี่ยง เครื่องบินสอดแนมที่ใช้นักบินขึ้นบินบังคับ จึงแทบหมดความจำเป็น


Specifications (SR-71A)
General characteristics
• Crew: 2
• Payload: 3,500 lb (1,600 kg) of sensors
• Length: 107 ft 5 in (32.74 m)
• Wingspan: 55 ft 7 in (16.94 m)
• Height: 18 ft 6 in (5.64 m)
• Wing area: 1,800 ft2 (170 m2)
• Empty weight: 67,500 lb (30,600 kg)
• Loaded weight: 152,000 lb (69,000 kg)
• Max. takeoff weight: 172,000 lb (78,000 kg)
• Powerplant: 2 × Pratt & Whitney J58-1 continuous-bleed afterburning turbojets, 34,000 lbf (151 kN) each
• Wheel track: 16 ft 8 in (5.08 m)
• Wheelbase: 37 ft 10 in (11.53 m)
• Aspect ratio: 1.7
Performance
• Maximum speed: Mach 3.3 (2,200+ mph, 3,530+ km/h, 1,900+ knots) at 80,000 ft (24,000 m)
• Range: 2,900 nmi (5,400 km)
• Ferry range: 3,200 nmi (5,925 km)
• Service ceiling: 85,000 ft (25,900 m)
• Rate of climb: 11,810 ft/min (60 m/s)
• Wing loading: 84 lb/ft² (410 kg/m²)
• Thrust/weight: 0.44

★โต้ ชาวร็อค★
27-03-12, 17:19:00
เคยเห็นที่เป็นโมเดลพลาสติกคุณพ่อประกอบพ่นสีลายพรางไว้ ถ้าจำไม่ผิดนะครับ

skypig
30-03-12, 17:40:36
Hot ZAAAA

skypig
08-11-13, 10:07:11
เริ่มมีเค้าลางให้เห็นแล้ว
ตัวตายตัวแทน SR-71
เครื่องบินสอดแนมลำใหม่
มีความสามารถในการบินถึง Mach 6

http://www.wired.com/autopia/2013/11/lockheed-martin-sr-72/