สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 17 จากทั้งหมด 17
  1. #1

    มาตรฐาน ฐานบินนครพนม

    ฐานบินนครพนม

    .....สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้เปิดเส้นทางบินใหม่หลายเส้นทาง ทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดหนึ่งในนั้นคือ เส้นทางบิน คือ กรุงเทพฯ-นครพนม ซึ่งจะเริ่มบินตั้งแต่ 15 ก.พ. 2555 เป็นต้นไป โดยจะเปิดให้สำรองที่นั่ง ในราคาโปรโมชั่นเพียง 690 บาทต่อเที่ยว ราคาค่าตั๋วต่ำขนาดนี้ ไม่เพียงแต่ยั่วเย้านักเดินทางท้องถิ่นเท่านั้น แต่มันได้ส่งผลกระทบ แบบลูกโซ่เขย่าไปหลายวงการ ทั้งนักลงทุน นักธุรกิจ ทำให้หวลนึกถึง ครั้งหนึ่งในอดีต ซึ่งสนามบินแห่งนี้ คือ คือฐานบินสำคัญแห่งสงครามทางอากาศในสมัยสงครามเวียดนาม




    .....การที่สายการบินต่างๆเปิดบินเส้นทางใหม่ๆ ต้องลงทุนสูง การเริ่มต้นบินไปแต่ละแห่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่อาจแน่ใจว่าจะได้รับการตอบรับคืนมาอย่างไร และเมื่อไร สายการบินต้องจัดหาอาคารสถานที่ทั้งในและนอกสนามบิน ต้องจัดหาอุปกรณ์พิเศษในการประกอบกิจการ และจัดจ้างบุคลากรในสาขาต่างๆ ทั้งยังต้องมีข้อมูล ความต้องการของลูกค้าแต่ละท้องถื่น ที่สำคัญ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ

    ตัวจังหวัดนครพนมเองนั้น มีดีอะไร

    .....จึงทำให้สายการบินระดับโลก ในนามไทยแอร์เอเชียกล้าลงทุน เปิดเส้นทางไปยังจังหวัดชายขอบฝั่งโขงของไทย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ สายการบินของไทยหลายบริษัท หลายแห่ง เช่น บริษัทเดินอากาศไทย พีบีแอร์ และแอร์อันดามันได้ลองเปิดให้บริการมาก่อนแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องม้วนเสื่อพับฐานกลับไป เหลือเพียงนกแอร์เจ้าเดียวที่ให้บริการอยู่ สายการบินไทยแอร์เอเชียนั้นเคยผิดหวังกับการเปิดเส้นทางสายอีสานสู่จังหวัดนครราชสีมา และขอนแก่นมาแล้วถึงสองครั้ง แต่การหวนกลับสู่แผ่นดินอิสานอีกครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่า จังหวัดนี้ย่อมมีจุดเด่นในตัวของมันเอง ที่เชิญชวนนักเดินทาง และท้าทายนักลงทุนให้ไปเยือน

    .....นครพนม เป็นจังหวัดชายแดนที่มีมนต์เสน่ห์ในตัวของมันเอง มีความผูกพันกันทางวัฒนธรรมของชาวไทย ลาว ญวน และฝรั่ง เป็นท้องถิ่นที่ได้ก้าวเข้าสู่โลกยุคไร้พรหมแดนก่อนถิ่นอื่น เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในดินแดนที่ราบสูง อดีตเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ คำว่า พนม แปลว่าภูเขา นครพนม จึงหมายความถึง เมืองแห่งภูเขา ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 140 เมตร ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 740 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง แต่การนั่งเครื่องบิน ในราคาไม่กี่ร้อยบาท กลับใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เมืองที่กำลังจะเป็นสะพานเชื่อมสู่อินโดจีนแห่งนี้ มีอะไรท้าทายนักหนาหรือ

    .....การต่อสู้ของสายการบินต่างๆ ในวันนี้ ทำให้นึกย้อนอดีตไปถึงสงครามเวียดนามในอดีต ซึ่งจังหวัดนครพนมถูกจัดให้เป็นเมืองหน้าด่าน ที่สำคัญในศึกยุทธเวหา

    .....สนามบินนครพนมดั้งเดิม ตั้งอยู่ในกลางใจเมือง ซึ่งชิดติดกลับฝั่งโขง ระหว่างสงครามเดียนเบียนฟู ฝรั่งเศสโดยการช่วยเหลือของสหรัฐฯ ได้ใช้สนามบินนี้ เป็นส่งกำลังบำรุง เพื่อรบกับชาวเวียดนาม ต้นปี พ.ศ. 2494 กองกำลังเวียดมินห์ ได้รุกเข้ามาจนถึงบริเวณท่าแขก และเผาคลังน้ำมันของฝรั่งเศสเสียหาย

    .....เมื่อสหรัฐฯ เลือกที่จะสร้างฐานบินใหม่ จึงได้ย้ายออกไปสร้าง ห่างจากที่เดิมประมาณสิบไมล์ทางทิศตะวันตก เพื่อให้รอดพ้นจากวิถีกระสุนปีนค.ที่อาจยิงข้ามมาจากฝั่งลาวท่าแขก




    บริเวณ พิกัดเส้นรุ้ง17°23′02″N เส้นเวง 104°38′35″E

    พื้นผิวสนามบินอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 587 ฟุต( 179 เมตร)

    แนวทางวิ่ง 15/33 ปัจจุบันมีความยาว 8,203 ฟุต (2,500 เมตร )

    ภายใต้การกำกับขององค์การบินระหว่างประเทศว่า VTUW (ICAO) , KOP(IATA)

    .....เริ่มแรกสำรวจภูมิประเทศโดยหน่วยทหารเรือสหรัฐฯ (SEABEE) ออกแบบให้ทางวิ่งกว้างเพียง 100 ฟุต ยาว 5000 ฟุต พื้นผิวปูด้วยแผ่นโลหะ PSP (Pierced steel planking) โดยมี overrun อีก 500 ฟุต สหรัฐฯเริ่มลงมือสร้างตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ.2505 (1962) โดยนำบุคลากร และเครื่องมือหนักบินมาลงที่สนามบินอุดรฯก่อน โดยเครื่องบิน KC-135 แล้วขนย้าย ต่อมาทางรถยนต์สู่นครพนม เป็นการสร้างแบบเร่งด่วน เพื่อให้เสร็จทันก่อน สิ้นเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2506 (1963) ก่อนที่เอชียอาค์เนยจะเข้าสู่ฤดูฝน
    .....เครื่องบินลำแรกที่ร่อนลงคือเครื่องบินลำเลียง C-123 และตามมาเครื่องบินโดยสารแบบ C-54 ในวันเปิด มีตัวแทนจากสถานทูตสหรัฐฯ และทางการไทยเข้าร่วมพิธี




    จุดยุทธศาสตร์

    .....แหล่งทรัพยากรในอินโดจีน มีมากมายมหาศาล จนทำให้ชาติมหาอำนาจต่างๆ ต่างแก่งแย่งกันเข้ามาครอบครอง

    .....อิทธิพลของจีน เข้ามาครอบครองเวียดนามนับพันปี โดยผ่านมาทางพื้นราบ

    .....อิทธิพลของชาติยุโรป เข้ามาครอบครองเวียดนามนับร้อยปี โดยผ่านมาทางเรือ

    .....อิทธิพลของอเมริกา เข้ามาครอบครองเวียดนามอีกสิบปี โดยผ่านมาทางอากาศ

    .....เมื่อโปรตุเกสและฮอลแลนด์ อ่อนแอลง ช่วงกลางของศตวรรษที่ 18 ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ ก็เข้ามาแทนที่ เพื่อลดความแก่งแย่ง ทั้งสองประเทศจึงใช้

    .....แม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งผลประโยชน์

    .....โดยมีไทย(ซึ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับรัสเซีย) เป็นรัฐกันชน

    .....สงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นรุกเข้ามาและปลดปล่อยประเทศต่างๆในอินโดจีนให้เป็นอิสระ

    .....ปีพ.ศ.2488 (1945) ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสไม่ยอมเสียดินแดนลาวและเวียดนามที่ตนเคยครอบครองอยู่ จึงได้ส่งกำลังทหารกลับเข้ามา จนทำให้ชนชาวเวียดนามต้องจับอาวุธลุกขึ้นสู้ โดยมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำ
    เขาได้เคยเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของประเทศเวียดนาม ระหว่างปีพ.ศ. 2467–2474 ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนมนานถึง 7 ปี ตลอดระยะเวลา เขาได้ใช้บ้านพักแห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับการติดต่อ ประสานงานวางแผน และเคลื่อนไหวในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาติ จนชนะศึกฝรั่งเศสที่สมรภูมิเตียนเบียนฟู ในปีพ.ศ.2502 (1961) ฝรั่งเศส ถอยทัพออกไป แต่มหาอำนาจยังไม่ยอมแพ้
    การประชุมเจนีวา ปีพ.ศ.2497(1954) ได้ขีดเส้นแบ่งประเทศเวียดนามออกเป็นสองส่วนคือ เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยใช้เส้นรุ้ง(Latitude)ที่ 17N องศาเหนือ เป็นเส้นแบ่ง และเมื่อลากเส้นเลยออกมาทางตะวันตก

    มันเกือบจะเป็นเส้นพิกัดเดียวกับสนามบินนครพนม พอดี


    ..โฮจิมินห์ได้ปกครองเวียดนามเหนือและหันไปหารัสเซียและจีน ผู้นำกลุ่มคอมมิวนิสต์ อุดมการณ์ทางการ
    เมืองอันตรงข้ามกับเสรีประชาธิปไตย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำได้ปกครองเวียดนามใต้

    .....ในยุคที่โลกมีพรมแดน กำแพงเบอร์ลินกั้นเยอรมันตะวันออกแยกจากตะวันตก

    .....เส้นขนานที่ 17N องศาเหนือ เส้นแบ่งเวียดนามออกเป็นเหนือ-ใต้

    .....แม่น้ำโขงได้ถูกใช้เป็นเส้นแบ่งขอบโลก

    .....ขีดกั้นระหว่างสภาพชีวิตที่สบายกว่า มีอิสระกว่า กับสภาพชีวิตที่ถูกกดเหงรังแก

    .....2506 ประชากรไทยมีจำนวน 30 ล้านคน

    .....2518 ประชากรไทยมีจำนวน 40 ล้านคน




    รูปร่างแผนที่ของประเทศไทย เราคุ้นตากันในภาพขวานโบราณ โดยทางภาคเหนือมีมิติเป็นภูเขาสูง ตอนกลางเป็นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล

    ส่วนรูปร่างของประเทศลาวและเวียดนามคล้ายกับตัวอักษร ร.เรือ คือเป็นแนวยาว ตลอดทางภาคเหนือจรดใต้ของประเทศทั้งสอง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูง
    สองประเทศถูกแยกออกจากกันด้วยสันเขาสูงชัน
    เวียดนามมีเพียงพื้นราบแคบๆทางตะวันออกติดกับอ่าวตังเกี๋ย(Tonkin) ที่เหมาะเป็นถิ่นอาศัย
    ส่วนลาวนั้นด้านฝั่งที่ติดกับไทยตามแนวแม่น้ำโขงเท่านั้น ที่พอมีพื้นที่ราบให้อยู่อาศัย
    เมื่อโฮจิมินส์ต้องการจะรวมชาติให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน จะใช้กำลังทหารข้ามเส้นขนานที่ 17 โดยตรงมิได้
    เพราะเป็นส่วนที่แคบ เป็นเขตปลอดทหาร และมีการป้องกันทางบกอย่างแน่นหนา
    การรุกรานทางใต้จึงจำเป็นต้องอาศัยแผ่นดินลาว
    ในการส่งกำลังเข้าสู่เวียดนามใต้ จึงเกิดเส้นทางในป่าตามแนวเทือกเขา หุบเขา
    มันไม่ใช้ถนนลาดยาว มันเป็นทางเท้าลัดเลาะสันเขา
    โดยมีผืนป่าปกคลุมอยู่ด้านบน เพื่อปกติดการตรวจพบจากทางอากาศ
    เป็นทางเกวียนที่ยาวมาก ลำบากมากในฤดูฝน เป็นเส้นทางลับแอบซ่อนตัวอยู่ในป่า คดเคี้ยวจากภาคเหนือของเวียดนาม ผ่านลาว ลึกเข้าไปในเขมรเพื่อนำยุทโธปกรณ์ จากเหนือลงใต้

    .....ซึ่งเสนาธิการทหารของอเมริกัน เรียกมันว่า เส้นทางสายโฮจิมินส์ โฮจิมินส์เทรล ทั้งฝ่ายเวียดนามเหนือและสหรัฐฯ ต่างพยายามดึงลาวให้เป็นพันธมิตรของตน จึงเกิดเป็นสงครามลับ และฐานทัพลับ ในลาวหลายแห่ง บางแห่งมีความยาวไม่ถึง 1000 ฟุต แต่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลหลายพันฟุต ที่รู้จักกันดีคือฐานบินล่องแจ้ง (Long Tieng) แอบซ่อนตัว ณ พิกัด 190630N 1025531E สูงจากระดับน้ำทะเล 3250 ฟุต ความยาว 4450 ฟุต




    .....เพื่อจะยับยั้งการการส่งกำลังบำรุงชองเส้นทางสายนี้ นักยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐฯอเมริกาตัดสินใจเลือกนครพนม เมืองสุดขอบแห่งนี้ ให้เป็นหนึ่งในเจ็ดฐานบินรบที่สำคัญ ตั้งประจันหน้า ท้าทายศัตรูอย่างตระหง่าน เมื่อเทียบกับฐานบินอื่นๆแล้ว นครพนมจัดว่าเป็นฐานบินขนาดเล็ก แต่มันเป็นฐานบินที่มีความสำคัญมาก ภารกิจของฐานบินนครพนมมีหลายด้าน ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ คือ ตั้งแต่การหาข่าวกรอง

    การโจมตีทางอากาศ

    และการปฏิบัติการพิเศษค้นหาช่วยชีวิต





    .....มีทั้งฐานเรดาร์ที่มีความสามารถสูงตรวจน่านฟ้าลึกข้ามประเทศลาว เข้าไปถึงในประเทศเวียดนาม และมีเครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์หลายชนิด จำนวนมากเข้าประจำการ มีการจราจรทางอากาศอย่างคับคั่ง มีกำลังพลประจำกว่า 4,200 นาย และที่แวะเวียนผ่านมาอีกมิใช่น้อย (กองบินต่างๆของไทยทุกวันนี้ยังมีกำลังพลประจำการไม่ถึงสองพันคน) และยังเป็นสนามบินฉุกเฉินสำหรับเครื่องบินอเมริกันอื่นๆ ที่ถูกยิงกลับมาจากการรบ

    หน่วยรบกำลังทางอากาศ

    40th ARRS
    361st TEWS
    Task Force Alpha
    6994th Security Squadron
    6908th Security Squadron
    56th Combat Support Group
    56th Special Operations Wing
    1st Special Operations Squadron
    554th Reconnaissance Squadron
    18th Special Operations Squadron
    1987th Communications Squadron
    21st Special Operations Squadron
    23rd Tactical Air Support Squadron
    Det 4, 6 Aerial Port Squadron (MAC)
    Det 5, 621st Tactical Control Squadron




    เครื่องบินที่ประจำการ

    .....สหรัฐฯได้ก้าวเข้าสู่ยุคเครื่องบินไอพ่นอย่างเต็มตัวในสงครามเวียดนาม เครื่องบินรบทุกประเภท ทั้งขับไล่ โจมตี ลำเลียง และแม้แต่เฮลิคอปเตอร์ ต่างเปลี่ยนมาใช้ เครื่องยนต์ไอพ่นทั้งสิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้พื้นผิวสนามบินที่ราบเรียบและมีความยาวมากขึ้น โดยได้จัดวางกำลังให้เครื่องบินไอพ่นไว้ ในส่วนลึกของไทย เพื่อให้ห่างจากเครื่องบินมิกของเวียดนามซึ่งประจำการในเมืองฮานอย แต่น่าสังเกตว่าอากาศยานที่ประจำการที่ฐานบินนครพนมนั้นทั้งหมดเป็น

    เครื่องบินใบพัด เครื่องยนต์ลูกสูบ

    .....อากาศยานที่เข้าประจำการที่ฐานบินนครพนมแบบแรกคือ เฮลิคอปเตอร์แบบ CH-53 ในเดือนมิถุนายน 1964 มีเพียงเครื่องบินโจมตีแบบ OV-10 เท่านั้นที่เป็นเครื่องยนต์เจ็ท นอกจากนั้นยังมีเครื่องบินโจมตีT-28 และ C-123 ซึ่งไม่ติดตราเครื่องหมายสังกัดใด แวะเวียนเข้ามาใช้ฐานบินนครพนมอยู่เป็นประจำ เครื่องบินที่ไม่ติดตราเครื่องหมายสังกัดใด รู้กันดีว่าคือเครื่องบินของหน่วยรบพลเรือน CIA ในนามของ Air America ซึ่งบินวนเวียนอยู่ตามป่าเขา และสนามบินที่ทุรกันดาร

    .....ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ระหว่างสงครามเวียดนาม ยังได้มีการเกิดของสายการบินของไทยอันโด่งดังอีกแห่งหนึ่งคือ สายการบินแอร์สยาม Air Siam ซึ่งเริ่มก่อตั้งในปี 1965 และเปิดให้บริการในปี 1969 เส้นทางบินที่สายการบินแห่งนี้ให้บริการคือ LAX-HNL-HND-HKG-BKK. เส้นทางการบินของแอร์สยามได้บินผ่านไปยังเมืองต่างๆทางฝั่งทะเลแปซิฟิค ซึ่งมีฐานบินของสหรัฐฯรายล้อมตั้งอยู่ เพื่อสนับสนุนสงครามเวียดนาม เมื่อสงครามฯจบลง เส้นทางการบินถูกเลิก สายการบินแอร์สยามประสบปัญหา และหยุดให้บริการไปในที่สุดในปี 1976





    .....เครื่องบินเหล่านี้ล้วนมีพิษสง เกินตัว และถูกควบคุมด้วยความห่ามของนักบินหนุ่ม จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความรุนแรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเป็นเช่นไร
    เครื่องบินเหล่านี้มีความเร็วต่ำ วงเลี้ยวแคบ
    เครื่องยนต์ตอบสนองต่อการเร่งได้เร็ว
    เมื่อลงโจมตีเที่ยวหนึ่งแล้ว สามารถวนกลับมาโจมตีในเที่ยวต่อไปได้อย่างรวดเร็ว
    แต่ข้อจำกัดข้อ เครื่องบินในยุคนั้นคือ
    เรื่องระบบการเดินอากาศ การนำทางสมัยนั้นยังไม่มีระบบ GPS FMC หรือ RNAV การบินระยะไกล ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากเรด้าร์ ประกอบกับการอ่านแผนที่ เป็นเครื่องบินที่มีระดับเพดานบินต่ำ ทำให้การติดต่อวิทยุไปได้ไม่ไกล
    เครื่องบินเหล่านี้ ยังไม่มีระบบ Auto Pilot และ Auto Thrust นักบินยังปล่อยมือจากคันบังคับไม่ได้ มือข้างหนึ่งต้องถือแผนที่ การจดจำข้อมูลต่างๆ จะใช้ดินสอไข เขียนลงบนกระจก Canopy สายตาต้องมองเป้าหมาย อุปสรรคในการบินที่สำคัญคือ สภาพอากาศที่เป็นหมอก และสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา และป่าทึบ นักบินสมัยนั้นต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง นักบินที่มีประสบการณ์บินแล้วยังแทบเอาตัวไม่รอด จากทั้งธรรมชาติและศัตรู ดังนั้นการฝึกนักบินรบของเวียดนามเหนือจึงต้องส่งไปฝึกในจีนหรือโซเวียต ส่วนลาวและเขมรใช้ไทยเป็นฐานการฝึกนักบิน







    การปกป้องฐานบินนครพนม

    .....จุดเด่นของฐานบินนครพนม คือรูปทรงเหลี่ยมของหอบังคับการบิน อาคารสำนักงานอื่นๆ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว เรือนพักเป็นเรือนไม้หลังคาคลุมด้วยแผ่นสังกะสี การปกป้องฐานบินนครพนม




    แนวป้องกันจัดให้มีพื้นที่โล่งห่งจากแนวลวดหนาม มีเครื่องตรวจจับด้วยระบบไฟฟ้า กับระเบิด และไฟส่องสว่าง

    มีหอคอยสูงโดยรอบเพื่อสังเกตแนวป้องกัน และฐานปืนกล

    กำลังพล สารวัตรทหาร และอากาศโยธินที่ผ่านการฝึก 300 นาย

    หน่วยสุนัขสงคราม

    เครื่องยิงระเบิดวิถีโค้ง แบบ ค. 81 mm

    รถสายพานลำเลียงพลแบบ APC M-113

    ไม่เพียงแต่มีกำลังภาคพื้นในการป้องกันฐานบินแล้ว ยังมีทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ ในสังกัดได้แก่
    AC-119 A-1 Skyraiders, , OV-10 Broncos และ H-3 CH-53 Super Jolly Green ประกอบกันเป็นกองกำลังป้องกันฐานบิน

    .....ฐานบินนครพนม ถูกเข้ารหัสลับจากกลาโหมอเมริกันว่า UPI เป็นฐานบินที่สนับสนุนทั้งในสงครามเต็มรูปแบบอย่างเปิดเผย และสงครามลับ เพื่อต้องการเอาชนะสงครามสหรัฐฯ ทุ่มกำลังทุกรูปแบบทั้งสงครามตามแบบ นอกรูปแบบ สงครามตัวแทน และใช้กำลังฝ่ายพลเรือน เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ

    .....คนไทยและคนอเมริกันเรียกว่าสงครามเวียดนาม

    .....แต่คนเวียดนามกลับเรียกว่าครั้งเดียวกันสงครามอเมริกัน

    .....เพราะก่อนหน้านี้ประวัติศาสตร์ของชาติได้บันทึกสงครามจีน และสงครามฝรั่งเศสไว้แล้ว และผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้อย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่ชาวเวียดนามเท่านั้น

    .....แต่ยังมีชาวลาวอีกนับล้าน

    .....ที่โดนกระหน่ำจากทั้งคอมมิวนิสต์และอเมริกา ทั้งในทางลับ และทางตรง

    .....ระเบิดทางอากาศนับล้านตัน ที่ยังไม่ติดหัวฉนวนถูกบรรทุกใส่เรือ มาขึ้นที่ท่าเรือสัตหีบ แล้วขนต่อขึ้นรถบรรทุก รสพ. วิ่งกระจายไปยังฐานบินต่างๆ ทางภาคอีสาน เมื่อมันถูกติดตั้งไว้ใต้ปีกเครื่องบิน ติดหัวฉนวน แล้ว เพื่อนำไปโจมตีเป้าหมายในลาวหรือเวียดนามแล้ว แม้ไม่ได้ใช้ในการโจมตี เนื่องจากการยกเลิกคำสั่ง หรือสภาพอากาศ




    นักบินจะต้องปลดทิ้ง ก่อนข้ามแม่น้ำโขง

    แผ่นดินลาว จึงโดนกระหน่ำอย่างบอบช้ำ




    .....ความคึกคักของจังหวัดนครพนม อยู่ในช่วงสงครามเวียดนามปีพ.ศ.2506-2518 (1963-1975) แม้จะเป็นฐานทัพหน้าด่านขนาดเล็ก แต่สภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล ได้รับความสะดวกสบายไม่แพ้ฐานบินอื่นๆ คือมีทั้งสโมสร ร้านค้าบีเอ็กซ์ เลนโบว์ลิ่ง ให้พักผ่อนหย่อนใจกัน รั้วรอบฐานทัพถูกปิดผนึกแน่น

    ห้ามบุคลภายนอกเข้า แต่ไม่ห้ามบุคลภายในออก

    .....ปากทางและรอบฐานบินจึงคลาคล่ำไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เพื่อรองรับทหารจีไอที่เข้ามาทำงาน รวมทั้งกำลังพลของหน่วยงานลับที่จะข้ามไป หรือกลับจากฝั่งลาว ต้องใช้เส้นทางผ่านฐานบินนครพนมก่อน เงินดอลล่าร์ของอเมริกันสะพัดไปทั้งตลาด โรงหนัง ร้านอาหาร บาร์ไนต์คลับจึงเกิดขึ้น




    เศรษฐกิจท้องถิ่นถูกขับเคลื่อนกำลังตัณหา ความเป็นโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ถูกแบ่งแยกด้วย
    บุหรี่ซาเล็ม เหล้านอกสไตล์อเมริกันแท้ จิมบีมขวดกลมทรง Beam’s Pin Bottle




    .....เบียร์กระป๋อง เครื่องสำอางแม็คแฟคเตอร์ ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอนแคนน่อน หมากฝรั่งแผ่น ช็อกโกเล็ตแท่ง

    .....ซึ่งเป็นของนอก ของแปลกในสมัยนั้น แต่กลับมีขายเกลื่อนรอบฐานบิน และยังมีปืนพกขนาด 11 มิลลิเมตร ที่เลียบเคียงถามหาซื้อได้ในราคาหลักพัน

    .....ในช่วงต้นของสงครามเวียดนามก่อนพ.ศ.2505 ถนนไปสู่ภาคอิสานของไทย ส่วนใหญ่เป็นถนนดินลูกรัง การเดินทางจากกรุงเทพต้องใช้เวลาเป็นวัน ฐานทัพทั้งเจ็ดที่อเมริกันสร้างในไทยมีลักษณะสำคัญที่เหมือนกันอยู่คือ

    ต้องมีทางรถไฟผ่าน
    .....ยกเว้นที่ฐานบินนครพนมแห่งเดียว และนครแห่งนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของหน่วยรบ อันทรงเกียรติของทหารเรือไทย นปข. ที่สถาปนาหน่วยขึ้นมา โดยอาศัยความช่วยเหลือจากฐานบินลับแห่งนี้




    .....เมื่อการสร้างฐานบินนครพนมเริ่มอยู่ตัวแล้ว ทอ.สหรัฐฯจึงจัดให้มีบินเมล์ โดยใช้เครื่องบิน C-130 ไปยังฐานบินอุดรธานี อุบลราชธานี และนครพนม วันละ 2 เที่ยว ๆ เช้า (วนซ้าย) โดออกจากสนามบินดอนเมือง (บน.๖) ไปยังจ.อุบลฯ - นครพนม - อุดร ฯ - บน.๖ เที่ยวเย็น (วนขวา) บน.๖ - อุดร ฯ - นครพนม - อุบล ฯ - บน.๖ และยังมีเครื่องบินเมล์ของ ทอ.ไทย โดยใช้ เครื่องบิน C-123 สัปดาห์ละ 2 เที่ยว(พล.ร.อ.กำจัด ศรีอรุณ บันทึก)

    [LEFT].....ด้วยกำลังทางทหาร และกำลังทางอากาศของอเมริกาสามารถชนะศึกหนนี้ ได้อย่างรวดเร็ว แต่เพราะแรงกดดันจากศึกในบ้านของอเมริกาเอง

    มิตรกลายเป็นศัตรู ศัตรูกลายเป็นมิตร


    ทำให้สหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนนโยบายในการทำสงคราม จากการปะทะโดยตรง มาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเบื้องหลังแก่รัฐบาลเวียดนามใต้ ความจำเป็นในการใช้ฐานทัพในไทยลดน้อยลง และเริ่มทยอยลดกำลังพล ออกจากประเทศไทย ทำให้กองบินและฝูงบินต่างๆ ถอนกำลังทั้งหมดกลับประเทศ.ในปี ค.ศ. 1975 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ พระธาตุพนม ในจังหวัดนครพนม ได้ล้มทลายลง (11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 )

    .....ฐานทัพต่างๆจึงได้มอบโอนให้แก่กองทัพอากาศไทย ความคึกคักของชุมชนรอบฐานบินที่มีมากว่าสิบปี จึงเริ่มโรยราลงไป ครุภัณฑ์ต่างๆของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่สามารถค้นย้ายกลับไปได้ ถูกมือดีแอบนำมาเป็นที่ระลึก มีทั้งที่นอน หมอนมุ้ง พัดลม เครื่องปรับอากาศที่ใช้ไฟฟ้า 110 โวลท์ อุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะเก้าอี้ที่หลงเหลืออยู่ตามกองบินต่างๆ ซึ่งมีคุณภาพดี บางชิ้นยังคงทน อยู่ทุกวันนี้ ต่อมาฐานบินครพนมยังคงใช้สนับสนุนด้านการทหารแก่กองทัพ และถูกปรับใช้เป็นสนามบินพาณิชย์ในเวลาต่อมา โดยมีเครื่องบินของบริษัทเดินอากาศไทย ให้บริการอยู่




    ชนชาวเวียด ใช้เวลา 1000 ปี ในการต่อสู้กับจีน เพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นเอกราช

    ชนชาวเวียด ใช้เวลา 100 ปี ในการต่อสู้กับฝรั่งเศส เพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นเอกราช

    ชนชาวเวียด ใช้เวลา 10 ปี ในการต่อสู้กับอเมริกา เพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นเอกราช

    .....ความต้องการของเวียดนามที่จะชนะศึก ทางการค้ากับประเทศใด ในโลก จึงมิใช่เรื่องที่เกินกว่าความสามารถของชนชาวเวียด ทีมฟุตบอลของเวียดนามชนะไทยมาหลายครั้งในช่วงหลังปี 2010

    คนเวียดนามในปัจจุบัน

    ไม่โกรธคนอเมริกันแม้ถูกกระทำแสนสาหัสอย่างนั้น

    แต่พวกเขาต้อนรับการลงทุน

    และรับวิชาการตะวันตกยุคใหม่

    จนกำลังจะแซงประเทศไทยอยู่แล้ว

    เพราะพวกเขายอมรับว่า
    ความแค้น.........ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งตัวเองด้วย

    การจะมีอนาคตที่รุ่งเรื่องต่อไปได้

    ก็ต้องอภัยให้กันและกัน

    เรื่องในอดีต

    ก็ถือเป็นบทเรียน

    ซึ่งเรื่องนี้ญี่ปุ่นก็ทำแบบนี้สำเร็จมาแล้ว

    .....คนเวียดนามผู้ใหญ่ที่มาอยู่นครพนมในยุคนั้น
    มีความรู้ดีมากนะ

    และเก่งหลายอย่างด้วย

    ส่วนมากก็เคยไปทำมาหากิน

    ในประเทศฝรั่งเศสมาแล้ว บันทึกโดยkongsilp2000 หว้ากอ/พันธ์ทิพ

    ในยุคที่โลกไร้พรมแดน

    .....คนอเมริกันรู้จักสงครามเวียดนาม เป็นอย่างดี แต่แยกแยะไม่ออกดอกว่าหน้าตา ญวน ไทยและลาวต่างกันอย่างไร ไม่รู้หรอกว่า ความใกล้ชิดกันระหว่าง

    ญวน-ลาว กับ ไทย-ลาว เป็นอย่างไร

    ลาวรักญวนมากกว่าไทย หรือไทยรักลาวมากกว่าญวน

    ลำพังไทยเอง ยังแยกญวนเหนือ และญวนใต้ออกจากกันลำบาก

    แล้วไหนยังจะมีเขมรสูง เขมรต่ำ มาเป็นว่านเครืออีก

    การแยกแยะว่า ใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรู ให้ได้นั้น

    มีส่วนสำคัญต่อการชนะสงคราม

    .....ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริเวณโดยรอบจังหวัดนครพนมมีชาวเวียดนาม ลี้ภัยการสู้รบเข้ามาอาศัย นับตั้งแต่สงครามเดียนเบียนฟู หลายรุ่น เมื่อสงครามสงบแล้ว รัฐบาลไทยเปิดการเจรจาเพื่อผลักดันกลับประเทศได้เป็นบางส่วน จนกระทั่งสหรัฐ ฯ เข้ามาทำสงครามเวียดนาม การเจรจาหยุดชะงัก ในพื้นที่ภาคอีสานจึงมีชาวญวนหลายประเภท นับตั้งแต่ญวนดั้งเดิม (เป็นไทยแล้ว) ญวนเก่า (ได้รับใบต่างด้าว) ญวนอพยพรุ่นต่าง ๆ (จำกัดเขตให้อยู่อาศัย) ๆ และหลังจากกรุงไซ่งอนแตก รัฐบาลคอมมิวนิสต์พยายามไล่ล่า คนญวนที่สนับสนุนสหรัฐฯ จึงมีชาวญวนอพยพ เข้ามาไทยอีกจำนวนมาก ทางราชการจะเพ่งเล็งมาที่ชาวญวนอพยพ จากสถานการณ์บ่งชัดว่าน่าจะโยงใยกับ ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศ ทั้งการบ่อนทำลาย ซุ่มโจมตี และ วินาศกรรม ฯ

    .....แม่น้ำโขงเคยเป็นปราการธรรมชาติ ขีดเส้นพรหมแดนระหว่างคอมมิวนิสต์ กับเสรีประชาธิปไตย กำลังจะกลายเป็นตำนาน เมื่อกำแพงเบอร์ลิน พรหมแดนระหว่างคอมมิวนิสต์ กับเสรีประชาธิปไตยถูกทลายลง สนามรบเปลี่ยนเป็นสนามการค้า

    .....โรงเรียนทหารในระดับต้นสอนให้ทหารใหม่เอาชนะศัตรู โดยใช้กำลัง และยุทธวิธี

    .....โรงเรียนทหารในระดับสูงสอนให้ทหารแก่ เรียนร่วมกับฝ่ายพลเรือน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยใช้ยุทธศาสตร์และพลังอำนาจส่วนอื่น (นอกเหนือจากกำลังทหาร )

    .....มิใช่ร่วมเรียนกันเพื่อ เอาผลประโยขน์ของชาติ มาเข้ารุ่น เข้าองค์กร เข้าวงศ์ตระกูลของตนเอง

    .....การได้รับการศึกษาอบรม ย่อมทำให้คนปรับเปลี่ยนแนวความคิดได้ (แต่คงยากที่จะเปลี่ยนอุดมการณ์)

    .....การสร้างฐานบินนครพนม และ

    .....การก่อตั้ง หน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขง (นปข.) ครั้งนั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทร.ไม่ได้ ให้ความชื่นชมยินดีใด ๆ เลย
    เพราะตกอยู่ในภาวะจำยอมต้องจัดกำลังพลส่วนหนึ่งไปปฏิบัติงาน ในภาคอีสาน ท่านปรารภเสมอว่า
    กิจของกองทัพเรือตามที่กระทรวงกลาโหมมอบให้อยู่ในทะเล ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า กำลังพลรุ่นบุกเบิกคงต้องเข้าลักษณะเหมือนถูกลอยแพกลาย ๆ
    การขอรับการสนับสนุนมักไม่ค่อยได้รับความเห็นชอบ ประเด็นสำคัญที่ลอยมาตามสายลม (พล.ร.อ.กำจัด ศรีอรุณ บันทึก)

    .....ทหารเรือสมัยก่อนรักที่จะรบในทะเลเพียงอย่างเดียว ไม่คิดเลยว่าจะต้องมารบในกระแสน้ำจืด ซึ่งนั่นหากไม่มีสงครามเวียดนาม หน่วย นปข.

    .....หน่วยงานอันทรงเกียรติของทหารเรือ คงไม่ถือกำเนิดขึ้น

    .....ต่อมาที่ประชุมกลาโหม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐ มติให้ ทร. พิจารณฯาปรับลดบทบาทและกำลังพล ของ นปข.ลง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการ์ โดย ทร.ได้ให้ความเห็นชอบให้ปรับลดกำลังทางเรือลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง และแปลงสภาพเป็นกองร้อยป้องกัน นรข.

    .....ทหารเรือได้เปลี่ยนแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์แล้ว

    .....แนวความคิดในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง เพื่อเชื่อมระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวเริ่มขึ้นอย่างลางๆ
    ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่งแก่ทั้งสองประเทศ
    เนื่องจากลาวเป็นประเทศที่ไม่มีเขตแดนติดทะเล แต่โครงการได้หยุดชะงักลง เมื่อโลกแบ่งเป็นสองฝ่าย แต่แล้วความปรารถนา
    ความผูกพันของคนในท้องถิ่น กระตุ้นให้ เกิดการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง หลายแห่ง
    สะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 1 ระหว่างหนองคาย – เวียงจันทน์ สะพานมิตรภาพไทย – ลาว ได้เปิดขึ้นในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537

    .....สะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 2 ระหว่างจังหวัดมุกดาหาร กับ แขวงสะหวันเขต ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2549

    .....สะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 3 ระหว่างตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม และฝั่งลาวที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ในปีพ.ศ.2554

    .....สะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 4 ระหว่างห้วยทราย-เชียงของ จะแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2557

    .....การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงหลายๆแห่ง แสดงให้เห็นว่าอุษาคะเนได้รวมเข้ากันอีกครั้ง

    .....แล้วจะทำให้ลาวและเวียดนามหันหน้าไปไหน





    .....ประเทศทั้งสองกำลังเติบโต มีการพัฒนาในด้านอุตสาหกรรมการบินอย่างก้าวกระโดด เพิ่มรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก และของอาเซียนที่กำลังจะรวมตัวกันในปีพ.ศ.2558


    .....ฐานบินนครพนมได้ใช้ศักยภาพของตน ที่มีอยู่เป็นโรงเรียนการบินนานาชาติ ซึ่งพร้อมจะฝึกนักบินในแก่ประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศเหมาะสมต่อการฝึกบินของนักบินใหม่ และยังมีอุปกรณ์และบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการบินอย่างพร้อมสรรพ

    .....แอร์เอเชียเชื่อมั่นว่าการเปิดเส้นทางบินสายนี้ จะเชื่อมโยงเครือข่ายการบินในประเทศให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
    รวมทั้งตอบรับภาคเศรษฐกิจ ของการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 โดยจุดเด่นของ จ.นครพนม
    เป็นเมืองที่มีศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งไทย ลาว และเวียดนาม มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพระธาตุพนม ถือเป็นไฮไลท์สำคัญด้านการท่องเที่ยว

    .....นครพนมพร้อมแล้ว แล้วคุณพร้อมรัดเข็มขัด แล้วหรือยัง

    น.ท.ธีระพงษ์ คงสมฤทธิ์
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ 01.jpg   02.jpg   03.jpg   04.jpg   05.jpg   06.jpg   07.jpg   08.jpg   09.jpg   10.jpg  

    11.jpg   12.jpg   13.jpg   14.jpg   15.jpg   16.jpg   17.jpg   nkp avi school.JPG  

  2. #2
    Scenery Designer, Technical Adviser รูปส่วนตัว Tow_Petrucci
    สมัครเมื่อ
    14 Mar 2011
    ที่อยู่
    Kalasin,Thailand
    โพสต์
    213

    Smile ว้าว

    เป็นที่น่าภูมิใจครับ ราคาตั๋วไม่ถึงพัน กลับบินได้ไกลกว่ากรุงเทพ-ขอนแก่นซึ่งราคามากกว่าเป็น 2 เท่าตัว (ถึงผมจะนั่งฟรีๆก็เถอะ) นับเป็นสายการบิน Low Cost ที่ดีมากๆในไทย อยากกินก็ซื้อ ไม่หิวก็ไม่กิน แต่ก็ยังแปลกใจที่ผู้โดยสารการบินไทยหลายคนไม่รับอาหาร (ทั้งๆที่ค่าอาหารก็อยู่ในค่าตั๋ว) คงจะเสียดายกันน่าดู

  3. #3

    มาตรฐาน

    รูปเก่าๆ ของฐานบินนครพนม
    ได้รับอนุญาต นำมาเผยแพร่จากเจ้าของเว็บฝรั่งแล้ว
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ nkp_sign.jpg   51556792_HoChiMihnclocktower.jpg   51556815_bahtbus.jpg   nakorn panom bridge.JPG  

  4. #4

    มาตรฐาน

    first flight HS-ABD to VTUW
    thanks very much to a guy who create Thai Air Asia livery HS-ABD
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ vtbs nkp.jpg   vtuw profile.jpg   svb to nkp.jpg  

  5. #5

  6. #6

    มาตรฐาน

    การเตรียมเอกสารต่างๆ ไปนครพนม ของ a320 ประกอบด้วย
    1 Flight plan fuel Planing
    2 Enrote
    3 Take off Analysis (Speed Take off)
    4 Take off Card
    5 weight& balance
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ vtbs to vtuw route.jpg   weight balance vtuw.jpg   vtuw take off speed.jpg   take off card SVB to KOP.jpg   vtuw to vtbs fuel plan.jpg  

  7. #7

    มาตรฐาน

    สภาพอากาศ นครพนม 3 มีนาคม 2555 ช่วงบ่าย
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ kop wx 3rd  mar 2012.jpg   kop2 wx 3rd  mar 2012.jpg  

  8. #8

    มาตรฐาน

    Always Happy landing
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ kop last bag.jpg  

  9. #9

    มาตรฐาน

    สภาพหอบังคับการบินเก่า ที่คงเห็นได้ แม้ได้ผ่านกาลเวลามาแล้ว กว่า 40 ปื
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ old NKP ATC tower.JPG  

  10. #10

    มาตรฐาน

    โรงเก็บเครื่องบิน วิทยาลัยการบินนครพนม
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ KOP AV Hangar.JPG  

  11. #11

    มาตรฐาน

    นครพนม ภาพดี ดนตรีเพราะ

    http://www.youtube.com/watch?v=HiICZ...layer_embedded

    30 ปีผ่านไป ปัจจุบัน แตกต่างกันแบบ ไม่เหลือเค้าเดิิม

  12. #12

  13. #13

    มาตรฐาน

    ผมชอบโรแมนติคครับ ดูเก่าย้อนยุคดี ต้นไม้เยอะ อาคารดูเข้ากับธรรมชาติ และคงทำจากไม้แน่เลยครับครู

  14. #14

  15. #15

  16. #16

    มาตรฐาน

    2 ปีผ่านไปราคาตั๋วไปนครพนม เฉลี่ยเที่ยวละ 1300 บาท


    คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ชื่อ:	Untitled-1.jpg
ครั้ง:	2
ขนาด:	160.8 กิโลไบต์
ID:	6001

  17. #17

    มาตรฐาน

    กลับมาเยี่ยมคุณพ่อ เจอภาพโรงพยาบาลนครพนม เมื่อปี พ.ศ. 2505
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ IMG_20170916_143742.jpg  

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด