สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

กระทู้: We were soldiers

  1. #1

    มาตรฐาน We were soldiers

    WE WERE SOLDIERS
    จำนวนผู้เข้าชม 3315 คน
    WE WERE SOLDIERS

    ข้าราชการอาชีพ(ทหารอาชีพ)คือ ข้าราชการ(ทหาร) ที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและจงรักภักดี อุทิศตน อุทิศเวลา อุทิศเรื่องส่วนตัวให้แก่หน่วยของตนอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อแม้ เห็นความสำคัญและเกียรติแห่งความเป็นข้าราชการ(ทหาร) ฉลาดแต่ไม่โกง เคารพผู้บังคับบัญชาอย่างจริงใจ ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดเวลา

    อาชีพข้าราชการ(ทหาร)คือ ข้าราชการ(ทหาร)ที่เข้ามารับราชการเพียงเพื่อเงินเดือนสำหรับเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว ไม่มีความสำนึกของข้าราชการ(ทหาร) ไม่อุทิศตนให้กับหน่วยงาน ทำงานเช้าชามเย็นชาม ใช้เวลาว่างหรือแม้แต่เวลาราชการไปหากินส่วนตัว และบางคนหากินด้วยการกระทำผิดกฎหมาย…

    ไม่ทราบว่าท่านใดเป็นผู้เรียงร้อยถ้อยคำในสองย่อหน้าข้างตนไว้ ผู้เขียนขอสดุดี ความเป็นมืออาชีพไม่เพียงต้องการพรสวรรค์แล้ว ยังต้องอาศัยความมีวินัยในการฝึกซ้อมและการควบคุมตนเอง จึงจะก้าวขึ้นสู่มืออาชีพระดับโลกได้ ก่อนมีเกียรติยศชื่อเสียงในวันนี้ ต้องเคยผ่านการฝึกฝนอย่างเหน็ดเหนื่อย ลิ้มรสความพ่ายแพ้และท้อถอย มานับครั้งไม่ถ้วน โชคและดวงเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆสำหรับมืออาชีพ แม้จะมีพรสวรรค์ติดตัวมามากเท่าใดก็ตาม หากปราศจาการฝึกฝนและทดสอบ ก็ยากจะเชื่อได้ว่าเขาเป็นมืออาชีพที่แท้จริง การสร้างภาพลักษณ์ให้ดูสวยหรูจึงใช้ได้กับสินค้าหรือผู้ประกอบอาชีพบางประเภทเท่านั้น



    สมัยก่อนนั้นนิทานปรัมปราหรือตำนานเก่าแก่ถูกใช้เป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ใฝ่รู้ด้วยการเล่าต่อกันมาปากต่อปาก แต่สมัยนี้เราสามารถบันทึกเรื่องราวจริงหรือสร้างเรื่องราวต่างๆได้โดยสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นในไฟล์Analog หรือ Digital และสื่อที่มีผลต่อสาธารณะอย่างมากเห็นจะได้แก่ภาพยนตร์ เพราะการสร้างภาพยนตร์ที่ดี ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งต้องเริ่มจากเนื้อหาและเค้าโครงเรื่อง ผู้เขียนเลือกหยิบเอาภาพยนตร์เรื่อง we were soldiers มาเป็นสะพานเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นทหารอาชีพ เพราะเค้าโครงเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดจากเหตุการณ์จริง The Battle of La Drang ในสงครามเวียดนาม ชื่อเรื่องภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกแปลเป็นไทยว่า ข้าคือวีรบุรุษ ผู้เขียนได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกในโรงหนังช่วงการฝึก Cobra Gold 2002 และอีกหลายครั้งในรูปแบบ VCDลิขสิทธิ์ถูกกฎหมาย เพราะชื่นชอบบทบาทของดาราแสดงนำทั้งสอง พระเอกคือ Mel Gibson รับบทผู้พันมัวร์ และนางเอกMadeleine Stowe รับบทหลังบ้านผู้พันมัวร์

    ฉากแรกของภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงความพ่ายแพ้ของทหารฝรั่งเศสในดินแดนไกลบ้าน และการกระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนามของกองทัพอเมริกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น การรบที่ไม่มีกรอบยุทธบริเวณชัดเจนทำให้ยุทธวิธีต้องปรับเปลี่ยน การเคลื่อนทัพทางภาคพื้นดินด้วยการเดินเท้าตามแบบเดิม กระทำไม่ได้ จึงถูกเปลี่ยนไปโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ผู้พันมัวร์ ผบ.พัน 1 แห่งกรมทหารม้าอากาศที่ 7 ได้รับมอบหมายให้เตรียมกำลังเพื่อให้คุ้นเคยกับยุทธวิธีการรบแบบพิเศษ(Air-Borne Operation) ผู้พันมัวร์ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยฮาวาดร์ ต้องศึกษาทั้งประวัติศาสตร์สงครามและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ไปพร้อมๆกันในคราวเดียว ภาพยนตร์มิได้มุ่งแสดงเฉพาะฉากการต่อสู้ของเหล่าทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้นำเสนอภาพการเป็นแม่บ้าน(หลังบ้าน)ของเหล่าทหารอาชีพที่ดี และการเป็นผู้นำครอบครัวที่มีความศรัทธายึดมั่นในศาสนา ไปพร้อมๆกัน
    ก่อนเข้าสู่สนามรบผู้พันมัวร์ได้กล่าวยุทธพจน์แก่ทหาร และหลังบ้านของทุกคนว่า

    หันมองไปให้รอบตัว เพื่อนทหารม้าแห่งกองพันที่เจ็ด
    เรามีนายทหารมาจากยูเครน อีกคนมาจากเปอโตริโก้ ญี่ปุ่น จีน นิโกร อินเดียแดง ยิว ซึ่งเราเหล่านี้รวมเป็นอเมริกัน อาศัยบนแผ่นดินแม่ และแม้บางคนในพวกเราในที่นี้ได้ดูต่างออกไป เพราะเชื้อชาติและศรัทธา แต่สำหรับเรา เรื่องเหล่านั้นได้จางหายไปแล้ว
    เรากำลังเตรียมพล เข้าสู่หุบเขาแห่งความตาย ณ ที่แห่งนั้น เราจะระวังหลังให้คนถัดไป ต่อๆกัน โดยไม่สนใจว่า คนข้างหน้าเรา หรือข้างหลังเรา จะมีผิวสีอะไร นับถือพระเจ้าองค์ใด
    เรากำลังจะจากบ้านของเรา ไปสู่แผ่นดินที่ควรจะถูกเรียกว่าบ้าน
    เรากำลังจะเข้าสู่สนามรบอันทรหด มีศัตรู ซึ่งถูกฝึกมาอย่างดี เฝ้าระวังอยู่
    ข้าพเจ้า...ไม่สามารถสัญญาต่อใครได้ว่า จะนำทุกคนกลับมาบ้านได้อย่างมีลมหายใจ
    แต่..ขอสาบานต่อหน้าท่าน และพระเจ้าของท่านว่า
    ข้าพเจ้า......ขอเป็นคนแรกที่จะก้าวเท้าลงสู่สนามรบ และขอเป็นคนสุดท้ายที่ละเท้าออกจากสนามรบ และจะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าร่างนั้นจะมีลมหายใจหรือไม่ก็ตาม
    เราจะกลับมาบ้านด้วยกัน ขอพระเจ้า จงคุ้มครอง....


    วันที่ 14 พ.ย.1965
    การรบได้เริ่มขึ้นด้วยกลศึกของฝ่ายเวียดนามเหนือ โดยได้เข้าตีลวงเพื่อให้ฝ่ายอเมริกันติดตามไล่ล่าแล้วกลศึกที่วางไว้ก็ได้ผล แม่ทัพฝ่ายอเมริกันจึงได้ส่งกำลังทหาร 450 นายเข้าสู่หุบเขามรณะ ลูกกระสุนปืนใหญ่ถูกยิงเบิกทางเพื่อเคลียร์พื้นที่ในการลงจอด ฮ.UH-1 เวลา1048น. ผู้พันมัวร์และเหล่าทหารม้าอากาศระลอกแรกจำนวน 60 นาย ก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์ UH-1 โดยไม่รู้มาก่อนว่าได้ตกอยู่ท่ามกลางข้าศึกจำนวนนับพันคนที่ชำนาญภูมิประเทศ และกระหายวิญญาณเหล่าทหารอเมริกัน การปะทะเกิดขึ้นทันที มันเป็นสงครามครั้งแรกของกองทหารอเมริกันที่รบประจันกับกองทหารเวียดนามเหนือที่ถูกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ น้ำน้อยยังไม่แพ้ไฟ ทหารอเมริกัน 29 นายเฝ้ารักษาพื้นที่ส่งลงX-RAY ถูกล้อมโดยข้าศึกจำนวน 200 นาย อัตราส่วน7ต่อ1 และได้รับการยิงช่วยเหลือจากปืนใหญ่ จึงทำให้สามารถยันทหารเวียดนามเหนืออยู่ได้จนถึงบ่าย ระหว่างนั้นนักบินเฮลิคอปเตอร์บินฝ่าห่ากระสุนเข้ามาลงเพื่อส่งกำลังหนุนและอาวุธ อย่างกล้าหาญ เมื่อมีการเสริมกำลัง การรบจึงดุเดือดขึ้น มีการขอใช้การสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Closed Air Support CAS) ฮ.ที่มาส่งกระสุนและเสบียง ต้องจอดนานขึ้นเพื่อรับผู้บาดเจ็บและศพผู้เสียชีวิตกลับไปส่งที่ค่าย ยิ่งกลายเป็นเป้านิ่งให้ถูกโจมตีได้ง่าย เย็นวันนี้ ทหารม้าอากาศของกองพันที่1เหลือเพียง 340 นาย แต่ไม่มีใครสูญหาย ฝ่ายเวียดนามเหนือสูญเสียมากกว่าหลายเท่า เพราะการโจมตีจากทางอากาศของฝ่ายอเมริกัน พลบค่ำไม่มี ฮ.มาเป็นกำลังใจ ผู้พันมัวร์ต้องวิ่งปลอบและกระตุ้นให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชาในความมืด




    วันที่ 15 พ.ย. 1965
    การรบดำเนินต่อเนื่องตลอดคืนที่ผ่านมาจนรุ่งเช้า ฝ่ายเวียดนามเหนือตระหนักว่าการปะทะในระยะห่างทำให้ฝ่ายอเมริกันสามารถใช้ประโยชน์จากการโจมตีจากทางอากาศได้ ผบช.ฝ่ายเวียดนามเหนือจึงสั่งให้ทหารรบในระยะประชิด ซึ่งก็ได้ผล ทำให้แนวตั้งรับของฝ่ายอเมริกันละลาย ผู้พันมัวร์ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ส่งวิทยุเข้ารหัส “Broken Arrow”ซึ่งหมายถึงการที่หน่วยตกอยู่ในสภาพช่วยตัวเองต่อไปไม่ได้อีกแล้ว จำเป็นต้องขอกำลังทางอากาศที่มีอยู่ทั้งหมดเข้าช่วยเหลือ ไม่กี่นาทีจากนั้นคำขอได้รับการสนองตอบอย่างทันท่วงที จรวด ระเบิด ปืนกลอากาศ นานาชนิด ประเคนเข้าใส่ที่มั่นของฝ่ายเวียดนามเหนืออย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการยิงประสานของปืนใหญ่ 105 มิลลิเมตรแบบNon-Stop แต่การใช้กำลังทางอากาศในพื้นที่จำกัดย่อมทำให้เกิดความผิดพลาดแบบ”Blue on Blue“ขึ้นได้ (การยิงฝ่ายเดียวกันเอง) แล้วก็จนได้ ระเบิดนาปลามลูกหนึ่งพลาดเป้าหมาย ตกลงใส่ฝ่ายอเมริกันเอง เปลวเพลิงของระเบิดชนิดนี้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ไม่สนว่าใครเป็นเจ้าของมันเผาผลาญทุกสิ่งที่อยู่ในอำนาจการทำลาย ก่อนเที่ยงวันมีการสูญเสียเพิ่มขึ้นอีก 45 นาย พอตกบ่ายฝ่ายอเมริกันมีกำลังใหม่เข้ามาเสริมอีก แต่ต้องแลกด้วย 9 ชีวิต
    ภาพการปะทะได้หยุดลงเมื่อราตรีมาเยือน ดวงจันทร์ลอยขึ้นจับขอบฟ้า ผู้นำหน่วยทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองจันทร์ดวงเดียวกัน ในใจต่างภาวนาขอให้โชคชะตาแห่งชัยชนะเข้าข้างตนเอง การต่อสู้ครั้งนี้นอกจากแสดงให้เห็นถึงความกล้า ความกลัว ของเหล่าทหารชั้นผู้น้อยแล้ว ยังได้แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงการวางแผนของผู้นำหน่วย ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามแก้เกม เดาใจ กันอย่างทันถ่วงที และแยบยล และไม่ลืมที่จะแสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของ ผบช.ระดับสูง ที่อยู่ห่างออกไปในห้องแอร์



    ยามค่ำคืนของสนามรบ กลับเป็นเวลากลางวันของแผ่นดินอเมริกา ตัวเลขการสูญเสียทหารในสนามเป็นความลับที่ต้องปกปิด แต่ความลับไม่มีในโลก รายชื่อทหารที่ตายในสนามรบแต่ละคน ถูกแจ้งให้ครอบครัวทราบ ด้วยการส่งโทรเลข และให้คนขับรถแท็กซี่ขับไปส่งให้ถึงบ้าน โดยที่แม่บ้านต้องรับทราบข่าวร้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว บางคนถึงกับช็อค นับเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของกองทัพ ศพแล้วศพเล่า เมื่อคนขับแท็กซี่ไปกดกริ่งบ้านใคร แม่บ้านต่างพากันขวัญผวา ไม่เว้นแม้แต่แม่บ้านผู้พันมัวร์ที่ต้องดูแลลูกถึง 5 คน ด้วยฐานะที่เป็นผู้นำกลุ่มแม่บ้านทหารม้าอากาศ เธอเข้าใจถึงปัญหาและรู้ดีว่ากองทัพยังไม่พร้อมในเรื่องนี้ เธอจึงทำหน้าที่ ”ผู้แจ้งข่าวการตาย”ให้แก่กองทัพ ได้อย่างสมเกียรติ
    ผู้เขียนขอออกนอกเรื่องจากภาพยนตร์มาสู่โลกแห่งความจริงสักนิด ราวปี ค.ศ.1996 ผู้เขียนได้ไปเป็นนักบินในฝูงบินลำเลียงทางยุทธวิธีของ ทอ.สหรัฐฯในโครงการแลกเปลี่ยน วันหนึ่งมีข่าวร้ายแจ้งกลับมาที่ฝูงบินเวลาหลังเที่ยงคืนว่า เครื่องบินที่ออกไปปฏิบัติภารกิจชนภูเขา คาดว่าทุกคนบนเครื่องทั้ง 8 นายอาจเสียชีวิตทั้งหมด พอรุ่งเช้า ผบ.ฝูงบิน เรียกข้าราชการทุกคนเข้าประชุมด่วนทันที เพื่อวัตถุประสงค์สองอย่าง คือ เพื่อให้ทุกคนที่เป็นทหารอย่าให้ข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน อย่าเดาเหตุการณ์ไปต่างๆนานา และเพื่อแจ้งข่าวการสูญเสียเพื่อนร่วมงาน เพราะโดยปกติแล้วคนที่อยู่ในฝูงบินส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าใครคือลูกเรือที่ออกไปปฏิบัติภารกิจในเที่ยวนั้น เมื่อผู้ฝูงประกาศชื่ออกมา เพื่อนสนิทต่างร่ำไห้ พอได้สติผู้ฝูงจึงมอบหมายให้เพื่อนสนิทแต่งชุดเทาคอแบะ และทำหน้าที่”ผู้แจ้งข่าวการตาย”ไปบอกแก่ครอบครัวที่บ้านอย่างสมเกียรติ เหมือนในภาพยนตร์ฝรั่งที่เราเคยชมอย่างไรอย่างนั้น



    วันที่ 16 พ.ย.1965
    มาเข้าเรื่องกันต่อ ก่อนฟ้าสางของวันที่สาม ผู้นำหน่วยทั้งสองฝ่ายต่างเดาใจกันถูก ผลที่จะเกิดขึ้นจึงขึ้นอยู่กับความห้าวหาญของผู้ใต้บังคับบัญชาของตน การรบขั้นสุดท้ายได้เริ่มขึ้น ผู้ฝึกมาหนักกว่า ผู้มีอาวุธดีกว่า ผู้ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ฝ่ายอเมริกันเปิดฉากก่อนด้วยการใช้ ฮ.Gun-ship นำในการโจมตี หลุมพลางที่ฝ่ายเวียดนามเหนือวางไว้กลับถูกตีโต้ ได้รับความเสียหายอย่างบอบช้ำทหารตายมากกว่า200คนในเวลาเพียงสามชั่วโมง ฝ่ายกองพันทหารม้าที่1 สูญเสียไปอีก 79 คนพอตกสายกองพันทหารม้าที่1ถูกสั่งให้ถอนกำลังกลับฐานและมอบให้กองพันทหารม้าที่2 เข้ารับช่วงต่อ
    สามวันสองคืน ที่ผ่านมาการต่อสู้ของทหารทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงการเริ่มต้นของสงครามที่หฤโหดและยาวนาน ภาพการสู้รบจบลงมุมกล้องถอยออกมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย หน่วยเหนือได้ส่ง ฮ.เที่ยวพิเศษจัดนักข่าวเข้าไปชมในพื้นที่การรบ ตามประสานักข่าวที่มีกล้องและไมโครโฟนเป็นอาวุธ ได้หันเข้าหาผู้พันมัวร์ แต่ความเป็นทหารอาชีพทำให้ผู้พันมัวร์ เมินต่อกระจอกข่าว มิได้ฉวยโอกาสใช้สื่อสร้างภาพ เช่นอาชีพบางประเภท
    สงครามได้สร้างสันติให้เฉพาะแก่ร่างที่ไร้วิญญาณของทหารที่ตายในสนามรบ
    ผู้เขียนขอคารวะแก่ศพผู้กล้าของทั้งสองฝ่ายที่เสียชีวิตตามอุดมการณ์ ในหน้าที่อย่างกล้าหาญ

    แม้ว่าจะเป็นเพียงภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนกว่า 40 ปี แต่เนื้อหาสาระที่ได้จากหนังสามารถนำมาใช้ได้กับชีวิตจริงที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัว ย่อมไม่ต่างจากนิทานปรัมปราเรื่องเทพารักษ์กับคนตัดฟืน อันแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ที่ยังคงใช้ได้ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ผู้เขียนได้นำเรื่องราวของเหตุการณ์ไกลตัว มาเป็นสะพานเชื่อม เพื่อนำไปสู่บริบทแห่งทหารอาชีพ ครั้นจะหาเรื่องจริงใกล้ตัว เช่น การรบที่บ้านร่มเกล้า ก็หาได้ยากยิ่ง บ้างเก็บไว้ในชั้นความลับ จนไม่สามารถนำมาเป็นบทเรียนให้แก่คนรุ่นหลังได้เลย


    นิทาน(ภาพยนตร์)เรื่องนี้ได้สอนให้รู้ว่า การเป็นทหารอาชีพสามารถเป็นได้กันทุกคน ไม่จำกัดว่าจะมาจากสถาบันใด แต่ต้องมั่นศึกษาประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี (ต้องแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิดและนำทฤษฎีใหม่เข้ามาใช้) ต้องรบร่วม ต้องรักครอบครัว มีหลังบ้านที่ดี ต้องมีศรัทธาต่อศาสนา ต้องกล้าตัดสินใจ กล้ารับผิด และไม่จำเป็นต้องสร้างภาพ



    การได้รับการยกย่องจากคนหมู่เดียวกันยังไม่เพียงพอต่อการเป็นมืออาชีพ การเป็นมืออาชีพควรจะได้รับการยกย่องจากคนต่างสาขาอาชีพด้วย การอาศัยสร้างภาพเพื่อกลบทับ เป็นวิธีง่ายๆสำหรับมือสมัครเล่น การเป็นมืออาชีพจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา เพื่อการฝึกฝนและทดสอบอย่างต่อเนื่อง จึง “ ไม่มีเส้นทางลัดสู่ความเป็นมืออาชีพ ” เหล่าทหารไซร้การเฝ้ารอให้สงครามจริงเกิดขึ้น แล้วแสดงความเป็นมืออาชีพออกมา ดูจะเป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้ แต่ใช่ว่าทหารจะไม่มีหนทางสู่ความเป็นมืออาชีพ ช่วงเวลาที่บ้านเมืองปราศจากศึกสงครามนี่แหละ เป็นเวลาดีที่เหมาะสม สำหรับการฝึกฝนและสะสม เพาะบ่มคุณสมบัติแห่งความเป็นมืออาชีพ..…….…….
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ 01.jpg   02.jpg   03.jpg   04.jpg   05.jpg   06.jpg   07.jpg   08.jpg   09.jpg   10.jpg  


กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด