สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1
  1. #1

    มาตรฐาน การแข่งขันการบินลำเลียงทางอากาศยุทธวิธี

    การแข่งขันการบินลำเลียงทางอากาศยุทธวิธี
    จำนวนผู้เข้าชม 4691 คน

    การแข่งขันการบินลำเลียงทางอากาศยุทธวิธี ปี 2544
    TACTICAL AIRLIFT

    นับเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของนักกีฬาที่ได้สวมเสื้อประดับด้วยธงชาติเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ เช่น กีฬาโอลิมปิก หรือฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และยิ่งไปกว่านั้น ความหวังความฝันอันสูงส่งของนักกีฬาทุกคนคือ
    การชนะคู่แข่งทุกคนทุกทีม
    หรือทำลายสถิติเดิม เป็นผู้ชนะเลิศด้วยการคว้าเหรียญทองมาคล้องคอ
    นักกีฬาและทหารมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หลายประการ ที่เห็นได้ง่ายคือความแข็งแกร่งของสรีระร่างกาย และความเด็ดเดี่ยวของจิตใจ แต่ที่สำคัญเหนือกว่านั้นคือ
    การฝึกซ้อมที่เอาจริงเอาจัง
    โค้ชมักจะกล่าวแก่นักกีฬาของตนว่า
    "ต้องซ้อมให้เหมือนแข่ง และเมื่อถึงวันแข่งจะได้แข่งให้เหมือนกับที่ซ้อมมา"
    ส่วนแม่ทัพมักจะเน้นย้ำเหล่าทหารของตนว่า
    ”จงฝึกให้เหมือนรบ”
    เพราะเมื่อถึงคราวที่ออกรบ จะได้รบให้เหมือนฝึก แต่อีกด้านหนึ่งนักกีฬาและทหารมีสิ่งที่แตกต่างกันอยู่บ้าง นักกีฬามีเป้าหมายในการฝึกซ้อมที่ชัดเจน คือการเข้าร่วมเกมการแข่งขันซึ่งถูกกำหนดจัดขึ้นเป็นวงรอบที่แน่นอน เช่น 1 ปี 2 ปี หรือ 4ปี อย่างสม่ำเสมอ แต่เหล่าทหารที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักมาแล้ว มิอาจล่วงรู้ได้ว่าเมื่อไรสงครามจะเกิดขึ้น ครั้นแม่ทัพจะก่อสงครามขึ้นมาเพื่อประลองกำลังฝีมือเหล่าทหารของตนก็ดูเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ คงจะมีเพียงประเทศสหรัฐฯและอิสราเอลเท่านั้น ที่มีโอกาสได้ใช้สงครามจริงเป็นเวทีทดสอบความแข็งแกร่งของทหารและประสิทธิภาพของอาวุธ





    ประเทศไทยเรานั้นแม้มีชายแดนติดกับเพื่อนบ้านทุกด้าน แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำก็เป็นเพียงความขัดแย้งระดับต่ำ (Low conflict) โอกาสที่จะขยายเป็นสงครามเต็มรูป และใช้กำลังทางอากาศเข้าเผด็จศึกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก อีกทั้งซุนซู่ขุนศึกชาวจีนยังได้กล่าวไว้ว่า
    สุดยอดของชัยชนะคือการชนะศึกโดยไม่ต้องรบ สยบข้าศึกโดยไม่เสียเลือดเนื้อ”
    บรรดาแม่ทัพที่รู้รสชาดแห่งสงคราม และเข้าใจในความกระหายชัยชนะของนักรบหนุ่มของตน ได้หาหนทางอันหลักแหลมที่จะทดสอบฝีมือนักรบหนุ่มเหล่านั้น จึงคิดกุศโลบายขึ้นมาให้นักรบของตนได้แข่งขันประลองกำลังในเทศกาลสำคัญแห่งรัฐ
    กองทัพอากาศของเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทดสอบกำลัง แม่ทัพในอดีตจนถึงปัจจุบันจึงได้สืบทอดเจตนารมย์โดยจัดให้มีการประลองกำลังทางอากาศขึ้นเป็นประจำ ประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงแต่จะทราบถึง

    ฝีมือบินของนักบิน(1)
    ประสิทธิภาพของอาวุธ(2)
    ความพร้อมของเหล่าสนับสนุน(3)แล้ว
    ยังเป็นการทดสอบหลักนิยมการรบ(4)
    ไปในคราวเดียวกัน

    อันเป็นประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วย เท่ากับเป็นการยิงปืนด้วยกระสุนนัดเดียวได้นกสี่ตัว
    รางวัลแห่งความสำเร็จของนักกีฬานั้นคือ “เหรียญทอง“ และมีเหรียญเงินและทองแดงเป็นรางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้ แต่สำหรับเกมบนท้องฟ้านั้นมีเพียง
    ที่หนึ่งที่เดียว เท่านั้น สำหรับผู้ชนะที่จะได้ขึ้นแท่นรับรางวัล
    (ไม่มีรางวัลปลอบใจ สำหรับลำดับรอง)




    ทอ.ได้กำหนดให้มีการแข่งขันทดสอบการใช้อาวุธทางอากาศเป็นประจำทุกปี ปีละสองครั้ง คือ
    (1) การแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี (เดือน พ.ย.-ธ.ค.) และ
    (2) การทดสอบความพร้อมการใช้กำลังทางอากาศ บยอ. (เดือน มี.ค.- เม.ย.)


    ในช่วงเริ่มต้นการแข่งขันการใช้กำลังทางอากาศจำกัดอยู่เฉพาะในส่วนของนักบินขับไล่และนักบินโจมตีเท่านั้น และต่อมานักบินลำเลียงและนักบินเฮลิคอปเตอร์ก็ได้มีโอกาสเข้าประลองกำลัง เมื่อปี 2544 ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้เปิดโอกาสให้นักรบเหล่าต่างๆ เช่น อากาศโยธิน ช่างอากาศ สรรพาวุธ เข้ามีส่วนร่วมแข่งขันด้วยโดยตรง การแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีที่จัดขึ้นเป็นการปฏิบัติการในเชิงของเกมกีฬาที่มีผลแพ้-ชนะและรางวัล มากกว่าที่จะเป็นไปในรูปของการฝึก(Exercise) เพราะข้อจำกัดในด้านความปลอดภัยและงบประมาณ
    การแข่งขันของนักบินลำเลียงเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2537 โดยเครื่องบิน C-130 ของฝูงบิน 601 และในปี 2544 ที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ เครื่องบิน G-222 ของฝูงบิน 603 จึงเริ่มเข้าร่วมท้าประลอง



    เกมการแข่งขันการใช้กำลังทางอากาศได้ถูกกำหนดขึ้นตามสมรรถนะของเครื่องบินแต่ละประเภท เครื่องบินขับไล่แข่งขันกันโดยใช้วัดความแม่นยำของอาวุธต่างๆ เช่น ปืน จรวด และระเบิด แต่เครื่องบินลำเลียงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จะควงลำ หงายท้อง ตีลังกา ก็ทำไม่ได้ เพราะเครื่องบินลำเลียงมีลำตัวขนาดใหญ่ มีข้อจำกัดทางโครงสร้างลำตัว ไม่สามารถทนต่อแรงดึงดูดของโลกได้เกินกว่า 3 เท่าของน้ำหนักตัวเครื่อง ซึ่งต่างจากเครื่องบินขับไล่ที่ทนแรงได้ถึง 6-9 เท่า
    การลำเลียงทางอากาศยุทธวิธีในภาวะสงคราม เครื่องบินลำเลียงจะมีหน้าที่ นำกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเสบียง ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์จากแนวหลัง ไปส่งยังแนวหน้าให้เร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุด ซึ่งเริ่มตั้งแต่ การวางแผนการบินที่รัดกุม การบินเดินทางต่ำ ในกรณีที่มีการต่อต้านจากภาคพื้น (Ground Threats) ก็จะบินโดยใช้ภูมิประเทศเป็นฉากอำพราง(Terrain Masking)เป็นหลัก โดยอาศัยคุณลักษณะการบินทนบินนาน(Endurance) บินอ้อมให้ห่างจาก Threats หรือหากต้องเผชิญกับภัยทางอากาศ (Air Threats ) ก็ต้องร้องขอการคุ้มกันจากเครื่องบินขับไล่ หรือนำมาตรการทางอิเล็กทรอนิคส์เข้าช่วย และเมื่อบินถึงที่หมายแล้ว นักบินมีทางเลือกในการส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์อยู่ 2 วิธี คือการส่งลงโดยการบินลง(Air land) และส่งลงโดยการทิ้งร่มลง(Air drop) เช่น การทิ้งยุทธบริภัณฑ์ CDS (Container Delivery System)( คือระบบ การทิ้งยุทธบริภัณฑ์ด้วยร่ม สามารถบรรจุสัมภาระที่มีน้ำหนักระหว่าง500-2200 ปอ
    นด์)

    ข้อดีของการบินลง(Air land) คือ กำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ที่ลำเลียงไปส่งจะไม่บาดเจ็บหรือเสียหายและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และไม่ต้องอาศัยร่ม อีกทั้งเมื่อเครื่องลงถึงพื้นแล้วยังสามารถนำกำลังพลที่บาดเจ็บกลับมารักษาได้อีกด้วย แต่ข้อเสียก็มีคือต้องมีสนามบินให้ร่อนลง และยังอาจตกเป็นเป้านิ่งให้ข้าศึกโจมตีได้ง่าย
    ข้อดีของการทิ้งร่มลง (Air drop) คือ ไม่จำเป็นต้องมีสนามบินจึงสามารถนำส่งไปยังจุดหมายใดก็ได้ และยังไม่ตกเป็นเป้านิ่งให้ถูกยิงได้ง่ายๆ แต่ข้อเสียคือต้องอาศัยร่มและไม่สามารถที่จะนำคนเจ็บกลับขึ้นมาได้




    กติกาการแข่งขันการลำเลียงทางอากาศยุทธวิธีในครั้งนี้ จึงได้จำลองรูปแบบการปฏิบัติการจริงมาเกือบทั้งหมด คือ เริ่มให้คะแนนตั้งแต่การวางแผนการบิน การทำแผนที่ การควบคุมรักษาเวลา ความแม่นยำในการทิ้งร่ม และความแม่นยำในการนำเครื่องบินลงในพื้นที่จำกัด ซึ่งเกือบจะเป็นกติกาเดียวกันกับการแข่งขันระดับนานาชาติ รางวัลสำหรับผู้ชนะแบ่งออกเป็น
    1.ชนะเลิศการทิ้งยุทธบริภัณฑ์CDS (Air drop)
    2.ชนะเลิศการบินลง (Air land)
    3.ชนะเลิศคะแนนรวม (1+2)
    ผู้เข้าแข่งขันจะประกอบขึ้นในรูปของทีม (Aircrew)ซึ่งประกอบด้วย นักบินที่1 ,นักบินที่2 , ต้นหน ,ช่างอากาศ (2 คน) และเจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศ(Load Master 2คน) รวม 7 คน ในปีที่ผ่านมา ฝูงบิน 601 ส่งเข้าแข่งขัน 4 ทีมและฝูงบิน 603 ส่งเข้าแข่ง 2 ทีม

    ช่วงการฝึกซ้อมก่อนการแข่งขัน
    ความที่ฐานบินของเครื่องบินลำเลียงตั้งอยู่ที่ดอนเมือง ซึ่งไม่เหมาะแก่การฝึกบินทางยุทธวิธี นักบินจึงต้องบินจากดอนเมืองไปยังสนามบินโคกกะเทียม จ.ลพบุรี เพื่อบรรทุกยุทธบริภัณฑ์ CDS ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้โดยเจ้าหน้าที่ของกองทัพบก (CDS ไม่มีใช้ใน ทอ.) แล้วจึงทำการซ้อมบินโดยเริ่มต้นด้วยการบินขึ้นจากสนามบินโดยใช้ สมรรถนะสูงสุด (Max effort take-off) เพื่อบังคับเครื่องบินให้ไต่หาระยะสูงให้ได้มากที่สุดโดยใช้ระยะทางวิ่งให้สั้นที่สุด แล้วเริ่มบินเดินทางต่ำความสูง 500 ฟุตเหนือพื้น โดยใช้เส้นทางบิน บินลงใต้ผ่านบ้านป่าหวาย ชุมทางรถไฟบ้านภาชี มุ่งตะวันออกผ่าน หินกอง แก่งคอย ปากช่อง ลัดเลาะผ่านทุ่งทานตะวันที่กำลังเหลืองอร่าม บินผ่านแนวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ้อมลง อ.ลำนารายณ์ แล้วเริ่มลดความเร็วลงเพื่อเปิดประตูท้ายเครื่อง สองนาทีสุดท้ายก่อนถึงที่หมายต้นหนต้องคำนวณหาจุด CARP (Computed Air Release Point) (คือการนำข้อมูลต่างๆเช่น ความเร็ว/ทิศทางลม ,อุณหภูมิ,ความกดอากาศ และระยะสูงของเครื่องบิน มาคำนวณรวมกันเพื่อหาจุดทิ้งร่ม ให้ตกเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด)เพื่อการทิ้งที่แม่นยำอีกครั้ง จากข้อมูลกระแสลมที่ได้รับจากทางภาคพื้น และเข้าทิ้งที่สนามแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล หรือที่นักบินเรียกกันติดปากว่า Chandy Range รวมเวลาบิน 45 นาที ระยะทาง 180 ไมล์ทะเล



    โดยปกติแล้วเหล่านักบินลำเลียงมักจะฝึกบินเช่นเดียวกันกับนักบินพาณิชย์ คือบินในระดับความสูงสูงมาก(15,000 ฟุตขึ้นไป) บินในท่าทางที่บินตรงและรักษาระดับความสูงคงที่ ด้วยการใช้นักบินกล(Auto pilot)และเครื่องช่วยต่างๆโดยที่นักบินแทบจะไม่ต้องออกแรงเลยซักนิด แต่เมื่อใกล้ถึงวันแข่งขันเข้ามานักบินทั้งสองฝูงต่างวางแผนฝึกซ้อมอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะต้องเปลี่ยนวิธีการบินมาเป็นการบินทางยุทธวิธีที่ต้องบินต่ำเรี่ยยอดไม้ และต้องคอยเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางต่างๆ โดยไม่มีนักบินกลมาช่วยเลยแม้แต่น้อย บางทีมลงทุนไปสำรวจสนามด้วยการเดินเท้า บางทีมค้นหาตำรามาอ่าน เพื่อศึกษาศาสตร์และศิลป์แห่งการบินทิ้งร่ม เพื่อที่จะทำคะแนนให้ได้มากที่สุด
    เมื่อซ้อมทิ้งร่มเสร็จแล้ว ก็จะบินกลับมา สนามบินโคกกะเทียมอีกครั้งเพื่อซ้อมการลงสนามแบบสมรรถนะสูงสุด( Max effort landing) เป็นการนำล้อเครื่องบินสัมผัสจุดที่กำหนดบนพื้นทางวิ่งให้ได้ ในพื้นที่แคบๆที่จำกัด เพื่อที่จะสามารถหยุดเครื่องบินให้ได้โดยใช้ระยะทางวิ่งให้สั้นที่สุด การบินโดยใช้สมรรถนะสูงสุด ทั้งขึ้นและลงสนามเช่นนี้ เป็นการบินที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าปกติมาก ใกล้จุดวิกฤตมาก และใกล้ตายมากยิ่งขึ้นไปด้วย การปฏิบัติเช่นนี้เป็นวิธีการที่วัดฝีมือบินของนักบินได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องบินลำเลียงมีน้ำหนักเป็นสิบๆตัน การจะบังคับให้เชื่องนั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างพร้อมๆกัน รวมทั้งโชคและดวงด้วย



    ในช่วงการฝึกซ้อมเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว บางวันมีฝนตกมาขัดจังหวะบ้าง แต่ทัศนะวิสัยยังดี ยังมองเห็นได้ไกลและลมไม่แรง พัดเย็นสบาย เย็นพอสร้างฝันให้กับทุกทีมที่เข้าแข่งขัน

    ช่วงการแข่งขัน (13-21 พ.ย.44)
    และแล้ววันแรกของการแข่งขันก็มาถึง ทอ.ได้เชิญคณะกรรมาธิการทหารของสภาผู้แทนราษฎร นักเรียนทหาร และสื่อมวลชนแขนงต่างๆเข้าชมอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ได้ชมการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่จบแล้ว เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130นามเรียกขาน Lucky 09 ซึ่งเป็นทีมแรกที่เข้าแข่งขัน ได้ปรากฏกายขึ้นเหนือขอบฟ้าทางฝั่งเหนือของChandy Range แม้ความเร็วของเครื่องจะเทียบไม่ได้กับเครื่องบินขับไล่ แต่ศักยภาพทางทหารของมันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เมื่อบินมาถึงจุดปล่อยต้นหนให้สัญญาณไฟสีเขียว “Green Light “ เจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศปล่อยให้ CDS ที่ถูกยึดตรึงอยู่ให้หลุดออก และค่อยๆเลื่อนไหลลงไปทางท้ายเครื่องที่เปิดอยู่ CDS ปะทะกับแรงลมที่เกิดจากกระแสอากาศ เหนี่ยวรั้งสายดึง ทำให้ร่มที่พับอยู่กางออก จากความสูง 600 ฟุต (200 เมตร) ร่มCDS ลอยอยู่ในอากาศและถูกลมตีเข้าสู่แนวการตกที่คำนวณไว้ แต่แรงลมที่พัดอยู่ขณะนั้นเบากว่าที่ได้รับรายงาน CDSจึงตกลงสู่พื้นก่อนเป้าหมายเล็กน้อย โดยเวลาผิดพลาดไปเพียงสองวินาทีจากนั้นนักบินต้องรีบพาเครื่องบินออกจากพื้นที่การทิ้งให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาเวลาเข้ามาทิ้งร่มในเที่ยวที่สองต่อไป
    ขณะที่เครื่องบินทะยานแหวกอากาศ เรี่ยยอดไม้อยู่นั้น ภายในห้องนักบินลูกเรือทั้ง 7 คน ฝากชีวิตของตนไว้ซึ่งกันและกัน ด้วยการทำหน้าที่ของตนเองอย่างแม่นยำ สอดประสานกับคนอื่นๆ โดยอาศัยความร่วมมือและความไว้ใจเชื่อใจกันตลอดเวลา เพราะในขณะที่

    นักบินที่1 พยายามรักษาระดับความสูงและความเร็วของเครื่องบินให้เหมาะกับภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
    นักบินที่ 2 ต้องคอยเฝ้าฟังการติดต่อวิทยุ
    ต้นหน ต้องคำนวณและให้ข้อมูลการบินแก่นักบินเพื่อรักษาเวลาและเส้นทางบินตามที่ได้วางแผนไว้
    ช่างอากาศ ไม่เพียงแต่เฝ้ามองมาตรวัดนับร้อยอัน ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ขานขั้นตอนการปฏิบัติ(State Checklist)อีกหน้าที่หนึ่ง
    เจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศ แม้จะไม่ได้อยู่ในห้องนักบิน แต่ต้องคอยรับผิดชอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องระวางบรรทุกเพื่อไม่ให้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นมา
    ความผิดพลาดของใครคนใดคนหนึ่งไม่เพียงส่งผลถึงความพ่ายแพ้แต่อาจหมายถึงชีวิตและความล้มเหลวของภารกิจ
    การแข่งขันยังมิได้จบลงเพียงเท่านี้ หลังจากทิ้งยุทธบริภัณฑ์ในเที่ยวที่สองเสร็จแล้วนักบินต้องบินกลับมาโคกกะเทียมอีกครั้งเพื่อแข่งขันการบินลงสนามด้วยสมรรถนะสูงสุด(Max effort landing) แล้วเหมือนว่าชีวิตนักบินจะฝากไว้กับลมฟ้าอากาศ ลมที่เคยพัดแบบเย็นสบายกลับแปรปรวน โกรธเกรี้ยว บางขณะพัดกรรโชกแรงถึง 50 น๊อต ตลอดช่วงการแข่งขัน ไม่ง่ายเลยต่อการบังคับเครื่องบินลำใหญ่ๆ ลงสู่สนามในพื้นที่จำกัด แต่ทีม Lucky 09 ก็ยังทำได้ดี
    การแข่งขันดำเนินต่อไปด้วยดี ทั้ง 5 ทีมที่เหลือต่างหมายปองตำแหน่งชนะเลิศกันอย่างคะนองใจ และเป็นสุภาพบุรุษ ผู้เขียนเองเป็นกรรมการให้คะแนน 3 ใน 6เที่ยว ของการแข่งขัน ผู้เขียนลองเปรียบเทียบความสามารถของนักบินรุ่นน้องที่เข้าแข่งขันกับตัวผู้เขียนเองในขณะที่มีชั่วโมงบินใกล้ๆกัน ผู้เขียนมั่นใจว่านักบินรุ่นน้องเหล่านี้ มีความรู้และขีดความสามารถมากกว่าผู้เขียนเสียอีก ผู้เขียนดีใจจริงๆมันเป็นความปิติและอิ่มเอมใจ เพราะนั่นแสดงว่าคลื่นลูกหลังมีศักยภาพสูงกว่าคลื่นลูกแรก ทอ.ได้พัฒนาและมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพอากาศได้เติบโตขึ้นตามที่ควรจะเป็น ผลการแข่งขันทีมชนะลิศคือ Lucky 09(C-130)โดยมี

    น.ต.อลงกต แต้มประเสริฐ(นบ.1)
    ร.อ.ไผท มะกรทัต (นบ.2)
    น.ต.สมชาย โสภานนท์ ( ต้นหน)
    พ.อ.อ.ชูศักดิ์ พงษ์แตงและ พ.อ.อ.เทียนชัย รุ่งกรุด (ช่างอากาศ)
    พ.อ.อ.สานิตย์ ทองโฉม และพ.อ.ต.อรรถวุฒิ นุชเนตร ( จนท.ขนส่งทางอากาศ )



    จากผลการทิ้ง และคะแนนรวมของแต่ละทีม มีค่าแตกต่างกันมากน่าจะมีสาเหตุมาจากสิ่งสำคัญสองประการคือ
    โอกาสฝึกบินและฝึกซ้อมทางยุทธวิธีที่ฝูงบินทั้งสองไม่สามารถกระทำได้บ่อยนัก อันเนื่องมาจากเครื่องบินลำเลียงของทอ. มีภารกิจด้านอื่นเข้ามาให้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ
    และอีกสาเหตุหนึ่งคือ ความเร็วลม อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ต่อผลการแข่งขันโดยตรง เพราะในช่วงวันทำการแข่งขัน บางวันลมแรง 40น๊อต กรรโชกถึง50น๊อต เราไม่อาจจะเอาชนะธรรมชาติหรือหยุดลมให้สงบนิ่งได้ แต่ครั้งหน้าเราต้องหาวิธีที่จะวัดและติดตามความเปลี่ยนแปลงของมันให้ได้ดีกว่าเดิม


    G-222 ของฝูงบิน 603 เริ่มต้นได้ดี แต่ยังไม่สามารถโค่นแชมป์อย่าง C-130 ของฝูงบิน 601 การแย่งโล่ชนะเลิศจากฝูงบิน 601ไม่ใช่กระทำได้ง่ายๆ เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ฝูงบิน 601 เคยผ่านเวทีระดับโลกมาแล้วด้วยการคว้ารางวัล Outstanding airlift เหนือหลายชาติมาครอง การพัฒนาการบินทางยุทธวิธียังเป็นการบ้านให้ฝูงบิน601 แก้ตัวในครั้งหน้า และหากผู้เขียนมิใช่กรรมการตัดสิน ผู้เขียนคิดว่า ผลการแข่งขันครั้งนี้จะออกมาในรูปWin-Win คือ

    ฝูงบิน 601ชนะ
    ฝูงบิน 603 ก็ชนะ
    C-130 ชนะ
    G-222 ก็ชนะ
    และที่สุดกองทัพอากาศก็ชนะด้วย
    ผู้ที่ได้รับรางวัลคือคนไทยทั้งประเทศ

    เมื่อพิจารณาไปถึงความแม่นยำในการทิ้งยุทธบริภัณฑ์ CDS ในครั้งนี้คือ 70 เมตร (ระดับความแม่นยำที่น่าพอใจของ ทอ. สหรัฐฯ คือ 200 เมตร) นั่นหมายความว่าหากประเทศไทยของเรามีวิกฤต เช่น การเกิดอุทกภัย หรือ สึนามิ จนส่วนกลางไม่สามารถส่งความช่วยเหลือโดยตรงจากทางบกหรือทางน้ำได้ เรายังสามารถอาศัยการลำเลียงทางอากาศ ส่งความช่วยเหลือไปให้ผู้เดือดร้อนอย่างทันเวลาด้วยการทิ้งร่มลง เพียงขอให้จุดที่รอรับปลายทางมีพื้นที่ขนาดเท่าสนามฟุตบอลเล็กๆ ทอ.ยืนยันได้ว่าความช่วยเหลือจะไปถึงผู้เดือดร้อนอย่างทันเวลา “ON TIME ON TARGET
    ไฟล์ภาพขนาดย่อ ไฟล์ภาพขนาดย่อ 01.jpg   02.jpg   03.jpg   04.jpg   05.jpg   06.jpg   08.jpg   07.jpg  

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด