สายการบินที่ไม่มีนักบิน มิใช่เรื่องที่จะคิดไม่ถึงอีกต่อไป
The pilotless airliner is no longer unthinkable.


.........สายการบินที่ไม่มีนักบิน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นให้ชิงถกกันขึ้นมาก่อนเวลา ที่เครื่องบินพานิชย์ขนาดใหญ่จะใช้นักบินเพียงคนเดียวในการควบคุม แน่นอนว่า หลังจากนั้นไม่นาน สายการบินต่างๆจะไม่มีนักบิน ประจำบนเครื่องอีกต่อไป
.......จริงๆแล้ว เราควรจะสงสัยก่อนว่า การมี นักบินเพียงคนเดียว ในการควบคุมเครื่องบิน ดีหรือไม่??
.......เนื่องด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้จำนวนบุคลากร ซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ และระบบเทคนิคต่างๆของเครื่องบิน ได้ลดจำนวนลง โดยได้นำระบบไฟฟ้า หรือคอมพิวเตอร์เข้ามาทดแทน ซึ่งให้

.......ความปลอดภัย และความประหยัดสูงกว่า การที่ได้ควบคุมโดยมนุษย์
...............จากเดิมเมื่อ 50 ปีก่อน บุคลากรบนเครื่องบินต้องประกอบด้วย


นักบินที่ 1 Captain
นักบินที่ 2 Co-pilot
นักบินที่ 3 Navigator
ช่างอากาศ Flight Engineer
เจ้าหน้าที่ติดต่อวิทยุ Radio Crew



...................ในห้องนักบินประกอบรวมกันแล้ว 5 คน โดยที่ยังไม่รวม เจ้าหน้าที่ระวางบรรทุก Loading/Cabin Crew ............และบางตำแหน่งอาจจะมีมากกว่าหนึ่งคน หากต้องเดินทางไกลๆ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายไร้พรหมแดน ทำให้ปัจจุบัน บนเครื่องบินพานิชย์ขนาดใหญ่เหลือเพียงนักบินที่ 1 (Captain) และนักบินที่ 2 (Co-pilot) (Two man Crew) เท่านั้น แน่นอนว่า เจ้าของสายการบินต้องชอบใจ อย่างแน่นอน เพราะการลดจำนวนบุคลากรบนเครื่องบินลง ทำให้จ่ายค่าจ้างลดลงเป็นจำนวนมาก และทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลง และมีความปลอดภัยสูงขึ้น ทำให้ปัญหาการจ้างงานลดลง เช่น

การเรียกร้องสวัสดิการ
การลางาน ขาดงวน การนัดหยุดงาน
ปัญหา การแตกต่างทางเชื้อชาติ/ชนชั้น
ปัญหาการเหลื่อมล้ำทางอาวุโส
ปัญหาความแตกต่างทางเพศ
.........................ปัญหาการจ้างงานเหล่านี้ลดลง



........การที่จะมีนักบินเพียงคนเดียวในการควบคุมเครื่องบิน ได้มีการหยิบยกมาพูดกันแล้ว และจะนำมาใช้จริงกับเครื่องบินขนส่งสินค้า freighter aircraft ก่อน ซึ่งไม่มีผู้โดยสารแม้แต่คนเดียวบนเครื่องบิน น่าสังเกตว่า วิธีการเช่นนี้ เขาห่วงใยชีวิตผู้โดยสารบนเครื่อง มากกว่าประชาชนตาดำๆ ที่อยู่ดำเนินชีวิตอย่างปกตือยู่ข้างล่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัย ไม่กลัวว่า นักบินเพียงคนเดียว จะเผลอหลับไป แล้วเครื่องบินขาดการควบคุม ตกลงใส่ประชาชนที่นอนอยู่ที่บ้าน และหากการใช้นักบินเพียงคนเดียวในการควบคุมเครื่องบิน ถ้ามันได้ผลดี หลักการนี้จะนำไปใช้กับเครื่องบินโดยสารทั่วไป


............แต่ผู้แปล ต้องขอทักท้วงไว้ตรงนี้ก่อนว่า การที่จะมีนักบินเพียงคนเดียวนั้น จู่ๆเขาจะมาเป็นนักบินที่1 ได้เลย โดยที่ไม่ต้องมีประสบการณ์การเป็นนักบินผู้ช่วยมาก่อน ได้เลย...อย่างนั้นหรือ เราจะฝึกนักบินที่ 1 โดยไม่ต้องเป็นนักบินที่ 2 มาก่อน ดีไหม ได้ย่างไร


.......เคยมีฝรั่งพูดกันว่า การที่เหลือนักบินเพียงคนเดียว ในห้องนักบิน สายการบินจะนำสุนัขที่ผ่านการฝึกแล้ว ให้ไปนั่งที่นั่งนักบินผู้ช่วยก่อน เพื่อคอยจับตามองนักบินที่1 มิให้จับต้องสวิทช์ใดๆ ปล่อยให้คอมพิวเตอร์ ซึ่งโปรแกรมล่วงหน้าไว้แล้ว เป็นผู้ควบคุมเครื่องบิน


หากนักบินคนเดียวนั้นเอาเมื่อไปแตะสวิทช์ใดๆ มันจะกัดทันที
และหากนักบินคนนั้นหลับในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มันจะเห่า ปลุกให้ตื่น

.........................
กลับเข้าประเด็นเมื่อไม่มีนักบิน จึงไม่ต้องมีห้องนักบิน พอกันทีกับคำว่า
Glass Cockpit
Touch screen
หรือ จอ HUD ที่ติดตั้งไว้ให้นักบินคอยตรวจตรา
อีกต่อไป

…….เพราะห้องนักบินที่อยู่ทางส่วนหน้า ถูกตัดออกไป ราคาค่าเครื่องบินอาจลดลงถึง 20% พื้นที่บริเวณนี้จะถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดชมวิวของผู้โดยสารชั้น 1 แบบ SKY Light หรือ Penthouse บนยอดตึกสูง เมื่อสภาพอากาศดีๆผู้โดยสารชั้น 1 จะได้ชมทิวทัศน์อย่างอภิรมย์ แต่ครั้นเมื่อบินเข้าใกล้เมฆฝน เศรษฐีจะไม่ขาดไฟ พวกเขาจะได้เห็น ฟ้าแล่บ ฟ้าร้อง ด้วยตาเปล่า


............แต่ใช่ว่าเที่ยวบินนั้น จะขาดการควบคุมเสียเลยที่เดียว เครื่องบินยังคงมีนักบิน (เพียงคนเดียว) เฝ้าควบคุมเที่ยวบินนั้น อยู่ที่ภาคพื้น ซึ่งอาจจะรวมศูนย์อยู่ที่ทำการของสายการบิน หรือ


อาจจะนุ่งกางเกงแพร คอยสังเกตการณ์อยู่ที่บ้าน โดยระบบอินเตอรืเน็ท..

ก็ได้ ใครจะรู้


.....................นักบินคนนั้น จะคอยควบคุมเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เท่านั้น
.......การที่ไม่มีนักบินอยู่บนเครื่องบิน ทางทหารหมายถึง อากาศยานแบบ UAV ใช้ในภารกิจ บางภารกิจเท่านั้น เช่น การโจมตี หรือลาดตระเวน แต่การลำเลียงกำลังพล หรือการเติมเชื้อเพลิงในอากาศ ยังเป็นเพียงแผนร่าง เท่านั้น
........การมีนักบินอยู่บนเครื่องบินมีทั้งข้อดี และข้อเสียอยู่หลายด้าน ก่อนจะเป็นนักบินย่อมผ่านกระบวนการคัดเลือก มาอย่างมากมายหลายขั้น


ทั้งในด้าน ดุลยพินิจ (Judgment)
และการหลีกเลี่ยงปัญหาตั้งแต่เนิ่น (Situation Awareness)



.......ซึ่งคุณสมบัติเช่นนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ยังพัฒนาไปไม่ถึง นักบินเชื่อว่าเมื่อเขานำเครื่องบินรอด ทุกชีวิตบนเครื่องบิน ย่อมปลอดภัยตามไปด้วย ในขณะที่คอมพิวเตอร์ทำงานไปตามโปรแกรมที่วางแผนไว้ เท่านั้น
.......การเดินทางโดยเครื่องบิน แตกต่างจากการเดินทางโดยรถและเรือตรงที่ มันไม่สามารถจอดนิ่งอยู่กับที่ได้ เมื่อคัน(เครื่องบิน)หน้าเบรกกะทันหัน เราไม่สามารถเบรกตามไปด้วยได้ สิ่งที่ไม่คาดคิดในการเดินทางโดยเครื่องบินเกิดขึ้นเสมอ
บ่อยครั้งที่ผู้โดยสารบางท่านเกิดอาการเมาเครื่องบิน เวียนหัวจนสำรอกอ้วกออกมา ถ้าหากเป็นรถยนต์เราสามารถจอดพักได้ แต่เครื่องบินทำเช่นนั้นไม่ได้


.........สมมุติให้เที่ยวบินนั้น มีเพียงผู้โดยสารกับเครื่องบิน เท่านั้น ไม่มีแม้กระทั่งพนักงานต้อนรับ เมื่อหิวอาหารหรือน้ำ ผู้โดยสารจะต้องลุกไปกด เอาจากตู้อาหารอัตโนมัติ เลือกได้ตามใจชอบ แต่หากอาหารหกเรี่ยราด ห้องน้ำสกปรก เด็กอ้วกราดพื้น หุ่นยนต์ที่ไหน จะทำหน้าที่แทนได้
ปัญหาผู้โดยสารแอบนำเหล้าขึ้นไปดื่ม ทะเลาะกัน ขโมยทรัพย์สินกัน ก็มีรายงานเกิดขึ้นบ่อยๆ
นักบินนั้นได้รับการฝึกให้เกิดการรับรู้ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหา อย่างถูกต้อง
แต่ระบบคอมพิวเตอร์ยังพัฒนาไปไม่ถึง

...............ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากทางด้านสถาบันความปลอดภัยในการเดินอากาศพบว่า อุบัติเหตุร้ายแรงบ่อยครั้งเกิดมาจากนักบิน เป็นต้นเหตุ มากกว่าความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครื่องยนต์กลไกของเครื่องบิน เช่น controlled flight into terrain (CFIT) ทักษะความสามารถของนักบินขึ้นๆลงๆ ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับระดับความอ่อนล้า แต่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่เป็นเช่นนั้น หลายๆสายการบิน ปล่อยให้ระบบคอมพิวเตอร์ automated ควบคุมเครื่องบินมากที่สุด นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ นักบินมักจะเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ เมื่ออ่อนล้า หรือรับรู้ข้อมูลผิดพลาด
แต่สถาบันความปลอดภัยในการเดินอากาศ ลืมตระหนักว่า ยังมีเที่ยวบินอีกพันเที่ยว-หมื่นเที่ยวรอดมาได้จากการตัดสินใจของนักบิน ด้วยดุลยพินิจ (Judgment) และการหลีกเลี่ยงปัญหาตั้งแต่เนิ่น(Situation Awareness)


............อุปสรรคสำคัญในการดำเนิน ขจัดนักบินออกจากเครื่องบินเชิงพาณิชย์ คือระบบควบคุมการจราจรทางอากาศแบบดั้งเดิมที่เรา ใช้อยู่ ในปัจจุบัน เพราะมันยังเป็นระบบที่ใช้มนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน( วางแผน ควบคุม สั่งการ)


...................หลังจากปี 2020 ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ จะเริ่มเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งถึงปี 2030 การจราจรทางอากาศจะไม่จำเป็นต้องถูกควบคุมโดยมนุษย์ เครื่องบินลำต่างๆจะมีระบบการจราจรทางอากาศ ติดตั้งไปด้วย ระบบนี้ทำให้เครื่องบินสามารถพูดคุยกันเอง สับหลีกเส้นทาง เปลี่ยนแปลงระดับเพดานบินได้เอง โดยที่ไม่ต้องมี นักบินและเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ

สองอาชีพต่าจ้างแพง นี้กำลังจะจบลง และกลายเป็นตำนานเรือจ้างอีกบทหนึ่ง


.............ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ SESAR และ NextGen ATM ได้ทดลองใช้แล้วในยุโรป และอเมริกาตามลำดับ. ส่วนที่เหลือของโลกกำลังเตรียมที่จะดำเนินการต่อไปให้สอดคล้องกัน
..........อีกเพียง30 ปีจากนี้ไปสายการบินซึ่งมีเครื่องบิน 300 ลำ แต่มีนักบินเพียง 50 คนเท่านั้น และเพียง 5 คนเท่านั้นที่จะประจำตามสถานี
นักบิน 1 คน ควบคุมเครื่องบินได้มากกว่า 5 ลำ
........เพื่อคอยแก้ไขปัญหา เมื่อมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นบนเครื่องบิน, เสียงเตือนและและข้อมูล จะถูกส่งกลับลงมา อย่างทันถ่วงที นักบินที่อยู่บนพื้นสามารถเข้าควบคุมเครื่องบินได้ทันทีที่เกิดปัญหาไม่คาดคิด
เมื่อถึงเวลานั้น


The aircraft commander will be the Purser

and the pilot back at base will be the driver.
ผู้ควบคุมอากาศยานจะเป็นหัวหน้าลูกเรือ

นักบินเป็นเพียงคนขับรถ


………จินตนาการเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมาย ในอุตสาหกรรมการบิน

เราจะเตรียมฝึกบุคลากรด้านต่างๆอย่างไร จะฝึกนักบินให้ไปเป็นสจ็วต อย่างไร
ระบบเชื่อมต่อทาง Avionics จะเป็นอย่างไร


สายการบินต้นทุนต่ำจะเป็นรายต่อไป ต่อจาก Air Cargo ที่ขับไล่นักบินออกจาบริษัทฯ


http://www.flightglobal.com/blogs/le....0tfATdn3.dpuf