สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

กระทู้: Armed C-130

  1. #1

    Post Armed C-130

    ติดอาวุธ(โล่ห์)ให้ เครื่องบิน C-130 ดีไหม


    ย้อนไปเมื่อสมัยผู้ก่อการร้าย(ผกค.)ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขา กองทัพอากาศของเราเคยใช้เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 9 (Nomad ประจำการที่กองบิน46 จ.พิษณุโลก) ติดตั้งปืนกลอากาศขนาด20มม.เพื่อช่วยการโจมตีจากทางอากาศ ข้อดีของการใช้ บ.ลำเลียงติดอาวุธก็คือ บรรทุกกระสุนได้มาก บินวนรอได้นาน แต่ข้อเสียของมันคือ ความเชื่องช้า และไม่มีอาวุธป้องกันตัว ครั้นเมื่อผู้ก่อการร้ายออกจากป่า ทำให้ความจำเป็นในการใช้ บ.ลำเลียงติดอาวุธหมดไป ปืนกลอากาศจึงถูกถอดออก จึงถือได้ว่า บ.ล.9 เป็น บ.ลำเลียง แบบสุดท้ายของ ทอ.ไทยที่เคยติดอาวุธ
    หลังจากวันนั้นผู้เขียนได้ย้ายเข้ามากองบิน 6 ดอนเมือง อันเป็นกองบินลำเลียงหลักของทอ. ซึ่งมีคำขวัญประจำกองบินว่า
    “สุโรโย นิราวุโธ” (Valor without arm)
    หมายถึง นักรบผู้ปราศจากอาวุธ ไม่มีอาวุธที่จะโจมตีใคร
    และไม่มีแม้กระทั่งอาวุธที่จะป้องกันตัวเอง
    ภารกิจหลักของเราคือ ต้องบินตระเวนไปส่งคนและสัมภาระยังที่ต่างๆให้ได้ ทั้งในยามศึกและยามสงบ นอกจากนี้ยังมีภารกิจพิเศษที่ได้รับมอบคือ การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่เพื่อนร่วมโลก ทำให้ขอบเขตการทำงานของเรากว้างไกลออกไป พร้อมกับปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
    ก่อนเหตุการณ์ 11กันยายนเกิดขึ้น เราสามารถวางใจได้ว่า ทุกแห่งที่เราบินไปมีความปลอดภัยเพียงพอต่อชีวิตลูกเรือและผู้โดยสาร แต่หลังจากเหตุการณ์11กันยายน การข่าวมีรายงานว่า จรวดต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่า(Manpad)จำนวนมากได้ถูกซื้อขายกันในตลาดมืด ทั้งยังมีรายงานว่า เครื่องบินโดยสารพลเรือนถูกลอบยิงด้วยจรวดดังกล่าว จึงมีคำถามเกิดขึ้นในวงการบินทั่วโลกว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะติดตั้งระบบป้องกันตัวเองให้กับเครื่องบินโดยสารพลเรือน และคำถามต่อมาคือ บ.ลำเลียงC-130ของทอ.ไทย มีอาวุธอะไรไว้ป้องกันตัวเองบ้าง ลำพังคำขวัญที่เขียนเป็นภาษาบาลีอาจจะไม่เหนียวเพียงพอ ที่จะทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จและปลอดภัย


    จรวดประทับบ่ามีขนาดยาวประมาณ1.5เมตร น้ำหนักเพียง 4 กก.รัศมีทำการ 5 กม.ใช้ยิงเป้าหมายที่อยู่สูงจากพื้น 10,000 ฟุต มีความเร็ว 1.5 มัค เร็วเกินพอที่จะไล่กวดเครื่องบิน โดยที่ส่วนหัวของจรวดจะมีตาพิเศษ ไว้คอยมองหาแหล่งความร้อนแล้วส่งสัญญาณไปบังคับครีบหาง ให้พุ่งเข้าหาเครื่องบินโดยอาศัยความร้อนที่พ่นมาจากปลายท่อไอเสียของ เครื่องบิน แม้ยิงไม่โดนอย่างจัง แค่เฉียดเป้าก็ระเบิดได้ หากยิงพลาดเป้าก็ยังสามารถทำลายตัวเองได้อีก โดยออกแบบให้สะเก็ดระเบิดให้ ทำความเสียหายแก่เครื่องบินได้ ที่มีชื่อรู้จักดีคือ

    SAM7,SAM14, SAM18 เป็นอาวุธค่ายรัสเซีย
    อีกตัวคือ STINGER ตัวนี้ผลิตในอเมริกา
    ว่ากันว่า STINGER ลอกแบบมาจากสองแบบแรก แล้วปรับปรุงให้ดีกว่า สำแดงเดชในสงครามอัฟกานิสถาน อย่างมีประสิทธิภาพ
    จรวดทั้งหมดถูกผลิตขึ้นมาจำนวนเท่าไร?
    ไม่มีใครรู้!
    ถูกส่งต่อไปให้มือที่สามที่สี่ ที่ใดบ้าง?
    ไม่มีใครรู้!!
    เคยมีข่าวว่ายึดได้จากบริเวณชายแดนเพื่อนบ้านของเรา เมื่อไม่นานมานี้

    เทคโนโลยีการป้องกันตัวใน บ.ทหารยุคเก่า
    ในช่วงกว่าสามสิบปีที่ผ่านมา บ.ลำเลียงของ ทอ.สหรัฐฯเช่น C-130 ถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินปฏิบัติการพิเศษMC-130 สามารถบินเดี่ยวทะลวงเข้าไปในดินแดนข้าศึกได้ เครื่องบิน MC-130 มีเพียงเปลือกนอกเท่านั้นที่ดูคล้ายกับC-130 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Air Defensive System (ADS) ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบสิบตัน อาทิ เรดาร์ค้นหาเป้าหมายทางภาคพื้นและในอากาศ อุปกรณ์ก่อกวนวิทยุและเรดาร์ฝ่ายตรงข้าม อุปกรณ์บางอย่างนำมาจาก บ.ขับไล่ เช่น แฟลร์ ที่ปล่อยเป็นเป้าลวงจรวด ซึ่งต้องใช้ควบคู่กับระบบเรดาร์ค้นหา เพิ่มลูกเรือขึ้นไปอีกโดยมีDefensive officer อีกหนึ่งคนนั่งเฝ้าหน้าจอเร้ดาร์คอยค้นหาจรวดที่จะวิ่งเข้ามาทำลายเครื่อง บิน แต่เมื่อไม่นานมานี้ทอ.สหรัฐฯได้ติดตั้งระบบ ADS ที่เคยใช้ได้ผลกับ MC-130ให้กับเครื่องบินC-130แบบธรรมดา(แบบเดียวกับที่ ทอ.ไทยใช้อยู่)อย่างทั่วถึง เพื่อเป็นเครื่องป้องกันจากโจมตีทั้งในภารกิจทางยุทธวิธีและเพื่อมนุษยธรรม


    ปัจจัยด้านความเสี่ยง
    วิชา Tactical Mission Consideration ในหลักสูตร Aircraft commander ของทอ.สหรัฐฯ ที่ผู้เขียนได้เคยเข้าเรียน ได้กล่าวถึงปัจจัยหลายๆด้านในการที่จะนำ C-130 ตัวอ้วนๆ บินช้าๆ เข้าสู่สนามรบที่มีภัยอันตรายรอบด้าน ปัจจัยด้านการข่าวมีความสำคัญมากที่สุด คือต้องสืบรู้ให้ได้ว่าพื้นที่ที่จะบินเข้าไปมีระดับการต่อต้านเป็นแบบใด

    High Threat,
    Middle Threat หรือ
    Low Threat


    หากเป็น Low Threat อาจอาศัยความมืดจากยามวิกาลเป็นเครื่องอำพราง
    หากเป็น Middle Threat จำเป็นต้องร้องขอการสนับสนุนจาก บ.ขับไล่ และหากเป็น High Threat ต้องเพิ่มมาตรการทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปอีก แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ
    Unknown Threat
    อันเป็นภัยร้ายแรงที่ไม่รู้ว่าศัตรูอยู่ที่ไหน จะถูกสอยเมื่อไร ซึ่งคล้ายกับการปฏิบัติภารกิจประจำในทุกวันนี้ เพราะสิ่งที่ บ.ลำเลียงเผชิญอยู่ทุกวันนี้มิใช่ มาจาก บ.ขับไล่ของข้าศึกหรือจรวดระยะสูง แต่เป็นผู้ก่อการร้ายเพียงคนเดียวพร้อมโทรศัพท์มือถือ แอบนำจรวดใส่ท้ายรถขับมาใกล้ๆสนามบินแล้วลงมือโดยที่เราไม่ทันระวัง


    เทคโนโลยีการป้องกันตัว
    เมื่อศัตรูมีดาบ เราก็หาโล่หรือเกราะมาป้องกันไว้ก่อนแล้วจึงตอบโต้กลับ พอศัตรูเห็นว่าเรามีเกราะก็จะหาทางทำลายเกราะหรือไม่ก็หาอาวุธอื่น วิธีอื่นมาทำร้ายเราอีก เราเองก็ต้องหาอาวุธหรือมาตรการอื่นมาป้องกันตัวอีก การโจมตีเป้าหมายที่อยู่ในอากาศก็ไม่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งมีอาวุธใหม่ วิธีใหม่ ฝ่ายตรงข้ามก็หาทางใหม่เพื่อโต้ตอบ ฝ่ายหนึ่งใช้เครื่องบินไอพ่นเข้าโจมตี ฝ่ายตรงข้ามใช้จรวด(ติดตามความร้อนที่มากับไอพ่น)ยิงสวนกลับ ฝ่ายที่ใช้เครื่องบินรู้ทันจึงใช้ลูกไฟ(แฟลร์)หลอกล่อจรวดให้หลงทาง เป็นอยู่อย่างนี้สลับกันไปมา กิจการการบินเกิดขึ้น และเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยี แฟนภาพยนต์คงเคยเห็นเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ชื่อว่า Air Force One เป็นเครื่องบินที่มีระบบป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดในโลก รายละเอียดความจริงของระบบป้องกันตัวเองไม่เคยมีใครได้รู้ เพราะตั้งใจเก็บเป็นความลับที่สุด ที่ได้เห็นผ่านจอเป็นแค่เพียงจินตนาการของคนสร้างหนัง เท่านั้น

    วิธีป้องกันตัวเอง
    บ.ขับไล่ มีขีดความสามารถด้านความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่จะประกันความอยู่รอด เพราะความเร็วทำให้สมรรถนะของ บ.สูงขึ้น สามารถที่จะเลี้ยวหลบหรือปล่อยเป้าลวงทำให้จรวดติดตาม/ค้นหาเป้าหมายไม่เจอ แต่ธรรมชาติของ บ.ลำเลียง กลับตรงข้าม ผู้เขียนเคยถูกฝึกให้บินแบบ “Low and Slow” หรือ”Get down in the mud” คือบินให้ต่ำที่สุดและช้าที่สุด หากต้องหนีตายจะบินให้ต่ำกว่ายอดมะพร้าว(50ฟุต)ก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่ระหว่างการฝึกกำหนดไว้ที่500ฟุตเหนือพื้น และต้องอาศัยภูมิประเทศเป็นฉากอำพราง (Terrain Masking) ศึกษาพื้นผิวภูมิประเทศที่จะบินไปให้ดีว่า ชาวบ้าน(ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม)เพาะปลูกพืชชนิดใด ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวหรือยัง เพราะฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านจะออกมาใช้เวลาอยู่ตามท้องไร่ท้องนานานขึ้น หรือเลือกเวลาที่จะปฏิบัติภารกิจในเวลากลางคืนเป็นหลัก



    ในสงครามเวียดนามบริเวณรอบ ฐานบินไม่ปลอดภัย เมื่อจะกลับลงสนามนักบินต้องใช้ยุทธวิธีการบินหลายวิธีต่างๆกัน บ้างครั้งต้องบินเข้ามาที่ระดับความสูงสูงมากเพื่อให้พ้นจากการยิงของปืน เล็ก แล้วรีบลดระดับและความเร็วเมื่ออยู่เหนือสนาม หรือไม่ก็บินให้เร็วที่สุด-ต่ำที่สุด ซึ่งก็ต้องอาศัยฝีมือและประสบการณ์ของนักบินเป็นอย่างมากและกลับเข้าสู่สนาม แบบไม่ซ้ำรอยเดิม (Random)เพื่อไม่ให้ข้าศึกคาดเดาได้ว่าเราจะมาจากทิศทางใด



    ทอ.ของเรามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ กอปรภัยคุกคามที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องน่าวิตก ดังนั้นการจะติดตั้งระบบป้องกันจากการถูกยิงให้กับ บ.ลำเลียง จึงเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่บางมาตรการที่ ทอ.ของเราได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว คือการเปลี่ยนสีของเครื่องบินC-130บางลำ จากลายพรางมาเป็นสีขาวและสีเทา เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมิตร เมื่อต้องบินไปต่างแดนหรือในภารกิจเพื่อมนุษยธรรม


    เครื่องบินสีลายพรางจะช่วยพรางสายตา เมื่อมองลงมาจากท้องฟ้าที่สูงกว่าโดยมีพื้นด้านล่างเป็นป่าเขา แต่จะไม่ช่วยอะไรเลย หากพื้นล่างเป็นทะเลหรือทะเลทราย แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เครื่องบินถูกสังเกตเห็นได้ง่ายตั้งแต่ระยะไกล คือความแววมันของผิวสี(Gross)ที่สะท้อนแสงได้ง่าย อาจจะทำให้เครื่องบินประหยัดน้ำมันได้บ้าง แต่คงไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สู้ปล่อยให้เป็นสีด้านเดิมๆย่อมดีกว่า

    เทคโนโลยีการป้องกันตัวใน บ.โดยสารพลเรือนยุคใหม่
    ความเร็วและความสูงของเครื่องบิน เปรียบเสมือนกับเงินทุนที่เราเตรียมไว้ใช้จ่าย เครื่องบินมีความเร็วเหมือนมีเงินสดอยู่ในกระเป๋าสามารถที่จะใช้แก้ปัญหา อะไรก็ได้ในทันที และเมื่อบินอยู่สูงคล้ายกับว่ายังมีเงินสำรองอยู่ในธนาคาร ความเร็วและความสูงสามารถจะแลกเปลี่ยนกันได้เมื่อจำเป็น ความเร็วสามารถเปลี่ยนเป็นความสูงได้ในทันที ความสูงก็สามารถเปลี่ยนเป็นความเร็วได้(แต่ช้ากว่า) กฎข้อนี้สามารถใช้ได้ทั้งในการบินทางยุทธวิธีและการบินทั่วไป ข้อนี้นักบินทราบกันดี แต่ในขณะที่ บ.กำลังจะขึ้นบินหรือกลับสู่สนาม บ.จะอยู่ในสภาวะทุนน้อย คือ ความเร็วน้อย และความสูงต่ำ หากเกิดอะไรขึ้นมา จะมีเวลา(ทุน)ให้แก้ไขสถานการณ์ได้น้อยมาก ผู้ก่อการร้ายก็รู้เช่นเรารู้ จึงแอบโจมตีเครื่องบินเมื่ออยู่ใกล้ๆกับสนามบิน


    ด้วยเหตุนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้มีการกำหนดระบบป้องกันตัวเองจากการ โจมตีด้วยจรวดขึ้นดังนี้ ”ระบบฯจะต้องมีความสามารถป้องกันเครื่องบิน ที่มีขนาดเท่ากับ Boeing-737หรือใหญ่กว่า เป็นเวลา10นาทีหลังจากวิ่งขึ้นและก่อนกลับมาลงสนาม ระบบฯจะต้องป้องกันได้ 360 องศารอบตัว จากจรวดนำวิถีด้วยรังสีอินฟาเรดยุคแรก(SAM-7)จนถึงยุคที่สาม(SAM-18) โดยประกันความอยู่รอดได้มากกว่า90%เมื่อถูกยิงด้วยจรวดหลายลูก และ80%เมื่อถูกยิงด้วยจรวดสองลูกพ้อมกัน”
    การกำหนดความต้องการดังกล่าวทำให้เกิดแนวทางในการค้นคว้าหาอาวุธป้องกันตัว เองออกเป็นสองแนวทาง แต่ละแนวทางจะมีระบบพื้นฐานที่เหมือนกันคืออุปกรณ์ค้นหาจรวด (Radarsหรือ Sensors) คือต้องหาทิศทางที่จรวดจะพุ่งเข้าหาเครื่องบินให้ได้ก่อน แล้วจึงเลือกวิธีที่จะทำให้จรวดเบี่ยงเบนออกไป 2 แนวทางดังกล่าวคือ

    1.ระบบเบี่ยงเบนจรวดแบบติดตั้งอยู่กับเครื่องบิน Onboard Jammers (Directed infrared countermeasures ;DIRCM) ระบบนี้น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายให้กับ บ.โดยสารพลเรือนขนาดใหญ่ การทำงานของระบบนี้ คือการติดตั้งเครื่องกำเนิดเลเซอร์ไว้ที่ผิวลำตัวด้านท้ายของเครื่องบิน ระบบจะตรวจจับได้แม้กระทั่งควันของจรวด เมื่อค้นหาทิศทางของจรวดที่พุ่งเข้าหาเครื่องบินได้แล้ว จะผลิตแสงเลเซอร์พุ่งตรงไปยังส่วนหัวของจรวด ซึ่งทำหน้าที่เหมือนตาของระบบนำวิถีให้พร่ามั่ว ค้นหาเป้าไม่พบและเบี่ยงเบนออกไปจากเครื่องบิน


    2.ระบบเบี่ยงเบนจรวดแบบถูกปล่อย ออกมาจากเครื่องบิน Offboard infrared decoys ระบบนี้มีพื้นฐานมาจากเครื่องบินรบทางทหารโดยตรง ซึ่งประกอบด้วย เครื่องปล่อยแฟลร์(Dispensers)และแฟลร์ เมื่อค้นหาทิศทางของจรวดที่พุ่งเข้าหาเครื่องบินได้แล้ว Dispenserจะปล่อยแฟลร์ลวงให้จรวดวิ่งเข้าหาแฟลร์(แทนที่จะวิ่งเข้าหาเครื่อง บิน) โดยมีการพัฒนาวัสดุพิเศษให้เผาไหม้ที่ความร้อนเพียง 800 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้เคียงกับความร้อนของไอเสียที่พ่นมาจากท่อท้ายของเครื่องบิน เปรียบเทียบกับแฟลร์รุ่นเก่าที่ให้ความร้อนสูงถึง 1500 องศา แถมยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในเวลากลางวัน แต่พอสังเกตเห็นได้คล้ายไฟธูป เมื่อใช้ในเวลากลางคืน และยังไม่เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินบนพื้นด้านล่าง เพราะจะเผาไหม้ตัวเองหมดภายในเวลาเพียง 2 วินาทีเปรียบเทียบกับรุ่นเก่าที่ร้อนนานถึง6วินาที ตัวDispensers เองยังได้ถูกออกแบบให้ปล่อยแฟลร์ด้วยการดีดของสปริง แทนที่การใช้การจุดด้วยดินขับ (Pyrotechnic) อันไม่เหมาะกับการใช้งานทางพลเรือน


    ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา
    1.ความผิดพลาดของระบบ(False Alarms) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายลักษณะเช่น
    (1.1)มีจรวดวิ่งเข้ามาแต่ระบบไม่ทำงาน(ปากหนัก)
    (1.2)ไม่มีจรวดวิ่งเข้ามาแต่ระบบร้องเตือน(เด็กเลี้ยงแกะ)
    ทั้งสองลักษณะแก้ไขได้โดยใช้ Passive imaging และ Active radar sensors ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้ยืนยันการทำงานซึ่งกันและกัน

    2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากทางทหารมาสู่พลเรือน ความลับทางทหารที่ซ่อนอยู่ในระบบอาวุธต่างๆจำเป็นต้องรักษาไว้ให้มากที่สุด เพื่อมิให้ใครได้รู้ การจะถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ใช้งานทางทหารให้กับพลเรือน จะต้องกระทำอย่างจำกัดเพราะอาจตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่หวังดีได้ง่าย

    3. ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ในช่วงการค้นคว้าและทดสอบระบบอาจได้รับเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่บางส่วน แต่เมื่อนำไปติดตั้งกับเครื่องบิน แต่ละระบบจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นแตกต่างกัน ระบบ DIRCM มีค่าติดตั้งในเบื้องต้น1ล้านเหรียญสหรัฐฯและค่าบำรุงรักษา13 เหรียญต่อหนึ่งชั่วโมงบิน แถมระบบนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นราวครึ่งตันและผิวของเครื่องบินที่ติด ตั้งกระเปาะจะต้านทานอากาศมากขึ้น ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ต้องเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนระบบ Decoy มีค่าติดตั้งในเบื้องต้น เพียง5แสนเหรียญ แต่ยังไม่ได้ประเมินค่าบำรุงรักษาที่จะตามมา นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการฝึกนักบิน และในที่สุดทั้งหมดที่กล่าวมา ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นคงจะตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน และภาษีของเรา
    เมื่อบทความกำลังจะจบลงด้วยประเด็น
    "งบประมาณหรือภาษีของคนไทยทั้งชาติ" ทอ.ต้องถามตัวเองว่า
    งบประมาณที่โถมให้กับฝูงบินขับไล่ทั้ง F-16 หรือ Grippen กับที่เจียดให้เครื่องบินลำเลียง มีสัดส่วนอย่างไร และหากย้อนไปถึง
    โอกาสที่จะใช้ฝูงบินขับไล่เพื่อปฏิบัติการจริง กับ
    การปฏิบัติภารกิจของเครื่องบิน C-130 ที่เกิดขึ้นทุกวัน
    งบประมาณที่มีจำกัด ควรจะถูกใช้อย่างไรตาม "ทฤษฎีของความน่าจะเป็น"

    . . ท่ามกลางความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นเกือบทุกหนแห่งในโลกปัจจุบัน ในสถานการณ์ที่ยากจะแยกได้ว่าใครคือมิตรใครคือศัตรู การลำเลียงทางอากาศย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง อุปกรณ์และมาตรการเพื่อป้องกันการถูกยิงด้วยจรวด กำลังจะถูกนำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการบินพลเรือนในไม่ช้า กองทัพอากาศของเราคงจะนิ่งอยู่เฉยไม่ได้ จำนวนงบประมาณอันจำกัด ที่เคยทุ่มให้กับ บ.ขับไล่เป็นส่วนใหญ่ ควรหรือยังที่จะถูกเจียดมาสำหรับการติดอาวุธป้องกันตัวของเครื่องบินC-130 ที่ต้องเผชิญกับศัตรูที่มองไม่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
    . . ประโยชน์ที่ ทอ.จะได้รับนอกเหนือจากการใช้งานในยามสันติแล้ว หากมีความจำเป็นในทางยุทธการเกิดขึ้น เรายังสามารถที่จะนำ เครื่องบิน C-1310ของเรา เข้าใกล้เขตหน้าการรบมากยิ่งขึ้น ย่อมเท่ากับว่าเป็นการเสริมศักยภาพทางทหารของกองทัพได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม บทความนี้ผู้เขียนพยายามถ่ายทอดให้เป็นภาษาชาวบ้านที่เข้าใจง่ายมากกว่าเป็น เอกสารเชิงวิชาการ หากท่านผู้อ่านสนใจอยากทราบรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม หรือระบบอาวุธอื่นๆสามารถติดตามได้ที่นิตยสารFlight international เดือนกุมภาพันธ์ 2004 เรื่อง“Beating the odds เขียนโดย Graham Warwick หรือที่http://www.fas.org เพราะอย่างน้อยความรู้ก็ประดุจดังอาวุธได้เหมือนกัน

  2. #2

    มาตรฐาน

    ความคิดเห็นที่ 1

    eagle1

    eagleone@hotmail.com

    ตอบ # 1 เมื่อ 9 มิถุนายน 2551 09:43 น.

    เกินความจำเป็น


    ปีกทอง

    altitudelndicator@hotmail.com

    ตอบ # 2 เมื่อ 3 กรกฎาคม 2551 18:39 น.

    ผมว่าเห็นสมควรครับที่จะติดระบบป้องกันตนเองครับ ผมว่าอาวุธที่น่าจะติดนะครับก็น่าจะเป็นปืนใหญ่อากาศ 130 มม. และก็ปืนกลสัก 1 กระบอกครับ เเละที่สำคัญของC-130 ไทยก้คือระบบอวิโอนิกส์ยังไม่ทันสมัยเท่าไร ผมว่าน่าจะปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นครับ และก็แฟล็กสัก 20 ชุดอ่ะครับ เพื่อป้องกันจรวดต่อต้านอากาศยานครับ และก้ติดไอพ่นเเบบเครื่องของทีมหมู่บินผาดเเผลง บลูแองเจิลอ่ะครับ ก้น่าจะคล้องตัวพอสมควรครับ

    แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องใช่เงิน เเต่น่าจะลองคุยกับทางบริษัทในอิสราเอล ดูนะครับ ผมว่าอะไหล่ที่นั้นก็น่าจะดีพอๆๆกับของสหรัฐเเละครับ เเละผมว่าก็น่าจะถูกกว่านะครับ ( ผมไม่ใช่นายหน้าน่ะครับ อิอิ )


    แต่ผมเห็นสมควรที่จะติดตั้งระบบป้องกันครับ


    MAFFS''''''''''''LOADMASTER

    DRAGON_0788@HOTMAIL.COM

    ตอบ # 3 เมื่อ 19 กรกฎาคม 2551 13:33 น.

    ถ้าติดอาวุธเมื่อไหร่ จะขอกลับเข้ารับราชการไปบินได้รึป่าวอะ........MAFFS.......


    hangar student

    translator_thai2@yahoo.com

    ตอบ # 4 เมื่อ 11 ตุลาคม 2551 09:27 น.

    ผมเองก็คิดว่า C-130 น่าจะได้รับการติดตั้ง อาวุธเพื่อป้องกันตัว เพิ่มขึ้นครับ

    (จริงๆแล้ว อยากให้มี Gunship "Spectre" ไว้ ทำ Ground Support ด้วยซำไป)

    เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติ ของฝูงบิน C-130 ของเรา ให้เต็มที่

    (ขออภัยที่ ถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะสื่อได้ไม่ดีนัก ผมเป็นพลเรือน น่ะครับ ซ่อมชิ้นส่วนเครื่องบินอยู่ ฝั่งตรงข้ามกับ ทอ ของคุณเอง)


    boss

    optirat@hotmail.com

    ตอบ # 6 เมื่อ 4 เมษายน 2552 15:52 น.

    เเค่ติด m 60 2 กระบอกข้างหน้าต่าง ก็พอเเล้ว



    skypig

    kongsomrit@yahoo.com



    ตอบ # 7 เมื่อ 17 เมษายน 2552 16:52 น.

    อยากเล่าให้ฟังว่า เมื่อเครื่องบิน C-130 ของเรา จำเป็นต้องออกไปทำงาน ซึ่งเสี่ยงกว่าปกติ

    นักบินและลูกเรือ จะได้รับอาวุธปืนกลอูซี่ติดตัวไปด้วย จำนวนหนึ่ง

    การจะติดอาวุธให้ C-130 ของเรา ไม่จำเป็นถึงต้องเป็นปืนผา หน้าไม้ ดอกกระมัง

    หากพอจะมีตังค์ ก็ช่วยบำรุงรักษา มันให้ดี

    และหากเป็นไปได้ น่าจะมี อาวุธเชิงรับ ประเภทChaffe & Flare พร้อมกับระบบตรวจจับ รุ่นใหม่

    น่าจะพอรับกันได้ กับสถานการณ์ทั่วไป

    แต่ถึงอย่างไร ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความเห็น และความหวังดี ต่อทหารของเรา


    boss

    optirat@hotmail.com

    ตอบ # 8 เมื่อ 5 พฤษภาคม 2552 10:54 น.

    น่าจะติด gatering แบบ blackhawk นะคับเพิ่มเติมจากคห.ที่6




    กล้วยไข่ไฮเทค

    anantjar@hotmail.com

    ตอบ # 21 เมื่อ 24 กรกฎาคม 2552 00:14 น. แก้ไข ลบ

    ตามความเห็นของคุณ skypig นั้น ถ้าเป็นสถานการณ์และภาระกิจในปัจจุบัน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

    ครับ และจะต้องติดด้วยครับ สำหรับ CHAFF/FLARE และระบบป้องกัน ถึงผมจะไม่สันทัดเรื่องอาวุธมากนัก แต่ไม่ควรรอให้เกิดเหตุการคับขัน ซึ่งคงไม่ทันใช้หรอกครับ สมัยนี้ ไม่รู้จะมีระยะพอให้ใช้ปืนกลอากาศยิงหรือเปล่าก็ไม่รู้

    ถ้าผมเป็นข้าศึก คงต้องสอยตั้งแต่ยังไม่เห็นตัว(ดูในเรดาร์) แล้วชิ่งหนีไปตั้งหลักก่อน หรือแม้แต่อาวุธภาคพื้น ก็ต้องนำวิถียิงตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ตัว เจออย่างนี้ C-130 เราจะทำยังงัยครับ



    ชื่อ : skypig E-mail : kongsomrit@yahoo.com วันที่ : 17 ธันวาคม 2552 10:21 น. IP : 125.25.19.XXX



    ความคิดเห็นที่ 2

    ขอถามนะครับว่า c-123 ของไทย แปลงเป็น ac-123 ได้ไหมครับ

    ถ้าได้คงจะดีมาก

    ชื่อ : squad93 วันที่ : 9 เมษายน 2553 16:44 น. IP : 125.24.52.XXX

    ความคิดเห็นที่ 3

    ขอโทษที่ตอบช้าไปหน่อย
    ระหว่างสงครามเวียดนาม ได้ดัดแปลงc-123 ไปเป็น Gun Ship
    ลองค้นหาดูในกูเกิ้ลได้ครับ
    c-123 ของเราปลดประจำการไปนานแล้วครับ
    แต่อาจมีให้เห็นบินอยู่บ้าง ในบางกองทัพ
    เอาไว้มีเวลา ผมคงจะเขียนถึงมัน

    ชื่อ : skypig E-mail : kongsomrit@yahoo.com วันที่ : 5 มิถุนายน 2553 13:53 น. IP : 118.172.188.XXX

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด