What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

การตรวจสอบสภาพภายนอกเครื่องบิน

skypig

Administrator
การตรวจสอบสภาพภายนอกเครื่องบิน

SEEING CHECK


ท่านเคยเดินวนรอบรถ ตรวจสภาพภายนอกของมัน บ้างหรือไม่
ก่อนที่จะคร่อม ขี่ เร่งมันออกไป ไม่ว่าเราจะใช้รถจักรยาน มอเตอร์ไซด์ หรือรถยนต์
ก่อนที่เราจะขี่มัน ฝากชีวิตของเรา และคนรอบข้างไว้กับมัน
แต่สำหรับนักบิน และเครื่องบิน มีกฎเหล็กข้อบังคับสำคัญ ที่ต้อง

การตรวจสอบสภาพภายนอกเครื่องบินก่อน และหลังทำการบิน

ทุกครั้ง ไม่ว่าจะบินไกล ใกล้ นานแค่ไหน นักบินต้องการตรวจสอบสภาพภายนอกเครื่องบิน ก่อนและหลังทำการบินเสมอ
ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการตรวจสอบที่ไม่สามารถกระทำได้ ขณะที่ติดเครื่องยนต์แล้ว หรือลอยอยู่ในอากาศ

การตรวจเช็คสภาพภายนอกเครื่องบิน ในลักษณะเช่นนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปบ้าง ตามบริษัทผลิตเครื่องบิน หรือสายการบินต่างๆ

จะเรียกกัน บ้างเรียกว่า Transit check
บ้างเรียกว่า pre-flight check
บ้างเรียกว่า walk-around check​

การตรวจเช็คสภาพภายนอกเครื่องบิน ในลักษณะนี้ เป็นการตรวจแบบมือเปล่า ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใดๆ อาศัยเพียง สายตาคู่เดียว แว่นตาดีๆ จ้องมองไปยังพื้นผิว เรือนร่าง ทรวดทรงอันบอบบาง ได้สัดส่วนของลำตัวเครื่องบิน

ที่ถูกเรียกว่า Transit checks เพราะนั่นหมายถึงว่า ในแต่ละวัน นักบินต้องบินเครื่องบินลำเดิม หลายเที่ยวบิน เมื่อลงมาถึงพื้นครั้งหนึ่ง จำเป็นต้องมาตรวจหลังบิน Post Flight และถือโอกาส รวมการตรวจก่อนขึ้น pre-flight ของเที่ยวบินต่อไป ในคราวเดียว​
.....................ลักษณะการตรวจ เป็นการเดินวนรอบ แบบทักษินาวัตร คือ เดินวนขวา walk-around แบบงานมงคล
รอบเดียวก็เพียงพอ ซึ่งเครื่องบินหลายแบบ ต่างค่ายที่เคยบิน ไม่ว่าจะเป็นค่าย Lockheed Boeing หรือ Airbus ต่างเดินวนตามรอยพระพุทธเจ้า ทั้งนั้น

..............................การได้ walk-around รอบเครื่องบิน ในสภาพอากาศแจ่มใส ถือเป็นการพักผ่อนคลายเครียด จากการนั่งบินมาเป็นเวลานานๆ ลดอาการปวดหลัง เมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องระวังอันตราย ที่มาจากธรรมชาติ และอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รอบลำตัวเครื่องบิน

ความสำคัญของการตรวจสภาพภายนอกเครื่องบิน
................................ผิวลำตัวของเครื่องบินทำหน้าที่ห่อหุ้มโครงสร้างลำตัว และป้องปกให้ทุกชีวิตดำรงอยู่ได้ ภายใต้สิ่งแวดล้อมอันอันตราย ทั้งจากความดันบรรยากาศ และอุณหภูมิ ที่สุดขั้ว โดยที่บริเวณผิวลำตัวของเครื่องบิน ยังได้รับการติดตั้งอุปกรณ์สำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่หัวจรดท้าย อุปกรณ์เหล่านี้ ทำหน้าที่คอยตรวจวัดคุณสมบัติของอากาศ ได้แก่ ความดันบรรยากาศ อุณหภูมิของกาศ เครื่องวัดมุมไต่ (AOA) เพื่อป้อนข้อมูล ไปยังห้องนักบิน
ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มีสัมผัสที่ละเอียดอ่อน และตอบสนองอย่างรวดเร็วมาก ข้อมูลที่ตรวจวัดได้จะต้องมีค่าที่ถูกต้องเสมอ หากผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อย ย่อมทำให้นักบิน และระบบควบคุมการบินตอบสนองผิดพลาด อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ทันที
..................ผิวลำตัวของเครื่องบินยังได้รับการติดตั้ง เสาอากาศ antenna ของวิทยุ และเครื่องช่วยเดินอากาศ อีกมากมาย หลายชนิด ซึ่งเสาอากาศ เหล่านี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก และบอบบาง แต่ต้องทนได้ต่อทุกสภาวะอากาศ ร้อนสุดขั้ว ไปถึงหนาวสุดโหด ได้อย่างดี
..............การวัดค่าความเร็ว และความสูงของเครื่องบิน ใช้ระบบท่อคู่ Pitot และ Static port ซึ่งขนาดของท่อทั้งสอง ไม่ใหญ่ไม่กว่าฝ่ามือ
ท่อ Pitot มีลักษณะเป็นเงี่ยง ขนาดยาวไม่เกินหนึ่งฟุต มักติดตั้งไว้ส่วนหน้าของลำตัว รูของท่อ Pitot มีขนาดเท่าด้ามปากกา หากมีแมลงวันตัวเดียว เข้าไปอุด อาจทำให้การวัดค่าความเร็วของเครื่องบินคลาดเคลื่อน และหากนักบินไม่ทราบ ไม่ตระหนัก หรือแก้ไขผิดวิธีอาจทำให้เสียการควบคุมได้
......................เพื่อป้องกันมิให้ท่ออุดตัน หลังจากบินกลับมาแล้ว และต้องจอดค้างคืนนานๆ ท่อ Pitot จะได้รับการป้องกันไม่ให้แมลงเข้าไปอาศัยทำรัง โดยเฉพาะตัวแมลงหมาร่า ที่ก่อรังด้วยก้อนดิน ถุงครอบท่อ Pitot มีขนาดเล็กกว่าถุงมือ ถูกออกแบบให้มีสีสะดุดตา เพื่อป้องกันการลืมถอดออก ก่อนที่จะขึ้นบิน




......................ระบท่อ Static port ติดตั้งไว้ที่ผิวลำตัว ราบเนียนไปกับพื้นผิว มีขนาดเท่ารูเข็ม เท่านั้น แต่มีหลายรู ใช้เพื่อป้อนข้อมูลวัความสูงของเครื่องบิน ท่อนี้สังเกตได้ยาก เมื่อนำเครื่องบินไปล้างลำตัว ทีมช่างต้องอุดท่อนี้ด้วยเทปกาว เคยมีเหตุการณ์ที่ลืมลอกเทปกาวออก แล้วนักบินนำเครื่องบิน ไปบิน ผลลัพท์คือ ข้อมูลด้านความสูงของเครื่องบิน ผิดเพี้ยนไปจากความจริงทั้งหมด

..............ระบบท่อคู่ Pitot และ Static port ทั้งสอง ย่อมได้รับการป้องกันจากการรบกวนของน้ำ และน้ำแข็ง โดยได้รับการติดตั้งระบบทำความร้อนไว้อย่างรัดกุม
............นอกจากนี้ สำหรับเครื่องบินลำเล็ก เมื่อจอดเป็นเวลานาน อาจจะมีแผ่นประกับ (Gust Lock) ยึดตรึงชิ้นส่วนเคลื่อนไหว(Rudder elevators ailerons) ของเครื่องบินเอาไว้ เพื่อไม่ให้ลมตีย้อน ซึ่งก่อนขึ้นบินช่าง หรือนักบิน ต้องปลดมันออกก่อน มิเช่นนั้น นักบินจะบังคับเครื่องบินไม่ได้

..................เสาอากาศ antenna ของวิทยุ และเครื่องช่วยเดินอากาศ ที่ได้รับการติดตั้งไว้ที่ผิดลำตัว มีมากมายหลายชนิด บางชนิดเล็กกว่าฝ่ามือ บางชนิดอาจยาวกว่า 5 เมตร ในระหว่างเดินตรวจผิวภายนอก เราต้องดูให้แน่ใจว่า มันอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีหลุดหลวม ไม่มีคราบรอยใดๆ Clear Clean


...............พื้นผิว ลำตัวของเรียบเนียน ไม่มีรอยบุบ ไม่มีรอยถลอก หากมีรอยขีดข่วน ย่อมส่งผลต่อสมรรถนะของเครื่องบิน คือบินช้าลง เปลืองน้ำมันมากขึ้น




การตรวจสภาพ และการบำรุงรักษาเครื่องบิน

.................... การตรวจสภาพ และการบำรุงรักษเครื่องบิน มีรูปแบบ และชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ทั้งในแบบเชิงการบินพลเรือน-พานิชย์ และทางทหาร ซึ่งอาจกระทำได้ทั้งแบบ ขึ้นอยู่กับตามเวลาปฏิทิน(วัน เดือน ปี) หรือระยะเวลาใช้งาน (25 50 100 1000 ชั่วโมงบิน คล้ายๆกับการบำรุงรักษารถยนต์ใหม่
เครื่องบินรุ่นเชิงพานิชย์รุ่นเก่าๆ เช่น B737 / 727 ใช้เวลา ในการตรวจสอบ ดังนี้

A-check เมื่อผ่านการใช้งานมา 125 ชั่วโมงบิน
B-check เมื่อผ่านการใช้งานมา 750 ชั่วโมงบิน
C- check เมื่อผ่านการใช้งานมา 3000 ชั่วโมงบิน หรือราว 18 เดือน และอาจปลีกย่อยเป็น C,2C,3C,4C,5C ได้อีก
D-checks ขึ้นอยู่กับสภาพของเครื่องบิน​

...............ระยะเวลาในการเข้าตรวจ ซ่อมบำรุงเหล่านั้น อาจจะเป็น ครึ่งวัน หลายวัน หรือนานนับเดือน แต่ในบทความนี้จะกล่าวถึงการตรวจสภาพภาพนอกเครื่องบินแบบ Walk around ซึ่งใช้มือเปล่า และเวลาในการตวรจเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น
.......นับย้อนกลับไปเป็นศิษย์การบิน แต่ละวันตอนเช้าช่วง Morning Brief ฝ่ายการช่างต้องมารายงานสถานะภาพเครื่องบินทุกลำ ให้นักบินทราบพร้อมกัน ว่าแต่ละลำมีความสมบูรณ์ หรือบกพร่องอย่างไรบ้าง แต่เมื่อมาบินในเชิงพานิชย์ นักบินทั้งสองจะทราบสถานะภาพของเครื่องบิน เฉพาะเครื่องบินลำที่ตนเองบินเท่านั้น เพราะมีระบบเทคนิคที่ปลีกย่อยมากกว่าเครื่องบินลำเล็กๆ

...........จากห้อง Brief นักบินลากกระเป๋า เดินทางมาถึงจุดจอดเครื่องบิน ไม่กี่วินาทีก่อนที่รถส่งลูกเรือ จะหยุดที่บันไดเครื่องบิน สายตาของนักบิน จะแอบส่ายส่องไปยัง บริเวณรอบลำตัวเครื่องบินอย่างคร่าวๆ อย่างน้อยโฟกัส ไปที่
หมอนกั้นล้อ Chocks ว่าถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่
.........บางแห่งกั้นล้อไว้ ทั้งสามจุด บางแห่งกั้นไว้เฉพาะล้อหน้าเท่านั้น แต่มันจะต้องวางกั้นไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของล้อ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินเล็กหรือลำใหญ่ สิ่งแรกที่ต้องตรวจคือ Aircraft log book ตรวจดูว่า ก่อนหน้านี้ เครื่องบินมี
ข้อบกพร่องใดๆ เพิ่มเติมไปกว่า ที่รับทราบจากห้อง Brief ก่อนหน้านี้ หรือไม่ แม้เวลาจะห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ตาม ทางที่ดี นักบินควรจะได้พบเจอกันช่างอากาศ ไม่ว่าจะเป็น Flight Engineer หรือ Technic ก็ตาม เพื่อจะได้สอบถาม ได้อย่างมั่นใจ ก่อนลงบันได ไปตรวจสภาพภายนอก ต้องดูภายในให้แน่ใจว่า สวิทช์ต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และปลอดภัย ตามคู่มือ Checklist หรือไม่


....ถ้าเป็นรถจักรยาน เรายืนอยู่ด้านหนึ่ง เราสามารถมองทะลุ เห็นสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ อีกฝั่งหนึ่งได้โดยง่าย โดยไม่ต้องเดินวนรอบ และเครื่องบินลำเล็กๆ สำหรับศิษย์การบิน เราอาจใช้เวลาเพียงห้านาที ในการตรวจ walk Around แต่เครื่องบินลำใหญ่ๆ ทั้งสูง ทั้งยาว ลำพังนักบิน ตรวจคนเดียวย่อมไมอาจครอบคลุมการตรวจได้ทั้งหมด จำเป็นต้องให้ Qualified Flight Engineer เป็นผู้รับช่วงต่อ

แต่ความรับผิดชอบทั้งหมด ยังคงเป็นของนักบินอยู่ดี

.........เชื่อว่า พขร. พนักงานขับรถสาธารณะ อาทิ รถไฟ รถเมล์ ย่อมมีขั้นตอนการตรวจสภาพยานพาหนะของตน ก่อนออกทำมาหากิน ทุกเช้า แต่ความใหญ่ยาวของขบวนรถไฟ ทำให้ พขร. รถไฟ คงไม่อาจเดินรอบขบวนก่อนที่ จะออกรถในแต่ละสถานี ทุกสถานี เป็นแน่แท้

.........ช่วงเวลารอยต่อแต่ละเที่ยวบินของเครื่องบิน A320 เจ้าหน้าที่ส่วนต่างๆ มีเวลาราว 30 นาที ในการเตรียมเครื่องบินให้พร้อม ก่อนที่จะทะยานขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง
30 นาทีอันมีค่านี้ ได้รวมความซับซ้อน และความปลอดภัยไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ นำผู้โดยสารออกจากเครื่อง นำสัมภาระ ออกจากใต้ท้องเครื่องบิน ส่งเอกสารต่างๆ เติมน้ำมัน เตรียมแผนการบิน การเดินอากาศ ตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต ให้กับผู้โดยสารทุกคน บางครั้งยังมีขั้นตอน การควบคุมโรค กักกันสัตว์ ศุลกากร แถมเข้ามาอีก ขั้นตอนทั้งหมดพร้อมผู้โดยสารอีกกว่าร้อยชีวิต ต้องพร้อมที่จะออกเดินทางอย่างปลอดภัย อีกครั้ง ภายในเวลาสามสิบนาทีเท่านั้น

ในระหว่างกระบวนการต่างๆดำเนินอยู่ นักบินจะต้องลงไปตรวจเครื่องบิน เครื่องยนต์ โดยพลัน

เขากำลังก้าวเข้าสู่เขตอันตรายที่สุด Danger Zone​







...........นักบิน A320 เชื่อมั่นเสมอว่า ห้องนักบิน คือ สถานที่ที่สบาย และปลอดภัยที่สุด การก้าวลงไปตรวจ walk Around เขาอาจต้องไปผจญกับอุณหภูมิภายนอกที่สูงถึง 40 องศาเซลเซียส หรือต่ำเพียง 0 องศาเซลเซียส ในบางแห่ง บางครั้งต้องรีบกระทำระหว่าง ฟ้าร้อง ลมกรรโชก ฝนตก ฝนพร่ำ เสื้อกั้นฝนคลุมหัว มีประจำเครื่องก็จริง แต่รองเท้ายังคงใช้คู่เดิม เมื่อมันเปียกขึ้นมาแล้ว เราต้องทนกับกลิ่น และความชื้นที่เท้าอีกหลายชั่วโมง

..........บริเวณโดยรอบลำตัวเครื่องบินนั้นเป็นเขตอันตรายอย่างมากจริงๆ มีหลากอาชีพ หลายชีวิต ที่ทำงานในลานจอด ต้องสังเวยให้กับการเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เช่น โดนรถทับ รถชน หรือถูกเครื่องยนต์เครื่องบินดูดเข้าไป บริเวณโดยรอบเครื่องบิน มีความอันตรายแฝงอยู่อย่างมากมาย เช่น การเติมน้ำมัน การเติมอ็อกซิเจน การติดตั้งระเบิด จรวด กระสุนปืน โดยเฉพาะเครื่องบินโดยสารพานิชย์ ย่อมมียานพาหนะอื่นๆ วิ่งขวักไขว่ เข้าออกตลอดเวลา


.........ลำดับขั้นตอน การเดินตรวจสภาพภายนอกเครื่องบิน เริ่มเล้าโลม จากจุดที่ 1 เธอเอียงแก้มซ้าย อันผุดผ่องไว้คอยอญุ่แล้ว เราใช้สายตาคลอเคลียเคล้าคลึง หาความบริสุทธิ์ของเธอ ผิวแก้มของเธอจะต้องนวลขาว ไร้รอยสิวฝ้า เพ่งพิศถึงสันจมูก อย่าให้มีริ้วรอยใดๆ จากแก้มซ้ายย้ายมาแก้มขวา ผ่านลงมาถึงปลายคาง อ้อมไปซอกคอ ผิวพรรณของเธอต้องนวลใย แล้วค่อยๆลดต่ำลง ลงมาถึงร่องอก สองเต้ากลมเปลือยเปล่าของเธอ




เต้าหนึ่งกลมใหญ่เกินกว่าฝ่ามือเดียวจะปิดมิด คือโคมไฟ Take Off Light
อีกด้านหนึ่งเต้าเล็ก คือTaxi Light​


....แล้วก้มต่ำลงอีก เพื่อดูช่วงล่างด้านหน้าของเธอ ระยะห่างของโช้คอัพอย่างน้อยหกนิ้ว ผิวยางคู่หน้าต้องเต่งตึง

........ไซ้ซอกคออีกด้าน แล้วไล่เรียงมาถึงหัวไหล่ อันเป็นรอยต่อระหว่างปีกและลำตัว

.....ความโค้งเว้า ต่างๆ ต้องได้รูป ผิววงแขนของเธออวบอั๋นที่โคนหัวไหล่ แล้วเรียวเล็กลง ไปจนสุดปลายแขน-ปลายปีก ใต้ท้องแขนอันละมุนชวนมอง ประกอบด้วยเครื่องยนต์อันเร่าร้อน ยอมเสียเวลาเคล้าคลึง ความโค้งมน ได้สัดส่วนของเธอตรงส่วนนี้สักนิด อย่าให้คลาดสายตา

...... เพราะภายในใต้ท้องแขนของเธอนั้นคือถังน้ำมัน ที่รอการไคลแม็กซ์ รอยต่อ ข้อพับ แม้จะผ่านชีวิตมาบ้าง แต่ต้องพินิจให้แน่ใจว่า สะอาด ไม่มีคราบไคลใดๆ

......โลมเล้าไปจนสุดปลายปีก แล้วย้อนจาก ชายปีกด้านหลัง กลับมาโคนปีก ในวันที่อากาศหนาวเหน็บ พื้นผิวทุกส่วนของเธอ ต้องปราศจากน้ำแข็ง ยังคงใช้สายตาลูบไล้ เลื่อนต่ำลงมาถึงจากท่อนบนมาถึง โคนขาหนีบของเธอ ต้องสะอาดหมดจด เพราะเป็นที่รวมของเมือกเหลว แน่ใจว่าน้ำมันไฮดรอลิก น้ำมันเบรก ไม่ไหลเยิ้มออกมาก่อนเวลาอันควร

.......ความสวยงาม ลงตัวของรูปร่างเครื่องบินเป็นงานศิลป์ชิ้นยอด ที่เกิดขึ้นจากหลักอากาศพลศาสตร์ Aero Dynamic รอยคอดเอว ของเครื่องบินส่วนใหญ่ มักเป็นทรงกระบอก มองดูแล้วไม่เกิดมโนอารมณ์ใดๆ ต่างจากรูปทรง องค์เอว ของเครื่องบิน F-5 ของทหารอากาศไทย ที่มีทรวดทรงลำตัว คล้ายนางแบบหุ่นดี มีส่วนโค้ง ส่วนเว้าแบบขวดโค้ก 36-24-36 เริ่มทรวดทรงจากอกใหญ่ เอวบาง สะโพกผาย ลงตัว ตามหลักโหว้งเฮ้ง ดูแล้วมีอารมณ์ไปอีกแบบ





ส่วนบั้นท้าย ตรงกับสำนวนไทย ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่
การตรวจส่วนหางของเครื่องบิน ต้องแหงนหน้าดู เพ่งพิศ ไปยังส่วนปลายสุดของกระโดงหาง ให้เห็นความสมมาตรของเรือนร่างลำตัว ประดุจดัง ส่วนหางของเหงือกน้อย แล้ววนกลับไปยังปีกซ้าย พิศชมเรือนร่างของเธอ เช่นเดียวกับวงแขนด้านขวา แล้วจบลงที่ซอกจักแร้ซ้าย เป็นจุดอับ ลำดับที่ 21 อันเป็นจุดสุดท้ายในการตรวจสอบสภาพภายนอกของเครื่องบิน A320 อย่างอิ่มเอิบ

ตอนบินอยู่ในกองทัพ เคยมีคำถามว่า
การตรวจสภาพภาพนอกของเครื่องบิน ต้องสวมถุงมือหรือไม่ ?

......โลกนี้ ล้วนมีคำถาม คำตอบอาจจะถูกใจ หรือผิดใจใครบ้างสำนักก็ได้ สำหรับนักบินพานิชย์ ไม่มีการรับรองว่าให้ใส่ หรือไม่ให้ใส่ถุงมือ แน่นอน ถ้าอากาศหนาว การจะใส่ถุงมือก็เป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งยังป้องกัน มือเปื้อนจากคราบน้ำมันต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สำหรับนักบินทหาร ถุงมือคืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และต้องสวมใส่เสมอ หากถุงมือเปียก เปื้อนจากน้ำ น้ำมัน ย่อมทำให้หมุนบิดสวิทช์ต่างๆ ได้อย่างไม่ถนัดมือ


ลำดับทิศทางการเดินการตรวจสภาพภาพนอกของเครื่องบิน

........ทิศทางการเดินการตรวจสภาพภาพนอกของเครื่องบิน ส่วนใหญ่มักจะเดินวนทางด้านขวามือ คือให้ลำตัวเครื่องบินอยู่ทางขวามือ เหมือนเดินวน ส่งนาคเข้าโบสถ์ เครื่องบินส่วนใหญ่ที่นั่งของกัปตันมักอยู่ทางด้านซ้าย (PORT) ด้านที่ใช้เทียบท่า ลองเปรียบเทียบกับการออกรถยนต์ใหม่ป้ายแดงของฝรั่ง พวงมาลัยซ้าย เมื่อได้ลองนั่งบนที่คนขับพวงมาลัยซ้าย แล้ว สิ่งที่สนใจต่อไปคือเครื่องยนต์ ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินวน ต้องเอื้อมมือไปปลดล็อกฝากระโปรงหน้า แล้วออกประตูออกทางด้านซ้าย เดินอ้อมมาทางหน้ารถ เพื่อดูเครื่องยนต์ และส่วนสวยงามของส่วนด้านหน้ารถ จะเป็นการเดินแบบวนทางด้านขวา ทักษิณาวัตรพอดี แต่ถ้าเป็นรถพวงมาลัยขวาแบบบ้านเรา ผมมักทำกลับกัน
ตลกฝรั่ง เรื่องการซื้อรถยนต์มือสอง ว่ากันว่า หลังจากดูสภาพภายนอกคร่าวๆ แล้ว เขาจะเดินวนรอบรถ หนึ่งรอบ เมื่อเดินผ่านล้อ เขามักเอาขาหลังเตะไปที่ยางล้อ ถ้าฝาปิดครอบล้อ ไม่หลุดออกมา ก็ถือว่ารถคันนั้น อยู่ในสภาพใช้การได้ แต่รถยนต์สมัยนี้ มักไม่มีฝาครอบล้อแถมมาให้

.......การเดินการตรวจสภาพภาพนอกของเครื่องบิน จะเป็นการตรวจซ้ำอย่างจำกัด ด้วยเวลา และเครื่องมือ โดยมุ่งไปที่สภาพพิ้นผิว รอยต่อ Clearance ของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตามองเห็น เท่านั้น

..... เราตรวจได้เพียงน้อยกว่าร้อยละ 50 เพราะด้านบนของผิวปีก และผิวลำตัว ส่วนหาง เราแทบจะไม่สามารถตรวจสอบได้ ชิ้นส่วนใดที่เป็นส่วนโค้ง มันต้องโค้ง ชิ้นส่วนใดตรง มันต้องไม่โค้ง ผิดรูป




.......จากภาพ Diagram จะเห็นว่า นักบินสามารถเดินตรวจสภาพภายนอกเครื่องได้อย่างสบายชิลๆ ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น หรือบดบัง แต่ในโลกของความจริง มีสิ่งกีดขวางต่างๆมากมาย ที่ทำให้ตรวจตราได้อย่างจำกัด เช่น รถบันได รถส่งอาหาร รถเติมน้ำ รถถ่ายน้ำเสีย รถลำเลียงกระเป๋า สายพานลำเลียงกระเป๋า รถเติมน้ำมัน รถลากเครื่องบิน รถรับส่งผู้โดยสาร ยานพาหนะสนับสนุนอื่นๆ ทั้งหมดนี้ บางคันดูคล้ายรถ บางคันคล้ายหุ่นยนต์ แม้จะอยู่ภายใต้การควบคุมทางวิทยุ แต่ก็มีอุบัติเหตุถึงตายให้ได้ยินบ่อยๆ

.......บริเวณโดยรอบลำตัวเครื่องบินจึงไม่อนุญาตให้ผู้โดยสาร ย่างกรายเข้าไปใกล้อย่าลืมว่า

พนักงานสนามบินอื่นๆ เขาไม่ได้พูดฟังภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ เท่านั้น​



รถเหล่านั้นพวงมาลัยขวาบ้าง ซ้ายบ้าง ไม่มีสัญญาณไฟบอกความตั้งใจ ที่เด่นชัด
..... และยังมีเครื่องบินลำอื่นๆ ที่จอดอยู่ติดกัน ทั้งซ้ายขวา เข้าให้บริการพร้อมกัน มีกิจกรรมที่วุ่นวายเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ในเวลาที่จำกัด โดยที่ไม่ลืมว่า
สภาพสิ่งแวดล้อม เช่น เรื่องอุณหภูมิที่ร้อนจัด หนาวจัด ฝนตก ลมแรง ทัศนวิสัย เป็นอุปสรรคที่แก้ไขไม่ได้ และยังมีเสียงดังอื้ออึ้งจากเครื่องยนต์เครื่องบิน ที่ผ่านเข้าออก อย่างต่อเนื่อง การเดินเพลินตรวจสภาพภายนอกเครื่องบิน อาจทำให้บาดเจ็บถึงตายได้ จากช่วงเวลาอันจำกัด และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ เพื่อป้องกันนักบินถูกรถชน สายการบินจึงมีเสื้อกั๊กสะท้อนแสง ให้สวมใส่ มีเสื้อกันฝน ร่ม และครอบหู เตรียมไว้ให้ นี่ถ้าได้รองเท้าบูทยางอีกคู่หนึ่ง สวมใส่ทุกอย่าง พร้อมกัน
ชาลี-แช้ปปลิ้น ยังอาย

การก้าวเข้าสู่เขตอันตรายที่สุด Danger Zone เคยมีครูบางท่านถามนักบินใหม่ สองคำถาม
คำถามแรก ,,,,,,,,,,..............ว่า
การตรวจสภาพภาพนอกเครื่องบินแบบ Walk around
จำเป็นต้องมี Checklist ถือไว้ในมือหรือไม่ ?
มันมีความแตกต่างกัน ระหว่างสิ่งแวดล้อมที่สุดขั้ว ของเครื่องบินลำใหญ่กับนักบินมือใหม่
หากฝนฟ้าไม่ตก อากาศชิลๆ รอบๆ บริเวณเครื่องบิน ไม่มีสิ่งใดกีดขวาง การถือ Checklist ไว้ในมือระหว่างตรวจเครื่อง ย่อมจะทำให้ไม่หลงลืม หรือมองข้ามจุดสำคัญไป และบ่อยครั้งการตรวจสภาพเครื่องบินในเวลากลางคืน มือหนึ่งต้องถือไฟฉาย มือซ้ายต้องถือร่ม หูทั้งสอง ต้องครอบกั้นเสียงไว้ สายตามองลอดแว่น จับจ้องไปที่ Checklist และผิวลำตัวเครื่องบิน
หากมีภัยใกล้เข้ามา ประสาทสัมผัส และเสียงร้องเตือน ถูกปิดกั้น
อาจทำให้ นักบินเจ็บตัว อย่างสมเกียรติ



........การใช้ Checklist เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพราะป้องการการหลงลืม และข้ามขั้นตอน
แต่การตรวจสภาพภาพนอกเครื่องบิน ถ้าไม่สามารถที่จะถือ Checklist ไว้ในมือได้ เราต้องจดจำขั้นตอน และหัวข้อการตรวจให้ได้ อย่างง่ายๆ และถูกต้อง Correct Clear Cut
......แน่นอนว่า เครื่องบินลำเล็กๆ ของศิษย์การบินมือใหม่ มีหัวข้อการตรวจไม่มากมาย เมื่อเทียบกับเครื่องบินลำใหญ่ที่ซับซ้อนกว่ามาก
ลองชม Checklist การตรวจสภาพภาพนอกของเครื่องบิน A320 เป็นตัวอย่างก่อน


หลังจาก ลงบันไดขั้นสุดท้าย ในชุดป้องกันเต็มสูท สายตานักบินมองลอดแว่น จับจ้องไปที่ พื้นผิวด้านซ้ายของลำตัวบริเวณขมับซ้าย จะพบ

* AOA probes................................................................................................................ CONDITION
F/O and CAPT static ports..................................................................................................... CLEAR
Avionics equipment vent air inlet valve.......................................................................... CONDITION
Oxygen bay.......................................................................................................................... CLOSED
Oxygen overboard discharge indicator.................................................................................. GREEN
* Toilet servicing door  ................................................................................................. CLOSED​

ในขณะที่เราถือ Checklist ไว้ในมือ ตาอ่าน Checklist ไปด้วย ตามจ้องมอง ใช้สมาธิพุ่งไปที่อุปกรณ์ที่จะตรวจไปด้วย ทำให้เราขาดการรับรู้จากอันตรายรอบด้าน



สังเกตผลการตรวจหัวข้อต่างๆ อ่านใน Checklist ด้านซ้าย จะพบว่า อุปกรณ์เหล่านั้น ต้องอยู่ในสภาพดี CONDITION CLEAR CLOSED สภาพดี ไม่ผิดรูป ...ไม่อุดตัน ปิดสนิท
สังเกตุชัดๆว่า สภาพ CONDITION ของอุปกรณ์เหล่านั้น ต้องขึ้นต้นด้วยอักษร ภาษาอังกฤษตัว C CONDITION CLEAR CLOSED

แม้แต่ Oxygen overboard discharge indicator.....ยังใช้ Color.......... GREEN มันต้องมีสีเขียว Color. GREEN





เพื่อความถูกต้องและแม่นยำ ในการตรวจสภาพภาพนอกของเครื่องบิน A320 เราจะนึกถึง

ภาษาอังกฤษตัว C หลายๆตัว​

.......ระหว่างการเดินตรวจ สายตามองเห็นอะไร ก็ให้นึกถึง ภาษาอังกฤษตัว C เสมอว่า CONDITION ของมัน CLEAR Clean CLOSED อยู่หรือไม่ บางชิ้นส่วนอาจต้องใช้การนับ Count และการสังเกตสี Color โดยไม่ต้องถือ Checklist ไว้ในมือ




......... ย้อนกลับไป ณ.จุดที่ รถแวนส่งนักบินและลูกเรือ ใกล้จะถึงลำตัวเครื่องบิน สายตาของนักบิน จะแอบส่ายส่องไปยัง บริเวณรอบลำตัวเครื่องบินอย่างคร่าวๆ อย่างน้อยโฟกัส ไปที่ หมอนกั้นล้อ CHOCK ว่าวางไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง Correct location หรือไม่ มันควรกั้นไว้ทั้งด้านหน้า และด้านหลังของล้อ บางแห่งกั้นไว้เฉพาะล้อหน้า จุดเดียว ก็ได้ บางแห่งกั้นล้อไว้ ทั้งสามจุด แต่อย่าลืมเอาออกให้หมดแล้วกัน




....... เมื่อเราเดินมาใกล้เครื่องบินสัมผัสแรก First Contact ที่นักบินอย่างผมพึ่งกระทำต่อเครื่องบิน คือการได้สัมผัสผิวเครื่องบินเบาๆ มันคล้ายกับการลูบหัวหมา แมวที่เรารัก มันเป็นการสื่อว่า
เราต่างฝากชีวิตของเราไว้กับมัน
......... มันเป็นการสื่อสารระหว่างคนกับเครื่องจักรกล Man and Machine ลูกเรือบางคนยกมือไหว้แม่ยานางประจำเครื่องบิน ก่อนที่จะตรวจอุปกรณ์ Safety items เสียอีก การได้สัมผัส Contact กับพื้นผิวบางส่วนของเครื่องบิน ทำให้เรารู้ว่าบริเวณนั้นมันควรจะมีอุณหภูมิอย่างไร บางจุดมันไม่ควรจะอุ่น หรือร้อนเกินไป

.........แก้มซ้ายของเครื่องบิน A320 มี Oxygen overboard discharge indicator. แผ่นเล็กๆทรงกลม ติดตั้งอยู่ มีขนาดเท่าเหรียญบาท เราสังเกตุว่ามันยังใช้งานได้ปกติจากสี Color..........ของมันต้องมีสีเขียว Color is GREEN
แก้ม และใบหน้า ส่วนจมูกของเธอ ต้องไม่มีสิวฝ้าใดๆ คราบขี้นก หรือ ร่องรอยของการชนนก หากมีต้องได้รับการตรวจสอบ ไปตลอดแนวลำตัว
สีของผิวลำตัวจะต้องสะอาด ไม่หลุดลอก ถลอก แต่ผิวสีของลำตัว เครื่องบินสมัยนี้ถูกวาดเป็นลวดลายต่างๆ จนยากที่จะสังเกตุ
บางชิ้นส่วนของผิวลำตัว จะต้องไม่ทาสี มักมีข้อความกำหนดว่า No Paint
Curve is Curve
Circle is circle
Carbon Break ต้องไม่มีรอยรั่ว

Count it . . .การตรวจนับชิ้นส่วนบางชิ้นที่มีจำนวนมากๆ เช่น Static Discharge ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณชายหลังปีก และส่วนหางของลำตัว เราต้องนับ Count ว่ามันขาดหายไปหรือไม่ เพราะเที่ยวบินก่อนหน้านี้อาจจะถูกฟ้าผ่า
......สำหรับเครื่องบิน A320 ทั้งแบบ Sharklet และ wing fence ต่างมี Static Discharge
บริเวณปีกข้างละ 12 อัน ตรวจนับ Count ให้ครบ
บริเวณส่วนหาง 15 อัน ตรวจนับ Count ให้ครบ
รวมทั้งหมด 39 อัน Count ให้ครบ​

........การตรวจสภาพภาพของยางล้อ ต้องดูว่ามันมีรอย CUT หรือไม่ ส่วนโค้ง CURVE ต้องไม่ผิดรูป ดวงไฟต่างๆต้องไม่ Crack แตกร้าว

.......การตรวจสภาพภายนอกของเครื่องบิน A320 เมื่อเดินวนมาถึงส่วนหางทางด้านซ้ายของลำตัว เราต้องสังเกตุ Marker disc สีแดง Red Color ว่างยังคงอยู่หรือไม่ เพื่อยืนยันว่า ระบบพ่นสารดับเพลิงของ APU ยังคงมีสำรองไว้อยู่


..............................การตรวจสภาพภายนอกของเครื่องบิน มีความสำคัญก่อนทำการบินทุกครั้ง ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ซึ่งระหว่างการตรวจ อาจจะมีสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายอยู่บ้าง แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ จากการใช้เทคนิคการจดจำอักษร C ก็สามารถครอบคลุมหัวข้อการตรวจได้อย่างถี่ถ้วน


CLEAR Clean Count Color CLOSED​
 

Attachments

wis_tom

Super Moderator
ขอบพระคุณครับ ได้ความรู้และอ่านแล้วเพลิดเพลินดีครับ
 

Maverick231

Senior Member
ได้ความรู้เน้นๆ ขออนุญาตเอาไปแปะในเฟสบุ๊คน่ะครับพี่หมู
 


Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top