What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

การต่อสู้ระหว่าง แอร์บัส และ โบอิ้ง

skypig

Administrator
การต่อสู้ระหว่าง แอร์บัส และ โบอิ้ง
[2 ธันวาคม 2552 12:32 น.] จำนวนผู้เข้าชม 1599 คน

การแข่งขันระหว่างแอร์บัสและโบอิ้ง​


. .การแข่งขันระหว่างแอร์บัสและโบอิ้ง (Boeing and Airbus )บางครั้งเรียกว่า "Airliner Wars" เป็นผลมาจากการทั้งสองบริษัท แย่งกันครองจ้าวตลาดเครื่องบินขนาดใหญ่ ศึกครั้งนี้ปะทุตั้งแต่ขึ้นตั้งแต่ต้นปี 1990 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากความล้มเหลวของบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำนวนมาก ที่ควบรวมกิจการภายใน เข้าหากัน

แอร์บัส เริ่มต้นรวมกิจการด้วยการเป็นสมาคม
ในขณะที่ Boeing เข้าครอบครองผลประโยชน์เดิมของคู่ปรับอย่าง McDonnell Douglas

.....ในปี 1997 ผู้ผลิตรายอื่นๆ เช่น ล็อคฮีด, Convair ในสหรัฐอเมริกา Dornier และ Fokker ในยุโรปได้ถอนตัวออกจากตลาดการบินพลเรือน หลังจากตัวเลขยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า และปัญหาเศรษฐกิจ
. .การสลายตัวของประเทศยุโรปตะวันออก ในปี 1990 ได้พลอยทำให้อุตสาหกรรมอากาศยานของโซเวียต เสียโอกาสไปด้วย แม้ว่า Antonov, Ilyushin, Sukhoi, ตูโปเลฟ และ Yakovlev ยังผลิตเครื่องบินอยู่ก็ตาม ทำให้คู่แข่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียง Boeing and Airbus เท่านั้น ที่แข่งขันกันในอุตสาหกรรมการสร้างเครื่องบินไอพ่นขนาดใหญ่ แต่ยังมีการต่อสู้แข่งขันกันในบริษัทเล็กๆอย่าง Embraer ได้รับส่วนแบ่งในการสร้างเครื่องบินขนาดกลาง แต่ก็นับว่าเป็นจำนวนน้อย

. .ในทศวรรษระหว่าง 1999 และ 2008 แอร์บัสได้รับยอดสั่งซื้อ 6,378 ลำ ขณะที่ Boeing ได้รับจำนวน 6,140ลำ แม้ว่าแอร์บัสได้มียอดสูงกว่าในปี2003 ก็ตาม แต่ในช่วงปี1999- 2008 ก็ส่งมอบได้เพียง 3,606 ลำ เพราะแอร์บัสประสบปัญหาจากความล่าช้า ในขณะที่ Boeing ผลิตได้ถึง 4,089 ลำ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และทั้งสองบริษัทกล่าวหากัน ว่าได้รับความช่วยเหลือของรัฐ ซึ่งก็ให้เกิดความไม่เป็นธรรม ในระบบการค้าเสรี

การต่อสู้แบบหมัดต่อหมัด



. .แอร์บัสปรับปรุงเครื่องบินในตระกูล A320 จนสามารถเทียบเคียงกับ B737 ของโบอิ้ง ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่ก็ใช้เวลานานนับสิบปี และมีท่าทีว่ายอดการผลิตของ A320 อาจมากกว่า B737 ในอีกสิบปีข้างหน้า


. . แอร์บัสสร้าง A380 เพื่อมาทดแทน B747 ทำให้โบอิ้ง ปรับปรุง B747 ของตนเป็นรุ่น B748 แต่ทั้งคู่ประสบปัญหาในการผลิต จึงต้องล่าช้าออกไป






. . .แอร์บัสกำลังซุ้มสร้าง A350 XWB ซึ่งใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อหมายสกัด B777 และ B787 ด้วยหมัดเดียว ในระหว่างได้ส่ง A330-200 เพื่อลดยอดขายของ B767-300ER ไปพลางก่อน




. . .กอปรที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทำให้ยอดจองของแอร์บัสดีขึ้น เพราะเครื่องบินของแอร์บัสมีความประหยัดมากกว่า


ศึกสายเลือดระหว่างโบอิ้งกับนอร์ทรอป





. .แอร์บัสได้บุกเข้าไปถึงถิ่นของโบอิ้ง ด้วยร่วมมือกับนอร์ทรอปส่งA330 MRTT เข้าไปในตลาดเครื่องบินทหาร นอร์ทรอปได้ดัดแปลง A330 ให้เป็นเครื่องบินเติมน้ำมัน ส่วนโบอิ้งได้นำ KC-45A ซึ่งดัดแปลงมาจาก B767 เข้าแข่งขัน เพื่อประจำการแทนเครื่องบิน KC-135 ที่มาอย่างยาวนาน แม้ได้มีการลงมติไปก่อนแล้ว แต่ทางโบอิ้ง ได้เรียกร้องในสภา เพื่อทบทวน ให้ใช้เครื่องบิน B767 ที่ผลิตในประเทศ เรื่องยังไม่ยุติ แต่ A330 MRTT มีสมรรถนะสูงกว่าในหลายๆด้าน

. . .เครื่องบินทั้งสองค่าย ซื้อขายกันด้วยเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เงินดอลล่าร์มีค่าลดลง ทำให้โบอิ้งได้เปรียบอยู่บ้าง




คักลอกจากบทความในอินเทอร์เน็ท
.. . .ไม่มีการต่อสู้ศึกสร้างเครื่องบินไหนจะเข้มข้นเลือดเดือดเลือดคั่ง (เพราะยังไม่แตกในสมอง) เหมือนการต่อสู้ชิงสัญญาการสร้างเครื่องบินยักษ์เติมน้ำมันกลางอากาศ (tanker) ที่นาน ยืดเยื้อนับรวมกันเกือบทศวรรษแล้ว
. .แรกเริ่มเดิมทีโบอิ้งเป็นผู้เริ่มเจรจา เพื่อขายเครื่องโบอิ้ง 767 ที่เหลือค้างสต๊อก 179 ลำ เพื่อดัดแปลงเป็นเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศตามความต้องการของรัฐบาล ซึ่งคาดว่าการเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ของเครื่องบินและราคาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร โบอิ้งน่าจะได้สัญญาการซื้อขายจากรัฐบาลแน่ เพียงแต่คอยการอนุมัติเท่านั้น



. . .เวลาผ่านไปเป็นปี เป็น 2 ปี เป็น 3-4 ปี ไม่ว่ารัฐบาลมีความต้องการอะไรโบอิ้งสนองตอบเกือบทุกข้อ ราคาที่เสนอไปประมาณ 35 พันล้านเหรียญก็เห็นรัฐบาลยังเฉยๆ วางท่าให้งงแล้วงงอีก แต่โบอิ้งก็ยังคิดว่าไงๆ รัฐบาลก็ต้องเซ็นแหง เพราะไม่เห็นรัฐเคยแย้งหรือเคยขออะไรในเครื่องบินเพิ่ม หรือไม่เคยต่อราคาลดลงมา (หรือขอลดราคาลงแล้วแต่ไม่เห็นมีข่าวให้ได้ยิน หรือว่าโบอิ้งปิดข่าว) ข้อสำคัญที่สุดก็คือมีโบอิ้งบริษัทเดียวที่ยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาล ไม่เห็นมีบริษัทไหนเข้ามาเจรจาอีก แล้วมันจะมีปัญหาได้อย่างไร


. . .เค้กก้อนโตๆ แบบนี้มีใครบ้างที่ไม่อยากกิน โบอิ้งมองไปที่บริษัทล็อกฮีด คู่แข่ง รายนี้ไม่มีความสามารถแข่งกับโบอิ้งได้ มองไปที่บริษัทนอร์ทรอปก็เช่นเดียวกับ ล็อกฮีด แม้นอร์ทรอปจะเป็นบริษัทสร้างอาวุธใหญ่แต่เรื่องเครื่องบินน่าจะด้อยกว่า คงสู้โบอิ้งไม่ได้ ความจริงก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หรือถ้านอร์ทรอปจะมีเครื่องบินเหลือในโกดังก็คงไม่กี่ลำ จะสร้างเครื่องบินใหม่มาสู้ก็ต้องมีราคาแพงกว่าเครื่องเก่าของโบอิ้งที่ค้างสต๊อกและคงสู้ไม่ได้ แม้ของโบอิ้งจะค้างสต๊อกก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเป็นเครื่องใหม่ (ที่ราคาน่าจะใหม่คือแพงกว่า) ไม่ใช่เครื่องใช้แล้วมือสอง

. . . .โบอิ้งมาถึงจุดเดือดเมื่อนอร์ทรอปซึ่งเป็นบริษัทชาติเดียวกันได้ยินยอมเป็นนายหน้า หรือตัวแทน หรือตัวร่วมมือกับแอร์บัส ซึ่งเป็นบริษัทสร้างเครื่องบินของ EADS (European Aeronautic Defense & Space Co.) และได้เสนอขายเครื่อง แอร์บัสค้างสต๊อกรุ่น A330 เข้าแข่งขันกับโบอิ้ง โดยมีนอร์ทรอปเป็นบริษัทเพื่อน ร่วมงาน (จะเรียกว่าเป็นนายหน้าหรือไม่ ไม่ทราบ)

. ..... .ความต้องการของรัฐบาลมีอะไรบ้าง จะต้องการอะไรในเครื่องบินมากแค่ไหนอย่างไร จะต้องเป็นเงินทั้งหมดเท่าไร และต้องการเครื่องบินภายในปีอะไรนั่นเป็นเรื่องที่โบอิ้งและแอร์บัสจะต้องสนองตอบอย่างเต็มที่ ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้ ทำแล้วคุ้มหรือไม่นั่นเป็นเรื่องที่คู่แข่งขันต้องชั่งใจ และตกลงตัดสินใจเอง

. . .แบ็กหลังในสภา (ทั้งสภาล่างและสภาสูง) ในเพนตากอนย่อมต้องมีค้ำหลังทั้งฝ่ายโบอิ้งและฝ่ายนอร์ทรอป ครั้งแรกโบอิ้งสามารถตีนำไปได้เรียกว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโบอิ้งมั่นใจว่าต้องขายได้แน่

. ...... ...คิดหรือว่าโบอิ้งจะใหญ่ขนาดไหนอย่างไร โบอิ้งใหญ่ได้นอร์ทรอปก็ใหญ่ได้ แบ็กหลังของโบอิ้งคือใคร แบ็กของนอร์ทรอปก็มีและน่าจะใหญ่กว่าของโบอิ้ง กองเชียร์ของโบอิ้งก็เยอะ กองเชียร์ของนอร์ทรอปก็ใช่ว่าจะน้อยเมื่อไร ความยิ่งใหญ่ของโบอิ้งแม้จะด้อยกว่านอร์ทรอป บ้างแต่ก็ไม่เล็กกว่ามากนัก ว่ากันถึงเรื่องชาตินิยมก็มีเท่าๆ กัน หรือพอๆ กัน ทรัพย์สินเงินทองก็มีสูสีกัน คนงานนักบริหาร นักการเงิน นักการตลาดก็ไม่น้อยหน้ากว่ากัน (เรียกว่าเก่งพอๆ กัน) ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ เรื่องชาตินิยมแล้วโบอิ้งน่าจะได้เปรียบกว่า


. . . ต้องไม่ลืมว่าการแข่งขันครั้งนี้มิใช่ การขันสู้ระหว่างบริษัทมะกันด้วยกันเอง แต่เป็นการต่อสู้แข่งกันระหว่างมะกา (โบอิ้ง) กับยุโรป (แอร์บัส) โดยแอร์บัสมีมะกา (บริษัทนอร์ทรอป) เป็นผู้ร่วมงาน (จะร่วมเงิน ร่วมงาน หรือเป็นแค่นายหน้าไม่ทราบต้องคิดเอาเอง) ซึ่งต่างก็มีลวดลายลูกไม้ต่างๆ เพียบ และต้องงัดเอาออกมาสู้กันอย่างเต็มที่ จะเต็มที่ขนาดไหนผมไม่ทราบ แม้จะอยากทราบว่าจริงๆ เขามีเด็ดขนาดไหนอย่างไร



. . . .รายละเอียดการแข่งขันมีมากมาย แต่ข้อสังเกตบางข้อของทั้งสองฝ่ายที่เผยออกมา อาทิ การจ้างคนงานที่นอร์ทรอปอ้างว่าถ้าได้สัญญาสร้างในราคาประมาณ 35 พันล้านเหรียญ จะทำให้เกิดการสร้างงาน 48,000 คน ส่วนโบอิ้งถ้าได้สัญญาในราคา 40 พันล้านเหรียญ จะจ้างงาน 45,000 คน จากจำนวนเครื่องบินทั้งหมด 179 ลำ ซึ่งคาดว่าโบอิ้งน่าจะได้สัญญากับรัฐบาล แต่นั่นก็เป็นรายงานเมื่อประมาณกุมภาพันธ์ 2008

. . แต่ความจริงก็คือ บริษัทแอร์บัสโดยนอร์ทรอปชนะครับ โบอิ้งจึงเลือดเข้าตา ขอต่อสู้อีก จะสู้อย่างเต็มที่


....... ... .ประมาณต้นกรกฎาคม 2008 มีรายงานว่า กลาโหมโดยเลขาธิการ Robert M. Gates ประกาศว่าต้องยกเลิกการชนะประมูลของแอร์บัส เพราะสัญญามีข้อบกพร่อง บางข้อจะต้องแก้ไขและคิดว่าจะต้องมีการประมูลกันใหม่ (นับเป็นการประมูลเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 7 ปี) การประมูลรอบใหม่ในเร็วๆ นี้จะเกิดขึ้นที่เพนตากอนแทนที่จะทำกันที่กลาโหม

. . .โบอิ้งเผยว่า การประกวดราคาครั้งใหม่นี้โบอิ้งจะเปลี่ยนเครื่องจาก B767 มาเป็น B777 ซึ่งเป็นเครื่องใหญ่กว่า ส่วนแอร์บัส ไม่เปลี่ยน (เสนอเครื่องเก่าคือ A330) ส่วนราคาจะเป็น 35 หรือ 40 พันล้านเหรียญยังไม่แน่ ผมคิดว่าถ้าโบอิ้งฉลาด น่าจะลดราคามาอยู่ขั้นมาตรฐานคือ 35 พันล้านเหรียญ ก็แพงกว่าตั้ง 5 พันล้านเหรียญ คิดว่ามันเป็นเงินก้อนเล็กหรือดีไม่ดีจะแพ้แอร์บัสละก็ อายเขาแย่เลย


. ...... .ความเชื่อในเรื่องชาตินิยม มะกันคงอยากจะให้โบอิ้งได้รับชัยชนะ นอร์ทรอปเป็นบริษัทมะกันก็จริงแต่เนื้อแท้คือเป็นตัวแทนของแอร์บัส ทำงานให้แอร์บัส ที่แน่ใจอีกอย่างก็คือ การเปลี่ยนมาเป็น โบอิ้ง B777 นั้นเป็นการแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงคนหนึ่งในกลาโหม นอกจากบุคคลผู้นี้แล้วโบอิ้งยังมีตัวเป้งในสภาสูงอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หนุนหลังโบอิ้งอย่างแรง

...... ...ก็อย่าคิดว่าฝ่ายนอร์ทรอปจะไม่มีตัวเป้งหนุนหลัง แต่เห็นทีจะต้องปิดปากไว้ก่อน รู้มากก็มีเรื่องมาก ยิ่งรู้มากก็รกหัวสมองมาก


. ........ฝ่ายไหนจะได้ชัยชนะมีความหมายมาก เพราะโครงการเครื่องบินเติมน้ำมันบนอากาศของรัฐบาลมะกันครั้งนี้มีเดิมพันสูงอย่างยิ่ง คือจะต้องมีทั้งหมด 600 ลำ (คือโละทิ้งเครื่องเก่าล้าสมัยทั้งหมด) ในวงเงินงบประมาณ 100 พันล้านเหรียญ รัฐบาลอาจให้ฝ่ายชนะทั้งหมด 600 ลำ แต่ก็มีข่าวว่าอาจให้ทั้งสองบริษัท คือไม่ต้องประมูลเพราะมีเหตุผลว่า กว่าจะผลิตครบ 600 ลำก็อาจจะนานถึง 30 ปี ถึงเวลานั้นก็กลายเป็นเครื่องเก่าพ้นสมัยแล้ว

......... ...ไม่ว่านอร์ทรอป(แอร์บัส) หรือโบอิ้งจะได้สัญญาผลิต อย่างน้อยก็มีคนมะกันได้งานทำไม่น้อยกว่า 45,000 คน ในจำนวนนี้เป็นคนแคลิฟอร์เนียประมาณ 7,400 คน และข่าวนี้น่าจะเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับคนงานของโบอิ้งที่ได้ข่าวว่ากำลังจะสไตรก์กันเพราะมีงานน้อยลง ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ บริษัทผลิตพาร์ตเครื่องบินมะกันอีกจำนวนมากที่มีคนงานบริษัทละหลายสิบคนจะได้สบายใจกันซะที

ยอดการสั่งจองและส่งมอบเครื่องบินปี 2004-2009





อ้างอิง
Please, Log in or Register to view URLs content!


........เมื่อวันอังคารที่12 มกราคม 2553 ข่าวจากเมือง Seville ประเทศสเปน อีกฐานที่มั่นหนึ่งของแอร์บัส แอร์บัสประกาศชัยชนะในปี2009 ว่า แอร์บัสได้ชนะคู่ต่อสู้ในการผลิตเครื่องบิน สามารถรักษาความเป็นจ้าวผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดของโลกได้สำเร็จ แต่เตือนตัวเองว่า โครงการผลิตเครื่องบินทางทหาร (A400M) อาจเป็นอันตรายต่อฐานะการเงินของบริษัท

.. ......นาย Tom Enders ตำแหน่ง CEO ของแอร์บัส อาจจะยกเลิกการผลิตเครื่องบิน A400M เนื่องจากปัญหาความล่าช้า จนทำให้ราคาเครื่องบินสูงขึ้น และได้ส่งผลให้รัฐบาลต่างๆที่ร่วมโครงการลังเล ไม่ส่งเงินสนับสนุน

. . .. ในปี2009 แอร์บัสสามารถผลิตเครื่องบินได้ทั้งหมด 498 ลำ ซึ่งสูงกว่าในปี 2008 ซึ่งผลิตได้ 483 ลำ และยังเป็นยอดการผลิตที่มากกว่า Boeing ซึ่งผลิตได้ 481 ลำ

.........Enders ยังได้กล่าวถึง "ความผิดหวังอย่างมาก" ในโครงการเครื่องบินแอร์บัสใหม่ล่าสุดรุ่นA380 superjumbo ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากค่าใช้จ่ายและจากปัญหาการส่งมอบล่าช้า ในปี2009 แอร์บัสส่งมอบ A380 ได้เพียง 10 ลำ ผิดจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 18 ลำ Enders กล่าวว่าโครงการมี "ความคล่องตัวทางการเงินเพิ่มขึ้น" ในปีที่ผ่านมาปีมา

.........ในขณะเดียวกันนั้น โครงการผลิตเครื่องบินทางทหาร (A400M) ซึ่งทำการบินเที่ยวบินแรก ในเดือนธันวาคม 2009 กลับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นเงิน100 ล้านยูโรหรือประมาณ 5000 ล้านบาท ในแต่ละเดือนเป็นค่าใช้จ่ายในงานวิศวกรรมที่มีราคาสูง Enders กล่าว

Endersในฐานะ CEO ของแอร์บัส ถือเป็นความรับผิดชอบของเขา
“ เมื่อมองเห็นอันตรายชัดเจน ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับบริษัทปรากฏขึ้นมา
และเมื่อมีใครพูดถึงมัน
มีใครแนะนำในสิ่งที่ควรดำเนินการ
นั่นคือสิ่งที่เขาต้องปฏิบัติ
" เขาบอกแก่นักข่าว


............เงินค่าใช้จ่ายในโครงการ A400M สามารถใช้ในโครงการแอร์บัสอื่นๆได้อีกหลายโครงการ มันต้องการเป็นสองเท่าของการผลิต A380 ซึ่งต้องผลิตให้ได้ถึง 20 ในปีนี้ แอร์บัสยังต้องพะวงอยู่กับการพัฒนาเครื่องบิน A350 XWB ลำใหม่ และมีความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ให้แก่ A320 อีกด้วย

........แอร์บัสเคยตัดสินใจผิดแบบ "โง่ๆ" ในการตั้งราคาสำหรับ A400M แบบคงที่ เพื่อยอมรับสัญญา แต่เมื่อโครงการล่าช้า จึงส่งผลร้ายต่อแอร์บัสเอง นาย Louis Gallois ตำแหน่ง CEO ของ EADS บริษัทลูกของแอร์บัส เสนอว่า รัฐบาลต่างๆ ควรมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาค่าจ่ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในโครงการนี้ และในได้ข้อยุติภายในเดือนมกราคม 2553 นี้

โครงการ A400M ทำให้โครงการอื่นๆของแอร์บัส ตกอยู่ในอันตรายอย่างสาหัส " Enders กล่าว.

..........นักวิเคราะห์ได้กล่าวว่าโครงการผลิตเครื่องบินA400M เป็นภัยคุกคาม ที่มุ่งบังคับให้รัฐบาลในกลุ่มประเทศยุโรป สนับสนุนโครงการให้ก้าวหน้าต่อไป เพื่อรองรับการทำงานของประชาชน 40,000 คน ที่กระจายไปทั่วกลุ่มประเทศยุโรป

........ราคาเดิมของเครื่องบินA400M เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมาด้วยยอดสั่งสร้าง 180 ลำจากรัฐบาล 7 ประเทศ ตกราคาลำละ20 พันล้านยูโร ($ 29,5 billion) แต่รายงานเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีของ
PricewaterhouseCoopers กล่าวว่า EADS อาจจำเป็นต้องเพิ่มราคาขึ้นอีกราว 5 พันล้านยูโรตามค่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ซึ่งนั่นทำให้ราคาเครื่องบินA400M เพิ่มสูงถึงขึ้นอีก 11 พันล้านยูโร เกินกว่าที่แอร์บัสจะรับมือไหว

Enders กล่าวว่าภายใต้ภาวะการณ์ต่างๆ ปี 2009 เป็นปีที่ดี
ผลประกอบการของแอร์บัสในปี 2009(พ.ศ.2552) ได้ส่งมอบ
เครื่องบินA320 จำนวน 402 ลำ
เครื่องบินA330/340 จำนวน 86 ลำ
เครื่องบินA380 จำนวน 10 ลำ ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมของบริษัทฯทีตั้งไว้ 8 ลำ​


.....ในปี 2009 แอร์บัสได้รับยอดการสั่งซื้อจำนวน 310 ลำ สูงกว่าบริษัทโบอิ้ง 142 ลำ ซึ่งได้รับยอดสั่งจองเพียง 271ลำ จากปัญหาความล่าช้าของเครื่องบินB787.

Leahy กล่าวว่าเขาคาดว่าในปี 2010 จะมียอดสั่งจองเครื่องบินโดยสารทุกประเภทระหว่าง 250 และ 300 ลำ ซึ่งเขาหวังรวมเป็นคำสั่งซื้อ A380 จำนวน 4 ลำ
เขาปฏิเสธการที่แอร์บัสได้รับการสั่งซื้อมากกว่าบริษัทโบอิ้ง เนื่องจากมีการเสนอส่วนลดที่มากกว่า
"เราไม่เคยขายเครื่องบินราคาถูกให้ใคร" เขากล่าว.

..........Enders กล่าวว่า เขาคาดว่าใน ปี 2,010 การผลิตและการส่งมองเครื่องบินของแอร์บัสจะอยู่ในระดับเดียวกับที่ผ่านมาสองปี และไม่มีแผนการที่จะชะลอการผลิตใดๆ และยังเสริมว่าในปี 2,010 เขาวางแผน ที่จะตัดสินใจว่า
จะนำเครื่องยนต์ใหม่มาติดตั้งให้กับ A320 เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้อีก
 

Attachments

fly_me

Super Moderator
ขอบคุณ สำหรับ ความรู้ ครับ พี่หมู
 

skypig

Administrator
บทความเก่า อ่ะ ย้ายเว็บมาลงใหม่ แต่ ภาพไม่มา
รอโต้แก้ไขให้สมบูรณ์ก่อน แล้วจะเขียนต่อ
 

★โต้ ชาวร็อค★

Administrator
Staff member
รับแซ้บครับพี่

ผมให้น้องมันช่วยเขียนโครงร่างเว็บใหม่แบบ 3 ช่องค้างไว้ก่อนป่วย
เดี๋ยวไปตามงานให้ครับ

จะได้ปรับปรุงเว็บกันหล่อๆ ซะที

:Emo_korea_043.gif::Emo_korea_043.gif:
 


Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top