What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน

skypig

Administrator
น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน
Aviation Fuel​

.........มันเป็นความโชคร้ายของคนไทย ที่จู่ๆราคาตั๋วโดยเครื่องบิน ได้ถูกปรับราคาขึ้นไปอีก 150 บาท จากการเรียกเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นของรัฐบาล เป็น 4 บาทต่อลิตร จากเดิมจัดเก็บ 20 สตางค์ต่อลิตร เป็นการอ้างนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องค่าโดยสาร เมื่อเทียบกับการเดินทางประเภทอื่น เพราะน้ำมันดีเซล และเบนซินต้องเสียภาษีลิตรละประมาณ 5-6 บาท
มันจะเป็นธรรมและเท่าเทียมกันอย่างไร

...........การลงทุนตั้งสายการบิน ต้องใช้เงินมหาศาล แต่การประกอบกิจการการเดินทางประเภทอื่น ใช้เงินลงทุนน้อยกว่ามาก ใช้น้ำมันในการประกอบกิจการต่ำกว่ามาก มันไม่ใช่การเอารสชาดของแอบเปิ้ลไปเทียบกับเชอร์รี่ แต่มันเป็นการเอารสชาติของมะม่วงที่คนไทยชอบกินไปเทียบกับบอระเพ็ด เสียมากกว่า
มันจะเป็นธรรมและเท่าเทียมกันอย่างไร

“ภาษีน้ำมัน ขึ้นจาก 20 สตางค์ไปเป็น 4 บาท คือ 2,000 % ทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มอีกประมาณ 25% (เดิมเฉลี่ยลิตรละ 16 บาท เพิ่มเป็น 20 บาท) หากสัดส่วนของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับน้ำมันเป็น 40% ของค่าใช้จ่ายรวม จะทำให้ ค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นอีก 10 % (25x 0.4) ปกติสายการบินต้นทุนต่ำค่าตั๋วเฉลี่ยในประเทศจะอยู่ประมาณ 1500 บาท ดังนั้น 10 % ก็คือ 150 บาท ถูกต้องตามที่สายการบินขอขึ้นแล้วนี่ครับ ส่วนที่บอกว่า 50 บาทก็พอ มันหมายความว่าอย่างไร สายการบินเองก็แย่อยู่แล้ว บางสายการบินขาดทุนสะสมมหาศาล จึงจำเป็นต้องผลักภาระที่เกิดจากรัฐบาลไปให้ผู้โดยสารเพราะไม่สามารถแบกรับภาระนี้ไว้ได้
..............ปกติเครื่องบินพาณิชย์ ลำตัวแคบ ที่นั่งตั้งแต่ 150 - 216 ที่นั่ง ที่ใช้ทำ low cost airline กัน เครื่องยนต์ก็กินน้ำมันประมาณ 2,500 ลิตร ต่อชั่วโมง หากเป็นเครื่องลำตัวกว้าง มี 2 ช่องทางเดิน 200 ถึง400 ที่นั่งเครื่องยนต์กินน้ำมัน ประมาณ 5,000 ลิตร ต่อชั่วโมงขึ้นไป แล้วแต่ใหญ่มากหรือน้อย
........................สุดท้ายอ้างความเป็นธรรม ที่จริงต้องดูโครงสร้างของค่าใช้จ่าย ระหว่าง รถประจำทางกับเครื่องบินก็คนละเรื่องนะครับ หากไม่ทราบว่าคิดยังไงถามคนที่ทราบก่อนก็ได้นะ”
กัปตัน Tanapat Ngamplang

........ราคาน้ำมันถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ด้วยเหตุผล เพื่อความเป็นธรรม การปรับราคาควรกระทำอย่างเป็นขั้นบันได ครั้งละก้าว มิใช่จู่ๆก็ขึ้นพรวดพลาด 2000 % อย่างช็อควงการ ซ้ำร้ายผลที่กระทบ ตกอยู่กับคนไทยตาดำๆ ที่กำลังจะพอลืมตาอ้าปากได้ เท่านั้น ขึ้นเฉพาะภาษีน้ำมันที่เดินทางสายภายในประเทศเท่านั้น หากสายการบินต่างประเทศเดินทางมาถึงเมืองไทยแล้วเติม เพื่อจะเดินทางไปต่างประเทศ ภาษีกลับไม่ขึ้นราคา

มันเท่ากับว่า ทำลายการเดินทางภายในประเทศ
ทำลายสายการบินภายในประเทศโดยตรง ไม่ให้เติบโต​
........ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องผลักภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไปให้ประชาชนผู้บริโภค อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงเพราะต้องการหาเงินจากภาษีเข้าคลัง จากการถังแตกของรัฐบาลที่มาจากรถถัง

ในช่วงราคาน้ำมันมีราคาสูง สายการบินจำต้องยอม ทำสัญญา ซื้อน้ำมัน ล่วงหน้านานนับเดือน เพื่อควบคุมต้นทุนไว้

รัฐบาลที่มาจากรถถัง อ้างว่าจะทำให้คนไทยมีความสุข กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการท่องเที่ยว
ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศของภูมิภาค
แต่กลับตรงกันข้าม กลับทำให้การต้นทุนการเดินทางทางอากาศแพงขึ้น ในทันที

.......และเพื่อให้สายการบินของไทยมีต้นทุนเพิ่มขึ้น รัฐถังแตก จึงแอบดอดปรับขึ้นภาษี น้ำมันหล่อลื่นของเครื่องบินอีกในอัตรา 5 บาทต่อลิตรหรือกิโลกรัม จากเดิมไม่มีการจัดเก็บมาก่อน
.........ราคาตั๋วเครื่องบินในประเทศ เฉลี่ยเที่ยวละ 2000 บาท การปรับขึ้น 150 บาท ย่อมกระทบค่าครองชีพ อย่างมาก เมื่อเทียบกับ ราคาค่าตั๋วไปเที่ยวต่างประเทศเที่ยวละ หลายหมื่นบาท
........คิดเลยไปถึงอุตสาหกรรมการบินของประเทศ เมื่อผู้ประกอบการสายการบินของไทยมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ย่อมที่ จะแข็งขันกันเพื่อนบ้าน อย่างยากลำบาก เพราะราคาน้ำมันเครื่องบินของไทย ที่เคยถูกกว่าเพื่อนบ้าน กลับแพงขึ้นถึง 30 % อย่างน่าสะพรึง
.......น้ำมันเครื่องบิน แตกต่างจากน้ำมันรถยนต์ อย่างแน่นอน เอามาทดแทนกันไม่ได้ ด้วยคุณสมบัติทางเคมี ที่แตกต่างกัน เกรดของน้ำมันเครื่องบินโดยสารก็คือ น้ำมันก๊าด จะเก็บภาษี ให้เท่ากับ น้ำมันรถยนต์ได้อย่างไร

ประเภทของน้ำมันเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องบิน
เครื่องบิน และอากาศยาน ประเภทอื่น มีสมรรถนะความเร็ว และเพดานบินแตกต่างกันมาก ระบบเครื่องยนต์ ย่อมแตกต่างกัน ออกไป จึงมีน้ำมันหลายประเภท เช่นเดียวกับรถยนต์
น้ำมันเบนซินเครื่องบินใบพัด AVGAS
.........เครื่องบินขนาดเล็ก ความเร็วต่ำ ระดับเพดานบินต่ำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินใบพัด เป็นเครื่องบินฝึกบินในช่วงเริ่มต้น ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบ ประเภทนี้ใกล้เคียงกับใช้น้ำมันรถยนต์มาก เป็นเบนซินอ๊อคเทนสูง 110/115 , 120/130 ผสมสารตะกั่วอยู่มากมีความสะอาดบริสุทธิ์เป็นพิเศษ ปรุงแต่งคุณภาพให้มีค่าอ็อคเทนสูงขึ้น คุณภาพในการต้านทางการน็อค (Antiknock) หรือค่าอ็อคเทนสูงกว่ามาก เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ในสภาวะที่อุณหภูมิและความดันเปลี่ยนแปลงในช่วงกว้าง เครื่องบินฝึกขนาดเล็กรุ่นใหม่ๆ Diamond 42ใช้น้ำมันดีเซล เกรดเดียวกับรถยนต์ได้เลย

น้ำมันเครื่องบินไอพ่น Jet Fuel
.......เพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ของเครื่องบินซึ่งต้องใช้กำลังขับดันมาก และมีจุดเยือกแข็งที่ต่ำกว่าเนื่องจากเครื่องบินต้องบินในระดับสูงอากาศเย็นจัด น้ำมันจะต้องไหลได้สะดวกตลอดเวลา เครื่องบินโดยสารไอพ่นขนาดใหญ่ บินที่ระดับเพดานบินสูงน้ำมันเครื่องบิน ต้องคงสภาพเป็นของเหลวได้ที่อุณหภูมิ -47 องศาเซลเซียส บ่อยครั้งที่อุณหภูมิลดลงต่ำกว่า -47 องศาเซลเซียส เครื่องบินต้องมีระบบอุ่นน้ำมัน ไม่ให้แข็งตัว ตลอดการเดินทาง น้ำมันเครื่องบินไอพ่น แต่เดิม ถูกแบ่งประเภทการใช้งานออกเป็นทางพานิชย์ และทางทหารอย่างเด่นชัด

คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องบิน ที่สำคัญคือ มันจะต้องไม่แข็งตัวง่าย เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง

........ด้วยระบบเครื่องยนต์เครื่องบินลูกสูบมีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องยนต์เบนซินที่ใช้กับยานยนต์พาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องบินใบพัดจึงมีองค์ประกอบคล้ายกับน้ำมันเบนซินในรถยนต์ แต่น้ำมันเครื่องบินไอพ่น ใช้กับเครื่องยนต์เทอร์ไบน์หรือกังหัน ซึ่งหลักการทำงานแตกต่างจากเครื่องยนต์ในเครื่องบินใบพัด จึงไม่ต้องการเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ ต้านทานการน็อค แต่จะต้องสะอาด บริสุทธิ์ และเผาไหม้ได้ดีที่สุดอุณหภูมิต่ำ นอกจากนั้นต้องมีความคงตัวสูง (STABILITY) เพื่อไม่ให้น้ำมันสลายตัวหรือเสื่อมระหว่างเก็บในถัง
.......เครื่องบินรบ เครื่องยนต์เทอร์โบพรอบ บินที่ระดับต่ำ พวกนี่เคยใช้น้ำมัน jp4, jp5 แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น jp8 และเพื่อความอ่อนตัว และง่ายต่อการส่งกำลังบำรุง ปัจจุบันเครื่องบินรบสามารถใช้ jet A หรือ jet A1 ได้โดยแทบไม่ต้องปรับแต่งใดๆ

การวางแผนการเดินทางโดยเครื่องบิน
........การวางแผนการเดินทางโดยเครื่องบิน ในส่วนของน้ำมันจะได้รับการวางแผนและตรวจสอบจากบุคลากร หลายฝ่ายมาเป็นอย่างดี อย่างรัดกุม มิใช่ด้วยตัวนักบินเองเพียงลำพัง เพื่อให้มีความพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป เพื่อให้ มีความปลอดภัยสูงสุด เพียงพอต่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้บนท้องฟ้า



.......การใช้รถในชีวิตประจำวันของเรา เพียงดูมาตรวัดน้ำมัน ให้เข็มน้ำมันมีมากกว่า ¼ เราก็อุ่นใจ ถึงแม้ไฟสีเหลืองจะโชว์ติดขึ้นมา เรายังพอขับไปเติมสถานีข้างหน้าก็ได้ และแม้น้ำมันจะหมดกลางทาง ก็มิได้ทำให้เราร่วงหล่น เสียหาย แต่สำหรับเครื่องบิน น้ำมันเปรียบเสมือนลมหายใจ ย่อมต้องมีใช้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ปริมาณน้ำมัน ย่อมได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก ในการเดินทาง ให้เพียงพอ อย่างปลอดภัยเสมอ


.......การวางแผนการเดินทางโดยเครื่องบิน ได้นำข้อมูลหลายด้านมาคำนวณ และสรุปออกมาเป็น แผนการบิน Flight Plan โดยที่ก่อนออกเดินทาง ฝ่าย Dispatcher จะนำข้อมูลข่าวอากาศ น้ำหนักเครื่องบิน น้ำหนักนักบินลูกเรือ ผู้โดยสาร สัมภาระ มารวมกัน เพื่อคำนวณน้ำหนักรวม และนำไปคิดเป็นปริมาณน้ำมัน ที่จะใช้เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง และสนามบินสำรอง ซึ่งจำนวนน้ำมันนี้ได้ปริมาณรวมความคลาดเคลื่อนไว้แล้ว 5 %


.........การวางแผนการเดินทางโดยเครื่องบิน ในส่วนของน้ำมันจะประกอบด้วยน้ำมันหลายส่วน เพื่อให้เข้าใจง่าย ขอแบ่งเป็นเพียง 4 ส่วน คล้ายๆกับมาตรวัด ปริมาณน้ำมันในถังรถยนต์ คล้ายกับสัญลักษณ์พลังแบตเตอร์รี่ ในโทรศัพท์มือถือ ที่มี 4 ช่วงดังนี้
1. น้ำมันสำหรับการติดเครื่องและขับเคลื่อนบนพื้น start & taxi
2. น้ำมันสำหรับการเดินทางจากต้นทางไปยังจุดหมายปลายทาง AB(Trip Fuel) (น้ำมันสำรอง 5%)
3. น้ำมันสำหรับการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางไปยังสนามบินสำรอง BC (น้ำมันสำรอง 5%)
4. น้ำมันสำหรับการวนรอ Holding หรือ the final reserves




...........ความจำเป็นที่ต้อง จำแนกน้ำมันออกเป็นส่วนๆ เนื่องมาจาก อัตราการกินน้ำมันแต่ละช่วง มีความแตกต่างกันมากเช่น เครื่องบิน A320 เครื่องยนต์ CFM หลังจากติดเครื่องครบทั้งสองเครื่องยนต์แล้ว

ในระหว่างอยู่บนพื้น อัตราการใช้น้ำมัน 12 กก. ต่อนาที
ในขณะวิ่งขึ้น อัตราการใช้น้ำมัน 120 กก ต่อนาที
ในขณะรักษาเพดานบิน อัตราการใช้น้ำมัน 40 กก ต่อนาที
ในขณะร่อนลง อัตราการใช้น้ำมัน 12 กก ต่อนาที​


........น้ำมัน start & taxi สำหรับการติดเครื่องและขับเคลื่อนบนพื้น มีปริมาณไม่มากนัก แต่ต้องจำแนกและตระหนักไว้ เพราะอาจเป็นเหตุให้ น้ำหนักรวมของเครื่องบินเกินกว่าฐานล้อจะรองรับได้ น้ำมัน Trip Fuel คือปริมาณหลักที่ใช้ในการบิน เริ่มคำนวณตั้งแต่เร่งเครื่องทะยานขึ้น ไต่ ไปจนถึงวางระดับ และลดระดับ จนสัมผัสพื้นสนามบินปลายทาง ปริมาณน้ำมันเพียงสองส่วนนี้ย่อมเพียงพอต่อการ เดินทางไปยังจุดหมาย
........แต่เพื่อความปลอดภัย จึงกำหนดให้สายการบิน ต้องมี น้ำมันสำรองตามข้อ 3 และ 4 อีก สำหรับการเดินทางไปยังไปยังสนามบินสำรอง C และเพื่อการบินวนรออีก 30 นาที


...........แต่ละสายการบิน ย่อมกำหนดข้อบังคับให้นักบิน และผู้ทำแผนการบิน มีปริมาณน้ำมันไม่ต่ำกว่า 4 ข้อข้างต้น และอาจจะมีเพิ่มเติมขึ้นมาเป็นปริมาณลำดับที่ 5 หรือ 6 ก็ได้ แต่นั่นย่อมทำให้ น้ำหนักเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้น


การเติมน้ำมันเครื่องบิน
..........การเติมน้ำมันเครื่องบินทำได้หลายวิธี เครื่องบินขนาดเล็ก ต้องการปริมาณน้ำบินไม่มากนัก อาจใช้การเติมแบบรถยนต์ทั่วไป โดยใช้รถบรรทุกน้ำมัน คือ บีบจากหัวจ่าย กรอกไปในถัง แบบ Overwing ซึ่งเครื่องบินส่วนใหญ่จะเก็บน้ำมันไว้ในปีกทั้งสองข้าง อาจต้องใช้บันได ปีนขึ้นไปเติมบินผิวปีก แต่เครื่องบินขนาดใหญ่ ต้องการปริมาณน้ำบินมาก และปีกอยู่สูง ต้องใช้การเติมแบบมีแรงดัน สามารถเติมใต้ปีก Underwing ได้ เพื่อให้รวดเร็ว และกระจายน้ำหนักไปยังถังต่างๆได้ เครื่องบินขนาดใหญ่ ต้องใช้ระบบน้ำมันใต้ดิน (Hydrant Pipeline Network ซึ่งมีให้บริการไม่กี่แห่งในประเทศไทย ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ ภูเก็ต
และที่น่าแปลกสนามบินอู่ตะเภา เป็นสนามบินแห่งแรกที่มีระบบส่งน้ำมันใต้ดิน ที่ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 ในช่วงสงครามเวียดนาม



........ที่น่าสรรเสริญคือ ระบบส่งน้ำมันใต้ดินของสนามบินดอนเมือง ในช่วงปลายปีพ.ศ.2554 น้ำท่วมสนามบินดอนเมืองนานนับเดือน การท่าฯไม่เขินอายที่ไม่สามารถรักษาสนามบินดอนเมืองไว้ได้ แต่บริษัท BAFS สามารถรักษาระบบส่งน้ำมันใต้ดินของสนามบินดอนเมืองไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ถ้าหากน้ำทะลักเข้าไปในระบบได้ การซ่อมแซมย่อมใช้เงินมากมาย แต่บริษัท BAFS ได้รักษาโครงข่ายท่อการส่งน้ำมันใต้ดิน ด้วยการอัดแรงลมไว้ให้ไว้คงที่ตลอดเวลา ให้แรงดันภายในท่อสูงกว่าภายนอก แม้น้ำสักหยดก็ไม่สามารถเข้าไปเจือปนในระบบท่อการส่งน้ำมันใต้ดินได้เลย


การลำดับการใช้น้ำมัน
........ด้วยเครื่องบิน จำเป็นต้องมีถังน้ำมันหลายถัง แม้จะมีเพียงเครื่องยนต์เดียวก็ตาม ด้วยเหตุผลความจำเป็นในด้านความปลอดภัยหลายประการ


1. เพื่อลดความเสี่ยงในการรั่ว ถ้ามีเพียงถังเดียวเมื่อมีการรั่ว หรือท่ออุดตัน จะทำให้เครื่องยนต์ ขาดน้ำมันในทันที จึงจำเป็นต้องมีถังมากกว่า 1 ถัง แม้จะมีเพียงเครื่องยนต์เดียวก็ตาม
2. เพื่อความสมดุลย์ของเครื่องบิน น้ำมันที่เก็บในลำตัว และปีกจะส่งผลต่อ CG จุดศูนย์ถ่วง ของเครื่องบิน
3. เพื่อความคงทนของโครงสร้าง เครื่องบินขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีน้ำมันในปีก เพื่อป้องกันการบิดโค้ง Bending และการกระพือที่ปลายปีก Flatter
4. เพื่อความประหยัดน้ำมัน เครื่องบิน Airbus หลายรุ่น จะเติมน้ำมันไว้ ที่ Horizontal Stabilizers ซึ่งอยู่ ส่วนด้านท้ายของเครื่องบิน ทั้งนี้นอกจากจะทำให้บินได้ไกลขึ้นแล้ว ยังได้สมรรถนะที่ดีขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น
5. เพื่อเสถียรภาพในการบิน เมื่อบินเข้าสภาพอากาศแปรปรวน ถังน้ำมันในลำตัวบางถัง จะติดตั้งค่อนไปทางด้านหน้าของเครื่องบิน ทำให้เครื่องบินมีจุดศูนย์ถ่วง CG ค่อนไปทางด้านหน้า ทำให้เครื่องบินมีเสถียรภาพ (Stability) ในการทรงตัวที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน


.........เครื่องบินรบ เช่น เครื่องบินขับไล่ มีความเสี่ยงต่อการถูกยิงมาก จึงมักไม่เก็บน้ำมันไว้ในปีก และไม่ต้องการการมีเสถียรภาพมากนัก เพราะจำเป็นต้อง เปลี่ยนท่าทางได้อย่างฉับพลัน จึงมักเก็บน้ำมันไว้ในลำตัว ค่อนไปทางด้านหลัง


การลำดับการใช้น้ำมัน ในถังต่างๆของเครื่องบิน
........เนื่องจากเครื่องบินมีน้ำมันบรรจุไว้หลายถัง และแยกกระจาย อยู่หลายตำแหน่ง หลังจากติดเครื่องยนต์แล้วเครื่องบินรุ่นใหม่มักจะมี ระบบการจัดการน้ำมันอย่างอัตโนมัติ โดยมีกฎเหล็กว่า จึงจำเป็นต้องจัดลำดับการใช้น้ำมัน ให้เหมาะสมแก่ ช่วงการบิน ต่างๆ ดังนี้

1. เมื่อเตรียมตัวจะวิ่งขึ้น Take Off เครื่องบินหลายเครื่องยนต์ จำเป็นต้องใช้อัตราการไหลของน้ำมันอย่างสูง แต่ละเครื่องยนต์จะแยกใช้น้ำมัน จากคนละถัง แบบ Tank to Engine เพื่อให้น้ำมันถูกส่งตรงเข้าสู่เครื่องยนต์อย่างทันที และหากมีการปนเปื้อนของน้ำมัน จนเกิดเครื่องยนต์ใดดับ เครื่องยนต์ ที่เหลืออยู่จะยังคงทำงานต่อไปได้ แม้อีกเครื่องจะดับ หรือท่อน้ำมันอุดตัน ก็ตาม



2. ในระหว่างไต่ Climb เป็นช่วงผ่านพ้นจากช่วงวิกฤตไปแล้ว เครื่องบิน เก็บฐานล้อ และเก็บแฟลบเข้าที่แล้ว เครื่องยนต์ใช้ปริมาณน้ำมันน้อยลง ระบบการป้อนน้ำมันจะสามารถเปลี่ยนไปใช้ การป้อนแบบทางอ้อม ไม่จำเป็นต้องใช้แบบ Tank to Engine อีกต่อไป โดยจะคำนึงถึงโครงสร้างของเครื่องบินเป็นหลัก นั่นคือ จะพยายามเก็บน้ำมันในปีกไว้ให้นานที่สุด และใช้น้ำมันจากถังในลำตัวไปก่อน จนกระทั่งหมด
3. ในระหว่างการบินระดับ เครื่องบินบางรุ่นจะมีการถ่ายเทน้ำมัน จากถังเก็บที่ส่วนหาง เพื่อปรับเปลี่ยนสมดุลย์ ให้เครื่องบินเกิดความต้านทานจากอากาศน้อยที่สุด และในขณะเดียวกันถังน้ำมันในปีกทั้งสองด้าน จะต้องถูกควบคุมปริมาณ ให้สมดุลย์กันเสมอ มิให้ปีกด้านใด มีปริมาณแตกต่างกันมากเกินไป ในช่วงการบินระดับที่เพดานบินสูง อุณหภูมิของน้ำมันลดต่ำลงเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนการทำให้น้ำมันอุ่นตัวตลอดเวลา ด้วยการถ่ายเทความร้อนจากน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ไปยังน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดเวลา
4. ช่วงการลดระดับ เครื่องบิน A320 เก็บน้ำมันไว้ที่ถังปลายปีก ไว้ราว 700 กิโลกรัมเสมอ เพื่อเป็นตุ้มถ่วง มิให้ปลายปีกกระพือ ระหว่างการบินในอากาศ และจะถูกใช้ก็ต่อเมื่อใกล้จะถึง ปลายทาง ระหว่างการลดระดับ เพื่อให้น้ำมันทั้งหมดที่เหลืออยู่ กลับสู่ภาวะ Tank to Engine อีกครั้ง ในระหว่างที่จะลงจอด เพื่อเตรียมไว้หากจำเป็นต้องทะยานวิ่งขึ้นอีกครั้ง Go Around

การแจ้งเตือนเมื่อน้ำมันใกล้จะหมด
..........การวางแผนการบิน นักบินมักจะเผื่อน้ำมันไว้มากกว่าที่ระบุไว้ในแผนการบินเสมอ ทั้งนี้เพื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดต่างๆ ปริมาณน้ำมันในถังที่เหลืออยู่ เปรียบได้กับ

พระหลวงพ่อที่ ชาวพุทธมีติดตัวห้อยคอไว้ ในฐานะ“หลวงพ่อ FUEL “
........ถ้าเรามีน้ำมันสำรองไว้เยอะๆ เหตุการณ์ต่างๆมักจะราบรื่น ไม่ค่อยเกิดปัญหาความขลุกขลัก แต่ถ้าน้ำมันสำรองมีปริมาณน้อย มันเหมือนกับเจ้ากรรม นายเวรมาตามทวงคืน มักจะพบเจอเหตุการณ์ต่างๆ นอกโผ นอกแผนเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบการแจ้งเตือนเมื่อน้ำมันใกล้จะหมด จะบอกแก่นักบินได้ตั้งแต่ ช่วงต้นของการเดินทาง แม้เครื่องยนต์ยังไม่ได้ถูกติด โดยผ่านระบบ FMC หรือ FMGS ซึ่งเมื่อป้อนข้อมูลต่างๆครบถ้วน จะคำนวณปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ ณ จุดหมายปลายทางได้ทันที ซึ่งนั้นทำให้นักบินทราบ น้ำหนักของเครื่องบิน เมื่อบินผ่านตำบลต่างๆ ได้ตลอดเวลา
...........การบอกปริมาณน้ำมัน เครื่องบิน มิได้บอกในรูปแบบของปริมาตรเป็นลิตรหรือลูกบาศก์ แต่แสดงให้เห็นในรูปแบบของน้ำหนัก ซึ่งหน่วยอาจจะเป็นกิโลกรัม หรือปอนด์ก็ได้

.......การเปลี่ยนแปลงจาก โดยปกติคุ้นเคย กับการเติมน้ำมันรถ แบบปริมาตรเป็นลิตร แต่เราสามารถแปลงให้เป็นหน่วยในรูปแบบของน้ำหนักแบบกิโลกรัม ได้ง่ายๆ ด้วยกับนำค่าตัวเลข 0.785 ไปคูณกับปริมาตรที่เป็นลิตร ผลลัพท์ที่ได้จะกลายเป็น น้ำหนักในรูปแบบของหน่วยกิโลกรัม

เช่น เติมน้ำมัน 50 ลิตร คูณ 0.785 จะเท่ากับ 39.25 กิโลกรัม เพราะน้ำมันเบากว่าน้ำ

........แต่ในกรณีที่อากาศเย็นมาก ความหนาแน่นของน้ำมันจะเพิ่มขึ้นกลายเป็น 0.800 เมื่อนำไปคูณกับ ปริมาตรน้ำมัน 50 ลิตรจะกลายเป็นน้ำหนัก 40 กิโลกรัม
จากนั้นจะถูกแปลงให้อยู่ ในรูปของเวลา ชั่วโมง ; นาที (Endurance) มิใช่ระยะทาง (Range)
.......ในระหว่างทาง ปริมาณน้ำมัน ต้องถูกตรวจสอบ อย่างสม่ำเสมอ และหากมีแนวโน้มที่จะไม่เพียงพอ หรือขาดหายไป นักบินต้องปฏิบัติตามขั้นตอน อย่างทันถ่วงที แต่ถึงกระนั้นยังมีกฎกติกาที่เป็นสากล บังคับใช้กับเครื่องบินพาณิชย์ และสายการบินทุกแห่ง ที่ต้องปฏิบัติให้เหมือนกัน
........ก่อนปี 2012 มีความคลุมเครือ เกี่ยวกับการ ประกาศแจ้งสถานการณ์ปริมาณน้ำมันฉุกเฉิน ของเครื่องบินที่บินอยู่ในอากาศ จากนั้นมาจึงได้มีการปรับปรุงข้อบังคับ

..........ในเที่ยวบินปกติ ทุกครั้งที่นักบินนำเครื่องบิน ไปลงยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย ย่อมจะต้องมีปริมาณน้ำมันเหลืออยู่ในถัง สองปริมาณคือ
(ข้อ 3)น้ำมันสำรองที่จะบินจากสนามบินปลายทางไปยังสำรอง และ
(ข้อ 4)น้ำมันสำรอง ในขาสุดท้าย The planned final reserve
.........ในระหว่างเที่ยวบิน เมื่อนักบินคำนวณแล้วว่า ปริมาณน้ำมัน ไม่เพียงพอต่อ การไปถึงจุดหมายปลายทาง นักบินต้อง ประกาศแจ้งสถานการณ์ปริมาณน้ำมันฉุกเฉิน ที่มีระดับความวิกฤตต่างกัน 2 กรณี คือ
• Minimum Fuel
• Fuel Emergency

.......ถ้าหากนักบินคำนวณ แล้วว่า ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง จะลดต่ำลงกว่า ที่จะไปลงสนามบินปลายทาง นักบินต้องแจ้งแก่หน่วยควบคุมการจราจรทางอากาศ ด้วยประโยค
“Minimum fuel Pan Pan Pan” เพื่อให้ได้รับความเร่งด่วนในการจัดลำดับ การลงสู่สนามบินปลายทาง for a specific aerodrome of intended landing

The declaration of "MINIMUM FUEL" informs ATC that, for a specific aerodrome of intended landing, the aircraft has sufficient fuel remaining to follow the cleared routing, execute an arrival and approach procedure and land with the required fuel reserves




..........แต่หากโชคร้ายซ้ำเดิม ไม่สามารถไปลงสนามบินปลายทางที่กำหนดไว้ได้ เช่น ระบบน้ำมันรั่วหรืออุดตัน และคาดว่ามีปริมาณน้ำมันน้อยกว่า final reserve fuel นักบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงสนามบินที่ใกล้ที่สุด the nearest aerodrome where
นักบินต้องแจ้งแก่หน่วยควบคุมการจราจรทางอากาศ ด้วยประโยค
"MAYDAY FUEL" และรายงานปริมาณน้ำมันที่เหลือในหน่วยของนาที and report fuel remaining in minutes.

The pilot-in-command shall declare a situation of fuel emergency ”MAYDAY FUEL”, when the calculated usable fuel predicted to be available upon landing at the nearest aerodrome where a safe landing can be made is less than the planned final reserve fuel. Declaration of a fuel emergency is an explicit statement that priority handling by ATC is both required and expected.

ระบบถ่ายทิ้งน้ำมัน Fuel Dumping
........ใช่ว่าเที่ยวบินทีเราเดินทางจะประสบเหตุการณ์ จากน้ำมันไม่เพียงพอ เท่านั้น ในทางตรงข้าม เครื่องบินอาจจะประสบกับการมีปริมาณน้ำมันมากเกินไป ได้เช่นกัน เครื่องบินที่เดินทางระยะไกล จำเป็นต้องบรรทุกน้ำมันจำนวนมาก แต่หากโชคไม่ดี เที่ยวบินประสบปัญหา หลังจากเริ่มออกเดินทางได้ไม่นาน ปริมาณน้ำมันจำนวนมากนั้น จะทำให้น้ำหนักของเครื่องบินเกินกว่าที่จะลงได้อย่างปลอดภัย นักบินต้องบิน หาพื้นที่ ที่กำหนดให้สำหรับการกำจัดน้ำมัน Fuel Dumping Area แต่เครื่องบินบางแบบ ไม่มีระบบ Fuel Dumping ต้องอาศัยการบินวนรอ จนกระทั่งปริมาณน้ำมันลดลงถึงเกณฑ์ปลอดภัย ซึ่งอาจจะใช้เวลานานนับชั่วโมง
น้ำมันมีทั้งคุณและโทษ ถ้าเราเก็บและใช้มันไม่เหมาะสม การวางแผนการใช้น้ำมัน

.....................น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน เป็นราคาต้นทุนหลัก ในการดำเนินกิจการสายการบิน ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงในถังของเครื่องบิน เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนักบิน ที่จะวางแผน และควบคุม ให้เที่ยวบินเดินทางถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย
 

Attachments

Info@TH.C130

Administrator
ขอบพระคุณสำหรับเกร็ดความรู้ใหม่ครับพี่หมู

:Emo_korea_043.gif::Emo_korea_043.gif:
 

skypig

Administrator
การประหยัดน้ำมันเครื่องบิน​

...............การเติบโตของการเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศได้รับความต้องการอย่างสูงขึ้นมากมาย แบบก้าวกระโดด การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของสายการบิน ทวีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน.
.......................ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศของไทย ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2560 นั้นมีราคาต่ำกว่าหลายประเทศ แม้แต่ฮ่องกง และสิงค์โปร เพื่อเป็นกลยุทธ ในการทำให้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค แต่รัฐบาลไทย หลับทำให้ราคาน้ำมันของไทยสูงขึ้น อย่างมาก

..............น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้นทุนหลัก ของสายการบิน การควบคุมต้นทุน อย่างรัดกุม เป็นวิธีการหลักของสายการบินเกิดใหม่ ที่ทำให้เอาชนะสายการบินเก่าในตำนานได้
Safety First
...........จริงๆแล้ว ความปลอดภัย คือปัจจัยสำคัญที่เหมือนกัน ของทั้งสายการบินในตำนาน และสายการบินLow cost สมัยใหม่ ปัจจัยความปลอดภัยต้องมาก่อนความประหยัด และความสะดวกสบายเสมอ
ลำดับการบริหารการบิน จะต้องทำตาม core business ของบริษัทคือ safety,Pax comfort,Efficiency นั่นหมายถึงว่า Safety สำคัญเสมอ


........มิใช่เพียงแค่เติมน้ำมันอย่างเดียว สายการบินต้องลงทุนมากมายอยู่แล้ว ในการทำให้ทุกเที่ยวบินปลอดภัย
สัญญาลำดับต่อมา คือ ความตรงต่อเวลา ปัจจัยนี้ ทุกสายการบินต่างให้ความสำคัญรองลงมา
ลำดับต่อมา คือความประหยัด และความสะดวกสบาย​
ถ้าเป็นสายการบินราคาประหยัดแน่นอนว่า ความประหยัด ต้องมาก่อนความสะดวกสบาย
แต่หากเป็นสายการบินแบบ Full Service ต้องยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อ
ความสะดวกสบาย และหรูหรา​


การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงต้องมีทั้งหลักยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี
.................ในภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น สายการบินต้องทำการซื้อน้ำมันล่วงหน้า. หรือทำประกันราคาน้ำมัน. เพื่อรักษาต้นทุนให้คงที่ บางเที่ยวบินอาจเปลี่ยนแปลงเวลาการบิน ทำให้เที่ยวบินมีความเร็วลดลง ใช้ค่า cost index ที่ไม่คงที่ หรือลดลง ลดน้ำหนักอุปกรณ์ ส่วนควบต่างๆบนเครื่องบินลง ซึ่งนั่นรวมทั้ง การลดน้ำมันส่วนเกิน ให้มากที่สุด
..............ความมุ่งหวังในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องบินไม่อาจได้ผลสมบูรณ์นัก หากปราศจากความร่วมมือ ของหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะ
ศูนย์วิทยุควบคุมการจราจรทางอากาศ
........... หลายๆประเทศ เขาจะไม่ยอมให้นักบินสตาทร์เครื่องยนต์ จนกว่าจะแน่ใจว่า เที่ยวบินนั้นได้รับการยืนยัน ให้ออกเดินทางแล้วอย่างแน่นอน หากเครื่องยนต์ติดแล้ว แต่กลับไปจอดรอต่อคิวนานเกินไป นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากแล้ว ผลกระทบสำคัญคือ
มันทำให้โลกร้อนขึ้นด้วย

การบินวนรอของเครื่องบิน Holding
........เมื่อเที่ยวบินเดินทางมาใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง สนามบินของเมืองใหญ่มักมีการจราจรที่คับคั่ง . บางครั้งต้องมีการบินวนรอ.. เพื่อลำดับการลงสู่สนามบิน การจราจรติดขัดบนท้องถนน รถยนต์สามารถจอดรอได้นานนับชั่วโมง. แต่เครื่องบินหยุดรอไม่ได้ มันต้องเคลื่อนที่ต่อไป
.........เครื่องบิน A320 ด้วยการบินหมุนวนรอเพียงหนึ่งรอบใช้เวลาราว 4 นาที ซึ่งเครื่องยนต์มีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 40 กิโลกรัม ต่อนาที หรือราว 35 ลิตร คิดเป็นเงินราว 35x4x20 =2800 บาท นั่นหมายถึง ราคาค่าตั๋วของผู้โดยสาร 2 คน นั่นส่งผลต่อ กำไร-ขาดทุนของสายการบินโดยตรง
....................โดยปกติแล้วการบินวนรอ ได้มีการกำหนดค่าความเร็วและความสูง ในจุดบินวนรอแล้ว แต่เพื่อที่จะประหยัดน้ำมันในระหว่างการบินวนรอ นักบินจะพยายามรักษาความสูงไว้ให้นานที่สุด บินด้วยความเร็วต่ำสุด จนกว่าจะได้รับการยืนยัน เวลาในการเข้ามาลงแล้วอย่างแน่นอน
 

skypig

Administrator

........................จากภาพด้านบน เป็นตัวอย่างแผนการบินเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปยังสนามบินกระบี่ ทางด้านซ้าย จะเป็นการคำนวณน้ำหนักรวมของเที่ยวบินนั้น และข้อมูลทางด้านขวา คือปริมาณน้ำมันที่ใช้สำหรับเที่ยวบินนั้น ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วน มีหน่วยเป็น กิโลกรัม

1. Start & Taxi fuel = 228 กิโลกรัม
2. AB (Trip Fuel+7.1%)= 2893+185 กิโลกรัม
3. BC=1500 กิโลกรัม
4. Final (Hold ) reserve =1076 กิโลกรัม


.........รวมเป็นปริมาณน้ำมันทั้งหมด 5882 กิโลกรัม สามารถบินได้เป็นเวลา 2:21 ชั่วโมง ข้อมูลด้านบน จะถูกนำไปป้อนเข้า FMGS เพื่อคำนวณ และได้ผลลัพท์ ออกมาเป็นปริมาณน้ำมันที่คาดว่าจะคงเหลืออยู่เมื่อถึงสนามบินปลายทาง

 

skypig

Administrator
หมากแก้เกมส์ของสายการบินในยุคราคาภาษีน้ำมันในประเทศแพง
...............เมื่อรัฐบาลปรับขึ้นภาษีน้ำมันแบบไม่ทันตั้งตัว สายการบินบางสายต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการ แต่สายการบินบางสาย ได้แต่ทำตาปริบๆ
........ โดยปกติแล้วเครื่องบินลำหนึ่ง ต้องถูกใช้บินหลายเที่ยวบินต่อวัน และแผนการบิน ของแต่ละเที่ยวบิน จะถูกจัดเตรียม และจำแนก ออกจากกัน แต่ในบางสนามบินที่ไม่มีสถานีบริการน้ำมัน เช่น ร้อยเอ็ด เลย ตรัง และอีกหลายแห่ง สายการบินจึงให้นักบินเติมน้ำมันเผื่อไว้ ทั้งในเที่ยวบินไปและขากลับ ซึ่งนั่นทำให้น้ำหนักเครื่องบินเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงต้องคำนวณแผนการบิน และน้ำมันให้พอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป

.......อีกกรณีหนึ่ง แม้ว่าสนามบินปลายทางจะมีน้ำมันให้เติมได้ แต่บางแห่ง ราคาน้ำมันแพงกว่าสนามบินต้นทาง สายการบินจึงเติมน้ำมันเผื่อไว้ขากลับด้วย จึงจำเป็นต้อง ใช้แผนการบินสองเที่ยวบิน คำนวณน้ำหนักน้ำมันรวมกัน ดังตัวอย่างที่ 1


ตัวอย่างที่ 1
........เครื่องบินของไทย หมายเลขทะเบียน HS-AAA จอดอยู่ที่ดอนเมือง ถูกวางแผนให้บินจาก ดอนเมืองไปกระบี่ในตอนบ่าย โดยใช้ชื่อเที่ยวบิน
เที่ยวบิน FN3233 เส้นทาง DMK- KBV ใช้น้ำมันเดินทาง 3100 กิโลกรัม( เติมเผื่อขากลับ 5400 กิโลกรัม) จึงเติมจากที่ดอนเมืองไป 3100+5400 = 8500 กิโลกรัม) เพราะราคาน้ำมันดอนเมืองถูกกว่ากระบี่
เที่ยวบิน FN3234 เส้นทาง KBV-DMK ใช้น้ำมันเดินทาง 5400-3100 กิโลกรัม เมื่อกลับมาลงจอดที่ดอนเมืองน้ำมันจะเหลือราว 2300 กิโลกรัม สำรองเผื่อไว้
สรุปตรงนี้ก่อนว่า

สายการบินใช้แผนการบิน 2 สองแผน ในการพิจารณาเลือกสถานีเติมน้ำมัน จากสนามบินที่มีราคาถูกที่สุด เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย
………โดยต้องระวังในเรื่องน้ำหนักของเครื่องบิน ไม่ให้เกินกว่าพิกัดสูงสุด

Maximum Take Off และ
Maximum Landing Weight


...... ซึ่งเเต่เดิมราคาน้ำมันของไทย โดยเฉพาะที่ดอนเมือง มีราคาต่ำกว่าสนามบินหลายแห่ง เช่นถูกกว่าสิงค์โปร์ ฮ่องกง มาเก๊า เวียดนาม และจีน สายการบินไทยและต่างชาติ จึงมักเติมน้ำมันที่ดอนเมือง ให้มากที่สุดเผื่อไว้ทั้งไปและกลับ ซึ่งทำให้บริษัทน้ำมัน BAFS ของไทย มียอดการเติมสูง มีรายได้เข้ารัฐไม่น้อย


...........แต่เมื่อรัฐบาล ปรับขึ้นภาษีน้ำมัน แบบไม่ทันตั้งตัว การปรับขึ้นภาษีน้ำมันครั้งนี้มีผลกระทบเฉพาะสายการบินที่บินในประเทศเท่านั้น สายการบินจากต่างประเทศไม่ได้รับผลใดๆ
จึงเป็นการบั่นทอนการเติบโตของสายการบินในประเทศเท่านั้น

………แน่นอนว่า บางสายการบินไม่ปรับตัว ไม่สะทกสะท้านใดๆ แต่บางสายการบินต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ใหม่อีกครั้ง เพื่อความอยู่รอด เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการ สายการบินขวัญใจคนจน จึงต้องวางแผนใหม่ และใช้แผนการบินถึง 4 แผน มาพิจารณาในการเลือกสถานีเติมน้ำมัน อย่างเหมาะสม และประหยัดที่สุด ดังตัวอย่างที่ 2

ตัวอย่างที่ 2
..........เครื่องบินลำเดิม จอดอยู่ที่ดอนเมือง ได้รับการวางแผนให้บิน 4 เที่ยวบิน ตอนเช้าถูกจัดให้บินไปสิงค์โปร์ก่อน ตอนบ่ายไปกระบี่ ตามลำดับ เส้นทาง
1. เที่ยวบิน FN356 เส้นทาง DMK-SIN. ใช้น้ำมัน 6000 กิโลกรัม เติมไป 8200 กิโลกรัมเผื่อสำรอง
2. เที่ยวบิน FN357 เส้นทาง SIN-DMK ใช้น้ำมัน 8200 กิโลกรัม (แต่เติมเผื่อสำหรับ 3 เที่ยวบิน 16700 กิโลกรัม)
3. เที่ยวบิน FN3233 เส้นทาง DMK-KBV. ใช้น้ำมัน 3100 กิโลกรัม
4. เที่ยวบิน FN3234 เส้นทาง KBV-DMK. ใช้น้ำมัน 5400 กิโลกรัม


...........เส้นทางแรกเที่ยวบิน FN356 ราคาน้ำมันแบบ inter เมื่อเทียบราคาระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ไทยถูกกว่า สายการบินจึง เติมไปถึงเพียง 8200 กิโลกรัม พอจุดคุ้มทุน แม้จะมีระวางบรรทุกเหลืออยู่ก็ตาม
.............แต่เมื่อเดินทาง ถึงสิงค์โปร์แล้ว ถ้าระวางบรรทุก เหลือเพียงพอ เที่ยวบิน FN357 จะเติมน้ำมันจากสิงค์โปรกลับมาให้มากที่สุด จนเต็มพิกัดระวางบรรทุก เพราะราคาน้ำมันสิงค์โปรถูกกว่า เพื่อมาใช้บิน เที่ยวบินในประเทศต่อได้อีกสองเที่ยวบิน(ตามตัวอย่างที่ 1 คือเที่ยวบิน FN3233 และ FN 3234) โดยเติมจากสิงค์โปร์ กลับมาปริมาณ 8200+8500 =16700 กิโลกรัม ซึ่งแต่เดิมได้เคยเติมมาเพียง 8200 กิโลกรัม เท่านั้น

สายการบินใช้แผนการบินถึง 4 แผน มาพิจารณาในการเลือกสถานีเติมน้ำมัน ในภาวะน้ำมันแพง

........การปรับขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินภายในประเทศครั้งนี้ ทำให้สายการบินสามารถมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ประชาชนคนไทยจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้น เพื่อควบคุมต้นทุน ทำให้สายการบินต้องเติมน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งราคาถูกกว่า เข้ามาสำรองไว้


..........การเติมน้ำมันจากแหล่งที่ราคาถูกกว่า ทำให้สายการบินสามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้บ้าง เพื่อลดผลกระทบจากรัฐบาลปรับขึ้นภาษีน้ำมัน แต่ยังมีผลกระทบด้านอื่น ตามมา เช่น ทำให้บริษัทค้าน้ำมันของไทยมี ยอดขายน้ำมันต่ำลง เพราะสายการบินต้องเติมจากต่างประเทศเข้ามา รัฐย่อมขาดรายได้จากภาษีอื่นๆ อยู่ดี
 

skypig

Administrator
ช่วงเย็นของวันที่ 14 ส ค 2560 บริเวณโดยรอบสนามบินดอนเมือง มีพายุฝนฟ้าคะนอง ตกอย่างหนัก ทำให้เครื่องบิน ที่จะบินเข้ามา ต้องบินวนรอ บางลำรอไม่นาน ต้องบินไปสนามบินอู่ตะเภา
 

Attachments

skypig

Administrator
A320 มีบางลำ ที่บินไปอู่ตะเภา น้ำมันสำรอง เหลืออยู่พอดี กับที่ ระเบียบกำหนดไว้
 

Attachments



Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top