What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

ปฏิบัติการ Eagle Claw

skypig

Administrator
ปฏิบัติการ Eagle Claw
จำนวนผู้เข้าชม 3143 คน
ปฏิบัติการ Eagle Claw

ปฏิบัติการทางทหารลับสุดยอดครั้งนี้ ไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก รูปแบบการปฏิบัติการคล้ายกับปฏิบัติการเอนเท็บเบ้ ที่เคยสำเร็จลงด้วยดีเมื่อสี่ปีก่อนหน้า แต่ผลของการปฏิบัติการครั้งนี้ กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ก่อนการสถาปนารัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ราชวงศ์ชาห์ (SHAH) ที่เคยปกครองอิหร่านมานับร้อยปี พันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ถูกโค่นล้มลงด้วยการปฏิวัติของนักศึกษา 4 พ.ย.1979 สถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเตหะราน ถูกบุกรุก นักศึกษาชาวอิหร่านได้จับกุมเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูต และนาวิกโยธินรวม 52 คน เป็นตัวประกัน ทั้งหมดตกเป็นเชลยถูกคุมขังโดยไม่ทราบชะตากรรม
รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เวลาเจรจาต่อรองนานกว่าหกเดือน แต่ผลของการเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ บอกตัดความสัมพันธ์ทางการทูตจากอิหร่าน ในวันที่ 8เม.ย.1980 พร้อมสั่งการให้กองทัพเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก เป็นการเตรียมตัว เตรียมแผนหลัก-รองไว้หลายแผน เพื่อเข้าชิงตัวประกัน
วิกฤตการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกันต้องอับอาย โดยที่แทบจะช่วยพลเมืองของตนไม่ได้ เตหะรานเมืองหลวงของอิหร่านตั้งอยู่กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ และรอบบริเวณนั้น ยังห่างไกลจากมิตรประเทศของสหรัฐฯ หนำซ้ำสถานที่คุมขังตัวประกันทั้งหมด ยังถูกคุมขังอยู่ห่างจากสนามบิน การหาข่าวกรอง การสอดแนม กระทำได้ยากลำบาก ไม่อาจตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า ศัตรูมีกำลังและอาวุธเท่าไร
การวางแผน การฝึกซ้อม เพื่อเข้าชิงตัวประกัน ต้องกระทำด้วยการปกปิดเป็นความลับอย่างที่สุด มีการวางแผนปฏิบัติการไว้หลายแผน
แผนหนึ่งกำหนดให้ส่งทหารจำนวนหนึ่ง แทรกซึมเข้าอิหร่านโดยผ่านประเทศตุรกี แต่แผนนี้ถูกปฏิเสธ เพราะเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างรุนแรง
อีกหนทางหนึ่งโดยการส่งทหารกระโดดร่มลงในเวลากลางคืน แต่อาจพลาดพลั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการปะทะ
แผนทั้งสองจึงถูกยกเลิกไป
ท้ายที่สุดแผนการจึงจบลงด้วย
การใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าปฏิบัติการ

การเตรียมพร้อมของกองทัพสหรัฐฯ
ก่อนเดือนธันวาคม 1979 ทันทีที่มีสถานการณ์ตัวประกันเกิดขึ้น หน่วยทหารที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้รับการวางตัว มอบหมายภารกิจ เพื่อให้ได้รับการฝึกซ้อม การฝึกซ้อมดำเนินควบคู่ไปกับการเจรจาจนถึงเดือนมีนาคม 1980 เมื่อการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ ประธานเสนาธิการทหาร (Join Chiefs of Staff ;JCS) ซึ่งเป็นผู้นำทางทหารสูงสุดของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 16 เม.ย.1980 ให้ปฏิบัติการชิงตัวประกันคืน
19 - 23 เม.ย.1980 สามวันต่อมา กองกำลังที่ผ่านการซ้อมทั้งหมด แอบเคลื่อนพลเข้าสู่เอเชียตะวันตกเฉียงใต้
กองกำลังสี่เหล่าประกอบด้วย
ทบ.สหรัฐฯ ใช้ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ Ranger และหน่วย Delta – force
ทร.สหรัฐฯ ใช้เฮลิคอปเตอร์แบบ RH-53D ของ ฝูงบิน HM – 16 เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz (CVN68) และ USS Coral Sea (CV43) ทอดสมออยู่กลางทะเลอาหรับ คอยให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามคำร้องขอ พร้อมด้วยเครื่องบินโจมตี/ขับไล่ F -14, A6, A -7E
ทอ.สหรัฐฯ ใช้เครื่องบิน AC - 130 จำนวน 3 ลำ, EC - 130 จำนวน 3 ลำ MC - 130 จำนวน 4 ลำ และ C - 141 จำนวน 2 ลำ



ด้วยความห่างไกลของสถานที่กักขังตัวประกัน กองกำลังบางส่วนได้แทรกซึมเข้าสู่กรุงเตหะรานล่วงหน้าก่อนที่กองจู่โจมหลักจะเข้ามาสมทบ การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทำงานแบบ “กล้าได้ – กล้าเสีย” ของทหารทั้งสี่เหล่าของสหรัฐฯ
แผนขั้นต้น เริ่มด้วยการส่งหน่วยปฏิบัติการ เข้าสู่อิหร่านในเวลากลางคืน ก่อนจะลงมือหนึ่งคืน และจะถอนตัวออกภายหลัง หลังจากปฏิบัติการแล้วเสร็จ
24 เม.ย.1980 คืนแรก เครื่องบิน MC – 130 จำนวน 3 ลำ ลอบบินเข้าสู่อิหร่าน แอบส่งหน่วยรบ Delta Force หน่วยควบคุมการส่งลง (Combat Control team) ล่ามและพนักงานขับรถลงสู่พื้น
ต่อมาเครื่องบิน EC – 130 อีกสามลำ บินตามเข้ามามีภารกิจคอยเติมน้ำมันให้กับเฮลิคอปเตอร์ RH -53 ของหน่วยนาวิกโยธิน ซึ่งบินขึ้นมาจากเรือบรรทุกเครื่องบินนิมิทส์
เมื่อเฮลิคอปเตอร์เหล่านี้ได้รับการเติมน้ำมันแล้ว จึงจะนำกองกำลังจู่โจมหน่วยแรกไปซ่อนตัวไว้ใกล้กับกรุงเตหะราน และคอยสมทบกับสายลับชาวอิหร่านซึ่งยังคงภักดีกับสหรัฐฯ และนำกำลังทั้งหมดไปซ่อนในเซฟเฮาส์รอคอยการลงมือในคืนถัดไป จากนั้นเฮลิคอปเตอร์จะบินต่อไปและแอบซ่อนพรางในหุบเขาไกลจาสายตาผู้คน เพื่อรอการเรียกกลับจากหน่วย Delta – Force



25 เม.ย.1980 คืนที่สอง เครื่องบิน EC - 130 และ MC – 130 อย่างละลำ จะบินเข้าสู่อิหร่านอีกครั้ง พร้อมด้วยหน่วยจู่โจม Ranger ของ ทบ.สหรัฐฯ จำนวน 100 นาย มุ่งไปที่สนามบิน Manzariyeh หน่วยนี้จะจู่โจมเข้ายึดสนามบิน เพื่อรอคอยการเข้ามาของเครื่องบิน C – 141 ในการรับตัวประกันทั้งหมดกลับบ้าน
เครื่องบิน AC – 130 สามลำจะคอยบินวนอยู่ในรัศมีของสนามบิน Manzariyeh เพื่อให้การสนับสนุนหน่วย Ranger ในการเข้ายึดสนามบิน และยังให้การสนับสนุนหน่วย หน่วย Delta – Force ที่เฝ้าคอยกดดันทหารอิหร่านจากฐานทัพ Mehrabad ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลสนามบิน Manzariyeh มากนัก
แผนการหลัก คือ ใช้หน่วย Delta – Force เข้าจู่โจมอาคารสถานทูต เพื่อปลดปล่อยตัวประกัน นำตัวประกันไปยังจุดนัดพบของเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามกีฬาแห่งชาติ เพื่อนำตัวประกันและกองทหารทั้งหมดบินต่อไปยังสนามบิน Manzariyeh แล้วขึ้นเครื่องบิน C – 141 บินกลับบ้าน โดยนำเครื่องบิน C – 130 ทั้งหมดบินกลับ แต่จำยอมทำลายเฮลิคอปเตอร์บางลำทิ้ง ก่อนบินกลับ
การมีส่วนร่วมของเฮลิคอปเตอร์
เฮลิคอปเตอร์แบบ RH – 53D เป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์ต่อต้านกับระเบิด ทร.สหรัฐฯ ได้รับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้จำนวน 30 ลำแรกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1973 เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้สหรัฐฯ ได้ขายให้กับอิหร่านจำนวน 6 ลำ ในสมัยที่ราชวงศ์ชาร์เรืองอำนาจ
การพิจารณาเลือกใช้เฮลิคอปเตอร์แต่ละแบบในการปฏิบัติการครั้งนี้ นับว่ามีความยุ่งยากพอสมควร แต่ในที่สุด RH – 53D. ฉายา Sea Stallation ก็ได้รับเลือกเนื่องจากมันมีสมรรถนะในการบรรทุกได้มากถึง 15 ตัน หรือจำนวนคน 30 คนและเมื่อติดตั้งถังน้ำมันภายนอกยังสามารถบินได้ระยะทางไกลเพิ่มขึ้น มันมีความเร็วสูงถึง 160 น๊อต แม้จะเป็นเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่แต่มันสามารถทำการบินผาดแผลงในท่า Loop และ Barrel Roll ได้ไม่ต่างจากเครื่องบินลำเล็ก ๆ
เริ่มปฏิบัติการ
ตอนเย็นของวันที่ 24 เมษายน 1980 (พ.ศ.2523) เครื่องบิน C – 130 ทั้งหกลำ บินออกจากสนามบิน Masirah บนเกาะของประเทศโอมาน และเฮลิคอปเตอร์ RH – 53D แปดลำ ยกตัวขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินนิมิทส์
ทั้งสองหมู่บินต่างมุ่งสู่จุดนัดพบกลางทะเลทรายที่ถูกเข้ารหัสว่า Desert One
ปัญหาแรก
การวางแผนก่อนการจู่โจมหนึ่งเดือน หน่วยบินลับของ CIA ได้ส่งเครื่องบินขนาดเล็กเข้าไปใน Desert One ก่อนแล้ว เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษใช้มอเตอร์ไซด์สำรวจพื้นที่ที่จะส่งลง และทำเครื่องหมายเป็นจุดสังเกตุ รอไว้ให้หมู่บินที่จะเข้ามาร่อนลงในวันปฏิบัติการ การแทรกซึมครั้งนี้ดำเนินไปด้วยดีไม่ถูกทหารอิหร่านตรวจพบ นักบินที่เข้าไปรายงานกลับมาว่า ณ ตำบลนั้นที่ระดับความสูงสูงกว่า 3000 ฟุต สามารถตรวจพบสัญญาณเรดาห์ของฝ่ายอิหร่านได้ แต่ระดับความสูงต่ำกว่านั้นไม่พบสัญญาณใดๆ
จากรายงานการข่าวดังกล่าว หน่วยบินเฮลิคอปเตอร์ได้รับคำสั่งว่าให้บินต่ำกว่าความสูง 200 ฟุต เพื่อหลบสัญญาณเรดาห์ ข้อจำกัดนี้ทำให้นักบินต้องบินในระดับต่ำ เสี่ยงต่อการบินไปชนเนินทราย ซึ่งค่อย ๆ ลาดเอียงขึ้นทีละน้อย จนยากที่จะสังเกตุเห็นในเวลากลางคืน หรือไม่ก็เสี่ยงต่อการบินเข้าไปในพายุทะเลทรายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นทำให้บางครั้งนักบินต้องบินไต่สูงขึ้นมากกว่า 200 ฟุต ในบางครั้งเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยไม่สามารถบินรักษาระดับความสูงคงที่ไว้ได้
เฮลิคอปเตอร์สองลำเกิดมองไม่เห็นหัวหน้าหมู่บิน คลาดจากหมู่บิน จึงจำเป็นต้องร่อนลงฉุกเฉิน จนไม่สามารถเข้าร่วมปฏิบัติการต่อไปได้
อีกหนึ่งลำต้องร่อนลงต่อมา เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค นักบินและลูกเรือลำนี้ได้รับการช่วยเหลือโดย
เฮลิคอปเตอร์อีกลำ แต่นั่นทำให้ ฮ.ลำนี้ล่าช้าจากหน่วยบินหลักไปอีก 20 นาที
ระหว่างบินเข้าสู่ Desert One เฮลิคอปเตอร์ RH–53D ทั้งหมด ต้องเผชิญกับพายุทะเลทรายและลมกรรโชกแรง



หลังจากได้รับคำสั่ง EC – 130 พร้อมน้ำมันสำรองได้มาถึงเรียบร้อยแล้ว
อีกสองลำซึ่งเข้ามาลงก่อนหน้านี้สตาร์ทเครื่องและบินเข้าไปยังจุดนัดหมาย
โชคร้ายที่เฮลิคอปเตอร์อีกลำหนึ่งประสบปัญหาทางเทคนิคอีก นักบินและหัวหน้าหน่วย นย. ตัดสินใจนำเฮลิคอปเตอร์และหันหลังกลับ แม้ว่าได้เดินทางไปครึ่งทางแล้ว
ถึงตอนนั้นกองบินรบเหลือเฮลิคอปเตอร์อยู่เพียง 6 ลำ เกือบจะไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้
หมู่บินแรกซึ่งประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์สามลำได้ฝ่าพายุมาจนถึง Desert One
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาลำที่ 4 มาถึง
และสองลำสุดท้ายตามมาถึงในเวลา 15 นาทีต่อมา
ความยุ่งยากเกิดขึ้นอีกเมื่อเฮลิคอปเตอร์อีกลำหนึ่งเกิดปัญหาทางเทคนิคในระบบไฮดรอลิก ซึ่งก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขแต่กระทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นไม่สามารถบรรทุกได้อย่างเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่ ตามแผนต้องการ 6 ลำ ปรากฏว่าขณะนั้นเหลือเพียง 5 ลำที่บินได้ ส่วนอีกหนึ่งลำเกิดปัญหา ซึ่งนั่นเป็นคำตอบสุดท้าย ที่ทำให้ภารกิจซึ่งเตรียมมานานนับเดือนถูก”ยกเลิก”
โชคร้ายยังไม่หมด เกิดมีอีกปัญหาเกิดขึ้น หลังจากที่ C–130 ลำแรกลงถึงพื้นแล้ว หน่วย Delta – Force กระจายกำลังออกไปป้องกันรอบสนามบิน ได้ตรวจพบรถบัสนำชาวอิหร่านจำนวน 40 คน และรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนเดินทางผ่านมาพอดี จึงถูกสกัดไว้ มีการยิงต่อสู้กัน ด้วยจรวดขนาด 66ม.ม.ผลการยิงทำให้เกิดไฟลุกท่วม สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น
ความหายนะ
การยกเลิกคำสั่งปฏิบัติการถูกกระจายออกไป หลายสิ่งกำลังจะกลายเป็นหายนะ เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งได้บินขยับตำแหน่งการจอด แต่เกิดการเซไปใกล้ EC–130 หลายลำซึ่งจอดอยู่ กอปรกับความมืดและฝุ่นทรายที่ถูกตีจากลมใบพัด ทำให้ยากต่อการมองเห็น C-130 และ เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นชนกันเกิดระเบิดเป็นเปลวไฟทันที ท้องฟ้ากลางทะเลทรายอันมืดมิดถูกทำให้สว่างขึ้นด้วยเปลวไฟ ซึ่งได้คร่า 8 ชีวิต ของนักบินและลูกเรือทั้งสองลำ ดังนี้

CAPT Harold L. Lewis Jr. USAF EC-130E A/C Commander
CAPT Lyn D. McIntosh USAF EC-130E Pilot
CAPT Richard L. Bakke USAF EC-130E Navigator
CAPT Charles McMillian USAF EC-130E Navigator
TSGT Joel C. Mayo USAF EC-130E Flight Engineer
SSgt Dewey Johnson USMC RH-53D Crewmember
Sgt John D. Harvey USMC RH-53D Crewmember
Cpl George N. Holmes USMC RH-53D Crewmember



เครื่องบิน C–130 ที่เหลือพยายามที่จะนำเครื่องออกจากเหตุการณ์ พร้อมกับมีคำสั่ง “ทำลายอากาศยานและให้ถอนตัวออกจากอิหร่าน ขณะนั้นทั้งฝุ่นควันและความโกลาหลเกิดขึ้น
คำสั่งให้ทำลายอากาศยาน” ไม่ถูกส่งไปถึงหน่วยที่รับผิดชอบ
• และยังมีผู้บาดเจ็บ ทหารที่กำลังนอนรอความช่วยเหลืออยู่อีก
ความขาดช่วงของคำสั่งในการทำลายเฮลิคอปเตอร์ ทำให้กองกำลังได้ทิ้งเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ และสำเนาแผนการต่าง ๆ ตกอยู่ในมือของทหารอิหร่าน ในวันถัดมาชาวอิหร่านที่เป็นสายลับคอยช่วยทหารอเมริกันส่วนใหญ่ถูกจับ
นายพล Admiral Thomas B. Hayward, Chief of Naval Operations ผบ.ทร.สหรัฐฯได้กล่าว ระหว่างการเดินทางกลับว่า

“เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาท่านประธานาธิบดี ได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ในการออกคำสั่งให้ทหารของเราลงมือ เข้าช่วยเหลือตัวประกัน แผนการช่วยเหลือที่พยายามจะช่วยชาวอเมริกันที่ถูกจับตัวอยู่นั้น มันไม่ใช่ภารกิจที่ปราศจากความเสี่ยงหรือความสูญเสีย ตรงกันข้ามมันเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม ถึงเวลาแล้วที่พวกเราได้จะร่วมกันแสดงความผิดหวัง ต่อการล้มเหลวของการปฏิบัติการที่เพิ่งจะผ่านไป แต่อย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะหน้าที่ของเรา คือ การดำรงความพร้อมรบ รอคอยคำสั่ง โอกาส เวลาที่จะนำเพื่อนร่วมชาติกลับบ้าน หน้าที่ของเรา คือ ความพร้อมรบอยู่เสมอ"


หลังจากการต่อรองเป็นเวลานานมาก ติดตามมาด้วยการเริ่มต้นการทำสงครามระหว่าง อิรัก – อิหร่าน ในวันที่ 19 ม.ค. 1981 นาย Christopher รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ลงนามเมื่อเวลา 3:35 ซึ่งเป็นนาทีสุดท้ายของเส้นตายในการ ”โอนเงินค่าไถ่” จากนั้นในวันถัดมา 20 ม.ค. ตัวประกันได้รับการปลดปล่อยตัวจากกรุงเตหะราน หลังจากถูกคุมขังเป็นเวลานานถึง 444 วัน ประธานาธิบดี Carter ได้ออกจากทำเนียบขาว เดินทางไปเยอรมัน เพื่อรอรับการแสดงความยินดีต่อตัวประกันทั้งหมดใน 21 ม.ค.
บทเรียนแห่งความผิดพลาด
หลังความล้มเหลวของการปฏิบัติการ ประธานเสนาธิการทหาร JCS ของสหรัฐฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 6 คน เพื่อศึกษาบทเรียนต่อไป นำโดย นายพล Adm James L. Holloway III, ประเด็นสำคัญหลายประการ ที่คณะกรรมการได้หยิบยกขึ้นมาเป็นข้อสรุปคือ
1“การคัดเลือกนักบิน” นักบินของ ทร. และ นย. ที่เข้าร่วมมีประสบการณ์น้อยในการปฏิบัติการระยะไกลบนฝั่ง และการเติมน้ำมันจากเครื่องบิน C – 130 ทั้ง ๆ ที่ยังมีนักบินที่มีประสบการณ์สูงจาก ทอ.รออยู่เป็นตัวเลือก แต่ไม่ได้รับเลือก
2 การขาดความเข้าใจการประเมินสถานการณ์และการวางแผนการซักซ้อม จากจุดเริ่มการฝึกซ้อมมิได้กระทำในลักษณะ “ปฏิบัติการร่วม” อย่างแท้จริง การฝึกซ้อม ถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ และการแยกซ้อมกระจายไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ
3 ข้อจำกัดหลายประการของการซ้อมย่อยถูกกระทำไป โดยการประเมินอย่างผิวเผิน เพียงบางส่วน ไม่ครอบคุมการปฏิบัติการทั้งหมด
4 จำนวนการใช้เฮลิคอปเตอร์ที่เข้าร่วม คณะกรรมการสรุปตอนหลังว่า ควรจะใช้ 10 – 12 ลำ เป็นอย่างน้อยในการปฏิบัติการ เพื่อที่เป็นหลักประกันว่า หลังจากเกิดปัณหาต่างๆ แล้ว ยังคงมีจำนวนเฮลิคอปเตอร์เหลืออยู่อีก 6 ลำเพื่อให้การปฏิบัติการ การดำเนินต่อไปได้
5 การใช้เฮลิคอปเตอร์เฮลิคอปเตอร์ RH – 53D ของทร.สหรัฐฯ เข้าแผนปฏิบัติการครั้งนี้ จำเป็นต้องใช้การเติมน้ำมันบนพื้น แทนที่จะกระทำในอากาศ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์แบบ CH-53 ของทอ.สหรัฐฯ อย่างที่เคยกระทำมาก่อน ในการบุก Son Tay ในเวียดนาม ซึ่งสามารถเติมน้ำมัน ได้ขณะบิน
6 หลีกเลี่ยงการบินเข้าไปในภูมิประเทศที่เป็นทะเลทราย
แม้ว่าผลลัพธ์ของการปฏิบัติการได้ปรากฏออกมาเป็นความล้มเหลว และบอบช้ำ แต่การปฏิบัติการครั้งนี้ ได้เป็นบรรทัดฐานสำคัญของกองทหารอเมริกันอย่างยากที่จะลืมเลือน บทเรียนต่าง ๆ ที่ได้จากความล้มเหลว แสดงให้เห็นข้อบกพร่องที่ซ่อนอยู่ในขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ความยากของภารกิจบังคับให้ผู้นำทางการเมืองและกองทัพ ยอมจำนวนต่อความบกพร่อง และยอมรับที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร การเปลี่ยนแปลงในเหล่าทัพ จะต้องเป็นการปฏิวัติทั้งกองทัพ ในลักษณะเสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงภารกิจหลักเฉพาะของแต่ละเหล่าทัพไปสู่ ภารกิจการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพ

ข้อคิดเห็นของผู้แปล
การปฏิบัติการครั้งนี้ถูกจัดอยู่ในขั้นลับสุดยอด ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจึงถูกกลบเกลื่อนไปโดยปริยาย แต่การเรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นสามัญสำนึกของสังคมอเมริกัน ซึ่งต่อมาได้มีการศึกษาหาข้อบกพร่อง นำมาเปิดเผย นำผลมาใช้ปรับปรุงการทัพให้ดีขึ้น ซึ่งจะหาสำนึกเช่นนี้จากกองทัพที่ถูกครอบงำ โดยระบอบอมาตยาธิปไตย ไม่ได้เลย กองทัพที่ถูกครอบงำ จะหลงอยู่กับคำสรรญเสริญเยินยอ ไม่ทบทวนความผิดพลาด จะเห็นได้ว่าหลังจากปี 1980 เป็นต้นมา การรบร่วมระหว่างเหล่าทัพของทหารสหรัฐฯ เป็นไปได้ด้วยดี มีการจัดตั้งหน่วยรบร่วม ทั้งแบบถาวรและเฉพาะกิจ ความมักง่ายของกองทัพที่ถูกครอบงำ โดยระบอบอมาตยาธิปไตย ยังไปลอกแบบเขามาอย่างขอบๆริมๆ อีก
ความสำเร็จของการรบร่วมของสหรัฐฯเห็นได้จากยุทธการพายุทะเลทรายครั้งแรกในปี 1991 เพราะบทเรียนจากการการปฏิบัติการครั้งนี้เช่นกัน กองทัพสหรัฐฯ จึงมีความต้องการอากาศยานแบบใหม่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์คับขันที่เกิดขึ้น จนเป็นที่มาของ
Please, Log in or Register to view URLs content!

นาวาอากาศโทธีระพงษ์ คงสมฤทธิ์
กุมภาพันธ์ 2552

อ้างอิง
Please, Log in or Register to view URLs content!

Please, Log in or Register to view URLs content!

Please, Log in or Register to view URLs content!
 

Attachments



Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top