What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

ผู้พิการ กับการเดินทางโดยเครื่องบิน

skypig

Administrator
ผู้พิการ กับการเดินทางทางอากาศ


ดังที่ได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของเครื่องบิน C-130 ความจริงประจักษ์นี้ได้ถูกตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
.....ในปีพ.ศ.2543 โอกาสครบรอบ 20 ปี[/indent]ฝูงบิน 601 ของเรา ได้นำเด็กพิการจากโรงเรียนศรีสังวาล์ ขึ้นเครื่องบิน C-130 พร้อมกันจำนวนกว่า 20 คน

.....และในโอกาสครบรอบ 30 ปี ฝูงบิน 601 ของเราได้นำนักเรียนอนุบาล จำนวนกว่า 30 คน ขึ้นเครื่องบิน C-130 ไปชมเจ้าหมีแพนด้า ที่จังหวัดเชียงใหม่ อีกครั้ง

......เครื่องบิน C-130 เปิดโอกาสให้แก่คนไทย ได้มีประสบการณ์บนท้องฟ้าในโอกาสสำคัญเสมอ ไม่เว้นแม้ว่า เขาเหล่านั้นจะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ หรือตกอยู่ในภาวะผู้พิการ หรือช่วยเหลือตัวเองมิได้

.....เพราะความเอนกประสงค์ของห้องโดยสาร ที่สามารถปรับความดันบรรยากาศได้เกือบเท่าภาวะปกติ ทำให้เครื่องบิน C-130 ได้รับภารกิจการลำเลียงส่งผู้ป่วยกลับทางอากาศ ที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำทั้งในยามปกติ และเมื่อชาติอยู่ในยามฉุกเฉิน

.....เป็นสิ่งที่ย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องบิน C-130 ทำในสิ่งที่เครื่องบินชนิดอื่นๆทำไม่ได้
การนำเด็กเล็กและผู้พิการจำนวนมากขึ้นเครื่องบินพร้อมกัน เป็นสิ่งที่สายการบินพาณิชย์ทำไม่ได้ เพราะนั่นขัดกับข้อกฎหมายด้านความปลอดภัย หลายข้อ แต่เครื่องบิน C-130 และฝูงบิน 601ของเรา ได้เติมความใฝ่ฝัน ให้แก่เพื่อนร่วมชาติผู้พิการเหล่านั้น สำเร็จลงได้ด้วยความปรีดี

การเดินทางทางอากาศ มีข้อจำกัดมากมายในเรื่องของความปลอดภัย

ทั้งในมิติของความปลอดภัย(Safety) และ

จากการก่อการร้าย(Security)

ซึ่งความปลอดภัยของการเดินทาง ต้องประกอบกันขึ้นจากผู้รับผิดชอบหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและสายการบิน โดยมีกระทรวงคมนาคม เป็นผู้กำกับดูแล​




ประกาศกระทรวงคมนาคม
เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทยในเส้นทางบินประจำภายในประเทศ
หน้า ๑๑ เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๑๒๘ ง ราชกิจจานุเบกษา ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
ข้อ ๘ ในกรณีผู้โดยสารเป็นเด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี (เดินทางโดยลำพัง) คนพิการ
หรือบุคคลที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สายการบินต้องปฏิบัติโดยให้บริการและดูแลเป็นกรณี
พิเศษตามหลักปฏิบัติสากล และไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไม่ว่าในกรณีใด ๆ หากสายการบินได้ปฏิเสธ
การขนส่ง ยกเลิกเที่ยวบิน หรือทำการบินล่าช้าไม่ว่าเป็นเวลามากน้อยเพียงใด
สายการบิน ต้องให้บริการ และดูแลแก่ผู้โดยสารดังกล่าวโดยไม่ชักช้า

เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๑๒๘ ง ราชกิจจานุเบกษา ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

คนพิการ” หมายความว่า คนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
เป็นกฎหมายใหม่ของไทย ซึ่งประกาศใช้ไม่นานมานี้
ความเห็นอกเห็นใจของเพื่อนมนุษย์ ที่มีต่อผู้พิการนั้น ไม่จำเป็นต้องเลย ที่ต้องถามหาว่า ความพิการนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุใด จะด้วยโดยกำเนิด หรือจากความพลั้งเผลอของตนหรือผู้อื่น
ความยากลำบากอย่างแสนสาหัสในการดำรงชีวิตของคนพิการ ไม่ใช่เกิดจากความบกพร่องของสภาพทางกาย จิตใจ พฤติกรรม หรือสติปัญญา ซึ่งเป็นเพียงเหตุให้เกิดข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ความพิการ ทำให้ขาดโอกาส ตั้งแต่มุ้งยังไม่ทันกาง
โดยธรรมชาติแล้วการเหาะเหิรเดินอากาศ มิใช่ปกติวิสัยของมนุษย์ทั่วไป ลำพังคนเราทั่วไปที่มีสภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง การนั่งเครื่องบินครั้งแรก ได้สร้างความรู้สึกหวั่นไหว ให้แก่จิตใจมิใช่น้อย เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในเที่ยวบินแรกของตน ต่างคิดไปต่างๆนานา ทั้งๆที่การเดินทางโดยเครื่องบินเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด รองลงมาจากการใช้ลิฟท์
แต่เบื้องหลังความสำเร็จ ความปลอดภัยของเที่ยวบิน เป็นสิ่งที่นักบินและลูกเรือต้องได้รับการฝึกฝนและทบทวนอยู่ตลอดเวลา บางเกตุการณ์ต้องฝึกทบทวนซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เช่น
การเกิดการสูญเสียความดันบรรยากาศอย่างฉับพลัน (Rapid De-compressure)
หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ลำพังผู้ที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่แทบเอาตัวไม่รอด และยิ่งหากเป็นผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองมิได้ ผลที่ติดตามมายิ่งจะเลวร้ายลงไปอีก
ก่อนเริ่มออกบินทุกเที่ยวบิน กฎหมายบังคับให้สายการบินต้องสาธิตการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ในหลายๆกรณีให้แก่ผู้โดยสารได้ทราบ เช่น

การใช้หน้ากากหายใจ
การใช้ทุ่นชูชีพ และ
การออกทางประตูฉุกเฉิน
ผู้เดินทางด้วยเครื่องบินครั้งแรกมักจะให้ความใส่ใจเป็นอย่างดี ในการเฝ้าดูการสาธิตของแอร์สวย และสจ๊วตหนุ่มหล่อ แต่ผู้ที่เดินทางบ่อยๆมักจะทำหูทวนลม ไม่ใส่ใจ มองข้ามความปลอดภัยในเบื้องต้นไปก่อนแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบการเดินทางแบบสาธารณะ(หลายคนเดินทางด้วยพาหนะเดียวกัน) การเดินทางทางอากาศถูกจัดให้เป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด เพราะมีระบบ ระเบียบที่รัดกุม เครื่องบิน และบุคลากรฝ่ายต่างๆ ต้องผ่านขั้นตอนการคัดเลือกและอบรมอย่างเป็นลำดับ และต่อเนื่อง
การเดินทางทางอากาศถูกคาดหวังให้คิดเลยไปถึงว่า แม้จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทุกชีวิตต้องรอด นั่นคือ แม้ระบบเทคนิคใดๆเกิดขัดข้องขึ้นมา จะมีระบบสำรอง เข้ามารับช่วงต่อเสมอ แม้เครื่องยนต์จะดับไปหนึ่งเครื่อง เครื่องยนต์ที่เหลือย่อมสามารถนำพาผู้โดยสารไปถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย หรือแม้ว่าเครื่องยนต์ทุกเครื่องจะดับไปทั้งหมด เครื่องบินจะยังคงทรงตัวบินอยู่ได้ ไม่วูบตกจากฟ้าในทันที บนเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ทุกลำถูกกำหนดให้ต้องมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตทุกรูปแบบ ทั้งที่ใช้ประทังชีวิตในป่า ในทะเล หรือแม้แต่ในแถบขั้วโลก​
ดังนั้นจึงเชื่อมั่นได้ว่าเครื่องบินเป็นยานพาหนะที่ปลอดภัยที่สุด ในการเดินทาง ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ ย่อมต้องมีมาตรการ และขั้นตอนต่างๆ รองรับอย่างรัดกุม โดยต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เดินทางด้วย จะปล่อยให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับสายการบินแต่เพียงลำพังมิได้​
สำหรับท่านที่เคยโดยสารเครื่องบิน เมื่อไปถึงท่าอากาศยานแล้ว หลังจากได้รับการตรวจกระเป๋าและร่างกาย เพื่อความปลอดภัยในเชิง Security ก่อนแล้ว ท่านสามารถเดินผ่านร้านค้า ไปนั่งรอที่ห้องโถงประตูท่าเทียบ เพื่อเดินผ่าน(Aero Bridge) เข้าสู่ลำตัวเครื่องบิน ได้โดยสะดวก ทั้งผู้โดยสารปกติ และผู้ทุพลภาพ​


.....แต่หากบางครั้งเมื่อท่าอากาศยานมีผู้เดินทางหนาแน่น สะพานเทียบเต็ม เครื่องบินจำเป็นต้องไปจอดทางด้านนอก ห่างจากตัวอาคาร ทำให้ต้องนั่งรถบัสต่อออกไป และเดินขึ้นบันไดอีกกว่าสิบขั้น เพื่อเข้าสู่ลำตัวเครื่องบิน ซึ่งนั่นย่อมสร้างความขลุกขลักให้แก่ทั้งผู้โดยสารปกติ และผู้ทุพลภาพ แน่นอนว่าความยากลำบากจะทวีขึ้น ในช่วงเวลาที่ฝนตก หรืออากาศร้อนจัด และบ่อยครั้งที่เดียวที่จำนวนผู้โดยสารที่ประสงค์จะเดินทาง ไม่ตรงกับจำนวนผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบิน จึงจำเป็นต้องคอยค้นหากระเป๋าเดินทาง ของผู้โดยสารที่ขาดหายไป ซึ่งเก็บไว้ใต้ท้องเครื่องบินออกมา เพราะระเบียบสายการบินทั่วโลกกำหนดให้ ห้ามนำสัมภาระของผู้ไม่ประสงค์เดินทางไปกับเที่ยวบินนั้น ติดเครื่องไปด้วย ซึ่งนั่นทำให้เที่ยวบินต้องเสียเวลา ยาวนานออกไปอีกเพื่อความแน่ใจในความปลอดภัย

.....ปัญหาเล็กๆน้อยๆ ในการเดินทางเกิดขึ้นกับผู้โดยสารทั่วไปเสมอ เพราะความประหม่าในการเดินทางทางอากาศ บางคนลืมสิ่งของ ลืมเอกสาร บางคนกลัวความสูง ซึ่งทำให้เกิดความขลุกขลักบ่อยครั้ง ยังไม่ต้องพะวงไปถึงเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นขณะเครื่องอยู่ในอากาศ เพียงเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นขณะเครื่องบินยังอยู่บนพื้น เช่น

.....เมื่อนักบินเร่งเครื่องยนต์เต็มกำลังไปแล้ว แต่ปรากฏว่า มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น นักบินมีเวลาตัดสินใจเพียง 2-3 วินาทีเท่านั้น เพื่อจะเบรกให้เครื่องบินอยู่บนพื้น หรือบังคับเครื่องบินให้ทะยานต่อ แน่นอนว่า สถานการณ์ต่างๆย่อมเปลี่ยนไป ผลพวง ผลกระทบของการละการวิ่งขึ้น(Abort Take off) มีมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ชีวิตของทุกๆ คนบนเครื่อง สายการบินต่างๆ มีขั้นตอนการปฏิบัติที่รัดกุมอยู่แล้ว แต่บางครั้งอาจจะต้องจบลงด้วยการกระโดดหนีออกทางประตู (Evacuate) โดยที่ไม่มีบันไดมารองรับ ซึ่งขั้นตอนต่างๆนั้น ลำพังผู้โดยสารที่แข็งแรง ก็อาจบาดเจ็บได้ ดังนั้นผู้โดยสารซึ่งตกอยู่ในภาวะช่วยตัวเองไม่ได้ เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ หรือสตรีมีครรภ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องสละเครื่อง จึงอยู่ในสถานการณ์ลำบากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงมีข้อจำกัด ในการเดินทางของกลุ่มดังกล่าว

.....สายการบินอนุญาตให้สตรีมีครรภ์ก่อนสัปดาห์ที่ 27 การเดินทางโดยเครื่องบินได้โดยไม่ต้องมีความเห็นจากแพทย์

.....อายุครรภ์ระหว่างสัปดาห์ที่ 28-34 หรือเดือน เดินทางได้โดยเครื่องบินได้โดยต้องมีใบรับรองความเห็นจากแพทย์ไม่เกิน 7 วันก่อนการเดินทาง

อายุครรภ์หลังสัปดาห์ที่ 35 สายการบินไม่อนุญาตให้สตรีมีครรภ์เดินทาง
.....ประสบการณ์ของผู้เขียนเคยพบว่า ครอบครอบหนึ่ง 4 คน ซึ่งประกอบด้วยสตรีมีครรภ์ จองตั๋วเดินทางจากสนามบินภูเก็ตไปจังหวัดอุดรฯ แต่เมื่อถึงวันเดินทาง เจ้าหน้าที่ของสายการบินตรวจดูจากใบรับรองแพทย์พบว่า วันที่เดินทางอายุครรภ์ ได้เลยสัปดาห์ที่ 35 ไปแล้ว ทางสายการบินจึงไม่อนุญาตให้เดินทาง โดยที่สมาชิกในครอบครัวอีก 3 คนที่เหลือ จะเดินทางต่อก็ได้ แต่ทั้งหมดตัดสินใจที่จะไม่บิน ทำให้ทั้งครอบครัว จึงต้องทนนั่งรถจากภูเก็ตไปอุดรฯ อีกกว่าสิบชั่วโมง ซึ่งนั่นน่าจะเสี่ยงอันตราย และบอบช้ำยิ่งกว่าการเดินทางโดยเครื่องบินเสียอีก

.....แต่ไม่อาจทราบต่อไปว่าทางสายการบินคืนเงินหรือดำเนินการต่อไปอย่างไร
แทรกไว้ตรงนี้ว่าเด็กทารกอายุต่ำกว่า 8 วันไม่อนุญาตให้เดินทางโดยเครื่องบินของไทยแอร์เอเชีย เว้นแต่ว่าจะได้คำรับรองจากแพทย์ อันเนื่องจากสายเข็มขัดรัดที่นั่งของเด็กมีขนาดความยาวแตกต่างจากของผู้ใหญ่ ในระหว่างที่เครื่องบินวิ่งขึ้นหรือร่อนลง เด็กทารกสามารถถูกอุ้มให้มาอยู่บนตักในอ้อมแขนของแม่ หรือผู้ใหญ่ได้​
.....ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า บนเครื่องบินมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอยู่อย่างพร้อมสรรพ การเดินทางโดยรถโดยสารอาจจะมีช่องทางออกฉุกเฉิน และถังดับเพลิงอีกหนึ่งใบ แต่บนเครื่องบินโดยสารแบบ A320 ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีถังดับเพลิง จำนวนมากมายกว่านั้นมาก มีระบบออกซิเจนสำรองหลายระบบ มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอีกหลายราบการ ที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับบ้านที่อยู่อาศัยของเรา

เครื่องบินโดยสารแบบ A320 มีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยมากกว่า

เช่นมี ตู้ยาประจำเครื่องบิน ทั้งแบบใช้ประจำวัน(Daily Kits)
และแบบฉุกเฉิน( Mandatory Kits) อย่างพร้อมสรรพ
มียาแก้ปวด Panadol (ต้นตำรับของ paracetamal) รวมอยู่ด้วย
เครื่องบินขนาดใหญ่ที่เดินทางข้ามทวีปยังถูกกำหนดให้มีเครื่องกระตุ้นหัวใจประจำเครื่องอยู่ด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดบุคคลากรที่ทำงานบนเครื่องบิน(Flight Attendance) ทั้งหญิงและชาย ได้รับการเรียนรู้และทบทวนขั้นตอนการช่วยชีวิตผู้โดยสารอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการเป่าปาก และปั้มหัวใจ ซึ่งนั่นแน่นอนว่า ที่บ้านของคนโดยทั่วไปย่อมไม่มี

ผู้พิการเดินทางทางอากาศ

.....ทราบดีว่าผู้พิการมักจะมีจิตใจกล้าแกร่งกว่าคนทั่วไป และมักจะพยายามช่วยตัวเองก่อนเสมอ แต่เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้พิการและผู้โดยสารทั่วไป เมื่อขึ้นเครื่องบินเที่ยวเดียวกัน เหมือนลงเรือลำเดียวกัน สายการบินจึงมีการกำหนดเงื่อนไขการเดินทางของผู้พิการไว้อย่างรัดกุม ผู้พิการมีหลายลักษณะ เช่น บางท่านตามองไม่เห็น บางท่านหูไม่ได้ยิน บางท่านพูดไม่ได้ หรือบางท่านอาจเดินไม่ได้ ต้องนั่งเก้าอี้ติดล้อ ถ้าผู้พิการทั้งหมดบังเอิญเดินทางบนเที่ยวบินเดียวกัน คงนับว่าเป็นประสบการณ์การบินที่แปลกมาก ดังนั้นสายการบินจึงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เดินทาง สำหรับผู้ที่เป็นอัมพาทครึ่งท่อนแบบ Paraplegic สามารถโดยสารในเที่ยวบินนั้นได้ 4 คน โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือติดตามไปด้วย

.....สำหรับผู้ที่เป็นอัมพาตทั้งตัวแบบ quadriplegia การโดยสารในเที่ยวบินหนึ่งได้ไม่เกิน 2 คน โดยต้องมีผู้ช่วยเหลือติดตามไปด้วย และเมื่อนับรวมทั้งสองประเภทแล้วในแต่ละเที่ยวบินจะมีผู้ป่วยเป็นอัมพาตได้ไม่เกิน 4 คน สำหรับเครื่องบินแบบ Airbus 320 ของไทยแอร์เอเชีย (ข้อกำหนดจำนวนการโดยสารของผู้พิการแตกต่างกันไปตามแต่ละสายการบิน และประเภทเครื่องบิน) แต่จะเป็นการสะดวกแก่ทั้งสายการบินและผู้โดยสารท่านอื่น จึงจำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือติดตามไปด้วยทุกกรณี

.....เหตุเกิดเมื่อสองสามปีก่อน มีผู้โดยสารครอบครัวหนึ่งนำญาติจากต่างจังหวัดมารักษาในกรุงเทพฯ โดยใช้การรังสีบำบัด เมื่อเสร็จแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงนำกลับบ้าน โดยการโดยสารเครื่องบิน ระหว่างโดยสารผู้ป่วยท่านนั้นได้เสียชีวิตลง ทางลูกเรือพยายามที่จะกู้ชีพตามวิธีที่ได้อบรมมา แต่ญาติที่เดินทางมาด้วย ได้บอกแก่ลูกเรือว่าไม่ต้อง ปล่อยให้เขาจากไปอย่างสงบ โชคดีที่เป็นการเดินทางระยะสั้น หากระยะทางไกลกว่านั้น ผู้โดยสารท่านอื่นๆ ซึ่งนั่งอยู่โดยรอบ คงจะใจคอไม่สู้ดีนัก

.....อาจจะพอสังเกตได้ว่าที่นั่งที่อยู่ใกล้กับประตูทางออก หรือหน้าต่างฉุกเฉิน ที่อยู่บริเวณทางด้านหน้าสุด หลังสุด ของเครื่องบินแบบ A320 ซึ่งมักจะใกล้กับห้องน้ำ หรือบริเวณกลางลำตัวของเครื่องบินจะไม่อนุญาตให้ผู้พิการได้นั่ง เพราะบริเวณดังกล่าวคือช่องทางออกที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ผู้ที่มักจะได้รับอนุญาตให้นั่งบริเวณนี้ มักเป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อช่วยลูกเรือ ในการเปิดประตู หรือในกรณีลูกเรือที่ประจำประตูนั้นเกิดหมดสติไปก่อน และเมื่อประตูเปิดออกแล้ว คนที่อยู่ใกล้ประตูต้องรีบทะยอยออกไปก่อน โดยให้ผู้โดยสารปกติออกไปก่อน แล้วให้ผู้พิการได้ออกทีหลัง เพราะเกรงว่าหากผู้พิการเกิดไปขวางทางออกฉุกเฉิน ผู้โดยสารอื่นจะพลอยหนีออกมาไม่ได้

มีคำแนะนำจากเว็บไซต์ของต่างประเทศ สำหรับผู้โดยสารพิการที่จะเดินทางโดยเครื่องบิน หลายขั้นตอน
ขั้นเตรีมการ

วางแผนเดินทางแต่เนิ่น ปรึกษากับแพทย์ เพื่อเตรียมยาและอุปกรณ์ ต่างๆให้พร้อม ประสานกับสายการบิน ให้ทราบถึง ระยะเวลาในการบิน ซึ่งยาหรืออุปกรณ์บางชนิดอาจขัดต่อกฎการเดินทางทางอากาศ โดยเฉพาะถังออกซิเจน หรือแบตเตอรี่รถเข็น​
เมื่อถึงวันเดินทาง จึงควรไปถึงท่าอากาศยานก่อนมากกว่าผู้โดยสารทั่วไป เพื่ออาจขอที่นั่งใกล้ห้องน้ำ หากเป็นการเดินทางระยะไกล และหากจำเป็นต้องบินไปต่อเครื่องบินอีกสนามบินหนึ่งควรยิ่งมีเวลาให้มากขึ้น เพื่อประสานกับหน่วยงานหรือสายการบินอื่นๆ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบลื่น ทางที่ดีควรเลือกเพียงสายการบินเดียวตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงปลายทาง เพราะระเบียบ การปฎิบัติแต่ละสายการบินย่อมแตกต่างกันแน่นอน​

ควรเรียนรู้เกี่ยวกับลำตัวเครื่องบิน เครื่องบินแต่ละประเภท ย่อมแตกต่างกัน โดยลักษณะภายนอกเครื่องบินลำใหญ่ย่อมให้ความสะดวกสบายมากกว่า เครื่องบินลำเล็ก างลำไม่อนุญาตให้นำเก้าอี้รถเข็นขึ้นไปเก็บไว้ในห้องโดยสาร แต่บางลำซึ่งเป็นแบบลำตัวกว้างหรือรุ่นใหม่ อาจอนุญาตให้นำไปเก็บไว้ใกล้ตัวได้ และแน่นอนว่า ห้องน้ำของเครื่องบินแต่ละประเภทก็มีลักษณะแตกต่างกัน การใช้งานแตกต่างกัน ซึ่งทางลูกเรือยินดีที่จะให้คำแนะนำในการใช้ ด้วยความยินดี​

ใบรับรองแพทย์ Medical Certificates จำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้า และระวังการหมดอายุ หากเกิดการล่าช้าของเที่ยวบิน

การใช้ Oxygen
ก่อนอื่นต้องตระหนักว่า ออกซิเจนเป็นวัตถุไวไฟ จึงไม่อาจให้นำขึ้นเครื่องบินได้ อีกทั้งอยู่ในภาวะของการอัดแน่น จึงอาจเป็นอันตรายต่อการบิน แม้แต่ลูกบอลอัดลม ยังเป็นสิ่งต้องห้ามในการนำขึ้นเครื่องบิน แต่หากผู้ป่วยต้องการนำถังออกซิเจนของตนเดินทาง ต้องปล่อยออกซิเจนออกให้หมดจากถัง อย่างหมดจดเสียก่อน แล้วแจ้ง และตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของสารการบิน เมื่อถึงปลายทางแล้วจึงนำไปเติมอีกครั้ง แต่ผู้โดยสารซึ่งป่วยจำเป็นต้องใช้ออกซิเจน เพื่อการเดินทางได้ในบางกรณี ซึ่งบางสายการบินอาจมีให้ใช้ โดยคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม​

การเคลื่อนย้ายเก้าอี้รถเข็นติดล้อ (wheelchair )
ก่อนออกเดินทาง ก่อนที่ประตูเครื่องบินบานสุดท้ายจะปิด เจ้าหน้าที่ของสายกายบินจะต้องมาแจ้งแก่กัปตันทุกเที่ยวบินว่า​

เครื่องบินทั้งลำมีผู้โดยสารทั้งหมดกี่คน
เป็นเด็กทารกกี่คน
มีผู้ที่จำเป็นต้องใช้เก้าอี้รถเข็นติดล้อกี่คน
และนำเก้าอี้รถเข็นติดล้อ ไปเก็บไว้ที่ไหน
(จำนวนคนบนเครื่องทั้งหมด จะถูกแจ้งไปยังศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ ที่เครื่องบินต้องบินผ่าน)
นักบินมีหน้าที่นำพาทุกชีวิต ไปให้ถึงปลายทาง อย่างปลอดภัย หรือแม้ว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน ระหว่างทาง ต้องร่อนลงกลางป่า หรือกลางทะเล นักบินจะได้ตระหนักถึงเขาเหล่านั้น ด้วยการนับจำนวน ให้ตรงกับที่ได้รับแจ้งมาก่อนออกเดินทาง​

.....สำหรับเก้าอี้รถเข็นติดล้อแบบธรรมดา ซึ่งไม่มีแบตเตอร์รี่บรรจุภายใน ไม่มีข้อห้ามใดๆ ในการนำขึ้นเครื่องบิน แต่บางชนิดที่ใช้แบตเตอร์รี่แบบน้ำกรด ย่อมต้องมีข้อห้าม ในการขึ้นเครื่องบินบ้าง เพราะด้วยแบตเตอร์รี่เองเป็นสารกัดกร่อน ซึ่งเป็นวัตถุต้องห้าม ในการขนส่งทางอากาศ โดยต้องนำแบตเตอร์รี่ ออกจากตัวรถและเก็บไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้มีการหกหรือรั่วไหล ออกมา แต่หากเป็นแบตเตอร์รี่แบบแห้ง ก็สะดวกกว่าในการเดินทางทางอากาศ

.....การเดินทางพร้อมกับสุนัขนำทาง การเดินทางลักษณะนี้ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎระเบียบข้อใดของไทย รายละเอียดจึงขึ้นอยู่กับแต่ละสายการบิน ซึ่งแน่นอนว่า สายการบินขนาดใหญ่ย่อมมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนกว่า
ในขณะที่เครื่องบินได้ไต่ผ่านความสูงปลอดภัย นักบินจะปิดสัญญาณรัดเข็มขัด เพื่อให้ผู้โดยสารและลูกเรือได้ลุกจากที่นั่ง ได้บ้าง แต่ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องปลดสายเข็มขัดก็ได้ เพราะเครื่องบิน ต้องไต่ระดับต่อไปจนถึงเพดานบิน ซึ่งอาจจะมีความสูงห่างจากระดับน้ำทะเลราว 10 กิโลเมตร แต่ความกดดันบรรยากาศภายในห้องโดยสารถูกปรับไว้ให้อยู่ประมาณ 1-2 กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้นความกดดันบรรยากาศภายในและภายนอกเครื่องบิน จึงแตกต่างกันมาก เครื่องบินจึงคล้ายกับลูกโป่งที่มีลมอัดแน่นอยู่ภายใน หากลำตัวเกิดฉีกขาด อากาศภายในจะไหลออกอย่างรวดเร็ว คล้ายลูกโป่งถูกเข็มแทงเป็นรูเล็ก และจะระเบิดออกเป็นแผลใหญ่ ซึ่งจะส่งผลทำให้ทุกคนขาดอากาศหายใจ​

.....แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเครื่องบินโดยสารทุกลำ มีระบบออกซิเจนสำรอง ซึ่งอุปกรณ์ช่วยชีวิตจะหล่นลงมาจากเพดาน ห้อยอยู่ต่อหน้าผู้โดยสาร สำหรับเครื่องบิน A320 แถวที่นั่งฝั่งละ 3 ที่นั่ง หน้ากากออกซิเจน จะหล่นลงมา 4 อัน เพื่อสำรองไว้ให้กับเด็กทารก หรือใครก็ตามที่บังเอิญเดินผ่านมาตรงตำแหน่งนั่นพอดี และหากเกิดเหตุนั้นขึ้นจริงๆ ให้ผู้ใหญ่รีบดึงหน้ากากมาสวมให้ตัวเองก่อน ก่อนที่จะสวมให้เด็กหรือคนอื่นที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะหากผู้ที่แข็งแรงช่วยตัวเองได้ก่อน ย่อมสามารถที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ต่อไป แต่หากมั่วใช้เวลาไปสวมให้คนอื่นก่อน เราอาจหมดสติไปก่อนได้ เพราะช่วงเวลาระหว่างความเป็นกับความตายมีเพียงน้อยนิดเหลือเกิน​


.....จากตารางด้านบน ที่ระดับเพดานบิน FL350 หรือความสูงประมาณ 10.5 กิโลเมตร เมื่อคนปกติขาดอากาศหายใจต่อไปได้เพียง 30-60 วินาที ย่อมหมดสติแล้ว และเมื่อสูงกว่าเพดานบิน FL500 ฟุต จะมีเวลาเพียงไม่ถึง 10 วินาทีในการสวมหน้ากาก สายการบินบางแห่งออกระเบียบให้นักบินต้องนำหน้ากากออกซิเจนมาคล้องคอไว้ หากต้องบินในระดับความสูงมากๆ เช่นนั้น

.....อีกลักษณะหนึ่งคือการสูญเสียความดันบรรยากาศแบบค่อยเป็นค่อยไป คืออากาศค่อยๆไหลออกจากลำตัวเครื่องบิน จนความดันบรรยากาศในห้องโดยสารสูงถึง 14000 ฟุต (สองกิโลเมตร) หน้ากากออกซิเจนจะหล่นลงมาเองอย่างอัตโนมัติ ซึ่งเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่ มักมีระบบป้องกัน เตรียมไว้ก่อนจะถึงภาวะนั้นเป็นอย่างดี แต่หากถึงคราวเคราะห์ หน้ากากออกซิเจนจะหล่นลงมา ท่านต้องนำมาสวมให้ตัวท่านเองก่อน ก่อนที่จะสวมให้เด็กหรือผู้อ่อนแอกว่า​



.....ปัญหาที่พบเห็นบ่อยๆ คือ เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินปลายทางแล้ว เครื่องบินไม่ได้จอดเทียบติดตัวอาคาร ต้องไปจอดห่างจากอาคารผู้โดยสาร ทำให้ผู้พิการที่โดยสารมาด้วย ลงจากเครื่องบินลำบาก อย่างทุลักทุเล ผู้ดูแลการเดินทางจึงควรประสานกับเจ้าหน้าที่ของสายการบิน ทั้งต้นทางและปลายทาง อย่างรัดกุม เพื่อให้แน่ใจว่า มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ต่างๆ รอรับอยู่

.....คงพอจะเห็นได้ว่าการเดินทางทางอากาศนั้น ได้มีการเตรียมการเผื่อไว้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในลักษณะต่างๆเป็นอย่างดี ทั้งสำหรับผู้โดยสารทั่วไปและผู้พิการ เมื่อผู้พิการจำเป็นต้องเดินทางทางอากาศ ย่อมกระทำได้เช่นกัน โดยมีการเตรียมการล่วงหน้าเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยแก่ทุกชีวิตในเที่ยวบินนั้น และความสะดวกของผู้พิการเอง ซึ่งสายการบินทุกแห่ง ล้วนมีความยินดีที่จะนำทุกท่านไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย​

น.ท.ธีระพงษ์ คงสมฤทธิ์​
 

Attachments

★โต้ ชาวร็อค★

Administrator
Staff member
ขอบคุณสำหรับบทความครับพี่หมู

ผมทั้งเคยเห็นและเพิ่งจะเคยได้รับบริการแบบผู้ป่วยบนเที่ยวบิน
เลยแอบเข้าใจหัวอกทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการอย่างยิ่งครับ
 

skypig

Administrator
เรื่องนี้เขียนไว้ตั้งแต่กลางปี 2011 แต่ดันป่วยเสียก่อน และมาเจอน้ำท่วมซ้ำ เลยเพิ่งจะมาโพส
ขอให้หายไวๆ
 

skypig

Administrator
แอร์เล่าให้ฟัง

ผู้โดยสารป่วย ลูกเรือต้องให้ออกซิเจนและจำเป็นต้องมีการ Divert เครื่องกลับไปยังสนามบินต้นทางภูเก็ต
วันที่ …….. พฤศจิกายน 2555
เที่ยวบิน 3038 (HKT-DMK)
ลูกเรือในเที่ยวบิน : Capt SB. (กัปตันพี่เล็ก)
FO. P D. (นักบินพี่ตั้ม)
SFA. P K. (น้องปาน ตัวเล็ก)
FA. Chu Y. (น้องจ๋า กทม.)
FA. At C. (น้องตั้ม ทองแดง)
FA. Anup S. (มาดามเบนเซ่ ย)

เมื่อเวลา 07.25 ในช่วงหลังจากที่สัญญาณแจ้งรัดเข็มขัดที่นั่งเพิ่งจะดับลง มีผู้โดยสารแจ้งว่าหายใจไม่ออก หน้าซีด ชีพจรอ่อนและต้องการออกซิเจน ลูกเรือจึงรายงานกัปตันและได้ให้ออกซิเจนกับผู้โดยสาร จากนั้นมีการประกาศหาหมอ และมีคุณหมอแสดงตนและให้ความช่วยเหลือ โดยการตรวจดูอาการ ตรวจชีพจรจากนั้นจึงแนะนำให้เรียกรถพยาบาลเนื่องจากผู้โดยสารมีอาการไม่ค่อยดีนัก ชีพจรเต้นเบา และอ่อน กัปตันจึงตัดสินใจกลับไปยังสนามบินภูเก็ตเพื่อส่งตัวผู้โดยสารไปทำการรักษาต่อโดยเร็วที่สุด แต่ในระหว่างที่กัปตันทำการบินกลับสนามบินนานาชาติภูเก็ต ผู้โดยสารได้รับออกซินเจนไปซักระยะหนึ่งแล้ว ผู้โดยสารมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถหายใจได้เองและชีพจรเริ่มกลับมาเต้นปกติ หลังจากการสอบถามอาการพบว่า คืนก่อนเดินทางผู้โดยสารได้ดื่มน้ำมะเขือเทศ (ไม่รู้จากร้านไหน ไม่ยอมบอกที่มา... เลยเหมาสันนิษฐานเอาว่าน่าจะดื่มมาจากเที่ยวบินที่มีการเสริ์ฟน้ำมะเขือเทศ เอ๊... ที่ไหนน๊า??? อิ๊ ๆ ) จากนั้นก็มีอาการอาเจียนและมีผื่นแดงขึ้นตามตัว และเมื่อเครื่องลงจอดลูกเรือได้ส่งตัวผู้โดยสารให้แก่ทีมรถพยาบาล และได้ส่งผ่านข้อมูลการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับทีมแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป (รวม ๆ แล้วเที่ยวบินนั้นต้อง Delay ไป ชม.ครึ่ง เบรา ๆ )


............ แต่เดี๋ยวก่อน... เรื่องเหมือนจะจบแบบ Happy Ending (ตัวร้ายตาย เจ้าหญิง / เจ้าชายได้กัน โนว.. โนว.. โน๊ว... ) ได้ทราบข้อมูลมาจากกัปตันในภายหลังว่า เมื่อครั้งที่กัปตันแจ้งขอรถพยาบาลที่สนามบินภูเก็ต ทางสนามบินตอบรับว่าจะรียกให้ แล้วเค้าก็เรียกให้สมใจกัปตัน แต่....
จัดให้แต่รถพยาบาลเปล่า ๆ (ไม่มีหมอติดรถมาซักคนเดียว)

เอ๊า.. แล้วจะเอามาทำเพื่อ??? ไม่ต่างอะไรกับรถมูลนิธิน่ะจุดนี้

.......กัปตันเสียอารมณ์กับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างแรวง..
เราช่วยเหลือกันแทบตาย เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด

แต่... ดูม๊าน..... ท้ายที่สุดจึงค่อยได้คำตอบที่ทำให้ Get ว่า....

................ในการเรียกใช้บริการรถพยาบาลนั้น ค่อนข้างเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนลึกซึ้งนิดนึง ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้เป็นการเข้ายุค เข้าสมัย เค้าได้จัดไว้ให้เลือกใช้หลากหลาย Package โดยทางลูกค้า (ผู้ป่วย) ต้องแจ้งให้ครบถ้วนว่าเอาอะไร ไม่เอาอะไร (You Get What You Pay) เพราะหากไม่ได้เน้นย้ำว่า... เอานั่นด้วยน่ะ เอานี่ด้วยน่ะ เค้าจะจัดให้เป็น Package สุดประหยัด (โดยที่ไม่ให้ไรเลย นอกจากรถเปล่า ๆ) คอนเซปต์คุ้น ๆ เน๊อะ..


Package ก็จะคร่าว ๆ ประมาณนี้
1. รถ + หมอ + เครื่องปั๊มหัวใจ (อันนี้ตัว Top ก็ราคานึง)
2. รถ + พยาบาล + อุปกรณ์ยังชีพพื้นฐาน (อันนี้ก็จะอีกราคานึง)
3. แต่หากแจ้งไม่ชัดเจน จะได้มาเพียงรถเปล่า ๆ กับเปลสนามสักตัวพอให้ผู้ป่วยนอนแล้วไม่กลิ้งตอนรถเลี้ยว

...จึงแนะนำเพื่อให้เป็นข้อมูล “แอ๊ดว๊านส์” สำหร้บเพื่อน ๆ ลูกเรือ และพี่ ๆ นักบินว่า “หากต้องการเรียกรถพยาบาล ทางเราจำเป็นต้องระบุ Package ไปเลยค่ะ ไม่งั้นก็จะได้รถเปล่า ๆ กับเปลสนามข้างเครื่องแบบนี้อีก” เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็เป็นธุรกิจไปหมดค่ะ (หากผู้ป่วยไม่ได้หนาวมาก ร่างการไม่ได้สั่นราวลูกนก แนะนำว่าไม่ต้องเอาผ้าห่มละกันค่ะ กัวผู้โดยโดน ชาร์ตเยอะ ฮึ่ย.. รมเสีย!!)

... คิดเหมือนกันใช่มั๊ยค่ะ.. แค่จะบินก็ยุ่งจะแย่แล้ว ยังจะให้เวิ่นเพิ่มขึ้นมาอีก.... ละเหี่ยกับการรักษาพยาบาลสมัยนี้
 

skypig

Administrator
ค่าใช้จ่ายในการเรียกรถพยาบาลและoption ของอุปกรณ์ภายในรถพยาบาลนั้น สำนักแพทย์ บริษัท ทอท. จำกัด(มหาชน) ซึ่งทาง ทอท.ได้มีการปรับราคาการตรวจรักษาและค่าบริการและได้ประกาศใช้ราคาใหม่ ตั้งแต่ 1 ก.ย.2555 ได้ข้อมูลดังนี้

1. ค่าใช้รถพยาบาลนำส่งไปโรงพยาบาล ราคา 1500บาท (เช่น เวลาที่ทางสายการบินเรียกให้รถพยาบาลไปรับผู้ป่วยและนำส่งต่อรพ./ครั้ง)
2. ค่าใช้รถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้โดยมีแพทย์เป็นผู้กำกับดูแล ราคา 3000บาท/คน/ครั้ง (เช่น เวลาที่สายการบินร้องขอแพทย์ไปพร้อมกับรถพยาบาลและนำส่งต่อรพ.)
3. ค่านำรถพยาบาลไปยังอากาศยาน ราคา 200บาท/ชั่วโมง (เช่น เวลาทางสายการบินเรียกรถพยาบาลให้ไปรับผู้ป่วยที่เครื่องบิน เพื่อนำส่งมาตรวจที่สำนักแพทย์ บ.ทอท.ในสนามบินนั้นๆ)


ข้อสงสัย
1. ค่าเรียกบริษัทเป็นผู้จ่ายหรือว่าผู้โดยสาร? และเนื่องจากราคาต่างกัน หากบริษัทเป็นผู้จ่าย ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือก option เพราะเมื่อเกิดเหตุจะได้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกันไม่ลำบากในการตัดสินใจ
2. ในกรณีผู้โดยสารเป็นผู้จ่าย การที่เราจะไปถามญาติหรือแม้แต่ผู้โดยสารที่ไม่สบายขณะนั้นไม่เป็นการสมควร แบบคนจะตายอยู่แล้วยังพูดเรื่องเงินอีก แต่การที่จะเรียกโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายก็อาจเกิดปัญหาได้

- เจ้าหน้าที่สำนักแพทย์แจ้งว่า โดยปกติถ้าทางสายการบินเป็นคนเรียกรถพยาบาลไปรับผู้โดยฯ ทางสำนักแพทย์จะทำการเรียกเก็บกับทางสายการบินนั้นๆ ยกเว้น ทางสายการบินสามารถเจรจากับผู้โดยสารให้เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายเอง (ดังนั้น ถ้าผู้โดยฯไม่มีเงินชำระค่าใช้จ่าย ทางสำนักแพทย์จะรวบรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดและเรียกเก็บไปทางสายการบิน โดยรวมทุกเคสและเรียกเก็บเป็นรายเดือน)
- ส่วนเรื่องoptionของรถพยาบาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่า โดยปกติอุปกรณ์ภายในรถ(ถังออกซิเจน,เครื่องกระตุ้นหัวใจ ฯลฯ)จะมีมาตรฐานการติดตั้งไม่เหมือนกัน โดยขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของสำนักแพทย์ที่ท่าอากาศยานนั้นๆ เช่น ถ้าเป็นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง จะมีแพทย์ประจำเพื่อออกตรวจที่สำนักแพทย์ ดังนั้น ทำให้รถพยาบาลมีการติดตั้งอุปกรณ์ครบถ้วน(ถังออกซิเจน,เครื่องกระตุ้นหัวใจ,ยาฉีดต่างๆ ฯลฯ)
แต่ถ้าเป็นสำนักแพทย์ที่ท่าอากาศยานต่างจังหวัด(ภูเก็ต,หาดใหญ่ ฯลฯ) โดยปกติจะไม่มีแพทย์ประจำที่ห้องพยาบาล จะมีก็แต่เจ้าหน้าที่พยาบาลเท่านั้น รวมทั้งขึ้นอยู่กับว่าทางสำนักแพทย์ที่ท่าอากาศยานนั้นๆ ได้ทำติดต่อกับโรงพยาบาลใดไว้อีกด้วย(ซับซ้อนมากๆ) ดังนั้น ทำให้รถพยาบาลจึงมีการติดตั้งเพียงอุปกรณ์พื้นฐานเท่านั้น(กล่องปฐมพยาบาลและถังออกซิเจน) ถ้าต้องการความช่วยเหลือที่ซับซ้อน ทางสายการบินต้องแจ้งขอเพิ่มเติม เช่น ต้องการเครื่องกระตุ้นหัวใจ, ต้องการแพทย์มาพร้อมรถพยาบาล!!

สรุป เมื่อมีผู้โดยสารป่วย ลูกเรือต้องให้การดูแลอย่างเต็มที่/ความสามารถ ประหนึ่งว่าเป็นญาติพี่น้องของเรา ดังนั้น ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีผู้โดยสารป่วยคือ
1. ให้ลูกเรือปฏิบัติตาม Procedure ของทางสายการบิน
2. เก็บข้อมูลต่างๆให้ครบถ้วนและแจ้งข้อมูล/ความต้องการ/อุปกรณ์ช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กัปตัน เพื่อที่กัปตันจะได้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือต่อไป
3. จากนั้นลูกเรือต้องส่งต่อข้อมูลของผู้โดยสารทั้งหมดให้แก่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์/พยาบาล เพื่อจะได้นำไปวินิจฉัยและรักษา/ดูแลผู้ป่วยต่อไป
 

skypig

Administrator

ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ


.....หากท่านได้เป็นผู้โดยสารของผม กัปตันธีระพงษ์ คงสมฤทธิ์ และกัปตันประสิทธิ์ พึ่งสติ
ในเที่ยวบินของไทยเอเชีย หากท่านป่วยในวันที่เราทำหน้าที่ เป็นกัปตัน ของเที่ยวบินนั้น หากท่านป่วย
ท่านเรียกรถพยาบาลได้เลย เราทั้งสองยินดีจะจ่ายให้
 

skypig

Administrator
อุปกรณ์ “Oxygen Concentrator”





คืออุปกรณ์ “กรอง Oxygen ในอากาศ ให้ข้นกว่าปกติ”

เครื่องนี้จะดูดอากาศจากภายนอกเข้าไป และกรองเอาก๊าสอื่น ๆ กักเก็บไว้ แล้วปล่อยเพียงออกซิเจนเข้มข้นออกมาให้สูดดม
(ในอากาศปกติมี Oxygen เพียง 21% แต่เครื่องนี้จะกรองเอาไว้
แล้วค่อยปล่อยเฉพาะ Oxygen ออกมาด้วยความเข้มข้นสูงถึง 90%) ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้เริ่มพบเห็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มนักเดินทางที่มีปัญหาสุขภาพ การหายใจ และนอนกรน (และอาจเป็น Option เสริมบารมีของคนมีกะตังค์)
แต่มิใช่ทุกสายการบิน จะอนุญาตให้ผู้โดยสารทุกคน นำขึ้นเครื่องบินได้

ยืนยันว่า สายการบิน Air Asia ไม่อนุญาต

สายการบินอื่น ไม่ทราบ ต้องสอบถามข้อมูลกันเอง

เพราะต้นสังกัด MAA Malaysia Air Asia ยังไม่อณุญาตให้ผู้โดยสารเดินทางถืออุปกรณ์ชนิดนี้ขึ้นเครื่อง (เพราะมันเป็นอุปกรณ์ที่ ใหม่เกินไป ยังไม่แพร่หลาย)
แต่จากข้อมูลอ้างอิง FAA (ย่อมาจาก Federal Aviation Administration คือ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ
เป็นหน่วยงานอิสระของสหรัฐอเมริกา มีหน้าที่กำกับดูแลการพัฒนาความปลอดภัยด้านการปฏิบัติการบิน) ได้ให้อณุญาตให้ผู้โดยสารใช้ได้
แต่ MAA และ ไทยแอร์เอเชีย ไม่ได้เป็นสมาชิด ของ FAA…

แต่ในห้องเรียนวิชา การขนส่งวัตถุอันตราย (Dangerous Goods Regulations) DGR ก็อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่องได้

เพราะมันไม่ใช่ตัวผลิต Oxygen (DG Div 5.1)
มันแค่กรอง


ซึ่งทางต้นสังกัด ก็ยังแย้งกลับว่า

เราไม่ได้เป็นสมาชิกของสายการบินที่ขนส่ง Dangerous Goods

เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเขา


รับทราบไว้บ้าง นะครับ
 

Attachments

skypig

Administrator
สายการบินไทยแอร์เอเชีย เริ่มเปิดให้บริการ
รถลิฟต์ สำหรับผู้โดยสาร ที่เดินขึ้น บันได ไม่ได้
 

Attachments



Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top