What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

ยานรบ Joint Light Tactical Vehicle (JLTV)

skypig

Administrator
ยานรบ JLTV
(Oshkosh) L-ATV








ยานรบ JLTV (Joint Light Tactical Vehicle) คือ ยานรบของทหารในอนาคตอันใกล้ ที่มิใช่ใกล้เพียงมิติเวลาอีกขวบปีข้างหน้า แต่กลับเป็นสมรภูมิรบ ที่ย้ายมาอยู่ใกล้ตัวเรา ขึ้นทุกที ความรุนแรงของสงครามทำให้โสดประสาทของเราสัมผัส สูดดมกลิ่นควันปืน และเสียงระเบิด ได้จากบนถนนหน้าบ้านเรา เช่น กลางเมืองปัตตานี โดยไม่จำเป็นต้องชมผ่านสื่อวิทยุ ทีวี หรือบันทึกผ่านโซเชียลมีเดีย อีกต่อไป​


.........ยานรบ JLTV ได้ถูกออกแบบมา เพื่อนำกำลังทหารเข้าแก้ไขสถานการณ์สงครามกลางเมือง ได้อย่างทันถ่วงที โดยไม่ต้องจัดทัพใหญ่ให้เอิกเกริกเกรียงไกร ซึ่งก่อนหน้านี้ มียานรบหลายประเภทใช้รองรับภารกิจการลำเลียงทหารนี้อยู่หลายระดับ เช่น รถจี๊ป รถบรรทุกจีเอ็มซี(GMC) รถสายพานลำเลียงพล และต่อมาคือรถฮัมวี่ HUMWV






.........ยานรบ JLTV ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อให้มาแทนที่รถฮัมวี่ HUMWV โดยตรง แต่มันไม่ใช่รถจี๊บคันเก่า ที่ซึ่งรถฮัมวี่เคยเข้ามาทำหน้าที่แทน อีกต่อไป

.......ยานรบ JLTV คือยานรบที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์จริง ในสนามรบ คุณค่าเลือดเนื้อและชีวิตที่สูญเสียไปของทหารในแนวหน้า ถูกส่งผ่านให้วิศวกรในแนวหลัง เพื่อประดิษฐ์คิดค้น สร้างยานรบคันใหม่ขึ้นมา เพื่อปกป้องทหาร ในการยุทธครั้งต่อไป



JEEP to JLTV


.......เราคุ้นหูและเข้าใจดีว่า แฟ้บ คือ ผงซักฟอก ใช้ซักผ้า
และนักการทหารเข้าใจดีว่า รถจี๊ป คือ รถทหารขนาดเล็ก

.......ทั้งๆที่ปัจจุบัน ในห้างซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือในBX/PX มีผงซักฟอกหลากหลายยี่ห้อวางขายให้เลือก แต่เรายังคงเรียกผงซักผ้าอย่างสะดวกปากว่า แฟ้บ และนำมันไปใช้ล้างจาน และชะล้างความสกปรกอื่นๆได้อีกด้วย

.........เช่นเดียวกับ รถจี๊ป ที่เราเข้าใจว่ามันคือ รถทหารขนาดเล็ก สารพัดประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันมันถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ในชื่อ รถฮัมวี่ HUMWV และแล้วความกดดันต่อสถานการณ์ กาลเวลา และเทคโนโลยี ทำให้ยานรบขนาดนี้เปลี่ยนไป จากที่แต่เดิมรถจี๊บไม่มีแม้ประตูเปิดเข้าออก ถูกใช้งานเป็นลิ่วล้อ วิ่งตามขบวนรถถัง เท่านั้น
..........แต่ยานรบ JLTV มีประสิทธิภาพก้าวหน้าขึ้นกว่ารถจี๊บเดิมมากมาย ต่อจากนี้ไป มันจะวิ่งทะยานนำหน้ารถถัง เข้าสู่พื้นที่ปะทะก่อนยานรบอื่น มันจะถูกทหารกล้านำเข้าสู่พื้นที่อันตราย และมีให้เลือกทั้งสองประตู และสี่ประตู

แต่เรายังคงเรียกมันว่ารถจี๊ป​


......อีกเพียงสองปีข้างหน้านี้เองในปี พ ศ 2560 (ค.ศ. 2018) เราจะได้สัมผัสมัน และประจักษ์ ในสมรรถนะของมัน


........รถจี๊บ ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปีค.ศ.1939-1945) ซึ่งก่อนช่วงเวลานั้น รถยนต์เริ่มจะมีบทบาทเป็นยานรบ ในการลำเลียงทางทหารแทนม้า ยานรบเอนกประสงค์ในชื่อเรียก Bantam ได้นำเข้ามาใช้ในสนามรบตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่1(ค.ศ.1914-1918) เป็นรถจี๊บที่มีรูปร่างฝากระโปรงหน้าแบบโค้งมน ร่วมสมัยกับยานยนต์ในยุคนั้น ต่างจากรถจี๊บในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เราเห็นฝากระโปรงหน้าแบบเหลี่ยมจนคุ้นตา


......รูปร่าง หน้าตา ฝากระโปรงของรถในยุคนั้น แยกส่วนกันชัดเจน ระหว่าง ฝากระโปรง และแก้มบังโคลน ในรูปแบบโค้งมน เช่น รถโฟลก์เต่า ของเยอรมันนาซี ซึ่งมันก็คือคู่แข่ง ของกันละกัน ในยุคนั้น

รถต้นแบบรถจี๊บ Bantam ได้รับการออกแบบในประเทศอังกฤษ โดย Karl Probst แห่งบริษัทออสติน ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพบกสหรัฐฯ ต้องการยานรบเพื่อการขนส่งและลำเลียงยุทธปัจจัยในสนามรบ ขนาด 1/4 ตัน เคลื่อนที่ไปได้ในทุกสภาพภูมิประเทศ (4x4) ชื่อคุ้นหูของพาหนะทางทหารแบบนี้ คือรถจี๊บ วิลลี่ The Willys MB เรียกตามการเรียกขานของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งช่วงเวลานั้นยังไม่มีกองทัพอากาศ​

กองทัพบกสหรัฐฯต้องการยานรบเพื่อการขนส่ง ลำเลียงยุทธปัจจัย น้ำหนักราว ¼ ตัน 250 กิโลกรัม ได้เท่านั้น ซึ่งนั่น ใช้กำลังเครื่องยนต์เพียง 60 แรงม้า ก็สามารถตอบสนองความต้องการทางยุทธการได้ดี อีกทั้งตัวรถยังง่ายต่อการผลิตจำนวนมาก และสามารถนำส่งได้ด้วยเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง​


บริษัท American Bantam Car Company ของสหรัฐฯ เป็นผู้ชนะประมูลการสร้างรถจี๊บ แต่ไม่สามารถผลิตให้ทันความต้องการ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จึงให้ลิขสิทธิ์การสร้างแก่บริษัท Willys-Overland Motors; Ford Motor Company รถจี๊บได้เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1941 มันถูกใช้งานผ่านสงครามมาแล้วทั้งโลก ได้รับการพัฒนามาหลายครั้ง จนกระทั่งปี ค.ศ.1985 รถฮัมวี่ ได้เข้ามาทดแทน โดยมิได้รับการติดเกราะใดๆ เพราะออกแบบให้ปฎิบัติการในยุทธบริเวณ ที่มีความเสี่ยงต่ำ


รถจี๊บ และรถแลนด์(โรเวอร์ LANDROVER)

ในช่วงหลังสงครามโลก ก่อนปีพ.ศ.2500 เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว พาหนะรถยนต์มิใช่จะมีให้เห็น วิ่งกันขวักไขว่ เช่นทุกวันนี้ ประชาชนทั่วไป ไม่อาจเป็นเจ้าของได้ง่ายนัก อีกทั้งถนนหนทางยังเป็นผิวดิน รถยนต์ที่สามารถวิ่งออกไปในพื้นที่ต่างจังหวัด ทุรกันดาร จึงต้องเป็นรถที่ลุยได้ ของทางราชการ เช่น​

รถรถจี๊บของทหาร และ
รถแลนด์(โรเวอร์) ของกระทรวงสาธารณะสุข​

ความแตกต่างของรถจี๊บ รถแลนด์(โรเวอร์) คือรถจี๊บมีขนาดเล็ก กว่ารถแลนด์(โรเวอร์) รถจี๊บมียางอะไหล่ห้อยไว้ทางด้านท้าย รถแลนด์(โรเวอร์)วางยางอะไหล่ไว้บนฝากระโปรงหน้า​
.......รถจี๊บ มีพวงมาลัยอยู่ทางซ้าย มาจากอเมริกา รถแลนด์พวงมาลัยอยู่ทางขวา เพราะมาจากอังกฤษ




.............................แต่รถจี๊บ รถแลนด์ ทั้งสอง ใช้น้ำมันเบนซิน มีสมรรถนะขับสี่ล้อ ลุยหนทางขรุขระได้ รถจี๊บในบ้านเรา เริ่มมีให้เห็นบ่อยในระหว่างสงครามเวียดนาม เป็นรถจี๊บรุ่น M115 ซึ่งพัฒนาต่อมาจากรุ่น M38 โครงสร้างตัวถังผนึกรวมเป็นชิ้นเดียวกับแชสซี่ ได้รับการพัฒนาระบบช่วงล่างให้เป็นแบบช่วงล่างอิสระสี่ล้อ แบบคลอยสปริงส์ ให้การทรงตัวที่ดีกว่า แต่กลับพลิกคว่ำได้ง่ายกว่า เมื่อหักเลี้ยวที่ความเร็วสูง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนของ M115 คือลักษณะภายนอก กระจังหน้ารถ แผงหม้อน้ำเปลี่ยนจากแนวตั้ง ไปเป็นแบบแนวนอน




รถจี๊บเป็นเพียงยานพาหนะประเภทรถช่วยรบ ช่วยลำเลียงยุทโธปกรณ์ ขนาดเล็ก เข้าสู่สนามรบ​

แต่แล้วรูปแบบของสงคราม ความขัดแย้ง และการแย่งชิงผลประโยชน์ได้เปลี่ยนไป การยกทัพขนาดใหญ่เข้าสู้รบกันด้วยแบบเผชิญหน้า ตามรอยต่อระหว่างประเทศ ได้กลับกลายเป็นการรบระหว่าง​

กองทัพขนาดใหญ่ กับกองกำลังฝ่ายก่อการร้ายขนาดเล็ก​

.......และยุทธบริเวณที่สู้รบ มักเกิดขึ้นในพื้นที่ตัวเมืองเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นรถยนต์ที่ใช้งานบ้าน ได้ถูกฝ่ายต่อต้าน นำมาใช้เป็นอาวุธโจมตี อย่างได้ผล โดยนำระเบิดแรงสูง บรรทุกในตัวรถ แล้วขับไประเบิดใกล้ชุมชน เพื่อเรียกแขก เมื่อผู้คนหายจากอาการตกใจแล้ว ผู้ก่อการร้ายก็พร้อมกดระเบิดลูกที่สองซ้ำ จรยุทธ์วิธีนี้เกิดทั้งในสงครามเต็มรูปแบบในอิรัค และสงครามไร้รูปแบบในอัฟกานิสถาน ซีเรีย และจรยุทธ์วิธีนี้ถูกสงผ่านทางสายอินเทอร์เน็ทมายัง สามจังหวัดภาคใต้ของไทย

ในอีกรูปแบบหนึ่ง ฝ่ายต่อต้าน ได้นำรถกระบะบรรทุกดัดแปลง มาติดตั้งปืนกลขนาดใหญ่ มาใช้เป็นอาวุธโจมตี ที่มีความคล่องตัว สามารถเคลื่อนที่ไปได้ตลอดเวลา จึงยากที่จะติดตาม กำหนดเป้าหมาย​
รถยนต์ได้ถูกนำมาเป็นอาวุธสงครามกลางเมือง อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการ Joint Light Tactical Vehicle (JLTV) ยานรบยุทธวิธีขนาดเบาร่วม


........โครงการ (JLTV) Joint Light Tactical Vehicle ตามคำจำกัดความ หมายถึง ยานรบยุทธวิธีขนาดเบาร่วม เป็นการร่วมมือกันเฉพาะสองกองบัญชาการรบขนาดใหญ่ คือระหว่างกองทัพบกและหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ (ซึ่งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ ยังมิได้เข้าไปเกี่ยวข้อง) ทั้งทหารบกและนาวิกโยธิน มีภารกิจต้องรบบนแผ่นดิน จึงมีความต้องการยานรบที่มีประสิทธิภาพโดยตรง และที่สำคัญ

สมรภูมิได้ย้ายเข้ามารบในเมือง


......แทนที่จะอยู่ในป่าเขา เช่นแต่เดิม และสิ่งสำคัญที่เหล่าทหารต้องเผชิญคือ กับระเบิดแรงสูงที่วางไว้ข้างถนน ซึ่งสร้างความเสียหาย และคร่าชีวิตทหารในยานพาหนะรุ่นเก่า อย่างสาหัส รันทด การกำหนดคุณลักษณะยานรบรุ่นใหม่ ย่อมทำให้เหล่าทหารอุ่นใจได้ยิ่งขึ้น
ยานรบจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญหลายประการ ทั้งในทางยุทธวิธี (Tactical mobility) และการส่งกำลังบำรุง มันจะต้องอยู่รอดได้จากการโจมตี และง่ายต่อการบำรุงรักษา และคุณสมบัติสำคัญของความต้องการร่วมกันคือ มันจะต้องถูกนำส่งเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศ ได้โดยสะดวก แม้ว่ากองทัพอากาศ จะมิใช่หน่วยใช้งานมันโดยตรงก็ตาม​


ลักษณะความคล่องตัวทางยุทธวิธี


• กองทัพบกและหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ต้องการยานรบที่สามารถวิ่งได้ไกล 600 ไมล์อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีข้อชำรุดใดๆ ยานรบต้องวิ่งไปในสภาพภูมิประเทศ ด้วยระบบทางเทคนิค เช่น ถังน้ำมัน ระบบหล่อเย็น ระบบน้ำมันหล่อลื่น ทนทาน ต้านทานจากการยิงของปืนขนาดเล็กได้ รถต้องวิ่งต่อไปได้ แม้จะเหลือเพียงยางล้อ 2 ล้อ
• ยานรบ JLTV จะต้องปฏิบัติการได้ในระดับภูมิประเทศ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 500 ฟุต และสูงกว่า 12000 ฟุตได้
• ปฏิบัติการได้ในอุณหภูมิระหว่าง 40 ถึง 125 °F เย็นติดลบ −40 ไปจนถึงร้อน 52 องศาเซลเซียส และแม้อุณหภูมิลดลงถึงศูนย์องศา และจะต้องสตารท์ติดได้เองภายในหนึ่งนาที โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอกต่อพ่วง
• ยานรบ JLTV มีรัศมีทำการไกล 350 ไมล์บนถนน ด้วยความเร็วเฉลี่ย 35ความเร็ว (56 km/h) หรือ 300 ไมล์(480 km) ในสภาพภูมิประเทศขรุขระ
• สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 30 ไมล์ในเวลา 7 วินาที และลุยข้ามน้ำลึกทั้งเดินหน้าและถอยหลัง ได้ 150 เซนติเมตรโดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ใดเพิ่ม
• ไต่ข้ามสิ่งกีดขวางสูง 18 นิ้วได้ทั้ง การเดินหน้าและถอยหลัง ได้ด้วยความเร็ว 15 mph อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีข้อบกพร่อง สามารถปีนไต่ความชัน 60 % บนถนนแห้งได้ ทรงตัวอยู่บนไหล่ทางซึ่งเอียง 40 % ได้
• คุณลักษณะที่กำหนดขึ้นเช่นนี้ บางข้อสูงกว่าเครื่องบินรบบางประเภทเสียอีก ในราคา 400,000 เหรียญ หรือเพียง 15 ล้านบาทเท่านั้น

ระบบช่วงล่างจะต้องเคลื่อนผ่านสิ่งกีดขวางสูง 18 นิ้วได้ที่ความเร็ว 15 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 40 ก.ม.ต่อ ชั่วโมง โดยไม่เกิดความเสียหายใดๆ สามารถขับลงบ่อ​

คลิกชม https://www.youtube.com/watch?v=l6aNzLseTnc






การริเริ่มโครงการ JLTV ลงมือกันมาตั้งแต่ปี 2005 เป็นช่วงเวลาที่ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ติดกับดักอยู่ในสงครามสองด้าน คืออิรัก และอัฟกานิสถาน เมื่อเหล่าทหารของตนเสียชีวิตจากระเบิดแสวงเครื่อง improvised explosive devices (IEDs)​
ความอันตรายของกับระเบิดข้างถนน นั้นยิ่งกว่า หมาข้างถนน มันจะแว้งกัดได้ทั้งทหาร และพลเรือน เด็กเล็ก เมื่อไรก็ได้ โดยไม่รู้ตัว


คุณลักษณะทั่วไป

• มีความสามารถในการลำเลียงยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย
• สามารถดัดแปลงเป็นสถานีบัญชาการและควบคุม command and control (shelter)
• ใช้เป็นรถพยาบาลได้ ambulance
• เป็นรถตรวจการณ์ reconnaissance และ
• ปฏิบัติภารกิจทางยุทธวิธี และการส่งกำลังบำรุง ได้อย่างหลากหลาย และรวดเร็ว a variety of other tactical and logistic support roles


คุณลักษณะเฉพาะ

•A 30kW generator to give sustained power with the engine running and when the vehicle is moving

• น่าสังเกตว่า ได้รับการติดตั้งเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาดใหญ่ถึง 30kW แสดงให้เห็นว่า ความต้องการกำลังไฟฟ้า จะถูกนำไปใช้อย่างมากมาย ในระบบป้องกันตัวเองจากการระเบิด เช่น นำไปใช้ในระบบก่อกวนสัญญาณโทรศัพท์ รีโมท หรือสัญญาณวิทยุ ที่ใช้ในการจุดระเบิด ซึ่งสามารถสังเกตุว่า รอบตัวรถ มีเสาอากาศ ตรวจรับ และปล่อยสัญญาณติดตั้งอยู่รอบคัน
• สามารถต่อพ่วงรถลากจูงได้ โดยที่ยังคงมีสมรรถนะการบรรทุก และความเร็วเท่าเดิม
• สามารถบรรทุกลังกระสุน M16 ammo, one can of M203, four cans of M249 and six cans of either MK19, M2, or M60 / M240 ammo
• ประตูรถต้องยังคงเปิดได้ง่าย หลังจากถูกยิงโจมตี จนเสียหาย
• มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ
• โครงสร้างตัวรถมีสองแบบ(A และ the enhanced level B) โครงสร้างตัวรถแบบพื้นฐานแบบ A ออกแบบให้ป้องกันระเบิดได้ในระดับหนึ่ง และแบบBสามารถเสริมเกราะป้องกันกับระเบิด สะเก็ดระเบิด จรวด RPG เพิ่มเติมได้อีก ในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง
• มีระบบตรวจสอบการชำรุดของระบบเทคนิค และสามารถที่จะซ่อมแซมได้ในทันที


........การออกแบบโครงสร้างตัวถัง เพื่อป้องกันแรงระเบิด ย่อมแตกต่างจาก การรถยนต์ที่ใช้ทั่วไป ที่คำนึงถึงการชนกัน รถทั่วไปเมื่อเกิดการชน ผิวลำตัวจะยุบตัว เพื่อซับแรงชน ชิ้นส่วนต่างๆ จะบิดตัว จนรถไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้
แต่ยานรบ JLTV ได้รับการออกแบบให้ทนต่อแรงระเบิด ที่เกิดขึ้นจากพื้นด้านล่าง ทำให้น้ำหนักตัวรถจึงต้องไม่เบาจนเกินไป หลังจากโดนแรงระเบิดแล้ว รถยังสามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้

ระบบน้ำมัน ระบบระบายความร้อนแม้จะเสียหาย แต่ยังคงต้องทำงานได้บางส่วน เพื่อนำทหารออกจากพื้นที่การปะทะให้ได้ แม้รถจะเสียหายถึงขั้นรุนแรง จนเคลื่อนที่ต่อไปไม่ได้ รูปทรงรถจะต้องไม่บิดเบี้ยว ประตูยังคงต้องเปิดออกได้​
เป็นการยัดเหยียดคุณลักษณะชั้นเลิศต่างๆ เข้าไปในยานรบเล็กๆ คันเดียว ได้อย่างจงใจ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จึงเปิดโอกาสให้ หลายบริษัทได้เข้าร่วมโครงการ ได้แก่


• Boeing, Textron and Millenworks
• General Dynamics and AM General (as "General Tactical Vehicles")
• BAE Systems and Navistar
• Northrop Grumman, Oshkosh Truck and Plasan
• Lockheed Martin, BAE Systems Land & Armaments Global Tactical Systems, Alcoa Defense and JWF Industries.
• Blackwater and Raytheon​


........บางบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทผลิตเครื่องบิน บางบริษัทผลิตระบบอาวุธ แน่นอนว่า AM General ได้นำ Humvee ของตนปรับปรุง และเข้าแข่งขันด้วย แต่ผลจากการประเมินสมรรถนะรถต้นแบบ เมื่อกลางปี 2558

รถต้นแบบ LATV ของ บริษัท Oshkosh Corporation เป็นยานรบที่ได้รับการคัดเลือก ในโครงการ JLTV

.........บริษัท Oshkosh Corporation แห่งรัฐวิคอนซิน เป็นบริษัทสร้างรถยนต์เก่าแก่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ เชี่ยวชาญการสร้างรถขนาดใหญ่มาเกือบศตวรรษ ที่ใช้งานเฉพาะกิจ ทั้งในทางทหาร และพลเรือน เช่น รถดับเพลิง และรถบรรทุกยุทธปัจจัยขนาดใหญ่ มาอย่างยาวนาน


.......คุณลักษณะพิเศษของยานยนต์จาก บริษัท Oshkosh Corporation สามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั้งบนถนน และในสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก
ยานรบ L-ATV ของบริษัทออสคอสต้องมีประสิทธิภาพสูงส่งมาก จึงสามารถชนะการแข่งขันการสร้างยานรบ JLTV ชนิดใหม่นี้ เหนือคู่แข่งมือฉกาจ เช่น AM General และ Lockheed Martin อย่างพลิกความคาดหมาย​

การได้รับการคัดเลือก ครั้งนี้ ยานรบ L-ATV ของบริษัทออสคอส และคู่แข่งเกิดจากการทดสอบ และประเมินในพื้นที่การรบจริง กับหน่วยทหาร ที่ปฏิบัติการจริง​


Based on the Limited user Test (LUT), the JLTV Family of Vehicles (FoV) provides enhanced protection and retains the up-armored HMMWV (UAH) FoV capabilities necessary for Army and Marine units to accomplish tactical and combat missions.
- Platoons equipped with the Oshkosh JLTVs accomplished 15 out of 24 missions similar to the platoon equipped with the UAHs.
- Platoons equipped with the AM General JLTVs accomplished 13 out of 24 missions. - Platoons equipped with the Lockheed Martin JLTVs accomplished 12 out of 24 missions
. - The majority of failed platoon missions were attributed to combat losses for Oshkosh and Lockheed Martin JLTVs.
- Platoons equipped with the AM General JLTVs and the UAHs experienced less combat losses against the Opposing Force during missions.
- Platoons equipped with AM General JLTVs experienced reliability failures on nine missions that slowed the unit’s pace and degraded mission performance.
Oshkosh JLTVs had improved mission reliability over the UAH and demonstrated 7,051 Mean Miles Between Operational Mission Failure (MMBOMF) versus its operational requirement of 2,400 MMBOMF. The UAH demonstrated 2,968 MMBOMF.
- AM General JLTVs had less mission reliability versus the UAH and demonstrated 526 MMBOMF.
- Lockheed Martin JLTVs had less mission reliability versus the UAH and demonstrated 1,271 MMBOMF



.......ยานรบ L-ATV ของบริษัทออสคอส ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการกิจ 15 ครั้งจาก 24 ครั้งของการทดสอบ มีความเชื่อถือได้จากระยะทางในการปฏิบัติภารกิจไกลถึง 7,051 ไมล์ เมื่อเปรียบเทียบ กับคู่แข่ง AM General ทำได้ 526 ไมล์ Lockheed Martin ทำได้ 1,271 ไมล์ เท่านั้น ยานรบ L-ATV บริษัท Oshkosh มีประสิทธิภาพเหนือกว่า อย่างเห็นได้ชัด

ยานรบ L-ATV บริษัท Oshkosh จึงได้รับสัญญาการสร้างยานรบ JLTV จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2558 จำนวน 17000 คัน​
กองทัพบกสหรัฐฯ และหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ มีความต้องการใช้งาน ยานรบ JLTV ในเบื้องต้นจำนวน 17000 คัน และจะเพิ่มจำนวนเป็น 55,000 คัน


จากปีค.ศ. 1985 ถึงปี 2015 จำนวนรถ Hummv ที่ถูกผลิตขึ้นราว 281,000 คัน ราคาคันละ 220,000 เหรียญสหรัฐฯ
ในช่วงปีค.ศ. 2016 (พ.ศ.2559) ยานรบ JLTV ได้ลงมือผลิตขึ้นมาแล้วในแบบ LRIP ค่อยเป็นค่อยไป เดือนละ 3-5 คัน และต่อจากนั้นภายในห้าปี หลังจากที่มีการปรับแต่ง จึงจะเริ่มการผลิตแบบเต็มรูปแบบ ในปี ค.ศ.2020


รูปร่างหน้าตา


.......... รูปทรงภายนอกของมันที่เป็นเอกลักษณ์ คือ รถกระบะ 4 ประตูแบบ 4X4 ขนาดและมิติของตัวรถยังไม่ได้เผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มันจะต้องถูกเคลื่อนย้ายได้โดยเครื่องบิน C-130 อย่างสะดวก


...........ลักษณะภายนอกยานรบ JLTV รูปร่างถูกจำกัดให้ไม่มีขนาดใหญ่มากจนเกินไป แต่บึกบึน ได้รับการออกแบบเน้นแนว สันเหลี่ยมเฉียบคม หน้าตาถูกออกแบบให้ดูดุดัน โคมไฟหน้ากลมข้างละหนึ่งดวง ในกรอบหางตาเรียวยกปลายคิ้วขึ้น กันชนหน้าถูกแบ่งเป็นสองด้านซ้าย-ขวา
ยานรบ JLTV ของ Oshkosh ละทิ้งร่องรอยแผงกระจังหน้าแบบแนวตั้ง 7 ช่อง ซึ่งเป็นลักษณะของรถจี๊บและรถฮัมวี่ไปอย่างไม่มีเยื่อใย ด้วยแผงระบายความร้อนเครื่องยนต์ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก และจุดนี้ย่อมไม่ใช่จุดอ่อนของตัวรถ ที่เปราะบางต่อการถูกโจมตี อย่างแน่นอน แผ่นบังโคลนหน้าถูกยกขึ้นสูง มองเห็นรอยดอกยางล้อหน้าเกือบเต็มวง เพื่อให้ผิวล้อสัมผัสกับความชัน ในการปีนไต่ได้อย่างเต็มที่​

..........ห้องโดยสารมีขนาดไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับตัวรถ ห้องโดยสารถูกย่อลงมาให้เล็กแคบกว่าฐานล้อ และกระบะท้าย ความคมเข้มของมันจึงเด่นที่ลายดอกยางล้อขนาดใหญ่ทั้ง 4 วง กระจกหน้าอย่างหนา ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
.............ด้านข้าง ประตูทุกบานเป็นแบบบานพับสวิง บานพับสวิงของประตูหลัง(ในรุ่นสี่ประตู) ถูกติดตั้งไว้กรอบด้านหลัง การเปิดเข้าออก กระทำเหมือนกับตู้กับข้าว ต่างจากรถกระบะสี่ประตูที่เราใช้กันอยู่ รอยหมุดยึดตรึงแผ่นประตูมีขนาดเขือง บ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง ที่จะปกป้องชีวิตทหารได้อย่างอุ่นใจ พื้นที่แผ่นหน้าต่างกระจกด้านข้างถูกลดขนาดให้เล็กลง เพื่อลดจุดอ่อนจากการถูกโจมตี ในส่วนของหลังคา เพดานด้านบนแข็งแรงเหลือเฟือในการติดตั้งป้อมปืน และระบบอาวุธ ด้วยระบบช่วงล่างที่ทำให้ตัวรถสูงจากพื้นอย่างมาก การปีนขึ้นในห้องโดยสารจึงต้องอาศัยบันไดข้างอีกขั้นหนึ่ง เหมือนรถอ็อฟโรดยกสูง



ยานรบ L-ATV ของ Oshkosh มีสองรุ่นหลักคือ แบบ 2 ประตู และแบบ 4 ประตู
ในแบบ 4 ประตูแยกภารกิจการใช้งานแบบอเนกประสงค์ General Purpose (JLTV-GP) และ
แบบแบบ 2 ประตู ใช้ลำเลียงยุทโธปกรณ์ในพื้นที่การสู้รบ the Close Combat Weapons Carrier (JLTV-CCWC) สามารุลำเลียงยุทธปัจจัยได้ถึงสองตัน





ในส่วนกระบะท้าย ของรุ่นสองประตูรองรับระวางการบรรทุกได้กว่าสองตัน อย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับในรุ่นแบบ 4 ประตู มันคือรูปแบบกระบะสี่ล้อ สี่ประตูอเนกประสงค์แท้ๆ ที่เราเห็นจนชินตา
กระบะท้ายยานรบ JLTV แบบ 4 ประตูมีขนาดเล็กจำกัด แบบสี่เหลี่ยมทรงสูง ด้วยจำกัดพื้นที่กระบะไม่ให้ยาวเลยพ้นไปกว่าขอบล้อหลัง และเช่นกันเพื่อให้ได้มุมการลงเนินที่ชันมาก กันชนท้ายจึงไม่ได้รับการติดตั้ง ฝาท้ายติดตั้งยางอะไหล่ได้หนึ่งวง​




ขนาดของมันใหญ่กว่ารถจี๊บ และรถ HUMWV ซึ่งใหญ่พอๆกับรถจี๊บไกเซอร์ M715 (Kaiser Jeep)
ซึ่งมีขนาด กว้าง 2.5 เมตร ยาว 6.25 เมตร สูง 2.6 เมตร น้ำหนัก 9 ตัน ระวางบรรทุก 1 ¼ ตัน
.............. ชัยชนะเหนือคู่แข่งของ ยานรบ L-ATV ของ Oshkosh น่าจะมาจากขนาด มิติของตัวรถ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า คู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด โดยถูกจำกัดน้ำหนักรวม ไว้ที่ 15,639 ปอนด์ เพื่อให้สามารถนำส่ง ด้วยการยกของเฮลิคอปเตอร์ CH-47F ของ ทบ.สหรัฐฯ และ CH-53K ของหน่วยนาวิกโยธินได้ อย่างคล่องตัว ระวางบรรทุกของรุ่น Combat Tactical Vehicle (CTV), สามารถรองรับทหารได้ 4 นาย พร้อมสัมภาระ 3,500 ปอนด์, และในรุ่น Combat Support Vehicle (CSV)สามารถรองรับทหารได้ 2 นาย พร้อมสัมภาระ 5,100 ปอนด์


เครื่องยนต์
........ ด้วยขนาดและระบบทางเทคนิคของยานรบ JLTV ทำให้มันต้องการพลังขับเคลื่อนที่สูงมาก โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล Duramax V-8 แปดสูบ ของบริษัท GM วางทางด้านหน้า ขนาด 6.6 ลิตร เชื้อเพลิงดีเซล กำลัง 397 แรงม้า แรงบิด 765 pound-feet ที่รอบ 3000 RPM และในรุ่นอัพเกรดสามารถเค้นกำลังออกมาได้ถึง 575 แรงม้า แรงบิด 900 ปอนด์ พร้อมเกียร์ออโต้ 6 จังหวะ จาก Allison Transmission ขับเคลื่อน 4WD ให้อัตราเร่ง 0 ถึง 60 ไมล์ ในเวลา 15 วินาที มีความเร็วสูงสุด 80 ไมล์ต่อชั่วโมง

....................เปรียบเทียบขนาดของเครื่องยนต์ยานรบ JLTV กับรถกระบะบรรทุกที่ใช้เชิงพานิชย์ในบ้านเรา ซึ่งส่วนใหญ่เครื่องยนต์มีขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลัง 180 แรงม้า และแรงบิด 450 นิวตันเมตร ยานรบ JLTV แม้จะมีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่าเพียงสองเท่า แต่กลับให้พละกำลังสูงกว่าถึง 3 เท่าตัว โดยเฉพาะแรงบิด ที่สูงกว่ามาก

ระบบช่วงล่างแบบ TAK-4i
...................ระบบช่วงล่างของยานรบ JLTV เป็นแบบอิสระสี่ล้อ ที่สามารถทะยานผ่านสิ่งกีดขวาง อุปสรรคต่างๆได้อย่างเหลือเชื่อ ในส่วนระบบช่วงล่างด้านหน้าเราจะเห็นคลอย์สปริงส์ขนาดใหญ่ ขดตัวในแนวตั้งรองรับล้อแต่ละข้าง แขนเพลาจับยึดดุมล้อ มีขนาดใหญ่มาก มีความแข็งแรง ป้องกันได้ทั้งจากแรงกระแทกในระหว่างขับเคลื่อน และจากแรงระเบิด ระบบช่วงล่างสามารถยุบตัวได้ถึง 20 นิ้ว ทำให้มันวิ่งผ่านเส้นทางที่เป็นหลุมบ่อ ได้อย่างนุ่มนวล ระบบช่วงล่างTAK-4i นี้ได้นำไปติดตั้งในรถฮัมวี่ เพื่อทดสอบสมรรถนะ ซึ่งทำให้รถฮัมวี่มีความสูงเพิ่มขึ้นกว่าสิบเซนติเมตร


ระบบช่วงล่างของยานรบ JLTV ของ Oshkosh ถูกเรียกว่า TAK-4 หรือ TAK-4i) ระบบช่วงล่าง การขยับตัวของล้อทั้ง4 เป็นแบบอิสระ แยกจากกันทั้งสี่ล้อ ซ้ายขวา หน้าหลัง แต่ละส่วนยึดไม่ได้ยึดโยงกับชัชซีโดยตรง ช่วงล่างถูกติดตั้งกับsubframe ก่อนที่จะยึดติดกับชัชซี​
........ในส่วนด้านหน้ามีลักษณะคล้ายกับระบบ double wishbone ที่เรารู้จักกัน ปีกนกคู่ ประกบทั้งส่วนบนและล่าง แกนเพลาขับ เป็นแบบเพลาเปลือย โคนเพลาหุ้มด้วยยางกันฝุ่น ซึ่งแต่ละข้างมีความยาว ไม่เท่ากัน แต่ละจุดมี The shock absorber and ขดคลอยส์สปริงส์ เพื่อควบคุมการยุบตัวได้ถึง 20 นิ้ว (50 ซ.ม). รูปร่างของ double-wishbone เป็นแบบ double A-arm โดยสามารถปรับความสูงของตัวรถได้

เพื่อใช้งานในบริเวณทุระกันดาน 70% และถนนในเมือง 30%​


ระบบห้ามล้อด้านหน้าเป็นแบบแผ่นจานเปลือย Disc Brake
ด้านหลังเป็นแบบดุมปิดขนาดใหญ่ Drum Brake



ระบบป้องกันตัว

อวิชาจรยุทธ์ ของฝ่ายผู้ก่อการร้าย เลวร้าย รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559
พื้นที่อยู่อาศัยในเมือง ด้ามขวานของไทยถูกโจมตีจากฝ่ายผู้ก่อการร้าย หลายจุด พร้อมกัน บางเป้าหมายฝ่ายผู้ก่อการร้าย อุกอาจถึงขนาดนำรถพยาบาล มาบรรทุกระเบิด แล้วใช้เป็นอาวุธในการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เป้าหมายเดียวถูกวางระเบิด ซ้อนกันไว้หลายลูก​
ระเบิดลูกแรกถูกจุดชนวนขึ้นก่อน เพื่อเรียกไทยมุง
พลันเกิดความเสียหาย ทุกคนพยายามดิ้นรนหนีจากพื้นที่ ที่ถูกโจมตี
แต่ด้วยความรับผิดชอบของหน่วยความมั่นคง จึงจำเป็นต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ นำผู้บาดเจ็บ ออกมารักษาตัว ดับเพลิง และควบคุมสถานการณ์
เมื่อหน่วยช่วยเหลือกรูเข้าไป ดูเหมือนว่าสถานการณ์ทำท่าจะจบลง
แต่ระเบิดลูกที่สองถูกจุดชนวนขึ้นซ้ำอีก สร้างความสูญเสียได้มากกว่า



และอาจจะยังมีระเบิดลูกที่สามสี่ ซ่อนอยู่อีก
ดังนั้นการนำกำลังย้อนวิ่งเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย จึงจำเป็นต้องมียานพาหนะ ที่คุ้มครองพวกเขาได้ อย่างอุ่นใจ

.........มันเป็นความลับทางทหาร และการค้า คงไม่ใช่ระบบที่จะนำมาโฆษณา เปิดเผยให้สาธารณะหรือศัตรูได้รับทราบ อย่างโจ่งแจ้ง ถึงระบบความปลอดภัยของยานรบคันนี้ แต่ระบบนี้รับรองว่า
กำลังทหารจะสามารถเคลื่อนย้ายไปได้ทุกหนแห่ง และสามารถปฏิบัติการได้ทุกภารกิจ

...........โดยมีพาหนะที่ป้องกันพวกเขาเป็นอย่างดี ระบบประกอบด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง ห้องโดยสารถูกแยกสร้างขึ้นด้วยโลหะหนา เพียงชิ้นเดียว เหมือนกับห้องนิรภัย ขนาดย่อม โดยเลือกใช้วัสดุต่างๆอย่างลงตัว ทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่กันส่วนหน้ายันกันส่วนท้าย แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่ากันชนหน้าจนถึงกันชนท้าย เพราะกันชนทั้งหน้าหลังไม่มีให้เห็นอีกต่อไป

มันได้รับการปกป้องตั้งแต่พื้นรถยันหลังคา
ประตูซ้ายยันประตูขวา
ภายในและภายนอกได้รับการปกป้องอย่างมั่นใจ​


........ยานรบ JLTV ออกแบบให้มีขนาดไม่ใหญ่มาก เคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัว ทิ้งร่องรอยการเคลื่อนที่ เช่น เสียง ความร้อน และสนามแม่เหล็กในระดับต่ำ จึงยากต่อการตรวจพบ สามารถติดตั้งอาวุธเชิงรุก อาทิ ปืน และจรวดได้ และยังได้รับการติดตั้ง ระบบ Fully integrated C4ISR (situational awareness, IED defeat, jammers) ทำให้รถมีความอยู่รอดสูงทั้งก่อนและหลังการถูกโจมตี


JLTV ในบางภารกิจจะได้รับการติดตั้ง ท่อปล่อยควันพรางตัว แบบ M7 Light Vehicle Obscuration Smoke Systems.

ในส่วนของเครื่องยนต์ JLTV ได้รับการติดตั้งระบบดับไฟแบบ automatic fire-extinguishing system
ถังน้ำมันเป็นแบบอุดรอยรั่วเองได้ fuel tanks are self-sealing,

.........ลำพังระบบการป้องกันตัวพื้นฐาน ย่อมได้รับการติดตั้งมาแล้วเกือบสมบูรณ์ในระดับการผลิตมาจากโรงงาน
เช่น เบาะนั่ง ประตูกระจกนิรภัย แต่สำหรับในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง JLTV จะได้รับการติดเกราะเสริมเพิ่มเติม ใน

รูปแบบ คือ A-kit และ B-kit
แบบ A-kit ซึ่งการติดตั้งจะกระทำได้ง่าย และรวดเร็วด้วยเครื่องมือธรรมดา ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักไม่มากหนัก ประหยัดค่าบำรุงรักษา และคล่องตัว
แบบ B-kit ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักมากขึ้น ใช้เวลาในการติดตั้งนานกว่า แต่ปกป้องคุ้มครอง อาวุธขนาดหนักได้ดีกว่า

การป้องกันตัว ทั้งในแบบเชิงรุกและเชิงรับ แม้ว่ารูปร่างตัวรถจะสูงและมีขนาดใหญ่ แต่ความสูงใต้พื้นรถจงใจออกแบบให้สูงขึ้น เพื่อให้พ้นจากแรงระเบิด แผ่นพื้นรถด้านล่าง ได้รับเทคโนโลยีมาจาก Mine Resistant Ambush Protected (MRAP) ที่ออกแบบให้เป็นรูปตัววี เพื่อให้กระจายแรงระเบิดออกไปทางด้านข้าง





...........ระบบป้องกันตัว ที่ยังถูกปกปิดเป็นความลับ ถูกเข้ารหัสเรียกว่า Core 1080 เป็นระบบที่เกิดขึ้นจากระบบอิเลคทรอนิคส์ โดยสังเกตุจากภายนอกยานรบ JLTV จะได้รับการติดตั้งเสาอากาศรับส่งสัญญาณคลื่นวิทยุ หลายจุด เพื่อตรวจจับสัญญาณ หรือตัดการทำงานของระบบโทรศัพท์มือถือได้ทันที


ยานรบ JLTV สามารถรับส่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ท หรือระบบสายการบังคับบัญชาได้โดยตรง

.............จากบทเรียนการสูญเสียชีวิตของทหารในสงครามครั้งก่อน ซึ่งเกิดขึ้นจากการขับหลงทาง และไปผิดที่หมาย จนถูกข้าศึกหรือฝ่ายเดียวกันเองโจมตี โดยไม่รู้ตัวทำให้ยานรบ JLTV ได้รับการติดตั้งระบบ Navigation แบบ GPS เพื่อสามารถระบุตำแหน่ง และเดินทางเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างถูกต้อง


การป้องกันตัวในแบบเชิงรุก
.............การติดตั้งเกราะหนาเพียงอย่างเดียว ยังไม่อาจทำให้ยานรบ JLTV ปลอดภัยจากการถูกโจมตีได้อย่าง100 % ดังนั้นเพื่อหยุดยั้งการโจมตี แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยานรบ JLTV จึงได้รับการติดตั้งระบบอาวุธปืนกล ไว้บนแท่นยิงบนหลังคา ป้อมปืนสามารถหมุนได้รอบตัว



ในบางรูปแบบยานรบ JLTV จะได้รับการดัดแปลงเพื่อไปใช้ในภารกิจอื่นๆ อาทิ
ภารกิจลำเลียงกำลังพลชุดปฏิบัติการพร้อมรบ 6 นาย (Commbat Tactical Vehicle CTV)
ภารกิจเป็นฐานบัญชาการ สั่งการเคลื่อนที่ Command and Control (C2)
ภารกิจฐานปล่อยจรวด Light Weapons Platform, สามารถติดตั้งจรวดต่อสู้รถถัง หรือเครื่องบินได้อย่างคล่องตัว
ภารกิจลำเลียงผู้บาดเจ็บ Ambulance (2 – 4 ราย)
ภารกิจลาดตระเวน ตรวจการณ์ (Reconnaissance)
ภารกิจสนับสนุนทหารช่างทางยุทธวิธี( Combat Engineer Support Vehicle Capability Gaps)​



การเข้าประจำการ
...........แน่นอนว่ากองทัพบกสหรัฐฯ คือหน่วยงานแรก ที่จะได้รับยานรบ JLTV เข้าประจำการ โดยคาดว่า ภายในปีค.ศ.2017 จะสามารถผลิตได้ 1,828 คัน และประจำการใน หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ จำนวน 192 คัน
ราคายานรบ JLTV คันละ 433,539 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 15,173,865 บาท สิบห้าล้านบาทไทย (สิงหาคม พ.ศ.2559) ราคาสูงกว่ารถ Humvee สองเท่าตัว ($220,000) โดยที่ รถHumvee ถูกผลิตขึ้นระหว่างปีพ.ศ.2528-2559 ยาวนาน 30 ปี จำนวน 281,000 คัน


..............การเข้ามาแทนที่ Humvee ยานรบ JLTV จะทยอยส่งมอบให้แก่ กองทัพบกสหรัฐฯ ตั้งแต่ปีค.ศ.2018 โดยจะยังคงใช้งานควบคู่กับ Humvee ร่วมกันไป ซึ่ง Humvee จะยังคงอยู่ในสายการผลิตต่อไปถึงปี ค.ศ.2017 และใช้งานได้จนถึงปี 2025

.......สายการผลิตยานรบ JLTV ได้เริ่มขึ้นในปลายปีค.ศ. 2015 และดำเนินโครงการต่อไป 25 ปี จนถึงปีค.ศ. 2040 รวมความต้องการทางยุทธการทั้งสิ้น 55000 คัน


กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไม่มีนโยบายที่จะขายยานรบนี้ให้แก่ประเทศใดในแบบ Foreign Military Sales (FMS) เนื่องจากลงทุนงบประมาณทั้งโครงการ ได้รับจากภายในประเทศเองทั้งหมด แต่ยังมีกองทัพอีกหลายประเทศให้ความสนใจ ที่จะสั่งเข้าประจำการได้แก่ ออสเตรเลีย แคนานา อังกฤษ และประเทศในตะวันออกกลาง​

............ยานรบ JLTV ได้ถูกออกแบบมา ให้มีระบบการป้องกันการถูกโจมตี อย่างรอบด้าน เพื่อนำกำลังทหารเข้าแก้ไขสถานการณ์ ความขัดแย้ง ทั้งในสงครามเต็มรูปแบบ และสงครามกลางเมือง ได้อย่างทันถ่วงที และสามารถดัดแปลง ให้เป็นยานรบยุทธวิธีขนาดเบาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ยานรบ JLTV จะกลายเป็นพาหนะที่ปกป้องทหาร จะเป็นยานรบ ที่นำร่างและวิญญาณของลูกผู้ชายเข้าสู่สนามรบ และกลับบ้าน ได้อย่างกระหยิ่มใจ


 

Attachments

skypig

Administrator
ขอเชิญ รับชม และรับฟังได้ ณ บัดNOW​
 

skypig

Administrator
ขอน้อมคารวะแก่ตำรวจไทย
23 ก.ย.2559 เวลา 10.30 น.
ถูกลอบวางระเบิดและยิงถล่ม ตร.ชุดสืบสวน
สภ.กรงปินัง ขณะออกปฎิบัติหน้าที่
ด้วยรถยนต์พื้นที่ บ้านลูโบ๊ะกาโล

1.ส.ต.ท.ณัฐพงศ์ ชาติดำ
2.ส.ต.ต.อรรถพล เหลือเทพ
3.ส.ต.ต.สุริยา หนูนื่ม
บาดเจ็บ 2 นาย
1.ส.ต.ท.นฤเบศ เหมือนน้อย
2.ส.ต.ท.ศิริวัฒน์ โยธา
 

Attachments



Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top