What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

10.Legend Goes on

skypig

Administrator
อนาคตเครื่องบิน C-130​

........... มีเครื่องบินรบในโลกเพียง 3 แบบ เท่านั้น ที่ยังคงประจำการ และคงสภาพความพร้อมรบอยู่ได้ แม้ได้ผ่านการใช้งานมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ ได้แก่
เครื่องบิน B-52
เครื่องบิน Canberra และ
เครื่องบิน C-130 นั่นเอง​

................. ก่อนก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ หลายฝ่ายที่ตระหนักในประโยชน์ของเครื่องบิน C-130 ได้เตรียมแนวทางให้กับเครื่องบิน C-130 เพื่อที่จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงในอนาคตไว้แล้ว สองแนวทาง

แนวทางหนึ่ง คือ การปรับปรุงเครื่องบินเก่า
แนวทางที่สอง คือ การสร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้งลำ

เปรียบเทียบสองแนวทาง
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเครื่องบิน C-130 ทั้งสองแนวทาง มีเป้าหมายหลักที่ชัดเจนคือ

ทำให้เครื่องบินมีสมรรถนะสูงขึ้น
มีโอกาสอยู่รอดจากภัยคุกคามแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
เครื่องบินมีความอ่อนตัวในการปฏิบัติภารกิจมากขึ้น
และเป้าหมายรองลงมาคือ ค่าใช้จ่าย(Operating Cost)ที่ต่ำลง​

.... . .. . แต่ที่สำคัญประเด็นมิใช่อยู่ที่ ความทันสมัย ที่เห็นเป็นเพียงเปลือกนอก ซึ่งทุกกองทัพที่ใช้งานเครื่องบิน C-130 ปารถนาจะมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แล้วกองทัพอากาศไทยของเรา จะเลือกเป้าหมายใด ?

การปรับปรุงตามแนวทางที่หนึ่ง มีสิ่งที่ต้องกระทำคือ
(1) ประเมินอายุการใช้งาน ที่เหลืออยู่
(2)การตรวจสอบสภาพและปรับปรุงโครงสร้างลำตัวในส่วนของ Center Wing Box​


..... .. ... เฉพาะราคาในการเปลี่ยน center wing box อย่างเดียวราว 6.5 ถึง 7 $ million หรือ 260 ล้านบาทต่อลำ จากนั้นจึงปรับปรุงระบบ Avionic และระบบควบคุมเครื่องยนต์ การปรับปรุงทั้งลำมีค่าใช้จ่ายลำละ 380-550 ล้านบาท ($10 - $15 million) ซึ่งเป็นเพียง 1/7 ของ C-130J ลำใหม่ป้ายแดง ประเทศที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ ทอ.สหรัฐฯ นิวซีแลนด์ และสวีเดน



..... ... .. การนำเครื่องบิน C-130 ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ตามแนวทางที่สองมีข้อจำกัดคือ ราคาเครื่องบินใหม่ ที่แพงลิบลิ่ว 2600 ล้านบาทต่อลำ ($65 million ถึง $75 million ) หลายประเทศที่กำลังมองหาเครื่องบินลำเลียงเอนกประสงค์มาใช้งาน ต้องชายตาไปมองเครื่องบิน A400M ที่มีขนาดใหญ่กว่า ในราคาและข้อเสนอที่อาจเอื้อมถึงได้ง่ายกว่า

... .. . . การดำเนินการทั้งสองแนวทาง เป็นการเคาะระฆังการต่อสู้ทางการค้า ที่ถูกโยงไปถึงการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกยกหนึ่ง แนวทางที่หนึ่งเป็นการต่อกรกันระหว่างยักษ์ใหญ่ บริษัทผลิตเครื่องบินในสหรัฐฯเอง คือ Boeing Co.กับ Lockheed Martin แนวทางที่สอง เป็นการแข่งขันกันระหว่างบริษัท Lockheed Martin กับ บริษัทแอร์บัสแห่งยุโรป ที่กำลังซุ่มดำเนินการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ A400M ซึ่งจะอวดโฉมให้ชมในราวปี 2010 แล้วกองทัพอากาศไทยของเราจะเลือกแนวทางใด ? อย่างไร ? แต่ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด สงครามการแย่งชิงผลประโยชน์และกำไรก้อนใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้ว


..... .. ... เกมการเมือง ถูกกระเซ้าขึ้นในห้องนักบิน C-130 รุ่นเก่า ก่อนที่เครื่องบิน C-130 รุ่นใหม่ลำจริงจะได้ผลิตออกมา ด้วยข้อหา “จำนวนลูกเรือที่ลดจำนวนลง” จากที่เคยมีอย่างน้อย 5 คน เหลือเพียง 3 คน ทั้งนายทหารต้นหนและช่างอากาศ ที่เคยร่วมบิน ถูกเตะโด่งออกไป ตั้งแต่ยังไม่ทันผลิตเครื่องบินออกมา ก็มีตำแหน่งว่างงานรออยู่แล้ว และเมื่อมันถูกนำเข้าประจำการ มันถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องสถานภาพความพร้อมรบ (Combat Readiness) ทำให้สภาคองเกรส ต้องทบทวนการสร้างเครื่องบิน C-130J อีกรอบ แต่โครงการปรับปรุงเครื่องบิน C-130 รุ่นเก่า ก็มิได้คืบหน้าเท่าที่ควร หมากเกมนี้ต่างฝ่ายต่างเพลี้ยงพล้ำ จำนวน การสั่งสร้างเครื่องบิน C-130J ถูกทบทวน โครงการปรับปรุงเครื่องบิน C-130 เก่าถูกยืดเวลาออกไป แต่แล้วสถานการณ์ในประเทศอัฟกานิสถานและอิรัก กลับทำให้โครงการทั้งสองเดินหน้าต่อไปได้



.... ... . ..... การพัฒนาปรับปรุงเครื่องบิน C-130 มีมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะพัฒนามาจากโรงงานแล้ว แต่ละประเทศ แต่ละกองทัพที่นำไปใช้ ยังได้มีการดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานของตน เช่น อิสราเอลนำไปติดตั้งระบบป้องกันการยิงจากจรวด และอังกฤษติดตั้งระบบรับเติมเชื้อเพลิงในอากาศ




แนวทางที่หนึ่ง เป็นการปรับปรุงเครื่องบินเก่าเพียงบางระบบ โดยนำเทคโนโลยีใหม่ทางดิจิตอลเพิ่มเข้าไปให้กับเครื่องบินที่ประจำการอยู่
โครงการ C-130X AMP (The C-130 Avionics Modernization Program ) ซึ่งเป็นของกองทัพสหรัฐฯ มีโครงการที่จะปรับปรุงเครื่องบิน C-130 จำนวน 525 ลำ ซึ่งประจำการในหน่วยงาน AMC, ACC, ANG, AFRC, PACAF, USAFE และ AFSOC ที่ใช้ในภารกิจ ทั้งแบบเพื่อการลำเลียงทางอากาศ และการปฏิบัติการพิเศษ รวมทั้งหมด 13 แบบต่างกัน เครื่องบิน C-130 จะได้รับปรับปรุง พัฒนาและทดสอบระบบ avionics โดยบริษัท Warner-Robins ALC (GA) และ Aero Systems Center (OH) (virtual SPO)


โครงการ AMP จะพัฒนาระบบ avionics ของ C-130 โดยใช้เทคโนโลยีทางดิจิตอล ทดแทนระบบอนาลอกแบบดั้งเดิม เพื่อช่วยเพิ่มการระแวดระวัง (Situational Awareness) ให้แก่นักบิน เป็นการช่วยลดภาระงานต่างๆให้แก่นักบินและลูกเรือได้อย่างมากมาย เพียงแค่นักบินหันมองแผงหน้าปัดแวบเดียว จะได้รับข้อมูลต่างๆที่จำเป็นแก่การบินในทันที ทำให้การทำงานต่างๆได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีความอ่อนตัวในการปฏิบัติภารกิจได้สูงขึ้น

.. . . . การปรับปรุงจะทยอยทำได้ปีละ 65 – 85 ลำ จนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2010 เครื่องบินต้นแบบที่ได้รับการปรับปรุงแล้วได้นำระบบ Flight management system FMS มาจากเครื่องบิน Boeing737 อันได้แก่ระบบการเดินอากาศ(Navigation) ซึ่งได้ขึ้นบินทดสอบลำแรกไปแล้วเมื่อ 19 ก.ย.2006 เป็นเวลาสามชั่วโมง ณ ฐานทัพอากาศ Lackland Air Force Base เมือง San Antonio รัฐ Texas ผู้เขียนมีประสบการณ์กับการใช้ FMS รุ่นนี้ ยอมรับว่า เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ และความคล่องตัวในการใช้งานสูง อย่างน่าพอใจ



แนวทางที่สอง เป็นการสร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้งลำ ซึ่งมีข้อจำกัดคือ ราคาเครื่องบินใหม่ บริษัทLockheed Martin ได้สร้างเครื่องบิน C-130J “โมเดลเจ” คือ เครื่องบิน C-130 รุ่นใหม่ ที่มีสมรรถนะสูงกว่ารุ่นก่อน สามารถไต่ได้เร็วกว่าและสูงกว่า บินได้เร็วกว่า แต่กลับใช้ความยาวสนามบินในการขึ้น-ลงสั้นกว่า ใช้ลูกเรือน้อยกว่า (นักบินสองคนเท่านั้นในการบิน) เครื่องยนต์ใหม่และระบบใบพัดใหม่ที่ผลิตขึ้นจากวัสดุผสม (composite) พร้อมกับระบบคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้เครื่องบินมีความเชื่อถือสูงขึ้น การซ่อมบำรุงกระทำได้ง่ายขึ้น เปรียบเทียบกับรุ่นเก่า (C-130E) เครื่องบิน C-130J บินได้เร็วกว่าเดิม ใช้เวลาในการไต่ลดลง ระดับเพดานบินสูงขึ้น ระยะบินไกลขึ้น แต่ค่าบำรุงรักษาต่ำลง




.. . .... . ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมันเคยจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อปี1970 โดยผู้สร้างได้ลองติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ทแบบ Turbo-Fan แต่ ทอ.สหรัฐฯไม่เห็นด้วย เพราะประสิทธิภาพในช่วงความเร็วต่ำทำได้ไม่ดี เท่ากับเครื่องยนต์ใบพัดTurbo-Prop เพราะต้องใช้สนามบินยาวมากขึ้น โครงการนี้จึงถูกยกเลิกไป และอีกโครงการหนึ่งที่เป็นแค่พิมพ์เขียว คือ C-130 สองเครื่องยนต์ โครงการนี้หมายจะให้ลูกค้าที่มีเครื่องบิน C-123 อยู่ก่อนแล้วซื้อไปใช้ แต่ไม่สำเร็จเพราะมีคู่แข่งหลายบริษัท เช่น เครื่องบินG-222 จากอิตาลี เครื่องบินCN-235 จากสเปน และเครื่องบิน SHORT 330 ที่มีราคาต่ำกว่า รออยู่

C130J




... . . . .. . แล้วความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็มาถึง ซีร้อยสามสิบเจ “C-130J” ถูกสร้างขึ้นในปี 1997 มองจากภายนอก หน้าตาทรวดทรงองค์เอวของมันไม่แตกต่างไปจากรุ่นพี่ของมันเลยแม้แต่น้อย ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ มันมีใบพัด 6 กลีบ รูปทรงใบพัดโค้งเรียวต่างไปจากเดิม ผลิตขึ้นจากวัสดุสังเคราะห์หลายองค์ประกอบ (composite) มันกลับทรงพลังมากขึ้นด้วยเครื่องยนต์ Rolls-Royce AE2100D3 ที่ให้แรงมาถึง 4900 แรงม้า บรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้น บินได้สูงขึ้น สามารถไต่หาความสูง 28,000 ฟุตได้ภายใน14 นาที มีรัศมีทำการไกลกว่าเดิม(4,500km) บินเร็วกว่าเดิม(724km/h) แต่ข้อดีกลับใช้สนามบินขึ้นลงได้สั้นกว่าเดิม ใช้ความยาวสนามบินเพียง 594 เมตร(1,950 ฟุต)ในการวิ่งขึ้นและลงสนาม ที่สำคัญประหยัดค่าใช้จ่ายลงกว่าเดิม
เครื่องบิน C-130J บินเร็วกว่าเดิม 21%
ใช้เวลาในการไต่ลดลง 50%
ระดับเพดานบินสูงขึ้น 40%
ระยะบินไกลขึ้น 40%
แต่ค่าบำรุงรักษาต่ำลง 27%
ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้รวมไปถึง “จำนวนลูกเรือ” ที่เคยร่วมบินกันมา จากที่เคยมีอย่างน้อย 5 คน เหลือเพียง 3 คน มันดีกว่าทุกอย่าง ยกเว้นค่าตัวป้ายแดงที่ราคาสูงกว่า 2,000 ล้านบาท ความเปลี่ยนแปลงภายในได้แก่

ห้องนักบิน


จากที่เคยมี ช่างอากาศคอยดูแลเครื่องยนต์ และต้นหนคอยนำทาง ถูกแทนที่ด้วยระบบดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องการนักบินเพียงสองคนในห้องนักบิน และลูกเรืออีกหนึ่งคนเพื่อดูแลระวางบรรทุกเท่านั้น ห้องนักบินมีจอ LCD 4 จอ จอ HUD( head-up displays) แบบพับเก็บได้ 2 จอ มันเป็นการเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ภายในแพรวพราวไปด้วยจอแก้ว (Glass Cockpit) ของบริษัท Northrop Grumman เรดาร์เป็นแบบ low power color radar (APN-241) แผนที่การเดินอากาศถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลดิจิตอล หน้าปัดเครื่องวัด สวิทช์ ปุ่มปรับ นับร้อยที่เคยมี หายไปเกือบทั้งหมด เพราะได้นำระบบคอมพิวเตอร์ถึงสองระบบ เข้ามาควบคุมการทำงานของระบบเทคนิคต่างๆ คันเร่งควบคุมเครื่องยนต์ที่เคยมี 8 คัน ถูกรวมเหลือ 4 คัน และขยับมาวางไว้ตรงกลาง แทนที่จะค่อนไปทางซ้ายแบบเก่า แต่กลับทำให้นักบิน(ผู้ช่วย)ในที่นั่งขวาควบคุมได้สะดวกขึ้น หันมาด้านข้าง แผงฟิวส์ Circuit Breaker พลอยหายไปด้วย เพราะเปลี่ยนไปเป็น Electronic Circuit Breaker ซึ่งสามารถตัดและต่อวงจรได้โดยผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันแปลกตาไปกว่าเดิมมาก แทบจำไม่ได้เลยว่ามันคือ C-130 ที่เคยบิน ระบบใหม่ๆที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปคือ

ระบบจีพีเอสคู่ dual embedded Global Positioning System/Inertial Navigation System (GPS/INS),
ระบบแจ้งเตือนการชนกันในอากาศ Enhanced traffic alerting และ collision avoidance system (E-TCAS),
ระบบแจ้งเตือนการชนพื้น (Ground collision avoidance system)

ด้วยการนำระบบต่างๆเชื่อมโยงถึงกันด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้ประสิทธิภาพในการทิ้งร่มทางยุทธวิธีสูงขึ้น มีความแม่นยำมากขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการนำทางจากภาคพื้นแต่อย่างใด ระบบ INS/GPS และ Digital mapping systems ยังทำให้ C-130 สามารถที่จะบินเดี่ยว หรือบินหมู่ก็ได้ ในทุกสภาพอากาศ จอแสดงผลสามารถทำให้นักบินมองเห็นสภาพอากาศ และเส้นทางบินพร้อมกันในจอเดียวกัน เรดาร์เป็นของบริษัท Northrop Grumman รุ่น MODAR มีรัศมีครอบคลุมการทำงานถึง 250 nautical miles (463km) มันจึงก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ได้ไม่ต่างจากเครื่องบินรุ่นใหม่

Flight Mission Computers เครื่องบิน C-130 J ได้รับการติดตั้งคอมพิวเตอร์ (Flight mission computers) สำหรับการปฏิบัติภารกิจถึง 2 ตัว และยังมีระบบการเชื่อมต่อข้อมูลอีก 2 เส้นทางเพื่อประกันความอยู่รอด ส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์เหล่านี้ ใช้เพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบเทคนิคต่างที่ติดตั้งไว้บนเครื่องบิน ทำหน้าที่แทน Flight Engineer ไปโดยปริยาย

ระบบป้องกันตัวเอง
ระบบป้องกันตัวเอง จากที่เคยเป็นอุปกรณ์เสริม และติดตั้งไว้เฉพาะรุ่นที่ปฏิบัติการในภารกิจพิเศษเท่านั้น แต่ระบบนี้ได้ถูกนำมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับเครื่องบิน C-130 J ระบบป้องกันตัวเองที่ติดตั้งให้กับเครื่องบิน C-130 J มีหลายระบบ มีทั้งอุปกรณ์ภาครับ ก่อกวน และต่อต้าน เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องบิน C-130 จะปลอดภัยจากการโจมตีด้วยจรวดแบบ Man Pad ระบบป้องกันตัวเหล่านี้ จะทำหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันการทำงานของกันและกัน อุปกรณ์ที่สำคัญได้แก่

The Lockheed Martin/Alliant Defense AN/AAR-47 missile warning system เป็นระบบเชิงรับที่คอยแจ้งเตือนว่ามีจรวดพุ่งเข้ามาหาเครื่องอย่างไร โดยใช้ electro-optic เป็นตัวตรวจจับสัญญานความร้อนที่มาจากจรวด พร้อมกับสมองกลที่สามารถแยกแยะได้ว่า มีจรวดพุ่งเข้ามาพร้อมๆกันหลายลูก ติดตั้งตัวรับสัญญาณไว้ที่บริเวณส่วนหน้าและท้ายลำตัว และจะส่งข้อมูลไปยังระบบต่อต้านอื่นๆ ให้ทำงานต่อไป

The Lockheed Martin AN/ALR-56M เป็นอีกระบบหนึ่งที่คอยแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาว่ามีจรวดพุ่งเข้ามา หาเครื่องอย่างไร เป็นระบบ RWR (Radar Warning Receiver ) ที่ก้าวหน้ากว่าที่เคยติดตั้งให้กับเครื่องบินขับไล่ยุคก่อน มีอุปกรณ์การทำงานน้อยลงและโปรมแกรมการทำงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น ALR-56M ถูกออกแบบให้ทำงานในบริเวณที่มีสัญญานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหนาแน่น แต่สามารถแยกแยะได้ถึงการโจมตีของจรวดที่มาจากทิศทางต่างกัน หรือการแจ้งเตือนลวงได้ เพื่อให้นักบินไม่ไขว้เขว มีเครื่องจับสัญญานความถี่ superheterodyne receiver ที่มาจากจรวดในช่วงคลื่น 2 ถึง 20 GHz ติดตั้งไว้ที่บริเวณส่วนหน้าและท้ายลำตัว

The Tracor AN/ALE-47 เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวเองที่ทำงานต่อเนื่องมาจากระบบป้องกันตัวเองอื่นๆ ที่มีความสามารถปล่อยเศษโลหะและลูกไฟ (chaff and infrared flares) เพื่อเป็นเป้าลวงการโจมตีของจรวด อย่างอัตโนมัติ มีความฉลาดกว่า ALE-40 รุ่นก่อน สามารถรวมการ หรือกำหนดการทำงานใหม่ให้เหมาะสมกับภารกิจต่างๆได้

The Lockheed Martin AN/ALQ-157 เป็นอุปกรณ์ลวงการโจมตีของจรวดอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถสร้างคลื่นแม่เหล็กได้หลายย่านความถี่ โดยส่งสัญญาณอินฟาเรดความเข้มสูง (High intensity infrared energy)ออกไปเป็นห้วงๆ เพื่อไปรบกวนระบบค้นหาเป้าหมายของจรวดที่กำลังพุ่งเข้ามา ให้ใช้งานไม่ได้

การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันตัวเองให้กับ C-130J มากมายขนาดนี้ อย่างน้อยเป็นการประกันได้ว่า มันสามารถที่จะบินเข้าไปใกล้ในเขตหน้าของการสู้รบได้มากขึ้น และยังมีโอกาสที่จะรอดจากการซุ่มโจมตีจากผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ทุกหน ทุกแห่งไม่เว้นทั้งในสนามรบตามป่าเขา หรือตามเมืองใหญ่

เครื่องยนต์และใบพัด

เครื่องยนต์ของ C-130J คือ Allison AE2100D3 ให้กำลัง4,591 แรงม้า (3,425 kW) สูงขึ้น 29 % ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันดีขึ้น 15 % อย่างน้อยทำให้รัศมีปฏิบัติการเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องขยายถังน้ำมันแต่ อย่างใด ระบบใบพัด 6 กลีบของ Dowty Aerospace ผลิตขึ้นจากวัสดุสารผสม ซึ่งเบากว่าโลหะอลูมิเนียม มีส่วนเคลื่อนไหวน้อยลง เครื่องยนต์รุ่นใหม่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมโดยสมบูรณ์แบบ(FADEC) มีระบบคันเร่งอัตโนมัติ(Automatic thrust control system ATCS) เพื่อให้เกิดการสมดุลในขณะเร่งเครื่องยนต์ ระบบเครื่องยนต์และใบพัดใหม่ ทำให้ความเร็วในการลงสนามต่ำลง ส่งผลโดยตรงต่อการใช้สนามบินสั้นลง ข้อดีอีกประการหนึ่งของใบพัดคือสามารถปรับให้อยู่ในมุมลู่ลม (Feather) ซึ่งจะไม่สร้างกระแสลมพัดเป่าออกมา ขณะที่ยังเครื่องยนต์ยังหมุนอยู่ ส่งผลให้สามารถขนถ่ายสัมภาระต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม

C-130J-30


เครื่อง บิน C-130J-30 คือ C-130J รุ่นลำตัวยาว เหมือนกับ C-130H-30 ของไทยที่ใช้อยู่ มีลักษณะภายนอกไม่ต่างกัน แต่เนื่องจากมีกำลังเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ทำให้บรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า และเป็นรุ่นที่สามารถติดตั้งท่อรับเติมน้ำมันกลางอากาศได้ เพิ่มระยะปฏิบัติการได้ไกลขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือสามารถบรรทุกได้เพิ่มขึ้นถึง 100% มีพิสัยบินไกลถึง 3,000 nautical mile หรือ 5,556 กิโลเมตร ด้วยน้ำหนักบรรทุกและพิสัยบิน มันจึงพร้อมที่จะกลายเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ได้ในทันที C-130J-30 เป็นรุ่นที่กองทัพประเทศต่างๆมักสั่งไปประจำการ ทำให้ยอดการผลิตของ C-130J-30 ไม่แตกต่างจากลำตัวสั้น มากนัก
บริษัท Lockheed Martin แสดงให้เห็นว่าทั้ง C-130J และ J-30 จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานลงได้ถึง 45% เครื่องบิน C-130 รุ่นก่อนจำเป็นต้องใช้เวลาและแรงงานคน (man-hours) ในการซ่อมบำรุง กว่า 20 ชั่วโมงคนต่อหนึ่งชั่วโมงบิน(MMH/FH) แต่ C-130J และJ-30 จะใช้ไม่ถึง 10 MMH/FH เทคโนโลยีทางดิจิตอลและระบบเรด้าร์รุ่นใหม่ จะทำให้การทิ้งร่มในสภาพอากาศพร่ามัวมีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์นำทางจากภาคพื้นเหมือนแต่ก่อน


ยอดสั่งจองเครื่องบิน C-130J มีเข้ามาแล้วจำนวน 186 ลำ ในจำนวนนั้นเป็นของ 4 หน่วยบินหลักในสหรัฐฯ ได้แก่ ทอ.สหรัฐฯ(USAF) หน่วยบินประจำรัฐ (Air National Guard) หน่วยนาวิกโยธิน(Marine Corp) และกองกำลังรักษาฝั่ง (Coastguard) รวมเป็นรุ่น C-130J, J-30 จำนวน 89 ลำ และรุ่น KC-130J (Tankers) 20 ลำ
C-130J ได้ถูกนำเข้าประจำการใน ทอ.สหรัฐฯ แล้ว ณ ฐานทัพอากาศ Little Rock Air Force Base ตั้งแต่เดือนเมษายน 2004 และออกปฏิบัติงานครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2004 ได้ทำการทิ้งร่มในการยุทธครั้งแรก เมื่อเดือนกรกฎาคม 2005

ประเทศอื่นๆที่สั่งสร้างและได้นำ C-130J เข้าประจำการแล้วมีดังนี้
กองทัพอากาศประเทศอังกฤษได้นำเข้าประจำการ 25 ลำ ในรุ่น C-130J จำนวน 10 ลำ กำหนดรหัสให้เป็นแบบ Hercules C.5 และรุ่นลำตัวยาว C-130J-30 จำนวน 15 ลำ กำหนดให้เป็นแบบ Hercules C.4 ทั้งหมดได้เข้าประจำการครบแล้ว

กองทัพอากาศประเทศออสเตรเลียได้นำ C-130J เข้าประจำการครบแล้ว 12 ลำ
กองทัพอากาศประเทศอิตาลีได้นำ C-130J จำนวน 12 ลำ และ C-130J-30 จำนวน 10 ลำ เข้าประจำการครบแล้ว
กองทัพอากาศประเทศเดนมากร์ สั่งสร้าง C-130J-30 ไว้จำนวน 4 ลำ
กองทัพอากาศประเทศคูเวต สั่งสร้าง C-130J-30 ไว้จำนวน 4 ลำ
กองทัพอากาศประเทศอินเดียได้ตัดสินใจที่จะนำ C-130J จำนวน 12-13 ลำ เข้าประจำการในภารกิจการปฏิบัติการพิเศษ

ในเดือน ธ.ค. 2549 Lockheed Martin ได้ส่งมอบให้กองทัพประเทศต่างๆไปแล้ว 136 ลำ สหรัฐฯได้เข้าประจำการแล้วจำนวน 37 เครื่อง
ในเดือน มี.ค.2552 Lockheed Martin ได้ส่งมอบให้กองทัพประเทศต่างๆไปแล้ว 11 ประเทศ เป็นจำนวน 174 ลำ จากยอดสั่งจอง 263 ลำ

เปรียบเทียบข้อมูลเครื่องบิน C-130 รุ่น J และ H




C-130M


ใช่ว่ารหัสต่อท้าย เครื่องบิน C-130 จะหยุดลงที่ลำดับอักษรภาษาอังกฤษ ที่ตัว h I j หรือ k ไม่
อีกแนวความคิดหนึ่งในการปรับปรุงเครื่องบิน C-130 เกิดขึ้นจาก บริษัทเล็กๆ snow aviation International (SAI) ซึ่งขนาดของบริษัทเทียบไม่ได้เลย กับบริษัทใหญ่ๆอย่าง Lockheed หรือ Boeing แนวทางการปรับปรุงของSAI นับเป็นแนวทางที่ทำให้หน่วยงานหลัก อาทิ กองทัพอากาศสหรัฐฯ และแคนานา ต้องหันมาให้ความสนใจ เพราะเป็นการปรับปรุงที่ทำให้มีความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งในด้านรูปลักษณ์ภายนอก และสมรรถนะที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วนิยามมันว่า
“เครื่องบิน C-130M”
อักษร M ที่ต่อท้ายนั้น อาจหมายถึง Military ,Modern ,Modified หรือ Medium ก็ได้
รูปลักษณ์ภายนอก
การขยายลำตัว เป็นผลมาจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์ และ/หรือการปรับปรุงระบบใบพัดทำให้เครื่องบินมีสมรรนถะสูงขึ้น จึงมีความสามารถในการบรรทุกได้มากขึ้น ดังนั้นเพื่อที่จะบรรทุกได้มากขึ้น SAIจึงได้ขยายลำตัว C-130 ออกไปในสองลักษณะ คือ
1. การขยายออกไป 5 ฟุต กระทำบริเวณพื้นที่ ในส่วนหลังประตูทางเข้าด้านหน้า ทำให้มีพื้นที่บรรทุกแผ่นPallet 463L ได้อีกหนึ่งแผ่น รวมทั้งหมด 6 แผ่น ที่เคยมีความคิดว่าเครื่องบิน C-130 สั้นเกินไป หรือ เครื่องบิน C-130-30 ยาวเกินไป เครื่องบิน C-130M ลำนี้คือคำตอบ หากได้มีการผลิตขึ้นมาจริง น่าจะเรียกเครื่องบิน C-130M ว่าเป็น “เครื่องบิน C-130 ขนาดกลาง”


2.การขยายออกไป 12 ฟุต ลักษณะเดียวกันกับ C-130-30 ทำให้มีพื้นที่บรรทุกแผ่นPallet 463L ได้อีกสองแผ่น รวมทั้งหมด 7 แผ่น


นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงรูปทรงเสาอากาศต่างๆ ให้เป็นแบบลู่ลม
การปรับปรุงพวงหาง เพื่อที่จะให้นักบินสามารถควบคุมเครื่องบิน C-130M ที่มีกำลังเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น SAI จึงต้องปรับปรุงขยายส่วนหาง ด้วยการขยาย Dorsal fin และ Rudder ให้มีพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้นักบินสามารถแก้ไข บังคับเครื่องบิน ในกรณีที่มีเครื่องยนต์ใดสูญเสียกำลัง
การปรับปรุงระบบน้ำมันเชื้อเพลิง
เครื่องบิน C-130M ถูกออกแบบให้ลดแรงต้านทานของอากาศ SAI จึงได้ถอดถังน้ำมันภายนอกซึ่งติดตั้งอยู่ใต้ปีกออกไป แต่เอเพิ่มความจุ จึงได้ขยายความจุถังภายใน (Center wing Tanks) ให้เพิ่มขึ้น พร้อมกับปรับปรุงปลายปีกด้านนอก ให้สามารถบรรจุน้ำมันได้ เพื่อลดการกระพือของปีกลง และยังแถมด้วยระบบการป้องกันถังน้ำมันระเบิดแบบ On Board Inert Gas Generating System (OBIGGS) ทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่โฟม(ฟองน้ำ)ในถังน้ำมัน เป็นการลดน้ำหนัก และเพิ่มปริมาตรบรรจุน้ำมัน ได้อีก
สมรรถนะที่เพิ่มขึ้น
ห้องนักบิน หน้าปัดมาตรวัดแบบ Glass Cockpit หน้าปัดมาตรวัดของเครื่องบิน C-130M เป็นแบบจอขนาด 6x8 Active Matrix Liquid Crystal Displays (AMLCD)จำนวน 6 จอ เพื่อลดภาระงานในการบิน
ระบบไฟฟ้าแบบใหม่ ทำให้กระแสไฟฟ้าในเครื่องบินมีความเชื่อถือได้สูงขึ้น


การเพิ่มสมรรถนะ
มีการปรับปรุงหลายด้าน มีทางเลือกในการเปลี่ยนเครื่องยนต์ถึงสองแบบ คือ
เครื่องยนต์ AE2100S ที่มีพลัง 5100 แรงม้า สูงกว่า ที่ติดตั้งบน C-130J ถึงเกือบ 500 แรงม้า
เครื่องยนต์ Pratt & Whitney Canada PW-150A ที่มีพลัง 5070 แรงม้า
หัวใจสำคัญของพละกำลัง คือ ระบบใบพัดแบบ NP2000 ของ Hamilton Sundstrand เจ้าเก่า ที่ติดตั้งให้กับเครื่องบิน C-130 มากว่าสามสิบปี ซึ่งมีถึง 8 กลับ ลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือน ลงได้อย่างมาก


พื้นระวางบรรทุก แบบพลิกกลับด้านได้ Flip over roller trays and fold down ด้านหนึ่งเป็นแผ่นเรียบ อีกด้านหนึ่งเป็นรางล้อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว เคลื่อนย้ายแผ่นระวางบรรทุกเข้าออกจากเครื่องบิน ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
แนวทางการปรับปรุงเครื่องบินC-130M บางส่วนเริ่มเป็นจริงขึ้นมาบางแล้ว บางส่วนยังคงอยู่ในแบบร่าง แต่นับได้ว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เครื่องบิน C-130 มีสมรรถนะสูงขึ้น ในงบประมาณอันจำกัด

เป้าหมายสำคัญสองประการ
อนาคตของเครื่อง บิน C-130 ในทอ.สหรัฐฯ ตามทั้งสองแนวทาง ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มีเป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้เครื่องบิน C-130 มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น 2 ประการคือ มีความพร้อมรบทางยุทธวิธีเพิ่มขึ้น สามารถบินอยู่รอดจากภัยคุกคามใหม่ๆที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ และสามารถบินไปในสนามบินนานาชาติ และสนามบินทุรกันดารได้ง่ายขึ้น (เก่งทั้งภูธรและนครบาล)

อนาคตของเครื่องบิน C-130ในกองทัพอากาศไทย


ใน ปี 1998 บริษัท Lockheed Martin ได้นำเครื่องบิน C-130J หมายเลข N4099R เป็นเครื่องบินต้นแบบ (Prototype) มาให้ประเทศแถบเอเชียได้ยลโฉม แน่นอนว่า ผู้เขียนได้มีโอกาสบินทดสอบในเวลาสั้นๆราวสิบห้านาที ด้วยการบิน Touch & Go 3 เที่ยว ที่ฐานทัพอากาศโคกกระเทียม จ.ลพบุรี ระยะเวลาสั้นเพียงแค่นั้น ยากที่จะประเมินค่ามันได้ เพราะแผงหน้าปัด เครื่องวัดประกอบการบินต่างๆ ไม่คุ้นตา อาศัยเพียงจับจ้องมาตรวัดความเร็ว เท่านั้นในการบินครั้งนั้น ความรู้สึกคล้ายกับว่า มันไวต่อการควบคุมมากขึ้น เสียงเครื่องยนต์เปลี่ยนไปจากเดิม การเดินสายของบริษัท Lockheed Martin ครั้งนั้น ยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดใจให้แก่กองทัพใดในแทบเอเชียได้เลย
อนาคตของเครื่องบิน C-130 ในกองทัพอากาศไทยของเราได้ถูกสานต่อเป็นการแน่นอนแล้ว ด้วยการปรับปรุงเครื่องบินเก่าที่มีอยู่ ให้สามารถใช้งานต่อไปในศตวรรษที่ 21 ได้อีกอย่างน้อย 20 ปี(ความเห็นของผู้เขียน) เป็นการปรับปรุงเพียงบางระบบ รายละเอียดของโครงการจัดอยู่ในชั้นความลับ ไม่เปิดกว้างให้สาธารณะได้ชื่นชมเหมือนกับ ทอ.สหรัฐฯ บางส่วนที่พอนำมาให้คนไทยได้รับทราบ เสาะหามาจากแหล่งข่าวทางอินเตอร์เน็ท ได้ดังนี้
ทอ.ไทยได้มอบหมายให้ บริษัท Rockwell Collins เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้กลับมาว่าจ้างให้บริษัท TAI (Thai Aviation Industries)เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อปรับปรุงฝูงบิน C-130 ของเรา ในบางระบบคือ Communications, Navigation, Surveillance/Air Traffic Management (CNS/ATM) การดำเนินการปรับปรุง กระทำโดยเจ้าหน้าที่เทคนิคของ Rockwell Collins จะมาร่วมงานกับเจ้าหน้าที่เทคนิคของTAI ซึ่งเป็นคนไทย ในการปรับปรุงสองหรือสามลำแรก จากนั้นในจำนวนที่เหลือเจ้าหน้าที่เทคนิคของไทย จะดำเนินการต่อเอง จนครบทุกลำ
การปรับปรุงเครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศไทย เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต ได้หยุดชะงักไป พร้อมกับความไม่มั่นคงทางการเมือง ความชัดเจนในการปรับปรุงได้ดำเนินต่อไปอีกครั้งในช่วงต้นปี 2551 ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น พอเทียบเคียงได้จากออพชั่น ซึ่งบริษัท Rockwell & Collin ได้เคยปรับปรุงให้แก่ประเทศอื่นๆ ระบบหลัก ดังนี้

1.ระบบจอแสดงผล
2.ระบบนักบินกล
3.เรด้าร์ตรวจอากาศ
4.ระบบการเดินอากาศ
5.ระบบการติดต่อสื่อสารทั้งภายในเครื่องบิน และวิทยุ
6.ระบบป้องกันการชนกันกับเครื่องบินอื่น (TCAS)
7.ระบบ Interactive Hand Controller

โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ระบบจอแสดงผล(MFD ; Multi-Function Display) หน้าปัด-มาตรวัดซึ่งเกี่ยวข้องกับการบิน และการเดินอากาศแบบเดิม ถูกแทนที่ด้วยจอคอมพิวเตอร์แบบ LCD จำนวน 4 จอ สำหรับนักบินสองคน ด้านละ 2 จอ เป็นจอภาพแบบเอนกประสงค์(MFD ; Multi-Function Display ) สามารถสลับการแสดงผลกันได้ หากจอใดจอหนึ่งไม่ทำงาน ข้อมูลการบินทุกข้อมูล สามารถนำมาแสดงให้เห็นได้ ในจอดังกล่าวอย่างครบถ้วน ด้วยการจำแนกออกเป็นสัญญลักษณ์ และสีต่างๆ อย่างเป็นมาตราฐาน ส่วนหน้าปัด-มาตรวัดซึ่งเกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์มิได้รับการปรับปรุงแต่ อย่างใด ยังคงเป็นแบบอนาล๊อก เข็มหมุนวน เช่นเดิม


2. ระบบนักบินกล (Auto Pilot) เครื่องบิน C-130 จะได้รับการติดตั้งระบบนักบินกล (Auto Pilot) รุ่นใหม่กว่าเดิม เพียงหนึ่งชุด มีการทำงานที่เปลี่ยนไปคือ สามารถเลือกใช้ ระบบพยุงหางเสือ (Yaw Damper) หรือ ระบบบังคับการบิน(AP) โดยอิสระแยกจากกัน ซึ่งแต่เดิมจะกระทำไม่ได้ และยังสามารถบังคับเลี้ยวได้นุ่มนวลขึ้น ด้วยโหมด(1Mode; Half Bank และ Turb)


3. เรด้าร์ตรวจอากาศ (WX Radar)ระบบเรด้าร์ตรวจอากาศ ถูกนำมาแสดงผลร่วมกับเส้นทางการเดินอากาศ ในจอ LCD และยังเสริมด้วยระบบแจ้งเตือนลมกรรโชก (Wind shear) ซึ่งย่อมจะทำให้การเดินอากาศสะดวก และปลอดภัยยิ่งขึ้น


4. ระบบการเดินอากาศ (Navigation) ระบบการเดินอากาศได้รับการปรับปรุงทั้งทางด้าน Lateral และ Vertical เครื่องบิน C-130 จะมีความแม่นยำในการเดินอากาศยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับทบทวนตำแหน่ง(Up-Date Position) อย่างอัตโนมัติ จากระบบ VOR และ GPS ที่พิเศษยิ่งขึ้น คือ จอ LCD สามารถ แสดงผลเส้นแนวบิน (Flight Path) ให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะเมื่อต้องบินใกล้กับ พื้นที่ที่เป็นอันตราย เช่น เทือกเขา หรือชุมชนเมือง นอกจากนี้ยังมี ระบบแผนที่ดิจิตอล เพื่อให้นักบินสามารถทราบตำแหน่ง ได้อย่างสะดวกอีกด้วย
ผลพลอยได้ของการปรับปรุงระบบการเดินอากาศ ทำให้สามารถคำนวณจุดปล่อยร่ม ทั้งในระดับความสูงต่ำและระดับความสูงสูง(CRAP และ HARP) ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และยังทำให้ระบบการบินการค้นหา-ช่วยชีวิต ในลักษณะต่างๆ กระทำได้ดียิ่งขึ้น


5.ระบบการติดต่อสื่อสารทั้งภายในเครื่องบิน และวิทยุ (Intercom & Communication)
ระบบการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน ได้รับการปรับปรุงใหม่ มีระบบช่องทางการติดต่อภายในถึง 4 ระบบ และระบบติดต่อในยามฉุกเฉินแยกต่างหากอีก หน้าปัดใช้งานเป็นแบบคีย์บอร์ดสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก เรืองแสงให้เห็นชัดเจน ระบบวิทยุ VHF UHF และ HF ยังคงอยู่ครบ แต่การหมุนเปลี่ยนคลื่นความถี่ กระทำได้ง่ายขึ้น เพราะตัวเลขความถี่ จะแสดงให้เห็นบนจอ LCD และยังมีหน้าปัดวิทยุแยกไว้ให้หมุนเปลี่ยนคลื่นได้ต่างหาก เพื่อใช้ในยามจำเป็น ที่สำคัญมีระบบป้องกันการติดต่อสื่อสารแบบ Have Quick และระบบ SATCOM ติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมได้โดยตรง


6. ระบบป้องกันการชนกันกับเครื่องบินอื่น (TCAS) ระบบนี้ เริ่มมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น ในวงการบินปัจจุบัน และแทบจะเป็นอุปกรณ์การบินที่ขาดมิได้ ในบางประเทศ การป้องกันการชนกันกับเครื่องบินอื่นอาศัย “การรู้เขา รู้เรา” โดยผ่านระบบพิสูจน์ฝ่าย ที่ติดตั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว แต่ระบบใหม่นี้ทำให้ เครื่องบินอื่นๆ หอบังคับการบิน และ เครื่องบิน C-130 เอง รู้ว่า
“ใครอื่น อยู่ที่ใด บินอย่างไร” ได้อย่างชัดเจน จึงสามารถหลีกเลี่ยงการชนกัน หรือบินทำงานร่วมกับเครื่องบินอื่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


7. ระบบ Interactive Hand Controller ระบบนี้น่าจะเป็นของเล่นชิ้นใหม่สำหรับนักบิน เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยติตั้งมาก่อน หน้าที่ของมันคล้ายๆกับ “เม้าส์” ที่ใช้ในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป คือ ใช้ควบคุมควอเซอร์ บนจอ LCD ให้เริ่มทำงาน หรือยกเลิกการทำงาน โดยไม่ต้องละมือ อุปกรณ์ชิ้นนี้ติดตั้งไว้สองชุด บริเวณคอนโซลกลาง เพื่อให้ นักบินที่1ใช้มือขวา นักบินที่ 2 ใช้มือซ้าย ควบคุมการใช้งานขณะทำการบิน


การปรับปรุงระบบต่างๆเครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งนำมาจากบริษัท Rockwell & Collin ได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง เพียงบางระบบ จะเห็นได้ว่า การปรับปรุงระบบดังกล่าวเป็นการปรับปรุงแบบ การใช้งานทั่วไป มิได้มุ่งเน้นไปทางยุทธวิธีมากนัก ผลจากการปรับปรุงระบบดังกล่าว เพียงทำให้เกิดความคล่องตัว และความปลอดภัยในการบินเพิ่มขึ้น เท่านั้น แต่ขีดความสามารถทางยุทธวิธีเป็นเพียงผลพลอยได้ ที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ความสามารถในการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคาม ไม่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมแต่อย่าง
ด้วยระบบการรักษาความลับของกองทัพไทย กอรปด้วยวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของราชการไทย ทำให้ รายละเอียดของโครงการมิได้เปิดเผยต่อสาธารณะเท่าที่ควร ผู้เขียนมิได้ห่วงกังวลในเรื่องความไม่โปร่งใสของการดำเนินการ เพราะรู้จักทหารอากาศเป็นอย่างดี แต่ความห่วงใยของผู้เขียนคำนึงถึงความพร้อมรบของเครื่องบิน ที่จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จึงอดย้อนคิดไม่ได้ว่า การปรับปรุงเครื่องบิน C-130 ครั้งนี้ กองทัพอากาศไทยของเรา มีเป้าหมายอย่างไร ? เริ่มต้นกัน ณ.จุดใด ?

(ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี หรือ ข้อจำกัดในด้านงบประมาณ?)​

การปรับปรุงเครื่องบิน C-130 ทั้งสองแนวทาง มีเป้าหมายสำคัญ คือ เพิ่มขีดความสามารถทางยุทธวิธีสูงขึ้น สามารถบินอยู่รอดจากภัยคุกคามใหม่ๆที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ ข้อแตกต่างกันอยู่ที่งบประมาณเป็นสำคัญ ทางเลือกที่หนึ่งจ่ายประเดิมน้อยกว่า แต่ค่าปฏิบัติการ(Operating cost)ต่อไปไม่ลดลง ทางเลือกที่สอง ต้องจ่ายประเดิมด้วยเงินจำนวนสูงมาก แต่ค่าปฏิบัติการต่อไปต่ำลง ทอ.ของเราได้เลือก ทางเลือกที่หนึ่งไว้แล้ว ซึ่งจะต้องคอยติดตามต่อไปว่า เครื่องบิน C-130 ของเราจะสามารถเผชิญต่อคู่แข่ง และภัยคุกคามในอนาคตได้อย่างไร

[/FONT]
 

fly_me

Super Moderator
ขอบคุณครับพี่หมู ความรู้ทั้งนั้นเลยครับ
 

skypig

Administrator
Cockpit 9000
ระบบหน้าปัดห้องนักบินจอแก้ว ที่ลงตัวเครื่องบิน C – 130มากที่สุด
กว่าสิบปีที่ได้มีการปรับปรุงระบบหน้าปัดห้องนักบิน C – 130 ไปหลากหลายแนวทาง ตามความต้องการของกองทัพแต่ละประเทศ ในที่สุด ระบบ Cockpit 9000 ของบริษัท CMC (Esterline) ก็พร้อมประกาศถึงความลงตัว ของระบบหน้าปัดจอแก้ว ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีการบินแบบใหม่ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะลงตัวเครื่องบิน C – 130มากที่สุด และยังเหมาะสมกับเครื่องบินลำเลียงแบบอื่นๆอีก
จุดเด่นของ ระบบ Cockpit 9000 คือ
1 เป็นการวิธีการปรับปรุงแบบครบวงจรที่ทันสมัย และพิสูจน์แล้วบนห้องนักบิน C - 130
2 รองรับการปฏิบัติการได้ทั่วโลก ครอบคลุมการจัดการจราจรทางอากาศ (GATM) น่านฟ้าสากล
3 ขยายโอกาสความสำเร็จภารกิจได้สูงขึ้น โดยสามารถตอบสนองปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่ทันสมัย ได้ดีขึ้น และเป็นยุทโธปกรณ์ ที่สำคัญใช้ในการปฏิบัติภารกิจ
4 จอภาพทั้ง 6 จอ มีขนาดใหญ่ และมีความละเอียดสูง โดยออกแบบให้สามารถสลับการใช้งานทดแทนกันได้ และเหมาะแก่การปฏิบัติการในเวลากลางคืน(NVIS) ได้เป็นอย่างดี
ระบบ Cockpit 9000 เป็นระบบหน้าปัดห้องนักบินจอแก้ว แบบดิจิตอลรวมการ ที่มีการปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของอากาศยานลำเลียงทั้งพลเรือนและทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง C - 130 โดยหัวใจของระบบ CMA - 9000 ได้นำเอา ระบบการจัดการการบิน (FMS) รวมกับระบบกำหนดพิกัดทั่วโลกGPS ที่ทันสมัย เข้าไว้ด้วยกัน และระบบฯยังรองรับไปถึงระบบการลงสนามแบบ (GLS) เพื่อให้เครื่องบินได้ใช้เป็นระบบนำทาง ที่มีความแม่นยำมากที่สุด ทุกช่วงของการเดินทาง ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงม ระบบนี้ยังสอดคล้องการขยายตัวของระบบ CNS /ATM ซึ่งเป็นระบบมาตรฐาน ของการเดินทางระหว่างประเทศ
การแสดงข้อมูลต่างๆในห้องนักบิน เป็นระบบรวมการ ที่ให้ทางออกที่สมบูรณ์แบบ อุปกรณ์ชิ้นส่วนหลักที่นำมาประกอบขึ้นเป็นระบบ Cockpit 9000 ได้ผ่านการคัดเลือกจากบริษัทคู่ค้าของ บริษัท CMC ฯ ที่ไว้ใจได้ โดยเลือกให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย อุปกรณ์เสริมของระบบ Cockpit 9000 อื่น ๆ เพิ่มเติม คือ อิเล็กทรอนิกส์ไฟลท์แบ็ก( EFB) ระบบเสริมการมองเห็น และระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม SATCOM
ประสบการณ์การรวมของ บริษัท CMC ครอบคลุมการปรับปรุงห้องนักบิน C - 130 ให้ทันสมัย โดยมีลูกค้ากว่า 10 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส ซาอุดิอาระเบีย และสายการบิน KLM, แควนตัส อันมีชื่อเสียง

ref:
http://flightglobal.firstlightera.com/EN/Microsites/1/CMC/cockpit-9000.htm
 

Attachments

skypig

Administrator
โครงการอัพเกรด C-130 AMP ของสหรัฐฯ
....หลังจากที่โครงการฯ ได้ชะลอตัวไปเนื่องจาก กลาโหมสหรัฐฯ ต้องนำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นใหม่ เช่น F-22 เป็นผลทำให้ โครงการอัพเกรด C-130 ได้รับผลกระทบอย่างรุ่นแรง เช่น จากเดิมคาดว่า จะมีเครื่องบิน C-130 เข้าปรับปรุงเป็นจำนวนกว่า 500 ลำถูกปรับลดลงเหลือเพียง 221 ลำ และโครงการฯถูกชะลอออกไปเป็นเวลากว่า 5 ปี
...ในช่วงต้นปี 2011 ความคืบหน้าของโครงการฯ ได้รับการดำเนินต่อ โดยเครื่องบิน C-130 AMP ต้นแบบ จำนวน 3 ลำ ได้ถูกส่งให้ฐานบิน Little Rock AFB ไปทดสอบประเมินค่าตั้งแต่เดือน เมษายน พฤษาคม และกรกฎาคม โดยจะเสร็จสิ้นการประเมินค่าในต้นปี 2012
 

Attachments

skypig

Administrator
ถ้าจะให้ดี ต้องเปลี่ยนเป็นใบพัดแบบ 8 กลีบด้วย
...USAF กำลังทดสอบ ประเมินค่าอยู่ ทั้ง Avionic upgrade และ ใบพัด
คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้ และเริ่ม ทยอยปรับปรุงในปีหน้า เพิ่มให้ใช้งานได้ถึง ค.ศ.2020
 

Attachments

skypig

Administrator
Game is over!!!

“The Pentagon has canceled a 10-year- old program that has Boeing Co. upgrading C-130 Hercules transports with modern cockpit electronics, according to two government officials.

The move saves almost $4 billion, including $2.22 billion planned from 2013 to 2016, according to an Air Force program document. The Air Force recommended the program termination and Pentagon planners accepted, said one of the officials familiar with the decision, who spoke on condition of anonymity because it hasn’t been announced.”

เมื่อวันที่12 มกราคม 2012 ทั้งกระทรวงกลาโหม และกองทัพอากาศสหรัฐฯ ตกลงใจที่จะยกเลิกการปรับปรุงเครื่องบิน C-130 ทั้งหมด หลังจากที่ โครงการฯได้ถูกชะลอลง มีเพียงเครื่องบิน C-130 AMP ต้นแบบเพียง 5 ลำที่ได้รับการปรับปรุง ทั้งนี้สาเหตุมาจาก ไม่สามารถควบคุมงบประมาณได้ เนื่องจาก สหรัฐฯ มีเครื่องบิน C-130 หลายรุ่นแตกต่างกันออกไป และจากการประเมินค่าแล้วเครื่องบินที่มีอยู่ ไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำการบินได้

http://www.ainonline.com/node/102263
 

skypig

Administrator
. . .บริษัท Rolls-Royce เชื่อว่า การปรับปรุงเครื่องยนต์ ให้แก่เครื่องบินC-130H สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงได้ถึง 8%
. . .บริษัท Rolls-Royce ผู้ถือลิขสิทธิ์เครื่องยนต์ T56 ที่ติดตั้ง ให้แก่เครื่องบิน Lockheed C-130 และ Lockheed P-3 Orion เพิ่งผ่านพ้นการพัฒนาเครื่องยนต์ T56 เชื่อว่า หากได้รับการรับรองแล้ว การอัพเกรดเวอร์ชั่น 3.5 จะเรียกความสนใจจากกองทัพอากาศสหรัฐฯได้ และชุดอุปกรณือัพเกรดจะผลิตขึ้นได้ในปี2014
. . .การเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันในโครงการนี้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอัตราการอัดอากาศและอุปกรณ์หลักใดๆ ให้แก่เครื่องยนต์ เพียงแต่ปรับปรุงวัสดุที่ใช้ทำใบพัดเทอร์ไบน์ ซึ่งทนทานต่อความร้อนได้สูงกว่า มีการระบายความร้อนที่ดีกว่า ใบพัดเทอร์ไบน์ได้รับการออกแบบพิเศษในแบบสามมิติ
. . . บริษัท Rolls-Royce ประมาณการว่ายังคงมี C-130H จำนวน 220ลำในกองทัพอากาศสหรัฐฯที่รอการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพราะกองทัพอากาศสหรัฐฯต้องการที่จะใช้งาน C-130H ต่อไปจนถึงปี 2040
นอกจากนี้กองทัพอากาศสหรัฐฯ ยังคิดที่จะเปลี่ยนใบพัดให้แก่ C-130H จากสี่กลีบไปเป็นแปดกลีบของบริษัท Hamilton Sundstrand NP2000

ref;
http://www.flightglobal.com/news/articles/rolls-royce-ready-to-put-c-130-engine-upgrade-into-flight-test-369324/
 

skypig

Administrator
The C-130XJ and the C-130NG

. . . ช่วงต้นปี 2012 มีข่าวคราว ความเคลื่อนไหวของเครื่องบิน c-130 อย่างเงียบๆ 2 เรื่องพร้อมๆกัน เป็นข่าวที่ออกมาจากบริษัท Lockheed คือ The C-130XJ และ the C-130NG
The C-130XJ
. . . .The C-130XJ เป็นเวอร์ชั่น ที่ได้นำเอา C-130J ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวสั้น มาตัดออปชั่น บางชิ้นที่ไม่ใช้งานบ่อยออกไป เช่น ระบบพื้นระวางบรรทุก และระบบทิ้งร่มแบบอัตโนมัติออกไป (The fully automated cargo handling systemX ทำให้ราคาลดลง10-15% พอที่หลายประเทศจะสามารถซื้อมันได้ง่ายขึ้น โดยที่รูปทรงภายนอกไม่ได่รับการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด C-130XJ ยังคงใช้ระบบเครื่องยนต์และระบบ Avionics เช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน สามารถทำภารกิจการส่งกลับสายการแพทย์ และการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมได้อย่างลงตัว และการตัดออปชั่นทางยุทธวิธีนั้นออกไป ในอนาคตหากมีความจำเป็น ก็ยังสามารถที่จะติดตั้งเพิ่มได้อีก Lockheed หวังจะให้เป็นคู่แข่งกับเครื่องบิน CN-235


The C-130NG
.>>........เครื่องบิน C-130NG, เป็นเครื่องบิน C-130 ที่ได้รับการออกแบบส่วนหน้า และส่วนพวงหาง แบบใหม่หมดจรด รวมทั้ง wing tip ที่ปลายปีก ซึ่งนั่นย่อมจะทำให้มีสมรรถนะด้านความเร็ว และระวางการบรรทุกสูงขึ้น โดยที่เครื่องต้นแบบจะบินได้ในปี 2020 เพื่อนำมาทดแทน C-130H ที่กำลังจะถึงคราวที่ปลดประจำการ
 

Attachments

skypig

Administrator
. . .บังคลาเทศได้ขอซื้อเครื่องบิน C-130E เก่าจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา เพื่อปรับปรุงฝูงบินลำเลียงทางยุทธวิธีของตน ด้วยมูลค่า 180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 5,400 ล้านบาท
'. . . . โครงการนี้จะครอบคลุม "การฟื้นฟูสภาพ การยกเครื่อง การดัดแปลง และระบบส่งกำลังบำรุงอย่างต่อเนื่องให้แก่เครื่องบิน C-130E โดยได้รวมไปถึงการติดตั้ง เครื่องยนต์ Rolls-Royce T56 จำนวน 20 เครื่อง รวมทั้งการฝึกอบรมลูกเรือ เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง และอุปกรณ์ส่วนควบอืน ๆ
. ... . .. การเสนอขายจะส่งผลให้กองทัพอากาศบังคลาเทศจะใช้ C-130 นี้ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการที่สำคัญของบังคลาเทศ และตอบสนองต่อภารกิจการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ในระดับภูมิภาค และสหประชาชาติ ในการรักษาสันติภาพ
. . .... . ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศบังคลาเทศเคยได้ประจำการเครื่องบิน C-130b ในระหว่างปี 1960 และ 1962 แต่อยู่ในสภาพไม่พร้อมปฏิบัติการ
 

skypig

Administrator
... . .. . .บริษัท Elbit Systems ได้รับสัญญามูลค่า62,000,000 เหรียญสหรัฐฯ ในการปรับปรุงเครื่องบิน C-130 ลำเลียงทางยุทธวิธี ของเกาหลีใต้
. . . ..... . .บริษัท Elbit จะดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับกลุ่ม อุตสาหกรรมการบินและอวกาศของเกาหลีใต้ การทำสัญญานี้จะทำให้ C-130s ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ ได้รับการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ และ ห้องนักบิน ที่ทันสมัยแบบดิจิตอล โครงการจะดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงสี่ปี

... . .... เกาหลีใต้มีเครื่องบิน C-130H Hercules ที่ผ่านการใช้มาแล้ว 12 ลำ ในจำนวนนี้ C-130H -30 แบบลำตัวยาวอีก 4 ลำ ซึ่งได้รับการส่งมอบในระหว่างปี 1987 และ 1990 นอกจากนี้กองทัพอากาศเกาหลีใต้ ยังมีรุ่นใหม่ C-130J เข้าประจำการด้วย ซึ่งจะได้รับการทะยอยส่งมอบแล้วเสร็จในปี 2014
 

skypig

Administrator
ประเทศออสเตรเลียได้ส่งมอบเครื่องบิน C-130H ให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย

........ในปี 2011 ประเทศออสเตรเลียได้ตัดงบประมาณทางทหารลง โดยงดใช้งาน เครื่องบิน C-130H และได้ยื่นข้อเสนอ มอบให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย โครงการได้ดำเนินต่อไปจนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.2012 รัฐบาลออสเตรเลีย ได้ส่งมอบ จำนวนถึง 4 ลำ ของตนให้แก่ประเทศ

http://www.flightglobal.com/news/articles/australia-gives-indonesia-four-c-130h-transports-373681/
 

Attachments

skypig

Administrator
กองทัพอากาศอิรัค นำ C-130J เข้าประจำการ
The first of six C-130J Super Hercules for the Iraqi Air Force recently completed its first flight at Lockheed Martin's Marietta, Ga., facilities.
The Iraqi Air Force intends to use the C-130J for intra-theater support of its troops and humanitarian relief operations in various locations.
 

Attachments

skypig

Administrator
แผงหน้าปัดห้องนักบินของเครื่องบิน C-130 ที่นำเสนอโดยบริษัท Northrop Grumman และ Elbit Systems ซึ่งประกอบด้วยระบบ new terrain-following/terrain-avoidance (TF/TA) system เพื่อติดตั้งให้กับ ลูกค้าต่างประเทศ (ที่มิใช่ของ สหรัฐฯ)

http://www.flightglobal.com/news/articles/northrop-elbit-to-flight-test-terrain-following-system-for-c-130-377572/
 

Attachments

skypig

Administrator
ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับ C-130B ลำแรก เข้าประจำการอีกครั้ง
หลังจากที่ได้รับงบประมาณในการฟื้นสภาพ C-130 ด้วยตนเอง จำนวน 3 ลำ

image.jpg
 

skypig

Administrator
กองทัพอากาศอิสราเอลซึ่งไว้วางใจเครื่องบิน C-130 เป็นอย่างมาก มาอย่างยาวนาน
ได้สั่งซื้อ C-130J เมื่อปี 2010 ขณะนี้ได้รับการผลิต และจะนำเข้่ประจำการในเร็วๆนี้
http://www.flightglobal.com/news/articles/pictures-israels-first-c-130j-emerges-383610/
 

skypig

Administrator
The Royal Australian Air Force has retired the last of its Lockheed Martin C-130H Hercules tactical transports after 34 years of operating the type.

"The C-130H Hercules has supported defence personnel on operations in East Timor, Iraq and Afghanistan, and provided peacetime and humanitarian service, including evacuating Australians from Cambodia in 1997 and returning injured Australians home from the Bali bombings," says the Department of Defence.

Out of the RAAF's ten C-130Hs, four are being given to the Indonesian air force, with Jakarta funding the refurbishment of these aircraft. Two examples will be retained by the RAAF, of which one will be kept at RAAF Base Richmond for training, and the other sent to the RAAF museum at Point Cook.
 

Attachments



Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top