What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

3.Warriors without Armed

skypig

Administrator
วีรกรรมของเครื่องบิน C-130
การร่วมสงครามและเหตุการณ์สำคัญของโลกและไทย​

ลำพังตัวมันเองมิใด้มีเขี้ยวเล็บใดๆ ไม่ได้รับการติดตั้งอาวุธใดๆ
แต่มันสามารถเปลี่ยนดุลย์อำนาจทางทหารได้ในเวลาอันรวดเร็ว
มันสามารถนำกำลังทหารที่ฝึกมาอย่างดี เข้าสู่สนามรบได้ทันที
มันเคลื่อนย้ายกำลังรบของสามเหล่าทัพ ให้ผสมรวมกันได้อย่างไม่ยากเย็น

คงไม่ผิดนัก ที่นายทหารฝ่ายเสนาธิการ มักจะนึกถึงเครื่องบิน C-130 ก่อนสิ่งอื่นใด เพื่อนำกำลังไปวางไว้ใกล้เหตุการณ์ให้มากที่สุด เร็วที่สุด ก่อนที่จะหวนนึกถึงยุทธวิธีในการจู่โจม
เครื่องบิน C-130 ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียงที่ใช้ในช่วงสงครามเกาหลี เพื่อให้มีสมรรถนะการบินขึ้นลงได้ในสนามบินที่มีความยาวไม่มาก หรือที่มีพื้นผิวขรุขระ และยังไม่มีใครคิดว่า เครื่องบินลำเลียงจะถูกนำไปใช้งานในเขตหน้าของพื้นที่การรบได้ใกล้ขนาดนี้ สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เป็นสงครามที่มีขอบเขตยุทธบริเวณที่แน่นอนชัดเจน ต่างจากสงครามเวียดนามที่ไม่อาจกำหนดขอบเขตได้ ข้าศึกมีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง แม้แต่รอบฐานบินยังไม่อาจวางใจได้ กระไรเลย แม้แต่รั้วลวดหนามของฐานบินยังถูกขโมยได้

การร่วมสงครามและเหตุการณ์สำคัญของโลก
ในสงครามเวียดนาม ทั้งกองทัพและหน่วยงานลับของสหรัฐฯได้ใช้ C-130 หลากหลายภารกิจ

ใช้มันไปทุกแห่ง-ใช้มันทำทุกอย่าง
"go anywhere and do anything”

ภาพจาก
Please, Log in or Register to view URLs content!

ช่วงสงครามสหรัฐฯจัดวางกำลังเครื่องบิน C-130 จำนวน 4 ฝูงบินไว้ที่สนามบินตันซอนนัท และอีกหลายแห่งรอบประเทศเวียดนาม ได้แก่ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และไทย รวมทั้งหมดถึง 13 ฝูงบิน มันถูกใช้เพื่อสนองเป้าหมายทางทหารในหลายภารกิจ ทั้งในแบบเผชิญหน้าและในทางลับ จนได้รับการพิสูจน์ว่ามันคือเครื่องจักรกลสงคราม(War Machine) ชีวิตและปากท้อง ของทหารในแนวหน้าฝากไว้กับมัน ได้มีบันทึกอย่างไม่เป็นทางการว่า สหรัฐฯสูญเสีย C-130 ในสงครามครั้งนี้ถึงกว่า 50 ลำ(ตอนที่ 6 )
ในช่วงเวลานั้น ทอ.สหรัฐฯได้วางกำลัง C-130 ไว้ประเทศไทยสองแห่ง ในภารกิจต่างกัน
ในปี ค.ศ.1965 เครื่องบิน C-130E จำนวน 4 ลำ ได้มาวางกำลังไว้ที่ฐานบินดอนเมือง ชื่อของกรุงเทพฯในนาม “Bangkok” เริ่มเป็นที่คุ้นหูในหมู่ทหารอเมริกัน ที่เข้ามาประจำการย่านเอเชียแปซิฟิค พร้อมกันนั้นสหรัฐฯได้เริ่มปรับปรุงสนามบินตาคลี โคราช อุดร อุบล นครพนม และได้ลงมือสร้าง สนามบินอู่ตะเภา หลังจากนั้นในปี 1967 เมื่อสนามบินอู่ตะเภาสร้างเสร็จ ฝูงบินนี้จึงได้ย้ายไป จากนั้นอู่ตะเภาจึงได้กลายเป็นฐานบินหลักในการส่งกำลังบำรุง ระหว่างสงครามเวียดนาม เครื่องบิน C-130 ถูกใช้เป็น บ.เมล์ เชื่อมสนามบินต่างๆเข้าด้วยกัน แล้วต่อมาชื่อชายหาดเล็กๆของเมืองชลบุรี ในนาม “พัทยา Patthaya” ได้กลายเป็นสวรรค์บนดินของทหารจีไอ เพียงบินข้ามแม่น้ำโขงมาทางตะวันตก นักบินอเมริกันรู้ว่า มันเป็นที่ที่ปลอดภัย ผ่อนคลายจากภาระหน้าที่ ไม่ต้องพะวงจากการถูกยิง เหมือนภารกิจได้เสร็จลงแล้ว ยิ่งเมื่อลงมาถึงพื้น หรือว่างเว้นจากการรบ ไม่ว่าจะเป็นตาคลี โคราช อุดร อุบล หรือนครพนม ทหารทุกคนจะได้รับทุกสิ่งที่ต้องการ ทดแทนความเสี่ยง ความอ่อนล้าที่เพิ่งเผชิญ มาจากอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโขง



ไม่นานต่อมาสงครามเวียดนามทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในวันที่ 30 ตุลาคม 1968 เครื่องบิน AC-130A ของ ฝูงบิน 16 SOS (Special Operation Squadron) "Spectre” ฝูงบินปีศาจ ได้ย้ายเข้ามาวางกำลังในฐานบิน อุบลฯ ซึ่งเป็นสนามบินที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ปฏิบัติการมากที่สุด มีภารกิจโจมตีทางอากาศ ทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน เป็นฐานปืนใหญ่ลอยฟ้า ปฏิบัติการสนับสนุนการโจมตีภาคพื้น ตัดเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัย Ho Chi Minh trail ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศลาว ปฏิบัติการด้วยความกล้าหาญ ต่อมาฝูงบินโจมตี C-130 ได้รับเครื่องบิน AC-l30E/H รุ่นใหม่ พร้อมระบบการค้นหาเป้าที่แม่นยำยิ่งขึ้น ฝูงบินปีศาจได้วางกำลังอยู่ใน จ.อุบลฯกว่า 5 ปี ปฏิบัติการด้วยความสำเร็จเป็นอย่างดี ต่อมายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯต่อเวียดนามเปลี่ยนแปลงไป การปฏิบัติการในลาวลดลง จนถึง 22 กรกฎาคม 1974 ฝูงบินปีศาจ Spectre ได้ย้ายฐานไปประจำการที่ฐานบินโคราช ภารกิจต่างๆน้อยลง แต่ฝูงบินมิได้นิ่งเฉย มีเวลาพอที่จะคิดค้นยุทธวิธีต่างๆในการฝึกบิน เมื่อสหรัฐฯลดการสนับสนุนทางยุทธวิธีให้แก่เวียดนามใต้ ทำให้สถานการณ์แย่ลง จนกระทั่งในวันที่ 12 เมษายน 1975 ทหารเขมรแดงได้บุกเข้ายึดกรุงพนมเปญ ทั้ง จนท.สหรัฐฯและชาวต่างชาติ ต้องอพยพออกจากเมืองหลวง เครื่องบินโจมตี C-130 ถูกสั่งให้กลับขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อบินคุ้มครองการอพยพ ไม่กี่วันต่อมา 30 เมษายน1975 กรุงไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ก็ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าโจมตี เครื่องบิน AC-130 ได้บินกลับไปเหนือน่านฟ้าเวียดนามอีกครั้ง ร่วมปฏิบัติการกับเครื่องบินอื่นๆ บินคุ้มกันการอพยพหนีตาย ตลอดจนวันสุดท้ายที่กรุงไซง่อนได้ล่มสลายลง


สนามบินอุบล ในปี 1972 (พ.ศ.2515)​
ความย่ามใจของฝ่ายคอมมิวนิสต์เขมรแดงทวีขึ้น บุกเข้ายึดเรือ US Mayaguez ในวันที่ 15 พฤษาคม 1975 ในทะเลหลวง ไม่ห่างจากน่านน้ำไทยมากนัก สหรัฐฯได้ส่ง AC-130 เข้าร่วมปฏิบัติการยึดเรือคืน แสงไฟจากปลายกระบอกปืน และอำนาจการยิงของปืนนานาชนิด จากเครื่องบินโจมตี AC-130 ได้สร้างความพรั่นพรึงอย่างไม่รู้ลืมให้แก่ทหารเขมรแดง ด้วยความคล่องตัว อำนาจการทำลาย ความแม่นยำ และความไว้ใจได้ของมัน มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จในการปฏิบัติการครั้งนั้น
จนกระทั่งถึงเดือนธันวาคม 1975 ฝูงบิน 16 SOS เริ่มทยอยถอนตัวกลับไปยังฐานทัพ Hurlburt Field รัฐ Florida จนถึงปลายเดือนมกราคม1976 จนท.ทั้งหมดได้ออกจากประเทศไทย ระหว่างปฏิบัติการได้สูญเสียเครื่องบิน AC-130 รวม 5 ลำ และชีวิตลูกเรืออีก 52 นาย ตำนานของฝูงบิน16 SOS นี้ ได้เป็นที่มาของฝูงบิน 461 กองบิน 46 จ.พิษณุโลก “ฝูงบินพญายม” ของไทย
หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี1975 เครื่องบิน C-130 ได้ย้ายออกไปจากประเทศไทย กลับเข้าประจำการในฝูงบินต่างๆในสหรัฐฯ บางส่วนไปประจำการในญี่ปุ่น บางส่วนไปอยู่ที่ฐานทัพอากาศคล้ากส์ ประเทศฟิลิปปินส์ จนถึงปี 1994 ฐานทัพแห่งนี้ได้ปิดตัวลงไป หลังจากได้รับผลกระทบจากภูเขาไฟระเบิด ฝูงบิน C-130 ของสหรัฐฯ ในเอเชีย จึงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศญี่ปุ่น

3.1 การรบที่เคซาน (Khe San)


ความห่างไกลของเคซานในช่วงก่อนปี 1967 แทบไม่มีใครรู้จัก แต่ถูกทำให้คุ้นเคยกันโดยเครื่องบิน C-123 ค่ายทหารขนาดเล็กของสหรัฐฯได้ถูกสร้างขึ้น หลังจากที่คิดว่าการเข้าไปในเวียดนาม จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
ในราวเดือนมกราคมต้นปี 1968 (พ.ศ.2511) ยุทธภูมิอันน่าจดจำแห่งนี้ได้เริ่มขึ้น ชื่อเคซาน ตำบลหนึ่งซึ่งซุกอยู่ไกลสุดทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามใต้ กลายเป็นคำคุ้นหูของเหล่านาวิกโยธินสหรัฐฯ กว่าสองเดือนที่ค่ายทหารแห่งนี้ ตั้งรับการโจมตีของทหารเวียดนามเหนือไว้ได้อย่างเหนียงแน่น ก็เพราะมีการลำเลียงทางอากาศอันยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรกที่ทหารอเมริกันทุกเหล่าตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศ และของหน่วยนาวิกโยธิน เพื่อการส่งยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยลงในแนวหน้าของพื้นที่การสู้รบ แน่นอนว่าเครื่องบินC-130 ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้น ควบคู่ไปกับเครื่องบิน C-123 (ของกองพลบิน the USAF 834th Air Division) ซึ่งได้ถูกส่งเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามอยู่ก่อนแล้วหลายปี
ในปี1967 นาวิกโยธินสหรัฐฯส่งกำลังเข้าไปในเคซาน ในปฏิบัติการ Operation Hastings และได้เริ่มสร้างค่ายปฏิบัติการทางทหารขึ้น เคซานห่างเพียงสองสามไมล์จากเขตปลอดทหาร (DMZ) ใกล้กับระยะยิงของปืนใหญ่เวียดนาม ที่ตั้งอยู่ในประเทศลาว ทหารเวียดนามเหนือมีความมุ่งหมายที่จะเอาชนะทหารอเมริกันในค่ายแห่งนี้ให้จงได้ เพื่อที่จะสอนบทเรียนสำคัญให้แก่ทหารอเมริกัน เช่นเดียวกันกับที่ได้เคยชนะฝรั่งเศสมาแล้วเมื่อ 14 ปีก่อนหน้า ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu)

แม้มีบางสิ่งที่คล้ายกัน แต่ยังบางอย่างที่ทหารอเมริกันเหนือกว่าฝรั่งเศส
เคซานอยู่ในระยะที่เฮลิคอปเตอร์เข้าถึงและระยะยิงสนับสนุนของปืนใหญ่
อีกทั้งการปรากฏกายของเครื่องบิน C-130 เครื่องบินลำเลียงรุ่นล่าสุด ที่เพิ่งออกจากสายการผลิต

ก่อนหน้านี้นักข่าว นักเขียนชาวอเมริกันหลายคนได้ แสดงความประหลาดใจว่า
ทำไมนายพล Westmoreland จึงไม่ใส่ใจต่อการส่องสุมกำลังของทหารเวียดนามเหนือในบริเวณนี้
ทั้งๆที่กองทัพเวียดนามเหนือ มีเป้าหมายที่จะยึดครองดินแดนส่วนนี้ให้ได้
นายพล Westmoreland เชื่อมั่นว่า ระบบการส่งกำลังและยุทโธปกรณ์ทางอากาศที่สหรัฐฯมีอยู่ สามารถที่จะช่วยรักษาฐานทัพแห่งนี้ไว้ได้
แล้วในที่สุด ยุทธภูมิแห่งนี้ก็ได้พิสูจน์ว่า เขาถูกต้อง
เคซาน ไม่ใช่เป็นค่ายทหารแห่งแรกของสหรัฐฯ ที่ถูกรายล้อมด้วยข้าศึก ขุนเขา และดำรงอยู่ได้ด้วยการส่งกำลังทางอากาศ แต่เป็นค่ายทหารที่ใหญ่ที่สุด ที่ต้องการการส่งกำลังบำรุงทางอากาศอย่างต่อเนื่อง
ค่ายทหารนาวิกโยธินแห่งนี้ เพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน ทหารช่างได้ก่อสร้างถนนระหว่างค่ายกับเมือง Dong Ha แต่ใช้งานได้ไม่สะดวกนัก การส่งกำลังบำรุงหลักจึงมาจากทางอากาศ ในเดือนตุลาคม 1967 เครื่องบิน C-130E ร่อนลงชนพื้นอย่างแรง ห่างจากสนามบินเพียง 300 ฟุต อันเนื่องมาจากสภาพอากาศพร่ามัว ระดับฐานเมฆต่ำ นักบินจึงมองเห็นสนามบินและพื้นดินได้ลำบาก ลูกเรือรอดชีวิตเพียงหนึ่งคนจากทั้งหมด6 นาย
กลางเดือนมกราคม สถานการณ์ในค่ายเคซานเริ่มวิกฤต ฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าล้อมฐานหนาแน่นยิ่งขึ้น ในวันที่ 21 มกราคม ค่ายเคซานถูกโจมตีด้วยห่ากระสุนอย่างหนัก สะเก็ดระเบิดกระจายไปทั่วฐาน กระสุนลูกหนึ่งตกลงโดนคลังแสง ซึ่งเป็นโกดังเก็บอาวุธและวัตถุระเบิดอย่างจัง ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องตามมา คลังกระสุนสำรองถูกทำลายเกือบหมด การส่งกำลังสนับสนุนฉุกเฉินจึงเริ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยเครื่องบิน C-123 ของฝูงบิน 311th Air Commando จากเมืองดานัง ซึ่งมีคติประจำฝูงบินว่า "Blast Their Ass" จากการโจมตีของเวียดนามเหนือ ทำให้พื้นผิวสนามบินส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้ เครื่องบิน C-130 ร่อนลงไม่ได้ ในวันนั้นมีเพียงเครื่องบิน C-123 จำนวน 6 ลำ ร่อนลงส่งกระสุน ได้ก่อนที่จะพลบค่ำ ยุทโธปกรณ์อื่นๆได้รับจากทางเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ของนาวิกโยธิน สองวันต่อมาเครื่องบิน C-123 ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 23 มกราคม เครื่องบิน C-130 จึงสามารถกลับเข้าไปลงได้อีก เฮลิคอปเตอร์ได้นำทหารนาวิกโยธินมาเสริมกำลัง
ต่อจากนั้นนานกว่าสัปดาห์เครื่องบิน C-130 ได้รับหน้าที่หลักในการลำเลียงทางอากาศในแต่ละวันถึง 18 เที่ยวบินต่อวัน เคียงคู่ไปกับเครื่องบิน C-123 และ C-7 ที่ใช้งานลดลงเหลือเพียง 2 เที่ยวต่อวัน จนถึงปลายเดือนมกราคม การลำเลียงทางอากาศของ C-7 ได้หยุดลง เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ของนาวิกโยธิน ได้เข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการลำเลียงทางอากาศ เครื่องบินขนาดเล็กของนาวิกโยธินทำหน้าที่ลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะถังบรรจุไม่เหมาะกับวิธีการลำเลียงออก(อย่างรวดเร็ว)ของเครื่องบิน C-130 ในเดือนมกราคม ทอ.สหรัฐฯลำเลียงยุทโธปกรณ์และเสบียงน้ำหนัก 3,600 ตัน และนาวิกโยธินลำเลียงได้ 565 ตัน
การนำเครื่องบินขนาดใหญ่ลงสนามบินเคซาน ต้องใช้ฝีมือบินของนักบินล้วนๆ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ประเทศเวียดนามตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลม Cochin ซึ่งพัดนำความชื้นมาจากทะเลจีนใต้ ทำให้สภาพอากาศปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก ฐานเมฆต่ำแ ละหมอกหนา ทัศนวิสัยการมองเห็นถูกจำกัด ท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆเป็นดาบสองคม คมหนึ่งเป็นผลดีช่วยให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์มองไม่เห็นเครื่องบินที่กำลังบินเข้ามา อีกคมหนึ่งเป็นผลร้ายทำให้นักบินมองไม่เห็นสนามบิน มองไม่เห็นยอดเขา ฝ่ายคอมมิวนิสต์แม้มองไม่เห็นเครื่องบินแต่ก็พยายามยิงปืนออกไปเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินที่เข้ามา ชีวิตและปากท้องของทหารที่อยู่ในค่ายขึ้นอยู่กับความแม่นยำของพลปืนทหารเวียดนามเหนือ ต่างเฝ้าคอยเครื่องบินที่จะเข้ามา ฝ่ายหนึ่งเตรียมยิง อีกฝ่ายหนึ่งคอยรอรับเสบียง ที่รอดจากการถูกยิง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องบิน C-130 คือ
“แม่เหล็กปืนครก”
เพราะการบินเข้ามาส่งยุทโปกรณ์ของเครื่องบิน C-130 ขณะที่เครื่องกำลังขนถ่ายยุทโปกรณ์อยู่บนรันเวย์ เหมือนยั่วยุให้ทหารเวียดนามเหนือ เปิดฉากยิงกระสุนปืนวิถีโค้งเข้ามาในฐาน น่าประหลาดใจเหลือเกิน แม้จะถูกยิงหลายครั้ง แต่เครื่องบิน C-130 ของ ทอ.สหรัฐฯกลับไม่ถูกยิงตกหรือถูกทำลายจนเสียหายแม้แต่ลำเดียว ผิดกับเครื่องบิน C-130 ของนาวิโยธิน และเครื่องบิน C-123 ที่ร่วมปฏิบัติการด้วยกัน

ผ่านเลยมาถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เครื่องบิน KC-130 ของหน่วยนาวิกโยธินบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงโดยบรรจุไว้ในถังยาง พร้อมทหารนาวิกฯอีกสี่นาย พยายามมาบินเข้ามาลง แต่ถูกยิงจากภาคพื้น ขณะที่เกือบจะลงถึงพื้นสนามบินได้อยู่แล้ว กระสุนต้นเหตุทำให้ถังยางซึ่งบรรจุน้ำมันแตกออก ลุกเป็นเพลิงไฟ เมื่อเครื่องบินสัมผัสพื้น แรงระเบิดทำให้เครื่องบินฉีกออกจากกัน พลันที่ซากเครื่องบินหยุดสนิท นักบิน นักบินผู้ช่วย และลูกเรือหนึ่งคนซึ่งบาดเจ็บ หนีออกจากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ทางหน้าต่างได้ แต่โชคร้ายของลูกเรือสองคนและผู้โดยสารอีกสี่คนที่ไม่สามารถหนีออกมาได้ ลูกเรือซึ่งบาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา ภาพเหตุการณ์ครั้งนี้ถูกบันทึกไว้โดยช่างภาพของกองทัพ บางส่วนถูกนำไปแพร่ภาพ ปรากฏเป็นข่าวเช้าในสหรัฐฯอยู่นานหลายสัปดาห์
สองวันก่อนที่เครื่องบิน C-130E ของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯประสบหายนะ เครื่องบิน C-130 ของทอ.สหรัฐฯ ลำหนึ่ง ซึ่งมี นาวาอากาศโท Howard Dallman เป็นนักบินถูกยิงโจมตีขณะเครื่องบินลงสัมผัสพื้นในทันที เพลิงได้ลุกไหม้ภายในลำตัวเครื่องบิน นักบินพยามยามพาเครื่องบินหลีกให้พ้นจากสนามบิน ลูกเรืออีกสองคน คือ SSgts Charles Brault และ Wade Green พยามยามใช้ถังดับเพลิงต่อสู้กับเปลวไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ ขณะนั้นเครื่องบินยังถูกระดมยิงด้วยอาวุธต่างๆ กระสุนยิงถูกยางล้อหลัง ลูกเรือได้ทิ้งสัมภาระที่กรุ่นด้วยควันออกจากเครื่องบิน แล้วพาเครื่องบินไปยังจุดจอดเพื่อเปลี่ยนยางล้อ ขณะที่ลูกเรือใช้แม่แรงยกเครื่องบิน ฝ่ายเวียดนามเหนือได้ระดมยิงกระสุนปืนเข้ามาอีก หวังจะทำลายเครื่องบิน C-130 ขณะจอดเป็นเป้านิ่งให้ได้ สะเก็ดกระสุนลูกหนึ่งทำให้เครื่องยนต์เสียหายไปหนึ่งเครื่อง นักบินวางแผนที่จะบินกลับด้วยเครื่องยนต์เพียงสามเครื่อง เรืออากาศเอก Roland Behnke นักบินผู้ช่วยพยายามที่จะติดเครื่องยนต์อีกครั้ง พวกเขาบินกลับในขณะที่มีน้ำมันในถังอยู่น้อยเต็มที และยังถูกตามยิงอีกหลายแห่ง หลังเหตุการณ์ นาวาอากาศโท Dallman ได้รับเหรียญกล้าหาญ the first Air Force Cross ของกองทัพอากาศ พร้อมกับลูกเรือของเขาได้รับเหรียญกล้าหาญ Silver Stars และ DFCs
เพียงหนึ่งวันหลังจากการสูญเสียเครื่องบิน KC-130 และ C-130E ชำรุดอย่างหนัก พร้อมกับการเสียชีวิตของลูกเรือและทหารหลายนาย เครื่องบิน C-130E ในสภาพที่บอบช้ำ มีช่างอากาศสองคนที่ประจำอยู่ที่เคซาน และช่างเทคนิคจากดานังบินเข้ามาซ่อม C-130E ที่ชำรุดอย่างหนัก พวกเขาทำงานโดยมีไฟฉายกระบอกเล็กๆตลอดคืน ท่ามกลางการยิงด้วยปืนเล็กของทหารเวียดนาม สองวันต่อมาเครื่องลำดังกล่าว ในสภาพฟื้นไข้ สามารถบินกลับมายังสนามบินดานังได้ ตรวจพบต่อมาว่า เครื่องบินมีรอยแผลกระสุน 240 รอย นักบิน เรืออากาศเอก Edwin Jenks และลูกเรือของเขาสมควรเกียรติ แก่การได้รับเหรียญกล้าหาญ Silver Star
หลังจากที่เกือบจะสูญเสียเครื่องบินในการปฏิบัติการของ พลอากาศโท William Momyer แห่งกองทัพอากาศที่เจ็ด the 7th Air Force commander สั่งห้ามเครื่องบิน C-130 ลงจอดที่สนามบินเคซาน อดีตนายทหารของกองบัญชาการรบทางยุทธวิธี(TAC) ผู้มีศรัทธาต่อความสามารถและสมรรถนะของเครื่องบินC-130 อันเป็นสมบัติของชาติ เขาเชื่อว่าสหรัฐฯ มีอีกยุทธวิธีหนึ่งในการส่งกำลังบำรุงทางอากาศให้แก่ค่ายเคซาน ด้วยการใช้จุดเด่นของเครื่องบินแต่ละชนิดที่กองทัพมีอยู่ โดยใช้เครื่องบินC-130 ในการส่งยุทโธปกรณ์จากทางอากาศ ด้วยการทิ้งร่ม(Air Drop) นำเครื่องบิน C-123 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าร่อนลงจอด(Air Land)ได้ เพราะใช้สนามบินสั้นกว่า ใช้เวลาบนพื้นน้อยกว่า ส่วนเครื่องบิน C-7 ซึ่งมีขนาดเล็ก ใช้ในกรณีจำเป็นจริงๆ เช่น การรับผู้บาดเจ็บ
เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น วันที่ 13 กุมภาพันธ์ กองพลบินที่ The 834th Air Division เริ่มต้นภารกิจการทิ้งร่ม(Air Drop) ให้แก่ค่ายเคซาน โชคจากการทดสอบการใช้เรดาร์นำทางเพื่อเข้าสู่สนามบินเป็นวิธีที่ได้ผลดีน่าจะเป็นไปได้ เพราะสภาพอากาศที่ไม่อำนวย การใช้เรดาร์นำทางเพื่อการทิ้งร่มจึงทำได้เท่าที่จำเป็น เครื่องบินต้องบินเข้ามาจากระดับความสูง- สูงมาก แล้วให้เรดาร์นำทางมาถึงหัวสนามบิน จากนั้น ต้นหนจะใช้ Doppler computer เพื่อคำนวณหาจุดปล่อยร่ม โดยบอกนักบินว่าจะบินไปทางไหน เพื่อให้ร่มตกลงบนจุดที่กำหนดได้แม่นยำที่สุด ต้นหนจะใช้ Doppler computer และนาฬิกาจับเวลาประกอบในการทิ้งร่ม บ่อยครั้งทีเดียวที่จำเป็นต้องทิ้งร่มออกไป ทั้งๆที่มองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง

ในขณะที่ เครื่องบิน C-130 ของทอ.สหรัฐฯหันมาใช้การส่งโดยการทิ้งร่ม แต่เครื่องบิน C-130 ของนาวิกโยธินและเครื่องบิน C-123 ของทอ.สหรัฐฯ ยังคงใช้การบินเข้าไปลง แบบเดิมอยู่ เท่าที่โอกาสอำนวย เฮลิคอปเตอร์ของนาวิโยธินยังคงบินสนับสนุนค่ายเคซาน จากฐานทัพ Dong Ha และ Quang Tri การระดมยิงเข้ามาในฐานอย่างต่อเนื่อง ทำให้การลงสนามของเครื่องบินอันตรายมากยิ่งขึ้น ในเดือนมีนาคม มีการสูญเสียเครื่องบิน C-123 ถึงสามลำ ลำแรกถูกยิงด้วยปืน ค.ขณะวิ่งขึ้น นักบินตัดสินใจนำเครื่องบินลงพื้นอย่างปลอดภัย เครื่องบินเสียหายเล็กน้อย แต่ถูกยิงซ้ำด้วยปืนใหญ่ก่อนที่จะได้รับการซ่อมแซม ถัดมาอีกห้าวันเครื่องบิน C-123 ลำที่สอง กำลังเข้าบินเข้ามา ยังไม่ได้ทันใช้ Tactics การบินหลบหลีกที่คุ้นเคย ขณะใกล้จะลง ต้องบินหลบเครื่องบินของกองทัพเวียดนามใต้ที่เข้ามาใกล้เสียก่อน จนถูกยิงตก ขณะพยายามนำเครื่องกลับมาลงอีกครั้ง เครื่องบิน C-123 ลำที่สามถูกยิงอีกในบ่ายวันเดียวกัน ด้วยวิธีคล้ายกันคือ ยิงให้เดี้ยงด้วยปืน ค.ก่อน แล้วซ้ำด้วยปืนใหญ่อีกครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี เพื่อลดการสูญเสียเครื่องบิน C-123 จึงถูกใช้งานเฉพาะการลำเลียงยุทธปัจจัยที่แตกง่าย และไม่สามารถส่งลงโดยการทิ้งร่มได้
แม้ว่าการใช้เครื่องบิน C-130 ทิ้งยุทธปัจจัยลงจากอากาศจะทำให้ไม่ตกเป็นเป้านิ่งของปืนใหญ่ แต่ เครื่องบิน C-130 ยังคงตกเป็นเป้าเคลื่อนที่ ให้กับปืนต่อสู้อากาศยานของฝ่ายเวียดนามเหนือ ซึ่งตระหนักดีถึงความสำคัญของการลำเลียงทางอากาศ จึงกำหนดให้เครื่องบิน C-130 เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตี เครื่องบิน C-130 หลายลำหลังกลับจากภารกิจในเคซาน มักมีรอยบาดแผลจากกระสุนปืนอยู่เสมอ บางลำถูกยิงก่อนจะเข้าทำการทิ้งร่ม เครื่องบิน C-130 ลำหนึ่งถูกยิงที่ถังน้ำมันใต้ปีกด้านซ้าย ลุกเป็นเปลวไฟ (เป็นบทพิสูจน์ได้ว่าน้ำมัน JP4 ติดไฟได้แน่นอน) นักบิน คือ เรืออากาศเอก John Payne แก้ปัญหาด้วยการเร่งความเร็วเครื่องบินให้สูงขึ้น ซึ่งก็ได้ผล เปลวไฟมอดไป เขาพยายามกลับเข้าไปทิ้งร่มอีกเป็นครั้งที่สอง แต่บริเวณส่งลงถูกระดมยิงจาก ปืน ค. จึงต้องวนกลับมาเป็นครั้งที่สาม ด้วยเครื่องบินที่ไม่สมประกอบ เขาและลูกเรือ สามารถทิ้งร่ม(CDS)ลงตรงจุดที่กำหนด ได้อย่างแม่นยำ

ระบบการทิ้งร่มแบบ The Container Delivery System(CDS) เป็นยุทธวิธีหลักของ ทอ.สหรัฐฯที่ใช้ในการส่งกำลังบำรุงให้แก่ค่ายเคซาน เครื่องบิน C-130 หนึ่งลำ สามารถที่จะบรรทุกยุทธบริภัณฑ์ได้จำนวน 12-18 ชุด แต่ละชุดมีร่มและบรรจุน้ำหนักได้ระหว่าง 100-1000 กิโลกรัม เครื่องบินจะปล่อยร่มจากระยะสูง 600 ฟุต ความแม่นยำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ครั้งหนึ่ง CDS ตกออกนอกจุดกำหนด ทำให้ทหารนาวิกโยธิน 5 นายตายคาบังเกอร์! ถ้าจะให้มีความแม่นยำมากขึ้น ต้องใช้ยุทธวิธีแบบ LAPES, the low-altitude parachute extraction system ซึ่งแม่นยำกว่า และบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า เช่น รกราทิ้งรถยนต์ทั้งคัน แต่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะต้องบินต่ำ และระบบการทำงานของร่มซับซ้อนกว่า เมื่อขัดข้องขึ้นมา ร่มที่ใช้อาจกระชากเครื่องบินให้เสียการทรงตัว ตกกระแทกพื้นได้ในทันที

ในการรักษาฐานทัพเคซานและชีวิตทหาร ไม่เพียงต้องอาศัยทั้งกำลังทางอากาศและจากฐานปืนใหญ่ เท่านั้น ยังรวมทั้งการทิ้งระเบิดของเครื่องบิน B-52 ลงรอบๆฐานทัพ ด้วยกำลังการยิงที่ประสานกันทำให้อำนาจปืนใหญ่ของเวียดนามเหนืออ่อนกำลังลง ฐานทัพเคซานยืนหยัดมาได้ถึงเดือนมีนาคม กองกำลังทหารบกของกองพลทหารม้าที่หนึ่ง (US Army's First Cavalry Division) และหน่วยทหารนาวิกโยธินหน่วยใหม่ ภายใต้ชื่อหน่วย PEGASUS กำลังเข้ามาแทนที่ มีการสร้างสนามบิน STUD ขึ้นใหม่ พอใช้ได้สำหรับเครื่องบิน C-123 ระหว่างทางจาก Dong Ha และ เคซาน เครื่องบิน C-130 กลับเข้ามาลงเคซานได้อีกครั้ง ในช่วงต้นเดือนเมษายน พร้อมกับทางหลวงหมายเลข 9 เปิดใช้งานขึ้นอีกครั้ง เชื่อมการเดินทางจากค่ายเคซานไปยัง Dong Ha ได้สะดวกขึ้น

3.2 การลำเลียงทางอากาศยุทธวิธี เหนือหุบเขา A Shau Valley
การเกิดขึ้นของตำนาน ย่อมมีในทุกวงการ ไม่เว้นแม้ในโลกวิทยาศาสตร์การบิน แต่ความคงอยู่ของเรื่องให้คนรุ่นหลังรับฟัง จะได้รับการสืบสานเล่าขาน ตราบนานเท่านาน ย่อมขึ้นอยู่กับ เนื้อหาความจริงประจักษ์ ที่ส่งผ่านกันจากรุ่นสู่รุ่น ว่าไปแล้ว การบินลำเลียง เป็นงานที่น่าเบื่อ นักบินต้องทนนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน แต่นักบิน-ลูกเรือ และเครื่องบิน C-130 ก็ได้ทำให้ ตำนานอันเป็นนิรันดร์เกิดขึ้น เปลี่ยนการบินอันน่าเบื่อและยาวนาน ไปเป็น
การบินที่ต้องอาศัยความห้าวหาญ และจิตวิญญาณอันแท้จริง
ออกมาแสดงให้โลกได้รับรู้ ตำนานนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายนของปี พ.ศ.2511 (ค.ศ.1968) มันเป็นเรื่องราวความจริง ที่แม้แต่นักบินพาณิชย์พลเรือน ยากจะเชื่อ
ท่ามกลางหุบเขา Shau ในตอนกลางเวียดนาม ใกล้เส้นรุ้งที่ 17N ซึ่งเคยแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน ถูกยึดครองโดยทหารฝ่ายเวียดนามเหนืออย่างสิ้นเชิง การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 1966 จนค่าย Shau ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ของสหรัฐฯถูกยึด สมรภูมิแห่งนี้ ได้มอบเหรียญกล้าหาญระดับสูงสุดให้กับ Captain Bernie Fisher ซึ่งได้นำเครื่องบิน A-1E บินลงบนถนนแคบๆ นอกฐาน เพื่อช่วยเพื่อนนักบิน ซึ่งเพิ่งถูกยิงตก เขาลากร่างเพื่อนออกจากซากเครื่องบิน และอุ้มขึ้นมาเครื่องบินของตน แล้วบินกลับ ออกมาอย่างปลอดภัย
เสร็จศึกจากการรักษาค่าย Khe Sanh ของหน่วยนาวิกโยธินไม่นาน กองกำลังผสมโดยมี กองพลทหารม้าที่ 1 ได้รับเกียรติให้รับผิดชอบ การรบเต็มรูปแบบ ภายใต้ยุทธการ Delaware พยายามจะยึดค่าย Shau กลับคืน


วันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2511 กองพลทหารม้าที่หนึ่งของสหรัฐฯ เป็นผู้นำ เปิดฉากด้วยการส่ง กองพันทหารม้าที่ 1 หน่วยรอง เคลื่อนพลทางตะวันตกเฉียงเหนือเข้าสู่หุบเขา ได้รับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากฝ่ายฝ่ายเวียดนามเหนือ เพียงวันแรกสูญเสียเฮลิคอบเตอร์ไปถึง 11 ลำ อีกกว่าโหลมีรอยถูกยิงพรุน สภาพอากาศเหนือหุบเขาย่ำแย่ ฐานเมฆลดต่ำลงเหลือเพียง 300 ฟุต
การสู้รบเพื่อหยั่งเชิงดำเนินต่อมาอีกหลายวัน ท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เอื้อต่อการใช้กำลังทางอากาศ เพื่อการสนับสนุน
วันที่ 24 เมษายน ทุกอย่างพร้อม กองกำลังหลักเคลื่อนพล เพื่อเข้ายึดสนามบิน Luoi ซึ่งตั้งอยู่กลางหุบเขา Shau
วันที่ 25 เมษายน แม้ว่าอากาศจะเลวร้าย กองพันทหารม้าที่1 เข้ายึดสนามบิน Luoi ได้หน่วยส่งกำลังทางอากาศของสหรัฐฯ ก็สามารถจัดเตรียมพื้นที่ส่งลงได้(Drop Zone) เครื่องบิน C-130 จึงเริ่มส่งยุทธปัจจัยเข้าสู่พื้นที่การรบในวันถัดมา
เช้าตรู่ของวันที่ 26 เมษายน วันแรกของการส่งทางอากาศ หน่วยส่งกำลังทางอากาศของสหรัฐฯซึ่งประกอบด้วยหน่วยควบคุมการลำเลียงทางอากาศยุทธวิธี (Combat Control Team;CCT) โดยมีนาวาอากาศตรี Don Strobaugh นักบิน C-130 เป็นผู้บังคับบัญชา บินเข้าสู่หุบเขาแห่งความทรงจำ เพื่อจัดเตรียมพื้นที่ส่งลงให้กับเครื่องบินต่างๆ ที่กำลังจะบินเข้ามาส่งยุทธปัจจัย ฐานที่มั่นแห่งนี้ถูกรายล้อมโดยทหารคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ ซึ่งชำนาญภูมิประเทศ กองกำลังทหารบกของสหรัฐฯ ต้านทานอย่างเหนียวแน่น จนกระสุนและเสบียงต่างๆใกล้จะหมดลง
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ รอบหุบเขา Luoi ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการบิน โดยเฉพาะการปฏิบัติการลำเลียงทางอากาศ สนามบิน Luoi ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,900 ฟุต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของหุบเขา Shau บริเวณโดยรอบจึงมียอดเขาสูงโอบล้อม ห่างไปทางใต้เพียงห้าไมล์มียอดเขาสูง 6,800 ฟุต ทางเหนือ มียอดเขาสูง 5,800 ฟุต ขวางกั้นอยู่ และใกล้ Drop Zone มีแนวเขา 4,000 ฟุต พุ่งสูงชันขนาบไว้อีก ภูมิประเทศที่มียอดเขาสูง เสียดขึ้นมา แม้อากาศดี ก็ยากที่จะบินได้อยู่แล้ว ประกอบกับ กลุ่มเมฆหนา ที่ลอยตัวตั้งแต่ความสูง 8,000 ฟุตทอดตัวลงไปตามยอดเขาจนถึงเชิงเขา นักบินจึงไม่มีโอกาสได้ใช้จุดเด่นทางภูมิประเทศเป็นจุดสังเกตได้เลย นักบินต้องบินเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วมุดตัวลงกลางหุบเขาอย่างรวดเร็ว


อีกหนทางหนึ่งที่พอทำได้คือการใช้เครื่องมือ Doppler ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน C-130 ประกอบกับเครื่องช่วยเดินอากาศแบบ TACAN เพื่อหาทางบินเข้าสู่ Drop Zone เมื่อแน่ใจว่าเครื่องบินอยู่ในตำแหน่งที่แน่นอนแล้วจึงทิ้งตัว ผ่านกลุ่มเมฆลงไป จนทะลุผ่านฐานเมฆด้านล่าง มีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะมองหา Drop Zone และหลบหลีกการยิง แล้วทำการทิ้งยุทธปัจจัย จากนั้นจึงต้องรีบเลี้ยวขวาพร้อมกับรีบไต่ขึ้นอย่างทันทีทันใด
แม้จะยากเย็นในการเข้าทิ้งยุทธปัจจัย แต่เครื่องบิน C-130 ก็สามารถเข้าทิ้งจนสำเร็จได้ ความระห่ำในครั้งแรกถูกยกให้กับ เครื่องบิน C-130 โมเดล B ที่ทำการดิ่งตัวผ่านทะลุฐานเมฆหนา ห่างจากก้นหุบเพียง 500 ฟุต แถมยังมีปุยเมฆกระจายตัว จำกัดการมองเห็น นักบินมีโอกาสมองเห็น Drop Zone อย่างเลือนลางเพียง 30 วินาที จึงทำการทิ้งยุทธปัจจัย ออกจากท้ายเครื่อง เมื่อเสียงเครื่องบินเงียบไปแล้ว ภาพที่ปรากฎต่อหน้าคือ ภาพของยุทธปัจจัย ที่ตกลงมาพร้อมกับร่ม ราวดอกเห็ด ค่อยๆเคลื่อนตัวต่ำลงมาทะลุผ่านฐานเมฆ ตกลงบน Drop Zone อย่างพอดิบพอดี คราวนี้แหละ เมื่อครั้งแรกสามารถกระทำได้สำเร็จแล้ว เครื่องบิน C-130 ที่บินวนคอยอยู่ ก็ถลาเข้ามาทิ้ง ยุทธปัจจัยนับสิบลอยลงมาราวห่าฝน ตกลงมาจากฟากฟ้า คล้ายของขวัญจากพระเจ้าที่ประทานให้ ขวัญกำลังใจของทหารที่คอยอยู่ ถูกปลุกเร้าให้รุกรบ แต่ใช่ว่าฟ้าฝนจะเบาลงไม่ เครื่องบิน C-130 ลำที่สาม โผล่ออกมาจากเมฆ กระชั้นเกินกว่าจะทิ้งได้ นักบินแสดงความกล้าหาญ ด้วยการบินต่ำเรี่ย ไม่ยอมไต่ขึ้นไปหาความสูงปลอดภัย เขาบังคับให้เครื่องบิน ให้บินอยู่ระหว่าง ยอดไม้กับฐานเมฆที่กดตัวต่ำเพียง 500 ฟุต เครื่องบิน C-130 มีความยาวปีก 100 ฟุต แนวทิวไม้สูงราว 100 ฟุต เขามีที่ว่างเหลือเพียงไม่ถึง 300 ฟุต ในการบินวนกลับมาทิ้งใหม่ แต่เขาทำได้สำเร็จ พร้อมกับรอยแผลที่ถูกยิงจาก ปตอ. 10 รู
ตามแผนการเข้าทิ้งยุทธปัจจัยเครื่องบิน C-130 จะได้รับการคุ้มกัน จากเครื่องบินขับไล่ เพื่อกดดันการยิงของปตอ.ข้าศึก ขณะที่เครื่องบิน C-130 หลายลำบินวนรอเพื่อเข้าทิ้งยุทธปัจจัย ต่างคอยเฝ้าฟังวิทยุ และรู้ถึงการยิงต่อต้านจากภาคพื้น จึงเกิดคำถามในใจพร้อมกันขึ้นว่า "Where are the fighters?"
เครื่องบินขับไล่ ไปไหน
พวกเขาไปไหน ไม่มีเครื่องบินขับไล่ ลงไปช่วยกดดันการยิงของข้าศึก
คำถามนี้ยังไม่ต้องการคำตอบ
เครื่องบิน C-130 จำนวน 12 ลำ เข้าทิ้งเที่ยวแรกของตนได้ในช่วงเช้า แล้วกลับไป Da Nang หกลำหลังจากเติมน้ำมัน กลับเข้ามาทิ้งใหม่เป็นรอบที่สอง สภาพอากาศเลวร้ายลงไปอีก ฐานเมฆกดตัวต่ำลงถึง 300 ฟุต ในวันนั้นปฏิบัติการได้ 20 ภารกิจ ทิ้งยุทธปัจจัยได้ 200 ตัน ส่วนใหญ่เป็นอาวุธกระสุนที่นำไปส่งให้กับกองกำลังทหารม้า
7 ลำมีรอยถูกยิง บางลำถูกยิงที่ถังน้ำมันที่ปีกแต่ก็ยังทำภารกิจได้สำเร็จ


การต่อสู้ทางภาคพื้นดำเนินไปอย่างดุเดือด จนเสบียง เริ่มร่อยหรอ คำร้องขอการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน ถูกส่งเข้ามาในตอนบ่าย
Major Lilburn R. Stow, นำเครื่องบิน C-130 มุดเมฆลงไป แต่โชคร้ายเครื่องบินไปอยู่ท่ามกลางการระดมยิงของ ปตอ.37 ม.ม. ระบบวิทยุขาดการติดต่อ นักบินพาเครื่องบินมาจนถึง Drop Zone และพยายามปลดยุทธปัจจัยออกจากเครื่อง แต่ไม่สำเร็จ ขณะที่เครื่องบินผ่านDrop Zone มองเห็นรอยถูกยิงที่ปีกทั้งสองข้าง เครื่องบิน C-130 มีควัน ออกมาทางท้ายเครื่อง นักบินพยายามนำเครื่องลงอย่างฉุกเฉิน แต่เครื่องบินเริ่มไม่สามารถรักษาระดับบินไว้ได้ เริ่มเสียความสูง เกินกว่าจะควบคุม เครื่องบินชนกับต้นไม้ก่อนตกกระแทก และระเบิดอย่างรุนแรงตามมา หกชีวิตลูกเรือ และสองชีวิตนักข่าวบนเครื่อง ตายในกองเพลิง บ่ายวันนั้น ภารกิจที่เหลือจึงถูกยกเลิก

27 เม.ย. วันที่สอง อากาศแย่ลง เกินกว่าเฮลิคอบเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ จะเข้าร่วมสนับสนุน แต่เครื่องบิน C-130 ยังคงปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย การนำทางเข้าสู่ Drop Zone ต้องใช้ความสามารถของนายทหารต้นหน เป็นหลัก การต่อต้านจาก ปตอ.และปืนกล ของข้าศึก ยังคงไม่ลดละ เครื่องบิน C-130 บางลำถูกยิง แต่ไม่เสียหายรุนแรง ปฏิบัติการได้ 17 เที่ยวบิน
ข้าศึกรู้ดีว่า การบินเข้าทิ้งยุทธปัจจัยของเครื่องบิน C-130 ต้องการแนวบินซึ่งเป็นเส้นตรงเข้าหา Drop Zone อย่างน้อยราว 5 ไมล์ เพื่อมองหาจุดปล่อย (CARP) จึงทำให้ ขศ.นำอาวุธต่างๆอาทิ ปตอ.37 ม.ม. ปืนกลขนาด 0.50 Caliber ปืนเล็กยาว AK-47 ย้ายไปติดตั้ง ตามทิศทางการเข้ามา แล้วรอเวลาให้เครื่องบิน C-130 บินเข้ามาหา คล้ายกับดักที่รองับเหยื่อ
โอกาสรอดของเครื่องบิน C-130 หาได้จาก สภาพอากาศ ที่เป็นลักษณะเมฆมาก ฐานเมฆต่ำ ที่เปรียบเสมือนดาบสองคม

คมหนึ่งทำให้นักบินมองไม่เห็นยอดเขา
คมหนึ่งทำให้ ข้าศึกมองไม่เห็นเครื่องบิน ที่กำลังเข้ามา

28 เม.ย.วันที่สาม สภาพอากาศเริ่มดีขึ้น เครื่องบินขับไล่เข้าร่วมสนับสนุน แต่ยังคงบินอยู่ในระดับสูง มิได้บินลงมา อยู่ในหุบเขา เพื่อยิงกดดันข้าศึก ตามที่ได้รับมอบหมาย

Captain Ross Kramer พาเครื่องบิน C-130 โมเดล E ทอดตัวเข้ามาในขา Run in ระยะทาง 6 ไมล์
เมื่อใกล้เข้ามา 5 ไมล์ ถูกยิงโดย ปตอ. 37 ม.ม.
3 ไมล์ ถูกยิงซ้ำโดยปืนกล .50
2 ไมล์ เครื่องยนต์ เครื่องแรกถูกยิงดับ
เครื่องบินเกือบจะบินถึงที่หมายอยู่แล้ว ได้ยินเสียงระเบิด อย่างรุนแรง ใต้ห้องนักบิน
เครื่องยนต์เครื่องที่สองน้ำมันเครื่องรั่ว และดับตามมา
ขณะนั้นเครื่องบิน C-130 เหลืออยู่เพียง สองเครื่องยนต์
ยุทธปัจจัยในระวาง จำเป็นต้องถูกปลดทิ้ง
ทราบภายหลังว่าทหารเวียดนามใต้กู้เก็บมา ใช้ประโยชน์ต่อได้

Captain Ross Kramer พยายามติดเครื่องยนต์ใหม่ และบินไต่แบบบันไดเวียน เพื่อให้มีความสูงเพียงพอ ก่อนบินข้ามสันเขา นำเครื่องบิน C-130 กลับไปสนามบิน Da Nang หลังลงจอด ตรวจพบรอยความเสียหายยาวถึง 7 ฟุต บริเวณแพนหางระดับ horizontal stabilizer
ในวันนี้ อากาศดี มองเห็นยอดเขา แต่เครื่องบินขับไล่ ยังคงบินอยู่สูง
วันนี้นี่เอง Lt. General William H. Momyer, ผบ.ทอ.ภาคที่เจ็ด ซึ่งเป็นนักบินขับไล่ บินมาสนามบิน Da Nang มาพูดคุย (personal chewing out) กับนักบินขับไล่ จากนั้นต่อมาเครื่องบินขับไล่ จึงได้มาคุ้มกันเครื่องบิน C-130 อย่างใกล้ชิด และทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเครื่องบิน C-130 จนกระทั่งเสร็จสิ้นภารกิจ

29 เม.ย.วันที่สี่ อากาศดีขึ้นเรื่อยๆ เฮลิคอบเตอร์กลับเข้ามาร่วมภารกิจได้ เครื่องบิน C-130 ปรับยุทธวิธีการบินใหม่ ให้รอดพ้นจากการถูกยิงโดยตรง ด้วยการบินวน ลดระดับอยู่เหนือฐาน แล้วจึงเปิดท้าย ทิ้งยุทธปัจจัย อย่างง่ายดาย และจากการยิงกดดันของเครื่องบินขับไล่ ทำให้ การยิงต่อต้านของข้าศึกลดลงอย่างมาก ปฏิบัติการได้ 22 เที่ยวบิน

30 เม.ย.วันที่ห้า ระบบเรดาร์ได้นำไปติดตั้งบนฐาน เพื่อนำทางให้เครื่องบิน C-130 เข้าสู่ Drop Zone ได้อย่างสะดวก ปฏิบัติการได้ถึง 27 เที่ยวบิน
วันที่ 1-3 พ.ค.เครื่องบิน C-7(Caribu) และ C-123 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า สามารถบินเข้ามาลงได้ ทหารช่างของ ทบ.สหรัฐฯ เข้าปรับปรุงสนามบิน

จนวันที่ 4 พ.ค. เครื่องบิน C-130 จึงสามารถร่อนลงสนามบิน Luoi ได้ การทิ้งยุทธปัจจัยโดยใช้ร่ม จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ไม่มีการสูญเสียเครื่องบิน C-130 อีก
ยุทธการ Delaware สร้างบทเรียนอันสูงค่าแก่เหล่าทหารม้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียเฮลิคอบเตอร์ จำนวนมาก ภายหลังที่กองกำลังสหรัฐฯ ยึดหุบเขา คืนได้แล้ว สามารถตรวจค้น พบฐาน ปตอ.ได้ถึง 93 แห่ง เป็น ปตอ.แบบ 37 ม.ม.จำนวนถึง 12 กระบอก ที่เหลือเป็นปืนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีใช้ในแถบนั้นมาก่อน
การปฏิบัติการอย่างห้าวหาญของนักบินและลูกเรือเครื่องบิน C-130 ทั้งสามโมเดล (A,B และ E) อยู่ภายใต้การเฝ้ามองของ Major General John J. Tolson, III,ผู้บังคับบัญชาหน่วย First Cavalry Division นายพลท่านนี้ ได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติการของเครื่องบิน C-130 ในหุบเขาแห่งนี้
“มันเป็นวีรกรรมที่แสดงถึงความกล้าหาญ และจิตวิญญาณ ของผู้ทำการในอากาศ ที่เด่นชัดที่สุด เท่าที่ท่านเคยเห็น สมควรที่นักบินและลูกเรือ ทุกคน จะได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุด ประดับหน้าอก”
จาก A LUOI Story by: Sam McGowan​

3.3 ปฏิบัติการเอนเท็บเบ้


ในปี พ.ศ.2519 (ค.ศ.1976) หน่วยจู่โจมของอิสราเอล ได้บินฝ่าทะลวงเข้าไปในดินแดนข้าศึกกว่า 2,500 ไมล์ เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนร่วมชาตินับร้อย ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายจี้ยึดเครื่องบิน และจับผู้โดยสารไว้เป็นตัวประกัน การปฏิบัติการครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึง ความหาญห้าวและการวางแผนรบอันยอดเยี่ยมที่สุด ผู้เกี่ยวข้องในวงการครั้งนั้น ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดใดๆอย่างเป็นทางการ เพราะตามกฎหมายของอิสราเอล งานลับเช่นนี้จะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแล้ว 25 ปี แต่ในที่สุดเบื้องหลังของการเตรียมงานครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็ได้รับการตีแผ่ออกมาโดยฝีมือของคนสองคนเพียงเวลาแค่สองสัปดาห์หลังจาก แผนฟ้าผ่าสำเร็จลง
ผู้เขียนได้รับรู้การปฏิบัติการครั้งนั้น ในขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เพราะคุณพ่อได้ซื้อหนังสือพ๊อคเก็ตบุค ราคาสิบสองบาท ที่เปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวไว้อย่างตื่นเต้น ซึ่งผู้เขียนได้เก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดี และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้เขียนอยากก้าวเข้ามาในกองทัพอากาศ ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักบินC-130 และคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพอากาศไทย ได้ตัดสินใจซื้อเครื่องบิน C-130 เข้าประจำการ
เหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นทหาร นักบิน นักการเมือง หรือรัฐบุรุษ ที่มีส่วนร่วมผนึกกำลังในแผนฟ้าผ่าทุกคนยอมรับชะตากรรมแห่งชาติที่ถูกทอดทิ้งอย่างโดยดี และหยัดกายขึ้นเผชิญหน้าพญายมอย่างภาคภูมิ เพื่อรักษาศักดิ์ศรีแห่งชาติของตนไว้ไม่ยอมสยบให้แก่โจรร้าย
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2519 เวลาหลังเที่ยงวันเล็กน้อย เที่ยวบิน Air France139 โดยเครื่องบินยักษ์Airbus ไม่มีผู้โดยสารคนใดคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะต้องประสบเคราะห์กรรมยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตของตน และในหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าจะต้องผจญกับชะตากรรมอันร้ายกาจ ผู้โดยสารในเที่ยวบินมีทั้งนักธุรกิจ ทหาร พลเรือน นักศึกษา นักโบราณคดี และเมื่อเที่ยวบิน AF139 ถูกจี้กลางอากาศ ก็ตกเป็นข่าวก้องโลกอยู่เพียงไม่กี่วัน จนถึงการเจรจายืดเยื้อเมื่อเหล่าร้ายนำเครื่องบินลงจอดที่สนามบิน เอนเทบเบ้ ในประเทศยูกานดา ทวีปแอฟริกา


ภาพจาก
Please, Log in or Register to view URLs content!

เที่ยวบิน AF139 หายไปจากแผนที่การบินของโลก และหายจากพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อมีข่าวอื่นน่าสนใจกว่า เที่ยวบิน AF139 เริ่มจะหายไปจากความทรงจำของทุกคน และทุกฝ่าย เมื่อการเจรจายืดเยื้อนานวัน ดูประหนึ่งว่าถึงแม้คนนับร้อยชีวิตจะถูกเรียงเด็ดทิ้งเสียด้วยกระสุนปืน ก็คงจะไม่มีใครใส่ใจพะวงนัก นอกจากยักไหล่แสดงความเศร้า เท่านั้น แต่เที่ยวบิน AF139 ไม่ได้หายไปจากหัวใจของชาวอิสราเอล และญาติพี่น้องทุกคนของผู้ประสบชะตากรรม
คืนวันอาทิตย์ รายงานข่าวเกี่ยวกับโจรที่จี้เครื่องบินเริ่มได้มา แห่งแรกจากลอนดอน มีข่าวว่าคนเยอรมันสงคน เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติการร้ายแรงครั้งนี้ และพวกกองโจรมีแผนการที่ละเอียดอย่างมาก เที่ยวบิน AF139 เชื่อว่าจะไปร่อนลงยังประเทศที่เป็นมิตรกับโจร
เที่ยวบิน AF139 ถูกควบคุมโดยผู้หญิงเยอรมันห้านาทีหลังบินขึ้นจากกรุงเอเธนส์ พวกโจรประกอบด้วยผู้ชายเยอรมันอีกคนหนึ่ง และชายอาหรับอีกสามคน ผู้โดยสารที่ได้รับปล่อยตัวออกมาก่อนให้การว่า ผู้ก่อการร้ายทุกคนมีอาวุธ มีระเบิดมือ มีกับระเบิดวางเอาไว้ที่ประตูเครื่องบิน เมืองเบงกาซีเป็นเพียงจุดแวะเท่านั้นเชื่อว่าผู้ก่อการร้ายจะบินไปยังแอฟริกากลาง
เที่ยวบิน AF139 มีลูกเรือ 12 คน ผู้โดยสารทั้งหมด 245 คน ในจำนวนนั้นเป็นชาวยิว 83 คน ตามกำหนดเดินทางจากกรุงเทลาวีพ เมืองหลวงของประเทศอิสราเอล เพื่อไปกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส โดยระหว่างทางมีกำหนดแวะพักที่สนามบินเอเธนส์ ประเทศกรีซ แต่หลังจากที่ลงจอด เมื่อเครื่องบินทะยานไต่ขึ้นสู่เพดานบิน เครื่องบินได้ถูกจี้โดยผู้ก่อการร้ายหลายคน หลายเชื้อชาติ หน่วยควบคุมการจราจรทางอากาศ ขาดการติดต่อ ไม่รู้ว่าเครื่องบินจะมุ่งไปที่ใด ญาติที่มารอรับ ได้ฟังจากประกาศที่สนามบินว่า เที่ยวบิน AF139 จะมาล่าช้ากว่ากำหนด แต่จากสัญญาณเรดาร์ พอทำให้ทราบว่า เที่ยวบิน AF139 ยังอยู่ในอากาศไม่ได้หายไปเพราะอุบัติเหตุ แต่เครื่องบินมุ่งหน้าไปทางใต้ แทนที่จะบินขึ้นเหนือสู่ปารีส พอตกเย็นเครื่องบินได้ร่อนลงที่เมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย มีการปล่อยตัวผู้โดยสารบางคน แต่ไม่ใช่ชาวยิว
หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลได้แอบดักฟังข่าวสารต่างๆ พอทำให้รู้ว่าการจี้ยึดเครื่องบินครั้งนี้มีเป้าหมายมาที่ประเทศอิสราเอลโดยตรง ผู้ก่อการร้ายต้องการให้อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษ ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ก่อการร้ายจำนวน 40 คน ที่ถูกทางการอิสราเอลจับคุมขังไว้ ถ้าไม่ยอมปล่อยจะสังหารผู้โดยสารชาวยิว และยังมีจอมเผด็จการอีดี้ อามิน ประธานาธิบดีประเทศยูกานดา(ขณะนั้น)ให้การหนุนหลัง ผู้ก่อการร้ายได้ปล่อยตัวผู้โดยสารชาติอื่นไป43 คน ก่อนที่เที่ยวบิน AF139 จะวิ่งขึ้นจากเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย มาที่สนามบินเอนเทบเบ้ ในประเทศอูกานดา ภายใต้อุ้งมือ อีดี้ อามิน ผู้กระหายเลือด ที่นี่เองมีการ”แบ่งพวก”แยกเอาผู้โดยสารที่เป็นชาวยิวออกจากผู้โดยสารชาติอื่น ซึ่งพอทำให้เห็นแล้วว่า ความจริงอันน่าสะพึงกลัวกำลังจะเผยออกมา

คณะรัฐมนตรีของอิสราเอลสั่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจมีทั้งทหารและพลเรือน หลังจากที่เครื่องบินได้ถูกผู้ก่อการร้ายบังคับไปลงที่สนามบินเอนเทบเบ้ หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลต่างๆได้ส่งข้อมูลให้แก่คณะเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจ ซึ่งแบ่งการทำงานออกเป็นสองทีม ทีมที่หนึ่งดำเนินตามแผน A เพื่อเจรจาและยอมตามคำเรียกร้องของผู้ก่อการร้าย ทีมที่สองดำเนินการตามแผน B นำโดยผู้นำหน่วยทหารมือดี เตรียมพร้อมและซ้อมใหญ่เผื่อไว้กรณีแผน Aล้มเหลว เที่ยวบิน AF139 ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชาวอิสราเอล เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่เป็นการต่อสู้กับกองโจรก่อการ้ายที่เชื่อมโยงกับผู้นำประเทศที่มีความบ้าคลั่ง การเจรจาเป็นขั้นตอนแรก ที่นำมาใช้เสมอเมื่อต้องเผชิญกับการก่อการร้าย
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน ผู้ก่อการร้ายประกาศข้อเรียกร้อง ต้องการให้แลกเปลี่ยนตัวนักโทษจำนวน 53 คน กับผู้โดยสารที่เป็นตัวประกัน โดยกำหนดเส้นตายไว้วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม ความยากลำบากเพิ่มขึ้นอีกเพราะนักโทษที่ถูกคุมขังกระจายอยู่ในเรือนจำหลายประเทศ ทำให้ต้องคอยฟังความคิดเห็นของชาติอื่นๆด้วย
แผนอื่นๆได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกเช่น การลักพาตัวอีดี้ อามิน และ การส่งนายพล โมเช่ ดายัน เข้าไปเจรจา แต่ต้องตกไป และสิ่งหนึ่งที่อิสราเอลตระหนักก็คือ ทรรศนะจากชาวโลก
การปฏิบัติการทางทหารจะต้องนำเครื่องบิน บินอ้อมดินแดนอาหรับที่เป็นศัตรูอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ต้องหลบระบบการตรวจจับอันทรงประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือโซเวียต และต้องบินออกไปไกลเกินกว่าที่รัศมีทำการของเครื่องบินที่อิสราเอลมีอยู่จะไปถึง
ความห่างไกลระหว่างประเทศอิสราเอล และยูกานดา มากกว่า 2,000 ไมล์ นับเป็นอุปสรรคสำคัญ ในการปฏิบัติการทางทหาร เพราะช่วงเวลานั้นเกือบทุกประเทศในแถบตะวันออกกลาง และแอฟริกา ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียตแทบทั้งสิ้น ระบบเครือข่ายเรดาร์ และระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศเหล่านั้น อาจทำให้แผนปฏิบัติการพินาศลงได้ ในทันที
ผู้ร่วมอยู่ในปฏิบัติการแผนฟ้าผ่า ทั้งชายและหญิงได้รับคำสั่งว่า การเคลื่อนไหวใดๆ จะต้องปกปิดไม่ให้เกิดการสงสัยขึ้น ให้แต่งกายพลเรือนเมื่อเดินทางไปเข้าฐานปฏิบัติการ ให้เดินทางโดยรถบัสหรือรถยนต์ส่วนตัว อย่าใช้ยานพาหนะของทางราชการทหาร หรือไม่ก็ต้องใช้รถโบกเอา เนื่องจากในวันที่จะเข้าที่ตั้งนั้นเป็นวันซับบาธ วันพระของชาวยิว การที่จะมีปฏิบัติการทางทหารขึ้น อาจจะขัดต่อการที่ครอบครัวจะพักผ่อนอยู่ด้วยกัน ในวันนี้
มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เกี่ยวพันกับแผนนี้ ที่จะรู้ว่า การซ้อมใหญ่นั้นทำไปเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร และของจริงจะเป็นอย่างไร เพราะการซ้อมใหญ่ได้มีการแบ่งแยกออกเป็นช่วงๆ ตามหน้าที่ของแต่ละหน่วย ซึ่งคณะเสนาธิการทหารนำโดย แดน ชอมรอน เป็นผู้กำหนด แต่ละหน่วยจะมีการปฏิบัติการที่เป็นอิสระแก่กัน แต่ละหน่วยซ้อมเฉพาะหน้าที่ของตน เท่านั้น โดยรู้ว่าจะมีคำสั่งจากผู้บังคับการหน่วยพิเศษ กองกำลังผสมนี้ เมื่อถึงเวลาของการปฏิบัติการจริงๆ การซ้อมใหญ่ของแต่ละหน่วย ที่จะสอดประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
หน่วยแพทย์ทหาร ไม่จำเป็นต้องซ้อมใหญ่ เพราะเคยชินต่อการปฏิบัติงาน “ผ่าตัดกลางอากาศ” มาหลายครั้งหลายหนแล้ว เพียงแต่ได้รับแจ้งว่าให้เตรียมการเท่านั้น โดยได้เรียกตัวแพทย์และพยาบาลทุกคนมาเก็บตัวตั้งแต่ตอนบ่าย หมอคนหนึ่งกลับไปที่โรงพยาบาลชั่วคราว เพราะมีการตัดด่วนรออยู่ และเพื่อนของเขาเห็นผิดสังเกต เพราะหมอมีเข็มฉีดยาที่ออกแบบให้เหมือนเข็มขัดกระสุนปืน แต่ภายในบรรจุยานานาชนิดและ เครื่องมือผ่าตัดไว้ สิ่งที่เพื่อนของเขาเห็น และการที่แพทย์และพยาบาลหลายคนหายตัวไป ทำให้เกิดข่าวลือ ทั่วโรงพยาบาลว่าจะต้องมีเหตุพิสดารบางอย่างเกิดขึ้นแน่ นอกจากโรงพยาบาลแล้ว การปกปิดความลับในเรื่องนี้เป็นไปอย่างเคร่งเครียด ครั้งแรกมีคำสั่งให้นักบินเข้าเก็บตัวเช่นกัน แต่หลายคนคัดค้าน ด้วยคำพูดทำนองเดียวกันว่า“ขอให้ผมได้นอนบ้านเป็นคืนสุดท้ายเถิด “ คณะเสนาธิการยินยอมในข้อนี้ เพราะจำนวนนักบินซึ่งให้เก็บตัวนั้น มีมากกว่าจำนวนที่จะเอาไปใช้งานจริงๆถึงสามเท่า และนักบินทุกคนก็เก็บความลับกันที่สุดอยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่าพวกเขาคือ เหยื่อแถวแรกหากความลับรั่วออกไป นักบินได้รับการยกเว้นในการเก็บตัว
ในอดีตนักบินทุกคนต้องประสบกับความกดดันทางประสาทมามาก ทั้งการถูกยิงตกในชายแดน และการถูกทารุณกรรม ทุกคนห่วงใยต่อการคุ้มครองลูกเมีย และการที่พวกกองโจรจะมาแก้แค้นถึงบ้าน นักบินอิสราเอลจึงได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ปิดปากได้สนิทที่สุดในกองทัพ
นายพลเกอร์ย้ำว่า สิ่งที่จะต้องมั่นใจให้มากที่สุดก็คือ เครื่องบินลำเลียง C-130 เฮอร์คิวลิส ที่พวกอิสราเอลเรียกว่า “ฮิปโป” นั้น จะสามารถขึ้นบินได้ โดยบรรทุกเต็มอัตรา ไปสู่สนามบินที่ไม่รู้จักมาก่อน และสามารถกลับได้อย่างปลอดภัย หลังจากที่ส่งหน่วยจู่โจม ไปช่วยเหลือผู้โดยสาร รวมทั้งยานพาหนะ รถสายพานลำเลียงพล และอาวุธอื่นๆ รวมทั้งรถจี๊ปที่ติดปืนไร้แรงสั่นสะท้อนถอยหลังและจรวด โดยจะต้องบินเป็นระยะทางประมาณ 5,000 ไมล์ไปกลับ ไม่มีการช่วยนำทางจากหอบังคับการบิน จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเครื่องบินใหญ่ๆหลายลำเช่นนี้จะบุกเข้าไปใจกลางทวีปอัฟริกา
นายพลเกอร์ระบุด้วยว่า จะต้องให้มั่นใจว่า เครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ หลายลำเหล่านี้ จะต้องมีพลังโจมตีเพียงพอ และจะต้องไม่ให้ถูกตรวจพบในระหว่างการเดินทาง การลงสู่สนามบินที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,800 ฟุต มียามรักษาการณ์แน่นหนานั้น จะทำได้เพียงไหน โดยจะไม่ให้พวกทหารรักษาการณ์รู้ตัว หากว่า เครื่องบินลำใด ลำหนึ่งเกิดเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นฐานล้อ หรือเครื่องยนต์ หรือถูกยิง หรือโดนสะเก็ดระเบิด หรือแม้กระทั่งดูดเอาอีแร้งเข้าไปในเครื่องยนต์ อย่างที่เคยมีมา เราจะช่วยเอาลูกเรือและทหารในลำนั้น ออกมาได้อย่างไร ในเมื่อแผนการกำหนดไว้ว่าจะใช้เครื่องบินไม่เกิน 4 ลำ เพื่อความรวดเร็ว
เรื่องนี้คงไม่มีปัญหา แม่ทัพอากาศเบนนี่ เปเลด รับรอง ในชีวิตนักรบของมอร์เดชาย เกอร์ ประธานคณะเสนาธิการทหาร เขาได้เข้าสู่ช่วงแห่งการเสี่ยงที่สุดโดยอาสาไปกับการซ้อมใหญ่ ของหน่วยจู่โจมด้วยตนเอง เขาต้องนั่งอยู่กับที่นั่งนักบินสำรองนานกว่าสามชั่วโมง ระหว่างการทดสอบเครื่อง โดยการติดเครื่องยนต์กังหันไอพ่นของเฮอร์คิวลิสสี่เครื่องเต็มที่ เครื่องบิน C-130 เฮอร์คิวลิส ของล็อคฮีดนี้ สามารถบรรทุกทหารได้ 92 นาย ในการซ้อมใหญ่ โดยฝึกเสมือนว่าจะต้องนำทหารไป ส่งห่างจากที่ตั้ง 2,000 ไมล์ ในการทดสอบนั้นเครื่องบินจะต้องลงบนสนามบินที่มีสภาพเป็นหลุมบ่อ ส่งปืนใหญ่ รถบรรทุกและทหารลง แล้วซ้อมรับเอาเตียงพยาบาลขึ้นมาได้ 74 เตียงโดยใช้เวลาอยู่บนพื้นดิน 33 นาที

แม่ทัพอากาศเบนนี่ เปเลด ซึ่งฝึกบินมาตั้งแต่วัยรุ่นยืนยันว่า เขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ด้วยประสบการณ์ของเขาเอง ส่วนนายพลเกอร์ รู้ได้จากการทดสอบด้วยตนเองและรายงานประกอบ และต้องการจะทดสอบความคล่องตัวและพลังของไอ้ยักษ์บินนี้ ด้วยตนเอง
คืนนั้น เฮอร์คิวลิส ลำที่ประธานคณะเสนาธิการนั่งอยู่ด้วย ได้บินขึ้นลงที่สนามบินทะเลทรายหลายครั้ง บินตัดเข้าไปในเงื้อมเขา ท่ามกลางความมืดสนิท บินแบบพุ่งไต่ระยะสูงฉับพลัน โดยเร่งเครื่องสี่เครื่องเต็มขีด และนักบินต้องเหยียบเบรกติดเท้า เครื่องบินหนัก 70 ตันบินขึ้นได้เร็วเหมือนเฮลิคอปเตอร์ และในการบินลงยังทะเลทรายที่มืดสนิท ก็ทำได้ราวกับตกลงจากท้องฟ้า การซ้อมใหญ่เป็นการเสี่ยงที่สุด หลายครั้ง หลายหน ที่นายพลเกอร์จับท่อนเหล็กยาวยึดตัวไว้แน่นเมื่อเครื่องบินพุ่งขึ้นหรือวูบลง หนหนึ่งเขาเครียดจน ผรุสวาทออกมาว่า “นี่เราจะไปนรกที่ไหนกันวะ! “
“ เอนเท็บเบ้ “ แม่ทัพอากาศตอบพร้อมกับตบไหล่
การซ้อมใหญ่ของเครื่องบินเฮอร์คิวลิส เป็นไปอย่างหนัก เพราะในแผนการรุกเอนเทบเบ้นั้น ต้องให้เครื่องบิน บินถึงอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน และเงียบที่สุด ต้องใช้ทางวิ่งของสนามบินสั้นที่สุด และต้องบินขึ้นหนีให้เร็วและขึ้นสู่ระยะทางสูงให้เร็วที่สุด นักบินต้องเตรียมการว่าอาจจะต้องร่อนลงที่ทุ่งนาหากว่าสนามบินถูกทำลายเสียก่อนโดยพวกยูกานดา และจะต้องเตรียมที่จะพาผู้โดยสารเคราะห์ร้ายเหล่านั้นบินหนีขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนเฮลิคอปเตอร์ หากว่าสนามบินกลายเป็นสนามรบ เฮอร์คิวลิส อาจจะมีความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เมื่อย้อนไปดูจุดประสงค์การสร้างเครื่องบินนี้ ก็น่าวิตกอยู่เหมือนกัน เพราะกำหนดไว้ว่า สร้างขึ้นมาเพื่อบินขนส่งด้วยความเร็วไม่มากนัก การที่จะเร่งเครื่องบิน และบินขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น อาจจะทำให้ปีกที่อ่อนมาก หักได้
ในการที่จะต้องบินขึ้นอย่างรวดเร็วในเอนเทบเบ้นั้น การไต่ระดับเป็นภาวะที่เสี่ยงที่สุด เพราะนักบินจะต้องกระชับมือซ้ายเอาไว้กับคันบังคับการเชิดหัว และมือขวาอยู่ที่คันเร่ง เครื่องยนต์สองเครื่องด้านนอกจะต้องเร่งแค่ครึ่งเดียว ส่วนสองเครื่องด้านในจะต้องเร่งเต็มขีด นักบินผู้ช่วยจะต้องทำหน้าที่ปรับระดับปีก โดยใช้ปีกเล็กแก้เอียง เหตุผลของการเสี่ยงเช่นนี้เพราะพลังส่งของเครื่องยนต์ไอพ่นกังหันนั้นอันตรายมาก หากว่า ในเวลานั้น เครื่องยนต์เครื่องใด เครื่องหนึ่งเกิดดับ ในขณะต้องเร่งถึงระยะ 90 ไมล์ต่อชั่วโมง ในความเร็วที่ต่ำกว่านั้น ไม่มีหนทางใด จะแก้การเหวี่ยงของเครื่องบินที่เกิดจากเครื่องยนต์ที่เสียได้ การใช้ปีกแก้ เอียงขณะบินขึ้น เป็นการบินที่บ้าระห่ำพอใช้ แต่จำเป็นต้องทำเพราะยางเครื่องบินจะต้องสูบลมให้อ่อน ฐานล้อของเฮอร์คิวลิสที่แนบอยู่กับลำตัว ไม่อาจจะช่วยในการที่ปีกข้างใดข้างหนึ่งเอียงลง อาจจะเสียหลักทิ่มลงมาทางข้างเหมือนนักสเก็ตหกล้มได้เพราะฐานล้อแคบเกินไป
นายพลเกอร์สยองมากในการซ้อมใหญ่คืนนั้น เพราะการซ้อมใหญ่ในการบินแบบบ้าระห่ำ ท่ามกลางความมืด ให้เหมือนการจะต้องปฏิบัติการจริงๆ นายพลเกอร์เป็นคนแปลกหน้าสำหรับห้องนักบิน ในขณะที่นักบินและผู้ช่วย มีเครื่องอุปกรณ์ที่จะรู้ถึงสภาพเบื้องนอกพอสมควร แต่นายพลเกอร์ไม่รู้อะไรเลย นักบินได้ลองซ้อมที่จะนำเครื่องบินกระแทกลงในกรณีที่ไม่อาจจะมีเครื่องช่วยลงสู่สนามได้ และตัดความเร็วอย่างกะทันหัน จนไอ้ยักษ์ใหญ่สั่นไปทั้งลำ และบังคับเครื่องบินเป็นไปอย่างลำบาก พอกระแทกลงพื้น เครื่องบินก็ไถลออกทางข้างหน้าเหมือนจะคว่ำ นักบินได้พานายพลเกอร์ ซ้อมบินขึ้นลงระยะสั้นหลายหน จนรู้สึกเหมือนว่า เขากำลังอยู่ในลิฟต์ที่ขาดตกจากตึกสูงๆ โดยทิ้งตัวลงจากระยะสูงกว่า 700 ฟุต ที่คาดว่าจะเป็นระยะสูงเมื่อเฮอร์คิวลิสเข้าถึงสนามบินเอนเทบเบ้ ระยะสูงนี้จะทำให้พวกโจรไม่มีหนทางจะรู้ตัวได้ทัน
นายพลเกอร์ ได้คุยกับนักบิน และหน่วยรบพิเศษ บนเครื่องเฮอร์คิวลิส ถึงปัญหาต่างๆ ทุกคนมั่นใจว่าเครื่องบินC-130 จะสามารถช่วยให้การปฏิบัติการที่เอนเทบเบ้กินเวลาหนึ่งชั่วโมง

“ลองสัก 55นาที ก็แล้วกัน” ประธานคณะเสนาธิการทหารต่อรอง

ทีมซ้อมใหญ่เริ่มทดลองใหม่อีกหน คราวนี้ทดลองว่าจะต้องเอา เครื่องเฮอร์คิวลิสตะลุยเข้าไป เพื่อส่งหน่วยจู่โจม เข้ารุกยามรักษาการณ์สนามบิน ไม่เหมือนคราวแรกที่ซ้อมลงเพื่อช่วยผู้โดยสารอย่างเดียว ซ้อมหมุนตัวเข้าหาหอเรดาร์ หอบังคับการบิน และตึกเก่าที่เอนเทบเบ้ อันเป็นผู้คุมขังผู้โดยสารในที่สุดหลังจากที่ซ้อมกันแล้วก็พอประมาณการณ์ได้ว่า เมื่อหน่วยจู่โจมเข้ายิงสกัดยามรักษาการณ์ ที่สนามบินชาวอูกานดาได้แล้ว ผู้โดยสารจะได้รับการช่วยเหลือในเวลา 75 วินาทีหลังจากนั้น
นายพลเกอร์ยังไม่พอใจ เขาขอดูหุ่นจำลองของสนามบินอีกหน โดยวางตำแหน่งรถถัง และยามรักษาการณ์เอาไว้ตามที่สายลับรายงานมาเรียกเอาพวก มือปืนและหน่วยจู่โจมแรก ที่จะบุกลงไปศึกษารายละเอียดทุกตารางนิ้วของตึกนั้นอีกครั้ง เพื่อหาวิธีการเข้าถึงตัวผู้โดยสาร และเอากลับมายังเครื่องเฮอร์คิวลิส ที่จะต้องติดจรวดช่วยเอาไว้ด้วยหากว่าจะต้องบินขึ้นอย่างรวดเร็วจากเอนเทบเบ้ถ้าจำเป็น สิ่งเดียวที่นายพลเกอร์บอกว่าพอใจที่สุดคือ พวกเขาคิดว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้ สำหรับงานนี้ เขาซ้อมกันเหมือนรบจริงเหมือนว่าเขาอยู่บนสนามบินเอนเทบเบ้ในวินาทีนั้น ซ้อมกันจนกระทั่ง จดจำอิริยาบถทุกอย่างได้ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ เขาจะอยู่กันตรงไหน อย่างไร และยอมที่จะเผชิญภยันอันตรายอย่างไม่หวั่นเกรง
แต่เหล่าทหารทุกคน ก็ยอมรับว่าการไปทำงานหนัก หนนี้ เสี่ยงและอันตรายอย่างยิ่ง ไว้ใจได้ก็ตรงที่มี คณะเสนารักษ์ชั้นดีตามไปด้วย สามารถจะผ่าตัดกันกลางอากาศได้ทันที พวกคณะแพทย์และพยาบาลเสนารักษ์เองก็ยอมรับว่า การไปทำงานครั้งนี้จะต้องเป็นงานอย่างหนักแน่นอน และต้องเสี่ยงภัยอันตรายมากมายหลายอย่าง
นายพลเกอร์ ประธานคณะเสนาธิการทหารได้พูดคุยกับทหารทุกหน่วย ทั้งพวกหน่วยรบและหน่วยสนับสนุน ถึงความจำเป็นที่อาจจะต้องใช้กำลังทหาร แต่ก็จะหลีกเลี่ยงการนองเลือด ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคนเห็นพ้องกันว่า แผนฟ้าผ่า คือสิ่งจำเป็นจะต้องทำ เพราะจะต้องพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่า ชนชาติยิวนั้นจะต้องไม่กลัวเกรงต่อการข่มขู่ และต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้าศัตรูอย่างพร้อมเพรียงกันทุกฝ่าย
ในขณะที่อิสราเอลคิดว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายนั้น มีประเทศหนึ่งที่ยินดีให้ความร่วมมือก็คือ อังกฤษ เพราะอังกฤษดูจะรู้ถึงผลร้ายของพวกกองโจร ได้มากที่สุดจากการที่องค์กรการก่อการร้ายนานาชาติ ให้การสนับสนุนสงครามเลือดในลอนดอนและไอร์แลนด์เหนืออยู่ คนอังกฤษอีกมากยังอยู่ในอูกานดาและอังกฤษก็มีสัญญาลับในการป้องกันร่วมกันกับเคนยาโดยเครื่องบินรบและหน่วยทหารของอังกฤษ จะสามารถใช้สนามบินไนโรบีและสนามบินอื่นๆของเคนยาได้ถ้าจำเป็น
อังกฤษและเจ้าหน้าที่อิสราเอลได้ร่วมกันประเมินเอาไว้ระหว่างการซ้อมใหญ่ว่า จะมีการสูญเสียเชลยหากมีการปะทะเกิดขึ้นที่เอนเทบเบ้ถึง 35 คน อิสราเอลจะยอมรับความสูญเสียนี้หรือไม่ แต่หากว่าไม่สู้ก็อาจจะต้องสูญเสียทั้ง 105 คน
มีผู้เกี่ยวข้องมากมายหลายคนในวิกฤตการณ์ครั้งนั้น บางคนชอบอยู่เบื้องหน้า บางคนอยู่เบื้องหลัง บางคนเป็นเหมือนตัวตลกระดับชาติ บางคนได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสมเกียรติ เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่อง ผู้เขียนขอนำมาให้รู้จักสักสองท่าน


อีดี้ อามิน


วิกฤตการณ์ในครั้งนั้น ถ้าหากขาดอีดี้ อามิน ผู้นี้คงจะทำให้เรื่องราวต่างๆง่ายขึ้น และแสนจะจืดชืด แต่หากมองในเชิงนิยายสายลับที่มีความตื่นเต้นเร้าใจ ผู้นี้แหละทำให้การปฏิบัติการในครั้งนั้นครบรส มีเรื่องราวให้ชวนติดตามอยู่ทุกนาที อีดี้ อามิน ชอบให้ใครๆเรียกเขาอย่างเต็มยศว่า “จอมพล ด็อกเตอร์ ท่านประธานาธิบดี อีดี้ อามิน ดาดา” เขาเป็นชาวแอฟริกัน ตัวสูงใหญ่ เคยเป็นทหารในกองร้อยปืนยาวอีสต์แอฟริกัน ในขณะที่อังกฤษปกครองอูกันดา เขาแทบไม่รู้ภาษาอังกฤษ แต่มีพรสวรรค์ในการเป็นผู้นำ เขานิยมชมชอบฮิตเล่อร์ หลังจากที่อังกฤษปลดปล่อยอูกันดา อามินได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก เขาชอบทำอะไรแปลกๆหลายอย่าง เคยนำกำลังทหารบุกตะลุยเข้าไปในดินแดนข้าศึก สร้างความชอบให้กับตนเองจนประธานาธิบดีโอโบเต้ แต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และต่อมาเขาก็ปฏิวัติโค่นล้มโอโบเต้แต่งตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดีแห่งอูกานดาเสียเอง เขาชอบดูหนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง และกามิกาเซ่ อีกสิ่งหนึ่งที่เขาชอบคือผู้หญิง คนไหนที่เขาถูกใจต้องตกเป็นเมียเขาทั้งสิ้น เขาเลี้ยงเมียไว้ในทำเนียบมากมาย เขานำหัวศัตรูของเขาที่ถูกฆ่าเก็บไว้ในตู้เย็น
เขามีความหยิ่งทะนงในฐานะประธานาธิบดียูกานดาตลอดชีพ เขาชอบงานเลี้ยงและเสียงปรบมือ เขาชอบที่จะเป็นข่าว หลายประเทศรวมทั้งอิสราเอลพยายามเอาใจเขา ด้วยการให้อาวุธและสนับสนุนทางทหาร แต่ในที่สุดเมื่อเขาถูกเอาใจเต็มที่ เขาจึงหลงในอำนาจ และเริ่มไม่พอใจอิสราเอลที่ไม่สามารถให้ตามคำขอได้ทุกอย่าง เขาเริ่มหันไปหาฝ่ายตรงข้ามกับอิสราเอลนั่นคือพวกอาหรับหัวรุนแรง
ในเหตุการณ์การจี้เครื่องบิน AF139 เขาปารถนาที่จะก้าวสู่เวทีโลก ด้วยการเป็นผู้เจรจา แต่การข่าวของอิสราเอลรูดีว่า เขาให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย เมื่อเครื่องบินบินไปลงลงสนามบินเอนเทบเบ้ของเขา เขาได้เข้าไปเยี่ยมตัวประกันนำอาหารไปให้ตัวประกันและนำอาวุธไปให้โจร ตัวประกันที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ให้การภายหลังว่า โจรมีปืนทุกคน นอกจากปืนกลแล้วยังมีปืนพกและระเบิดมือติดตัวอยู่อีก เห็นได้ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจรกับอีดี้ อามิน อยู่ในขั้นดีมาก

พันโท โยนาธาน ยอนนี่ เนตานยาฮู
อีกคนหนึ่งที่ควรจะได้รู้จักในการปฏิบัติการสุดยอดครั้งนั้น เขาเป็นผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เขาเป็นลูกชายนักประวัติศาสตร์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวาดร์ ลูกน้องจึงมักเรียกเขาว่า
"ผู้พร้อมด้วยดาบและคัมภีร์ " (มีทหารไทยคนใด บ้างไหม? ที่อยากให้ลูกน้องเรียกตนเองเช่นนี้)
เขาหลงใหลในแผ่นดินอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง เขารู้จักแผ่นดินอิสราเอลทุกตารางนิ้วที่กล่าวเอาไว้ในคัมภีร์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เขาสามารถกล่าวอ้างถึงแผ่นดินตรงนั้นเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อิสราเอลได้เสมอ


แม้เขาได้ใช้ความมีไหวพริบ ความฉับไว และความแม่นยำ ในการคัดเลือกทหารเข้ามาเป็นหน่วยจู่โจม แต่ไม่กี่นาทีสุดท้ายก่อนที่จะปฏิบัติการแผนฟ้าฝ่า เขาได้คัดเลือกเอาเฉพาะบางคนเข้าร่วมแผน ทหารคนหนึ่งในหน่วยจู่โจมบอกว่า
“ประสาทของพวกเราเครียดมาก และคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้ไปร่วมงานในครั้งนี้เสียใจถึงกับร้องไห้ ร้องไห้อย่างขมขื่น เราได้ฝึกซ้อมกันจนประสาทเครียดแล้ว แต่กลับเครียดหนักด้วยความเสียใจที่ไม่ได้ไป ”
นักบินลำเลียงของอิสราเอลคนหนึ่งเปรยว่า

“ปกติพวกเราเหมือนลูกเมียน้อย เราไม่เคยมีโอกาสจะได้มีชื่อเสียงโก้หรูอย่างพวกนักบินขับไล่ที่สามารถจะดวลกับเคริ่งบินMIG กลางอากาศหรือโจมตีฐานจรวดของพวกศัตรูเลย เราเป็นพวกสิบล้อเท่านั้นเอง”

สำหรับผู้เขียนเองแล้วขอบอกอย่างไม่อายว่า แทบทุกครั้งที่ C-130 ของเราออกไปทำงานในลักษณะนี้ ผู้เขียนพลาดโอกาสที่จะได้เข้าร่วม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักบินประจำฝูงบินเสียทุกครั้ง แต่ขอยืนยันได้ว่าในระหว่างที่ผู้เขียนเป็นนักบินประจำฝูงบิน ผู้เขียนชอบที่จะฝึกบินแบบเดียวกับที่นักบินอิสราเอลทำกันอยู่เป็นประจำ ฝึกและสอนนักบินรุ่นน้อง ให้คุ้นเคยกับการขึ้น-ลง ทางยุทธวิธี ฝึกบินเดินทางต่ำเรี่ยยอดไม้ดูบ้าง ด้วยหวังว่า ได้ทำหน้าที่ส่งไม้ผลัดต่อให้นักบินรุ่นหลังอย่างเต็มความสามารถ แม้ในภารกิจบินเมล์ไม่ว่าจะออกจากดอนเมืองไปกองบินต่างจังหวัดหรือกลับเข้ากรุงเทพฯ ผู้เขียนแอบยิ้มและภูมิใจเสมอที่ได้มีส่วนพาเพื่อนข้าราชการและผู้โดยสารทุกคนกลับถึงบ้าน ได้พบหน้าคนรักได้อย่างปลอดภัย

กองรบตามแผนยุทธการแผนฟ้าผ่าได้ทะยานขึ้นสู่อากาศก่อนแล้ว ก่อนที่ ครม.อิราเอลจะมีมติให้ลงมือได้ ครม.กำลังประชุมและถกเถียงกันอยู่ กองบินรบ แบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือกองบัญชาการลอยฟ้าและโรงพยาบาลลอยฟ้า เป็นเครื่องบินแบบ Boeing 707 มุ่งหน้าไปยังสนามบินไนโรบี ประเทศเคนยา ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ยังคงเป็นมิตรของอิสราเอล ส่วนที่สองคือหน่วยปฏิบัติการพิเศษใช้เครื่องบิน C-130 สี่ลำเป็นหน่วยจู่โจมทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การประชุมล่าช้าออกไป นักบินถึงกับบ่นว่า “ถ้าพวกโง่นั้นยังเอาแต่นั่งพูดกันละก็ น้ำมันเราจะหมดเสียก่อนแน่”
ความกังวลของทุกคนในกองกำลังนั้นสะท้อนออกมาในทางเดียวกัน ทุกคนได้รับการฝึกฝนมาเพื่อการรบ เพื่อต่อสู้ แต่การที่ต้องมานั่งรอ กงล้อแห่งประชาธิปไตยในคณะรัฐมนตรีที่หมุนอย่างเชื่อช้า โดยมีชะตากรรมของประเทศและของเขารองรับอยู่นั้น อยู่ในภาวะที่เกือบจะสุดทน เครื่องบินพร้อมกำลังรบเต็มอัตราศึก กำลังเดินทางมุ่งสู่เป้าหมาย แต่ยังไม่มีคำสั่งให้รุกจากพวก “ ตาแก่ที่เอาแต่นั่งลูบหนวด คิดกันอยู่นั่นเอง” เหลือเวลาน้อยเต็มที และเวลาแห่งการปฏิบัติการก็ถูกตีกรอบจำกัดเข้ามา ผู้โดยสารจะถูกฆ่าในวันรุ่งขึ้น
ครม.อภิปรายกันอย่างยืดเยื้อ นายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ต้องการจะจำกัดเวลาในการแสดงความคิดเห็นของรัฐมนตรีแต่ละคน ดังนั้นการตัดสินใจจะเป็นไปอย่างอิสระโดยไม่ถูกเงื่อนเวลาบังคับ เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็ล้วนอยากจะพูดในวาระประวัติศาสตร์สำคัญนี้ทั้งสิ้น และเพราะเหตุนั้นการตัดสินใจขั้นสุดยอดก็ต้องยืดออกไปอีก
กองบินรบ ได้บินมาอยู่เหนือ ชาร์ม อัลชิคปลายใต้สุดของอาณาเขตอิสราเอล ที่การตัดสินใจของ ครม.ไปถึงแจ้งนักบิน

“ ไปได้!!”

วินาทีเดียวนั้นเอง อิสราเอลได้สั่งตัดการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องบินทั้งสี่โดยสิ้นเชิง วิทยุทหารทุกข่ายระงับการติดต่อ เพื่อป้องกันการดักฟัง ย่ำสนธยา กองบินรบก็เข้าเส้นทางเหนือประเทศไนโรบี ไม่มีหนทางที่จะร่อนลงที่ไหนได้อีกแล้วก่อนที่จึงยูกานดา เครื่องบินขับไล่คุ้มกันได้กลับไปแล้ว เบื้องหน้าคือเป้าหมายการเดินทาง สนามบินเอนเทบเบ้ บัดนี้เครื่องบิน C-130 ทั้งสี่ลำไม่มีโอกาสพรางตัวการตรวจจับของเรดาร์ว่าเป็นเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ได้อีกต่อไป เพราะได้บินออกนอกเส้นทางบินของเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ C-130 ทั้งสี่ลำได้ลดระดับลงสู่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า


ภาพจาก
Please, Log in or Register to view URLs content!

อาศัยคลื่นวิทยุจากหอบังคบการบินเอนเท็บเบ้ เครื่องบิน C-130 สามารถจับทิศทางของสนามบินได้แล้ว แผนการเข้าหาสนามบินวางเอาไว้ว่า เครื่องสองลำจะร่อนลงที่ทางวิ่งใหม่ อีกสองลำที่เหลือจะลงที่ทางวิ่งเก่า การบินอันยาวนานเจ็ดชั่วโมงเต็มโดยไม่ได้ใช้วิทยุติดต่อกันไม่มีการส่งสัญญาณนำทาง ใช้แต่เพียงการตัดสินใจของนักบินลำหน้าเท่านั้น บางช่วงของการเดินทางเครื่องบินต้องบินเข้าหาพายุแทนที่จะบินอ้อมเพื่อรักษาน้ำมันเอาไว้ให้มากที่สุด สิบนาทีสุดท้ายเครื่องบินลดความเร็วลง หยาดน้ำกระเซ็นเพราะแรงเป่าของลมขึ้นมาที่กระจกหน้า แล้วลู่ออกเป็นแนว ทันใดนั้นทางวิ่งของสนามบินเอนเทบเบ้ ปรากฏอยู่เบื้องหน้า มีฝนตกโปรยปรายสลับกับสายฟ้าแลบ เครื่องบินลำแรกได้ลงสู่สนามบินเอนเทบเบ้เป็นผลสำเร็จ นักบินไม่ใช้ระบบReveres เพราะไม่ต้องการให้เกิดเสียงดัง เพียงแต่ประคองเครื่องให้อยู่ในทางวิ่งและเข้าไปจอดตามจุดที่กำหนดไว้ตามแผน ลำที่สองร่อนลงตามมา
เพราะการฝึกซ้อมที่ดี การมาของถึงของเครื่องบินสองลำแรกเงียบเสียจน ผู้ก่อการร้ายไม่รู้ตัว บางคนยังนั่งสบายอยู่บนเก้าอี้นวม นักบินคนหนึ่งกล่าวว่า “ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนอยู่ในนรก เงียบจนเหมือนเรารอเวลาตาย มันไม่น่าจะเงียบถึงขนาดนั้นเลย ไม่มีเสียงปืน ไม่มีการเคลื่อนไหวต่อต้าน ความเงียบอย่างนั้นมันน่ากลัวเสียกว่าจะถูกยิงเสียอีก เงียบเหมือนอยู่ในนรก รู้สึกว่านั่งรอเวลาตายแท้ๆ มือข้างหนึ่งอยู่ที่คันบังคับ รอว่าเมื่อไรกับดักที่เขาดักเราไว้จะกางออก”
ประตูท้ายเปิดออกหน่วยจู่โจมแต่ละส่วนเข้าวิ่งประจำตามจุดที่กำหนดไว้ พลเเม่นมือควานหาเป้าหมายของตน เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นก่อนเที่ยงคืน ลูกน้องของยอนนี่เด็ดชีพผู้ก่อการร้ายชาวเยอรมัน ขณะที่นิ้วของมันแตะอยู่ที่ไกปืน ระหว่างหมุนตัวกลับหันมายกปืนขึ้นเตรียมยิง เสียงปืนของทหารอิสราเอลแผ่กัมปนาทแหวกความมืดแทรกเข้าร่างมันเสียก่อนเป็นศพแรก ผู้ก่อการร้ายผู้หญิงชาวเยอรมันอีกคนมีระเบิดอยู่ในมือ ยืนตะลึงพลันรู้ว่าตัวเองสิ้นหวัง เมื่อหน่วยจู่โจมของอิสราเอล จ่อกระบอกปืนมาที่เธอห่างไปเพียงสองสามหลา แล้วกดไกจนกระสุนหมด เขาบอกว่า “เขาไม่เคยยิงผู้หญิงมาก่อน ยิงไปแล้วเหมือนไม่มีสติไปด้วย”
กำลังเสริมจากเครื่องลำที่สามเข้ามาพอดี เสียงร้องตะโกนเข้าไปในตัวตึกเป็นภาษฮีบรู ว่าให้ “หมอบลง หมอบลง” ผู้โดยสารซึ่งเป็นตัวประกันบางคนตกตะลึง ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ผู้ก่อการร้ายชาวอาหรับสองคนยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้โดยสาร คนหนึ่งใช้ปืนกลยิงตอบโต้และยิงใส่กลุ่มตัวประกัน อีกคนหนึ่งใช้ปืนรีวอลเวอร์ หน่วยจู่โจมของยอนนี่หันไปหาที่มาของเสียงปืน แล้วปืนทุกกระบอกก็ลั่นกระสุนเข้าใส่เป้าเดียวกัน ความอลม่านเกิดขึ้นบ้าง เพราะผู้โดยสารบางคนคิดว่าผู้ก่อการร้ายลงมือสังหารตัวประกัน เด็กบางคนตกใจร้องไห้ ยอนนี่และหน่วยจู่โจมของเขาไล่ล่าผู้ก่อการร้ายที่เหลืออยู่ขึ้นไปบนตัวตึกชั้นบน คนหนึ่งแอบในตู้ คนหนึ่งอยู่ในส้วม ทั้งคู่มีอาวุธ และถูกเด็ดชีพในที่สุด ผู้ก่อการร้ายคนที่เจ็ดวิ่งหนีไปทางด้านเหนือของตัวตึกแต่ถูกจัดการได้ในที่สุด



ทหารยูกานดาที่อยู่ในหอบังคับการบินเริ่มรู้ตัว ระดมยิงใส่ทหารอิสราเอล มีเสียงออกมาจากวิทยุว่า “ยอนนี่ ถูกยิง ยอนนี่ ถูกยิง” เสียงนี้เขย่าขวัญทหารทุกคน เขย่าขวัญผู้บัญชาการทหารทุกคนในเทลาวีฟ ที่เฝ้าฟังการปฏิบัติการ ได้จากการติดต่อวิทยุเท่านั้น เขาล้มคว่ำลงตรงหน้าประตูหอบังคับการบิน เลือดออกอย่างน่ากลัว แต่หน่วยจู่โจมของเขาก็รุกหน้าไปเพื่อเข้าควบคุมหอบังคับการบินให้ได้
รถสายพานลำเลียงและรถจี๊บติดปืนไร้แรงสะท้อน แล่นออกไปที่หน้าสนามบิน เพื่อเตรียมรับมือทหารยูกานดาที่คาดว่าอาจจะเคลื่อนกำลังเข้ามา ประเมินว่าอาจจะมีรถถังเข้ามาร่วมด้วยแต่โชคดีที่มีเพียงหน่วยทหารขนาดเล็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หลงเข้ามาและถูกทหารอิสราเอลซุ่มโจมตีเสียก่อน
ระหว่างนั้นเครื่องบิน C-130 หมุนตัวหันท้ายเข้าหาผู้โดยสารที่กำลังวิ่งเข้ามา แต่ละลำที่ลงจอดจะมีหน่วยคุ้มกันลำละสิบสองคน เดิมมีแผนที่จะแอบเติมน้ำมันที่สนามบินเอนเทบเบ้ แต่การปฏิบัติการเสร็จเร็วเกินคาด จึงเปลี่ยนแผนไปเติมที่เคนย่าห่างออกไป 50 นาทีในขณะที่เหลือน้ำมันบินได้อีก เพียง 90นาที นักบินเสี่ยงไปตายเอาดาบหน้า
เสียงรายงานที่พอจับใจความได้ว่า

”ขึ้นเครื่องยี่สิบแล้ว ยี่สิบเอ็ด มาอีกสิบทั้งกลุ่ม”

ร่างไร้วิญญาณของยอนนี่ถูกนำขึ้นเครื่องพร้อมกับผู้โดยสาร ลูกน้องของเขาร้องไห้เพราะคิดว่าเขาเพียงบาดเจ็บ อาศัยเวลาที่เหลือทหารอิสราเอลจับตัวทหารอูกานดาได้สองคน และมัดมือมัดขาเอาไว้เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ อีดี้ อามิน ทหารอิสราเอลหลีกเลี่ยงที่จะฆ่าทหารยูกานดา เพราะเป็นทหารที่อิสราเอลเคยมาฝึกไว้ให้ อิสราเอลประมาณว่ามีทหารยูกานดาตายเพียง 20 นาย แต่ทางการยูกานดารายงานว่ามี 45 นาย เชื่อว่าจำนวนที่เกินมา เกิดจากน้ำมือของ อีดี้ อามิน ที่สั่งฆ่าลูกน้องของตนเพราะความโกรธแค้น
แผนปฏิบัติการใช้เวลาเพียง 55 นาที เร็วกว่าที่คาดไว้ 2 นาที ก่อนที่กองบินรบของอิสราเอลจะลาจากเอนเทบเบ้ อิสราเอลได้ทำลายสถานีเรดาร์ และเครื่องบิน MIG ที่จอดอยู่เพื่อป้องกันการไล่ติดตาม แถมยังได้แอบถอดอุปกรณ์พิเศษบางอย่างติดมือกลับไปอีกด้วย พวกผู้ก่อการร้ายคาดว่าจะมีทั้งหมด10 คน ถูกสังหารไป 7 คน อีก 3 คนที่เหลือคาดว่าน่าจะถูกจับเป็น แต่ทางการอิสราเอลปฏิเสธ สิ่งที่อิสราเอลสูญเสียไปคือ เครื่องปั๊มน้ำมันทันสมัยซึ่งเตรียมไว้เพื่อเติมน้ำมันที่เอนเทบเบ้ อิสราเอลจำต้องทิ้งไว้ เพื่อให้เครื่องบินมีระวางบรรทุก พอที่จะนำอุปกรณ์เรดาร์โซเวียตที่เป็นความลับกลับประเทศ
มีเสียงระเบิดและเปลวไฟจากเครื่องบิน MIG ให้ได้ยินได้เห็นก่อนประตูท้ายของเครื่องกำลังปิดลง เครื่องบินที่ลงเป็นลำแรกได้ออกจากเอนเทบเบ้เป็นลำสุดท้าย


ภาพจาก
Please, Log in or Register to view URLs content!

กองบินรบทั้งหกลำมุ่งสู่สนามบินเอมบากาซี ประเทศเคนยา สองลำแรกที่ลงก่อนเป็นเครื่องบิน Boeing 707 ต่อมาอีกสามสิบนาทีเป็นเครื่องบิน C-130 ทยอยกันมาลง หอบังคับการบินเอมบากาซีมึนงง และสับสนกับการมาถึงของเครื่องบินที่ไม่มีกำหนดการบินล่วงหน้า แต่ก็อนุญาตให้ลงเพราะได้รับแจ้งว่ามีเหตุฉุกเฉินต้องร่อนลงโดยด่วน
เครื่องบินเติมน้ำมันจนอิ่ม ผู้โดยสารได้รับการช่วยเหลือ พวกบาดเจ็บสาหัสสองคนต้องเข้ารักษาพยาบาลในเคนย่า เวลาก่อนรุ่งเช้าสองชั่วโมง กองบินรบอิสราเอลทั้งหมดได้ขึ้นจากเอมบากาซี มุ่งหน้าสู่อิสราเอล
ในขณะที่ปฏิบัติการฟ้าฟาด ดำเนินอยู่ อีดี้ อามิน อยู่ระหว่างการหลับใหล เขาไม่รู้อะไรเลย จนกระทั่งเกือบรุ่งเช้า เขาจึงทราบข่าวการบุกเอนเทบเบ้ และโทรศัพท์ไปต่อว่าอิสราเอล ก่อนจะวางหูเขาสารภาพว่า
”พูดอย่างทางทหารนะ ไม่ใช่นักการเมือง ผมอยากจะบอกคุณว่า ทหารของคุณเยี่ยมมาก หน่วยจู่โจมของคุณเก่งจริงๆ”
ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะชื่นชมวีรกรรมของทหารอิสราเอล ที่พวกเราควรถือเอาแบบอย่าง แต่ใช่ว่าจะเกลียดชังผู้ก่อการร้ายเสียเลยทีเดียว เพราะคิดเสมอว่า ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนามีสิทธิ์ที่จะยืนหยัดอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีเกียรติ เท่าเทียมกัน
ปฏิบัติการของอิสราเอลที่สนามบินเอนเท็บเบ้ ก็เหมือนกับการเข้าช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม สิทธิของประเทศที่จะเข้าสอดแทรกโดยใช้กำลังเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนของตนในอาณาเขตของประเทศอื่นนั้นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งในคำพิพากษาและโดยการปฏิบัติ เพราะอารยชนย่อมถือว่าเสรีภาพของมนุษย์สำคัญกว่ากฎหมายอื่นใด และจะไม่มีบูรณภาพของดินแดนใดละเมิดเสรีภาพของมนุษย์ได้
ในเวลาต่อมาแผนปฏิบัติการครั้งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปฏิบัติการโยนาธาน (Operation Yonatan) เพื่อเป็นเกียรติแก่พันโท โยนาธาน ยอนนี่ เนตานยาฮู ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการ

ในย่อหน้า 3.3 ผู้เขียนได้นำมาจากหนังสือ “แผนฟ้าผ่า” ซึ่งแปลโดยคุณ ”พงษ์ พินิจ” ของสำนักพิมพ์สยามสปอร์ตพับลิชชิ่ง จำกัด ซึ่งพิมพ์ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519

3.4 การร่วมเหตุการณ์สำคัญของไทย
ทุกครั้งที่ได้เห็นภาพเครื่องบิน C-130 ของเรานำพี่น้องชาวไทย ที่ประสบวิกฤตการณ์จากต่างประเทศ กลับมาถึงสนามบินดอนเมือง เช่น จากประเทศพม่าในเหตุลอบวางระเบิดกรุงร่างกุ้ง จากประเทศกัมพูชาในกรณีประท้วงสถานทูตไทย และอีกจากหลายประเทศ ผู้เขียนมีความรู้สึกปิติยินดีและภาคภูมิ ยินดีที่เห็นคนไทยได้กลับบ้าน ได้กลับมาแผ่นดินเกิด มาพบญาติพี่น้องที่รออยู่ด้วยความกังวลใจ และถึงแม้ว่าผู้เขียนจะไม่เคย ร่วมปฏิบัติการดังกล่าวโดยตรงทุกครั้ง แต่ผู้เขียนแอบภูมิใจเสมอที่ช่วงชีวิตหนึ่งได้เคยร่วมบิน ร่วมฝึก และสอนนักบินของเราเหล่านั้น ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ และยังทำให้คิดต่อไปได้ว่า เกิดเป็นคนไทยแล้ว ไม่ว่าจะประสบภัยอยู่แห่งใด กองทัพอากาศพร้อมไปช่วยเหลือเสมอ โดยไม่เกี่ยงว่าภัยร้ายแรงนั้นจะมาจากธรรมชาติ จากการเมือง หรือจากเงื้อมือของผู้ก่อการร้าย

การปฏิวัติรัฐประหาร (เมษาฮาวาย)
บันทึกเหตุการณ์ การเมืองไทยระหว่าง 1-3 เมษายน พ.ศ. 2524 ช่วงเวลาไม่ทันครบหนึ่งปี ที่เครื่องบิน C-130 เข้าประจำการในกองทัพ มันได้ร่วมในเหตุการณ์สำคัญของชาติ มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ เลือดคนไทยไม่ต้องไหลนองแผ่นดิน มันคุ้มราคาค่าตัวป้ายแดงที่เพิ่งจะเริ่มผ่อนไปในทันที เหตุการณ์ยึดอำนาจการปกครองจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มนายทหารยังเติร์ก ที่คุมกำลังทหารในกรุงเทพฯ ด้วยกำลังรบหลักไม่ต่ำกว่า 48 กองพัน ได้จับตัว พลเอกเสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลโทหาญ ลีนานนท์, พลตรีชวลิต ยงใจยุทธ และพลตรีวิชาติ ลายถมยา ไปไว้ที่หอประชุมกองทัพบก และออกแถลงการณ์คณะปฏิวัติ
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ตั้งกองบัญชาการตอบโต้ โดยได้กำลังสนับสนุนจาก พลตรี อาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ 2
การเคลื่อนกำลังจากนครราชสีมาเพื่อกดดันฝ่ายก่อการ โดยทางบก ย่อมจะทำให้ฝ่ายก่อการล่วงรู้ และอาจเกิดการปะทะได้โดยง่าย กองทัพอากาศได้สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล โดยการใช้เครื่องบิน C-130 จำนวนทั้งหมด 3 ลำที่มีอยู่ ค่อยๆทยอยลำเลียงทหารของกองทัพภาคที่ 2 เข้าสู่กรุงเทพ ตลอดทั้งคืน บินรับส่ง ดอนเมือง-โคราช-ดอนเมือง หลายสิบเที่ยวบิน โดยมิได้ดับเครื่องยนต์ จนฝ่ายรัฐบาลมีกำลังมากพอ ที่จะกดดันฝ่ายก่อการ กอรปกองทัพอากาศแสดงท่าทีชัดเจน ด้วยการใช้เครื่องบิน F-5 บินแผดเสียง ข่มทหารฝ่ายก่อการฯใจกลางกรุงเทพมหานคร ทำให้ฝ่ายก่อการฯยับยั้งชั่งใจ ในที่สุดการปฏิวัติรัฐประหาร สิ้นสุดลงโดยไม่ได้มีการปะทะสู้รบ แม้เครื่องบิน C-130 มิใช่กุญแจดอกสำคัญ โดยตรงที่ทำให้สถานการณ์ สิ้นสุดลงด้วยดี แต่มันคือจักรกลสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้คนไทยไม่ต้องฆ่ากันเอง

การส่งความช่วยเหลือให้แก่มิตรประเทศ

น้ำใจไทยไม่เคยแห้งหาย ยามใดที่เพื่อนบ้านประสบภัย หรือวิกฤตการณ์ร้าย คนไทยไม่เคยนิ่งดูดาย เร่งส่งความช่วยเหลือไปยังประเทศต่างๆในทันที ทันใด เพื่อให้ทันต่อความต้องการ ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง รัฐบาลไทยได้ส่งความช่วยเหลือไปยังประเทศต่างๆดังนี้

ในวันที่18 ก.ค.2533 ลำเลียงข้าสารและเวชภัณฑ์ ไปช่วยเหลือประชาชนชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งประสบอุทกภัย จำนวน 6 เที่ยวบิน
ในวันที่ 8 พ.ค.2534 ลำเลียงข้าสารและเวชภัณฑ์ ไปช่วยเหลือประชาชนชาวบังคลาเทศ ซึ่งประสบอุทกภัย จำนวน 4 เที่ยวบิน
ในวันที่ 21 ก.ค.2534 โดยคำสั่งของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ประธาน รสช.สั่งให้ เครื่องบินC-130จำนวน 4 ลำ บินตรง กรุงเทพ-ปักกิ่ง ราว 8 ชั่วโมง ลำเลียงข้าวสารและเวชภัณฑ์ ไปช่วยเหลือประชาชนชาวจีน ซึ่งประสบอุทกภัย จำนวน 8 เที่ยวบิน
ในวันที่ 1 ก.ย.2534 และ19 พ.ย.2534 ลำเลียงข้าสารและเวชภัณฑ์ ไปช่วยเหลือประชาชนชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งประสบภัยพิบัติจาภูเขาไฟระเบิด จำนวน 4 เที่ยวบิน
การส่งความช่วยเหลือไปทางอากาศย่อมเหมาะสมที่สุด เร็วที่สุด ในการบรรเทาความเดือดร้อน บางครั้งฟ้าฝนในพื้นที่ที่ประสบภัยยังไม่จางหาย นักบินและลูกเรือของเราที่บินในเที่ยวนั้นแทบเอาตัวไม่รอด เพราะต้องประสบกับการบินสภาพอากาศ ที่แปรปรวน และพร่ามัว เพื่อเป็นตัวแทนของคนไทย น้ำใจไทย ในยามที่เพื่อนมนุษย์ประสบวิกฤต

การจี้ชิงตัวพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมืองในครั้งนั้นจะเริ่มต้น เกิดขึ้น และจบลง โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ไม่ได้เลย หากไม่มี เครื่องบินและนักบินC-130 ที่มีใจแกร่งดังภูผา เข้าร่วมฯในเหตุการณ์ ความวุ่นวายทางการเมืองส่อเค้าขึ้น ด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น สถาบันทหารถูกท้าทาย เครื่องบิน C-130 ถูกใช้เป็นสถานที่ลงมือในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนั้น แน่นอนว่าผู้วางแผน ต้องรู้จักทุกซอกทุกมุมของเครื่องบิน C- 130 เป็นอย่างดี เท่านั้นยังไม่พอ เขาย่อมเป็นที่ได้รับการยอมรับจากลูกเรือ C- 130 ทุกคน อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ
เช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี และคณะมีกำหนดการที่จะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ กองทัพอากาศจึงได้ “จัด” เครื่องบิน C- 130 ติดตั้ง VIP Module ที่เพิ่งซื้อมาใหม่เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง เมื่อมาถึงท่าอากาศยานทหารดอนเมือง มีสื่อมวลชนติดตามมาบ้าง ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ว่าจะเป็นวันที่สุดท้ายในการดำรงตำแหน่ง นายกฯก้าวขึ้นเครื่องทางประตูหน้า จนท.รปภ.ประจำตัว และคณะผู้ติดตามส่วนใหญ่แยกไปขึ้นประตูด้านท้าย เพราะการจัดที่นั่งใน VIP Module ของเครื่องบิน C- 130 ทำให้ นายกฯ และจนท.รปภ.ประจำตัว ถูกแยกออกจากกันโดยปริยาย และเป็นกฎเหล็กเมื่อเครื่องบินจะทำการตั้งตัววิ่งขึ้น ทุกคนบนเครื่อง ต้องรัดสายเข็มขัด รัดตัวติดกับที่นั่ง รวมทั้ง รปภ.ประจำตัวนายกฯ
เส้นทางบินไปเชียงใหม่ถูกเคลียร์ไว้อย่างปลอดโปร่ง เพื่อการเดินทางอย่างราบรื่นของนายกฯ ไม่น่าจะมีสิ่งใดเป็นอุปสรรค แต่แล้วเหตุการณ์ที่ทำให้การเมืองไทยต้องจารึกได้เกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินC-130 เร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง ทะยานไปข้างหน้า ก่อนที่ล้อเครื่องบินจะพ้นจากพื้น นักบินกลับทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ คือ ผ่อนกำลังเครื่องยนต์ลงทันที พร้อมกับเบรกอย่างแรง ความผิดปกติอย่างแรกที่เกิดขึ้น รับรู้โดยหอบังคับการบิน แต่ยังงงอยู่กับการตัดสินใจของนักบิน ขณะที่เครื่องบินลดความเร็วลงอย่างรุนแรง ทุกคนบนเครื่องนั่งเกร็งอยู่กับเก้าอี้ คอยฟังว่านักบินจะให้คำแนะนำอย่างไร แต่แล้วคณะผู้ก่อการที่แฝงตัว อยู่ตามซอกลืบของเครื่องบิน ออกจากที่ซ่อน รุกเข้าถึงตัว และปลดอาวุธ รปภ.ก่อนที่จะได้ทำหน้าที่ และแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีว่า หน้าที่ของท่านได้สิ้นสุดลงแล้ว นักบินนำเครื่องกลับเข้าไปยังท่าอากาศยานทหารอีกครั้ง ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น หน.คณะผู้ก่อการ ได้ประกาศผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ถึงความจำเป็นในการยึดอำนาจ จากนั้นประวัติศาสตร์การเมืองประเทศไทยได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกครั้งหนึ่ง โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องบิน C- 130 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

การบินรับส่งเสด็จสมเด็จย่า
6 พ.ย.2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จประทับ เครื่องบิน C-130 หมายเลข ๖๐๑๑๑ ไปสนามบินเชียงรายเพื่อเยี่ยมอาการสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี ซึ่งประชวรอยู่ที่พระตำหนักดอยตุง จากนั้นไม่กี่วันถัดมา 11 พ.ย.2536 เครื่องบินลำนี้ ได้รับการดัดแปลงพื้นที่ส่วนหลังห้องประทับ ให้สามารถติดตั้งเตียงพยาบาลได้ และใช้เป็นเครื่องบินราชพาหนะนำสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี กลับมาถวายการรักษา ในกรุงเทพฯ โดยมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระ
ราชดำเนินมาด้วยในเที่ยวบินนั้น

การช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา
การช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชาเกิดขึ้นถึงสองครั้ง เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ในเวลาห่างกันไม่ถึงสามปี


ครั้งแรก
เมื่อ 8 ก.ค.2540 เกิดขึ้นการแย่งชิงอำนาจภายในกันเอง ของกลุ่มต่างๆในประเทศกัมพูชา เหตุการณ์ความรุนแรงทวีขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลไทยซึ่งมีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยความมั่นคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ลุกลาม มีการปะทะกันถึงขั้นแตกหัก ส่งผลให้ชาวต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยได้รับผลกระทบ รัฐบาลไทยจึงได้สั่งให้ กองทัพอพยพคนไทยกลับบ้าน จากสนามบินโปเชงตง กลางกรุงพนมเปญ จำนวน 830 คน รวม 8 เที่ยวบิน รายละเอียดการช่วยเหลือคนไทยและชาวต่างชาติในครั้งนี้ คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งที่สองมีผู้บันทึกไว้ดังนี้

ครั้งที่สอง (คัดลอกบทความจาก thaifighter internet)
เหตุการณ์สถานทูตไทยในกัมพูชาถูกเผา เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2543 เริ่มขึ้นโดยประชาชนกัมพูชาบางส่วนไม่พอใจในการเข้าไปมีผลประโยชน์ทางการค้าของนักธุรกิจไทย มีการทำลายอาคารร้านค้าของคนไทย จนลามไปถึงการเผาสถานทูต ทางการไทยต้องใช้แผนอพยพคนไทยอย่างเร่งด่วน ซึ่งกองกำลังในการปฏิบัติการส่วนใหญ่มาจากกองทัพอากาศ ประกอบด้วยเครื่องบินหลายแบบ และทหารอากาศโยธินจำนวนหนึ่ง แผนปฏิบัติการ คือ ใช้เครื่องบินC-130 จำนวนหลายลำร่อนลงที่สนามบิน โดยลำแรกที่ลงไปจะมีอากาศโยธิน 2 หมู่ และรถฮัมวีย์ติดปืนกลลงไปด้วย เมื่อถึงพื้นรถฮัมวีย์จะเคลื่อนไปตรึงกำลังไว้ที่ขอบสนามบิน เพื่อกันไม่ให้ทหารเขมรเข้ามาใกล้เครื่องบิน C-130 ได้ ทหารอากาศโยธินส่วนหนึ่งก็จะช่วยกันลำเลียงคนไทยที่มารออยู่ที่ในสนามบินแล้วขึ้นเครื่องบิน C-130 ที่จอดรออยู่ และใช้เครื่องบิน G-222 ลอยลำเหนือสนามบิน เพื่อเป็น กองบัญชาการลอยฟ้า นอกจากนั้นยังมีเครื่องบิน F-16 และเฮลิคอปเตอร์ และเรือรบอีกหลายลำ คอยเตรียมพร้อมไว้เบื้องหลัง หากเหตุการณ์เลวร้ายลง แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยดี สามารถอพยพคนไทยออกมาได้โดยปลอดภัย

แผนการกำหนดขึ้นโดยมี กองกำลังทหารทั้งสามเหล่า ซึ่งเป็นหน่วยคอมมานโดและหน่วยรบพิเศษ แต่ไม่ผิดนักที่จะกล่าว่า เครื่องบินลำเลียง C-130 ของกองทัพอากาศ กลายเป็นพระเอกอีกครั้งในการเหินฟ้าไปรับคนไทยราว 700 คน ที่หนีไฟแค้นจากเกมการเมืองภายในเขมร จากกรุงพนมเปญ กลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่กว่าที่ทุกอย่างจะออกมาอย่างสำเร็จและสวยงาม ดั่งฉากหน้า ก็ย่อมมีฉากหลังที่ต้องเตรียมการกันเป็นอย่างดี
ราว 22.00 นาฬิกา ของวันพุธที่ 29 ธันวาคม 2543 ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วางหู ไม่กี่นาที ทั้ง บิ๊กอ้วน พล.อ.สัมพันธ์ บุญญานันต์ ปลัดกลาโหม บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.สส. บิ๊กเกาะ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ผบ.ทบ. บิ๊กช้าง พล.ร.อ.โสมาภา และพี่บิ๊ก พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา ผบ.ทอ. ก็มาถึงทำเนียบรัฐบาลพร้อมด้วย พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ประธานคณะที่ปรึกษา ทบ. และบิ๊กแบ็งค์ พล.ท.ประพาฬ นิลวงศ์ ผบ.ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรก.) และติดตามด้วย บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

พ.ต.ท.ทักษิณ นั่งหัวโต๊ะ หารือเครียดเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่เผาผลาญสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ โรงแรมของคนไทยอย่าง รอยัล-พนมเปญ, รีเจ้นท์ปาร์ค และจูเลียน่า ไปจนถึงอาคารของบริษัทสามารถ เทเลคอม ซีพี และชินวัตร มีแก๊งมอเตอร์ไซค์วัยรุ่นไล่ล่าถามหาคนไทย ณ เวลานั้น ดูเหมือนจะมีเพียง พล.อ.เตีย บันห์ รมว.กลาโหมกัมพูชาเท่านั้นที่รับสาย ส่วนนายกฯ ฮุน เซน นั้น เก็บตัวเงียบ จึงมี พล.อ.วิชิตในฐานะเพื่อนรักเพื่อนซี้ คอยโทรศัพท์ประสานกับ พล.อ.เตีย บันห์ อยู่ตลอดเวลา
แม้จะถูกมองว่ามีปัญหาคาใจกัน แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทุบโต๊ะแต่งตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในการคลี่คลายสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะการรับคนไทยจากกัมพูชากลับประเทศแม้ใจจริงที่แสนจะร้อนเร่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องการให้เครื่องบิน C-130 พร้อมคอมมานโดบินด่วนกลางดึกไปยังกรุงพนมเปญ ตามที่ตะโกนใส่หูนายกฯ ฮุน เซน เลยก็ตาม แต่ที่ประชุมต่างชี้ให้เห็นถึงข้อเสียมากกว่า และต้องให้เวลา พ.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้ช่วยทูตทหารบกไทยประจำกรุงพนมเปญ และ นายชัชเวทย์ ชาติสุวรรณ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ในการรวบรวมและนัดแนะคนไทย เพื่อเตรียมไปขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน และเรื่องอธิปไตยของเพื่อนบ้านทุกอย่าง จึงเตรียมพร้อมสำหรับการบินไปรับคนไทยกลับบ้าน ทันทีที่รุ่งสาง ที่มิได้หมายความว่ารุ่งสาง ณ บางกอก แต่เป็นรุ่งสาง ณ พนมเปญ
ในฐานะที่เคยเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในการแก้ไขปัญหากะเหรี่ยงก๊อดอาร์มี่บุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อ 24 มกราคม พ.ศ. 2542 มาแล้ว ครั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็รับบทสำคัญอีกครั้ง ด้วยการวางแผนอย่างใกล้ชิดกับสามเหล่าทัพ โดยมีการนำเอาแผนการเตรียมพร้อมในการอพยพนอกราชอาณาจักรที่มีอยู่แล้ว มาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์โดยใช้กำลังร่วมของทั้งทบ.ทร. และ ทอ.โดยมีบก.สส. ป็นผู้บัญชาการ ราว 23.00 น. แผนปฏิบัติการที่เรียกว่า "โปเชนตง 1 และ 2" ก็ได้รับการอนุมัติ
พล.ร.อ.ทวีศักดิ์ สั่งให้เรือหลวงจักรีนฤเบศร ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยัง จ.ตราด เพื่อไปลอยลำอยู่ในทะเลหลวงในเขตรอยต่อน่านน้ำไทย-กัมพูชา เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย และรับคนไทยกลับบ้านในอีกเส้นทางหนึ่ง โดยบนเรือมีเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่ง AV-8 แฮร์ริเออร์, ฮ. แบบ Bell 412 ฮ. S-76B และ ฮ.ซีฮอว์ก รวม 7 ลำโดยมีเรือหลวงพุทธเลิศหล้าและเรือหลวงสุโขทัยตามไปเป็นเรือคุ้มกัน และสมทบกำลังกับเรือหลวงสู้ไพรี เรือหลวงศรีราชา และเรือ ต.82 ที่รออยู่ในน่านน้ำแล้ว
ส่วน พล.อ.อ.คงศักดิ์ก็สั่งการให้ น.อ.นิรันดร์ ยิ้มสรวล ผบ.บน.6 เตรียมเครื่องบินลำเลียง C-130 และให้ พล.อ.ท.สมหมาย ดาบเพ็ชร์ ผบ.หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน (ผบ.อย.) เตรียมกำลังหน่วยคอมมานโด ของกรมปฏิบัติการพิเศษ อย. จำนวน 80 คน และมอเตอร์ไซค์ลาดตระเวน 2 คัน นำทีมโดย น.อ.พีระยุทธ แก้วใส ผบ.กรมปฏิบัติการพิเศษ อย. ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เลือกให้หน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว (RDF-rapid deployment forces) อันเป็นทหารรบพิเศษหมวกแดงของ ร.31 รอ.ลพบุรี ของผู้การโชย พ.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.ร.31 รอ.เตรียมกำลังหน่วยรบพิเศษแทรกซึม จำนวน 30 คน และรถลาดตระเวน ฮัมวี่ 4 คัน และรถมอเตอร์ไซค์ยุทธวิธี 2 คันเพียงแค่ 2 ชั่วโมงหลังจากได้รับคำสั่ง กำลังทหารรบพิเศษ พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์จากลพบุรี ก็เดินทางมาถึงที่กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อสมทบกำลังของ อย. โดยที่ พล.อ.ต.สุเมธ โพธิ์มณี ผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง (ผบ.ดม.) รับผิดชอบการ รปภ. ในพื้นที่สนามบิน ห้ามไม่ให้คนนอกโดยเฉพาะสื่อมวลชนเข้ามา เนื่องจากไม่ต้องการให้เห็นภาพการนำกำลังรบ เพราะอาจจะดูเหมือนไปบุกรุกเพื่อนบ้าน โดยเปิดให้เข้าเมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าไปแล้ว
การประชุมวางแผนการปฏิบัติการตามแผน "โปเชนตง1" และ "โปเชนตง 2" ในรายละเอียด ก็เกิดขึ้นที่สนามบิน โดยมีเครื่องบิน G-222 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบิน C-130 อีก 5 ลำ เตรียมพร้อมรับคนไทยกลับบ้าน โดยมี พล.อ.อ.ระเด่น พึ่งพักตร์ ผบ.หน่วยบัญชาการยุทธทางอากาศ (ผบ.บยอ.) เป็นผู้บัญชาการการปฏิบัติตามแผน ที่ทำให้เขาได้กลับมาสวมชุดนักบินขับไล่อีกครั้ง โดยทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองบัญชาการลอยฟ้า บนเครื่องบิน G-222 ที่จะลอยลำอยู่กลางเวหา เหนือเกาะกง ของกัมพูชา เพื่อบัญชาการและติดต่อสื่อสารกับบิ๊กบ๊อบ พล.ท.อ.คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา รอง ผบ.บยอ. เป็นผู้บัญชาการภาคพื้น คุมเครื่องบิน C-130 ทั้ง 5 ลำ ที่ต้องลงจอด โดยมี พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ เป็นผู้ประสานงานติดต่อกัมพูชา อำนวยการเดินทางด้วยตนเองเพื่อรับคนไทยชุดแรก 511 คน กลับบ้าน พร้อมสั่งให้เครื่องบิน F-16 ของกองบิน 1 โคราช เตรียมพร้อมสำหรับแผน "โปเชนตง2 " หากเกิดเหตุรุนแรงและฉุกเฉินขึ้น ภายในไม่เกิน 20 นาที ก็จะถึงที่หมาย

เวลา 05.15 น. เครื่องบิน C-130 ลำแรกก็ทะยานขึ้นฟ้า มุ่งสู่สนามบินโปเชนตง กลางกรุงพนมเปญ ติดตามด้วยลำที่ 2, 3, 4, 5 ที่มีคอมมานโดและหน่วยรบพิเศษ กระจายกันอยู่ทุกลำ และตามด้วย G-222 ที่เป็น บก.ลอยฟ้า โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.อ.คงศักดิ์ มานั่งบัญชาการอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพอากาศ โดยตลอดแผน "โปเชนตง 1" เตรียมไว้สำหรับเหตุการณ์ปกติ โดยเครื่องบิน C-130 ทั้ง 5 ลำ ที่ลงจอดนั้น จะไม่มีการดับเครื่อง ในระหว่างนั้นหน่วยคอมมานโดและทหารรบพิเศษ รวม 110 คน พร้อมอาวุธครบมือ และเป้สนาม และรถฮัมวี่ ก็วิ่งลงจากเครื่องบิน ออกกระจายโดยรอบสนามบินโปเชนตง เพื่อรักษาความปลอดภัย ในขณะที่คนไทยเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งขึ้นเครื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจนับจำนวนแบบรวดเร็ว

ส่วนแผน "โปเชนตง2" นั้น เตรียมไว้สำหรับเกิดเหตุรุนแรง เนื่องจากในค่ำนั้น มีการข่าวรายงานว่าม็อบในกรุงพนมเปญ ซึ่งรับชมข่าวและการรายงานสดทางโทรทัศน์ของไทยได้ล่วงรู้ว่ารัฐบาลไทยจะส่งเครื่องบินมารับคนไทย จึงมีแผนการซื้อน้ำมันเพื่อมาเผาโดยรอบสนามบิน ทำให้ พล.อ.วิชิต ต้องประสานกับ พล.อ.เตีย บันห์ รมว.กลาโหมกัมพูชา เพื่อนำกำลังทหารมาดูแลโดยรอบสนามบินโปเชนตงเอาไว้แต่กระนั้นหน่วยคอมมานโดและรบพิเศษก็ไม่ประมาท เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอาจจะต้องถล่มพนมเปญ เพื่อช่วยคนไทยกลับบ้าน จึงไม่แปลกที่ทหารรบพิเศษและหน่วยคอมมานโดทุกคนจะมีเป้สนามติดหลังที่ไม่เพียงมีอาวุธและกระสุนเท่านั้น แต่ยังมีอุปกรณ์ยังชีพเผื่อว่าจะต้องอยู่ในพนมเปญมากกว่าหนึ่งวันโดยที่เครื่องบินรบบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ ที่ลอยลำรออยู่ และเครื่องบิน F-16 ที่เตรียมพร้อมในที่ตั้ง พร้อมจะมาสมทบ เพราะงานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไฟเขียวไว้แล้ว ให้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของไทย แต่โชคดีที่งานนี้ไม่ต้องใช้แผน "โปเชนตง 2" เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยมี พล.อ.เตีย บันห์ รมว.กลาโหมเขมรที่พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ ส่งทหารมาดูแลสนามบินให้
จากนั้นเวลา 07.50 น.เครื่องบิน C-130 ลำแรกกลับมาลงจอดที่สนามบินกองทัพอากาศดอนเมือง จนลำที่ 5 ในเวลา 09.30 น. และลำสุดท้าย G-222 บก.ลอยฟ้า ในเวลา 09.40 น. เสียงปรบมือก็ดังกระหึ่ม พร้อมด้วยการจับมือแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่นำคนไทย 511 คนกลับบ้าน ชุดแรกโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ มารอรับด้วยตนเองจากนั้นในตอนบ่าย เครื่องบิน C-130 อีก 2 ลำ นำโดย พล.อ.วิชิต และทีมเดิมบินไปรับคนไทยที่ตกค้างอีก 192 คน รวมทั้งเอกอัครราชทูตไทย ผู้ช่วยทูตทหารไทย และเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยทั้งหมดจากกรุงพนมเปญอีกครั้ง ก่อนกลับมาถึงอย่างปลอดภัยและความยินดีของญาติๆ พร้อมด้วยคำชื่นชมจากทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม

ในเวลา 08.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหม พล.อ.สัมพันธ์ บุญญานันท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา ผบ.ทอ. และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งญาติพี่น้องของคนไทย ที่หนีตายจากประเทศกัมพูชาเดินทางมาถึงสนามบิน บน.6 รอรับคนไทยที่เดินทางกลับจากกัมพูชา โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า การรับคนไทยกลับ ใช้เครื่องบิน C- 130 จำนวน 5 ลำ ขนคนไทยกลับมาได้ 560 คน เท่าที่ทราบ มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน มีไฟลวกบ้างเป็นบางคน ระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรี ได้รับโทรศัพท์จากนายสมมาตร ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งโทรศัพท์เข้ารายการวิทยุ เพื่อขอความช่วยเหลือจากเสียมเรียบ โดยนายกฯได้ซักถามถึงเหตุการณ์ นายสมมาตรบอกว่า มีคนไทยต้องการกลับอีก 110 คน อยู่ที่โรงแรมอังกอร์ซิตี้ และไม่สามารถที่จะจ่ายค่าเครื่องบินได้ เนื่องจากธนาคารปิดทำการ พ.ต.ท.ทักษิณจึงรับปากว่าจะประสานงานกับ สายการบินบางกอกแอร์เวย์สเพื่อรับกลับ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางจากโรงแรมไปสนามบิน เพราะระยะทางห่างกัน 4 ก.ม.

08.10 น. คนไทยชุดแรกถึงมาตุภูมิ ส่วนการเดินทางมาถึงเมืองไทยของบรรดาผู้หนีตายจากเหตุการณ์จลาจลที่กัมพูชา ทางเครื่องบิน C-130 ที่กองทัพอากาศส่งไปรับนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเครื่องบินจะร่อนลงที่สนามบิน บน.6 มีรถพยาบาล 3-4 คัน มารอรับผู้บาดเจ็บและรถบัสของกองทัพอากาศกับรถชัตเติลบัสของการบินไทย จำนวน 9 คัน มาจอดรถรับผู้โดยสาร กระทั่งเวลาประมาณ 08.10 น. เครื่องบินลำแรกที่นำผู้โดยสารรวม 171 ชีวิต มีทั้งเด็ก คนแก่ และผู้บาดเจ็บ ร่อนลงถึงรันเวย์ บน.6 ขณะที่เครื่องบินลำที่ 2 นำผู้โดยสารมาอีก 151 คน มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากเครื่องบินจอดสนิท นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินเข้าไปต้อนรับทันที ขณะเดียวกันรถพยาบาลและรถบัสก็ได้แล่นมาจอดเทียบเครื่องบิน C-130 นำผู้บาดเจ็บและผู้โดยสารชาวไทย โดยรถพยาบาลได้นำผู้บาดเจ็บส่ง รพ.ภูมิพลทันที

เวลา 09.00 น. เครื่องบิน C-130 ลำที่ 3 และ ลำที่ 4 ก็เดินมาถึง โดยลำที่ 4 มีนายชัชเวทย์ ชาติสุวรรณ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงขายาวสีเทา รองเท้าหนังสีดำ ที่ยังมีคราบดินโคลนแห้งกรังติดอยู่ตามขอบรองเท้า ใบหน้าแสดงความอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด นายชัชเวทย์ กล่าวถึงความเสียหายของสถานทูตว่า ยังประเมินไม่ได้ คิดว่าสถานทูตคงไหม้เสียหายหมด เพราะเป็นการจุดไฟเผาจากข้างใน สถานทูตนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 200 ล้านบาท และยังรวมถึงทรัพย์สินภายในอีก ยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์จลาจลที่รุนแรงและเกิดขึ้นเร็วมาก ขณะที่กัมพูชาบอกว่าเหตุการณ์ไม่รุนแรงมาโดยตลอด จึงไม่ได้เตรียมการป้องกัน สำหรับสาเหตุยังไม่ยืนยันว่าเกิดจากมือที่สามหรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากกบ(สุวนันท์ คงยิ่ง) อย่างแน่นอน ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่ของกัมพูชาแล้วว่า ข่าวเรื่องกบหมิ่นกัมพูชาเป็นเรื่องไม่จริง ระหว่างเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่กัมพูชามาช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถช่วยได้มากนัก เพราะม็อบมีจำนวนมาก ต่อมาเวลา 09.30 น. เครื่องบินลำสุดท้ายที่ได้ลำเลียงคนไทยอีก 66 คน ก็มาถึง บน.6 โดยมี พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ร่วมเดินทางมาด้วยในเครื่องบินลำสุดท้ายนี้

ยังไม่รู้ว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผู้อยู่คฤหาสน์ใหญ่โตร่ำรวยมหาศาล ท่ามกลางความยากจนข้นแค้นของชาวกัมพูชา จะรับผิดชอบอย่างไร จึงจะสาสม...แต่ที่แน่ๆ ภริยานายก คงไม่มีโอกาสได้มาเดินช็อปปิ้งซื้อของแพงๆ ในห้างหรู ตรวจร่างกายในโรงพยาบาลดีๆ ในกรุงเทพฯ ส่วนนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเอง ก็คงไม่ได้แอบมาตีกอล์ฟ พักผ่อน และจัดปาร์ตี้ กินเนื้อเก้งป่า กินกวางป่า ที่ภูเก็ตไปอีกนาน
ประวัติศาสตร์ได้ซ้ำรอยเดิมของมัน และมันจะเกิดขึ้นอีก

การรับคนไทยกลับบ้าน
มีชีวิตคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่พยายามดิ้นรนเพื่อปากท้องและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยอมจากบ้านไปทำงานในดินแดนที่ห่างไกล บางส่วนต้องรอนแรมในทะเล แต่ถูกจับในข้อหาละเมิดน่านน้ำ บางส่วนถูกหลอกไปขายแรงงาน กลับกลายเป็นคนผิดกฎหมาย ถูกกักกันอยู่ในคุกต่างประเทศ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุกในประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีสภาพอย่างไร เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัส รัฐบาลไทย (ทุกสมัย) พยายามเจรจาต่อรอง จนได้รับการปล่อยตัว และเร่งนำกลับประเทศให้เร็วที่สุด ความเร่งด่วนถูกส่งต่อมายัง ทอ. เครื่องบิน C-130 ที่พร้อมอยู่แล้ว ได้รับมอบหมายให้นำคนไทยกลับบ้าน โดยเร็ว

การรับลูกเรือประมง
11 พ.ย.2540 และ 11 พ.ย.2540 บินไปรับชาวประมงไทย ซึ่งถูกทางการประเทศพม่าจับกุมเนื่องจาก เข้าไปทำประมงในเขตน่านน้ำพม่า รวม 3 เที่ยวบิน จำนวน 284 คน กลับประเทศ

การรับแรงงานไทยกลับบ้าน
15 พ.ย.2542 บินไปรับคนไทย แรงงานไทย ที่ถูกคนไทยด้วยกันหลอกลวง ไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 252 คนกลับบ้าน
แม้มันเป็น ภารกิจที่ไม่ซับซ้อนเท่าใด แทบไม่มีความเสี่ยงใดๆ เพียงแค่บินเครื่องบินตัวเปล่าไป แล้วรับคนขึ้นมา ก็เท่านั้น แต่นักบินและลูกเรือที่ร่วมนำชาวไทยกลับบ้านในครั้งนั้นบอกถึง ความภูมิใจที่ได้นำคนไทยกลับบ้าน บางคนตื้นตันใจ น้ำตาคลอเบ้า ที่ได้เห็นคนไทยก้มลงสัมผัสแผ่นดินไทยอย่างไม่อายใคร พลันที่ประตูท้ายเครื่องบินเปิดออก ได้เห็นคนไทยก้มลงกราบพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ที่มาคอยรอรับ

การบินเร่งด่วนเพื่อลำเลียงโฟม มาดับไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ปี 2542
3 ธ.ค.2542 ผู้เขียนทราบข่าวมาก่อนสองสามวันแล้วว่า ได้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันไทยออย์ คิดว่าไม่นานก็คงจะดับลงเหมือนเช่นที่อื่น และเป็นเหตุการณ์ที่ไกลเกินตัวของนักบินที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ภาระสำคัญขณะนั้นคือการเตรียมตัวฝึกบินหมู่ในการกระโดดร่มแบบเกาะหมู่ที่มีจำนวนนักโดดร่มมากที่สุดในโลก วันนั้นพวกเรา นักบินและลูกเรือราวครึ่งฝูงบิน ต้องเริ่มต้นฝึกบินกันแต่เช้า เพื่อที่จะรีบกลับมาฝูงอีกครั้งในตอนบ่าย จัดกระเป๋า เตรียมตัวไปฐานบินอุบลฯอีกนานกว่าสัปดาห์
เมื่อฝึกบินหมู่เสร็จกลับมาถึงฝูงบิน ได้รับแจ้งว่าให้เตรียมพร้อมบินไปสิงค์โปร์ เพื่อไปนำโฟมดับไฟ นักบินทุกคนติดตามสถานการณ์อยู่จนเย็น ในที่สุดได้รับคำยืนยันว่าให้ใช้ C-130 จำนวน 3 เครื่อง ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ เครื่องบินลำแรกวิ่งขึ้นราวสองทุ่ม ลำที่สองและสาม บินตามไป ห่างกันราว 30 นาที อากาศระหว่างทางคืนนั้นเมื่อพ้นปากอ่าวไทย มีแต่เมฆฝนเต็มไปหมด จอเรด้าร์ตรวจอากาศมีแต่สีเหลืองและแดงสลับกันไป เครื่องบินแต่ละลำ แทบจะไม่ได้บินเป็นเส้นตรง ต้องบินเลื้อยไปมาซ้ายที ขวาที หาช่องว่างที่ปลอดภัย นานกว่าสามชั่วโมง เมื่อเครื่องลำแรกใกล้ถึงสนามบินปายาเลบาร์ ซึ่งเป็นสนามบินทหารของสิงค์โปร์ แม้ว่าพวกเราจะคุ้นเคยกันดี แต่คืนนั้นเพราะเมฆฝนที่บดบังกว่าจะมองเห็นไฟสนามบินได้ก็แทบแย่เหมือนกัน หนำซ้ำความยาวทางวิ่งบางส่วนถูกปิดไป เครื่องลำแรกที่ลงไปถึง ยังไม่สามารถนำโฟมขึ้นมาได้ทันที เพราะฝนตกหนัก ต้องรออีกเกือบสองชั่วโมง
เมื่อพวกเราบรรทุกโฟมและน้ำมันเต็มที่ครบทั้ง 3 ลำแล้ว ราวตีสองจึงได้วิ่งขึ้นมุ่งหน้าทิศเหนือกลับมาลงสนามบินอู่ตะเภา มีท่าน พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ไปรับ ก็เป็นเวลาฟ้าสางของวันใหม่พอดี หลังจากนำถังโฟมจำนวนกว่า 50 ตันลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว บินกลับจากอู่ตะเภามาลงสนามบินดอนเมืองราวสามโมงเช้า นั่นหมายความว่า ตลอดเวลากว่า 24 ชั่วโมงพวกเรายังไม่ได้นอนกันเลย ในภาวะเช่นนี้ ไม่มีใครสงสัยหรือติดใจเรื่องการพักผ่อนของลูกเรือ(Crew Rest) ผู้เขียนกลับมานอนบ้านได้พักเดียว ตื่นขึ้นมาตอนบ่าย ทราบข่าวว่าเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นได้ดับลงแล้ว พวกเราได้แต่แอบยิ้มอยู่ในใจ พร้อมกับรีบเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางต่อไปอุบลฯ เพื่อภารกิจการบินทิ้งร่มเกาะหมู่ที่สุดในโลก ในทันที

การทำลายสถิติการกระโดดร่มเกาะหมู่เพื่อเฉลิมพระเกรียติ


ความพยายามของนักโดดร่มจากหลายประเทศที่ต้องการจะทำลายสถิติการโดดร่มเกาะหมู่อย่างเป็นรูปแบบ ได้เกิดขึ้นมาสองครั้ง ก่อนหน้านี้ โดยการนำของนักโดดร่มนานาชาติในนาม WORLD TEAM ได้สร้างสถิติการกระโดดร่มเกาะหมู่อย่างเป็นรูปแบบ ด้วยจำนวนนักโดด 216-way เหนือเมือง Bratislava ประเทศ Slovakia เมื่อเดือนสิงหาคม1994 โดยใช้เครื่องบินแบบ AN-12 คู่แข่งตัวฉกาจของเครื่องบิน C-130 สองปีต่อมา WORLD TEAM ได้สร้างสถิติการกระโดดร่มเกาะหมู่อย่างเป็นรูปแบบด้วยจำนวนนักโดด 297-way เหนือเมือง Anapa ประเทศ Russia เมื่อเดือนกันยายน1996 โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ขนาดยักษ์แบบ MI-26 จำนวน 4 ลำ แล้วการสร้างสถิติการกระโดดร่มเกาะหมู่อย่างเป็นรูปแบบ จึงได้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ครั้งแรก ในระหว่างวันที่ 5 -16 ธ.ค.2542 เพียงชั่วข้ามคืนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมัน เครื่องบิน C-130 จำนวน 4 ลำ ได้ย้ายหน่วยไปกองบิน 21 จังหวัดอุบลฯ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ด้วยการกระโดดร่มเกาะหมู่ใหญ่ที่สุดในโลก (The Largest Free Fall Formation) โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน 282 คน และการโดดร่มจำนวนมากที่สุดในโลก (The Largest Mass Parachute Jump) จำนวน 572 คน ครั้งแรกในประเทศไทย
โดยปกติแล้วการบินหมู่มิใช่ ยุทธวิธีการบินที่คุ้นเคยของฝูงบิน C-130 ของไทย แต่ด้วยพื้นฐานที่มีมาจากโรงเรียนการบินกำแพงแสน ประกอบกับประสบการณ์ของ Capt. Al Fit นักบินแลกเปลี่ยนของ ทอ.สหรัฐฯ ซึ่งมาทำงานในฝูงบิน 601ฯ ทำให้การบินเกาะหมู่เป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป ความยุ่งยากที่ต้องปรับตัวนอกจากนักบินจะต้องบินเกาะหมู่ในระยะใกล้มากแล้ว ยังต้องทำความคุ้นเคยกับการสวมหน้ากากอ็อกซิเจน เพราะต้องบินที่ระดับเพดานบิน 22,500 ฟุต โดยปราศจากการควบคุมความดันบรรยากาศ ระดับความสูงขนาดนี้ หากเผลอขาดอากาศไปเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที อาจหมดสติได้ และยังต้องระวังในเรื่องของก๊าซไนโตรเจน ที่อาจขยายตัวขึ้นในระหว่างบินลง ทำให้นักบินและลูกเรือ ต้องนั่งสูดอ็อกซิเจน 100% (De-nitrogen) เพื่อขจัดก๊าซไนโตรเจนในร่างกายราว 15 นาที ก่อนติดเครื่องยนต์
บรรยากาศของสนามบินอุบลฯ ในแต่ละวันเต็มไปด้วยสีสัน มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาชมในสนามบินอย่างใกล้ชิด ใช่ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นโดยง่าย นักบินมีเที่ยวบินจำกัด นักโดดร่มมีเวลาไม่กี่วินาทีกลางท้องฟ้า ระหว่างการฝึกซ้อมมีปัญหาเกิดขึ้นเสมอ ที่สำคัญเกิดในช่วงวินาทีสุดท้าย ก่อนที่นักโดดจำนวนมากจะกระโดดอกจากเครื่องบิน นักโดดจะไปยืนออกันที่ท้ายเครื่องบิน ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของเครื่องบินเปลี่ยนไป เมื่อนักโดดทั้งหมดพ้นจากเครื่องไปแล้ว น้ำหนักของเครื่องบินจะเบาลงในทันที ทำให้ยากแก่การควบคุม (ขณะที่เครื่องบินอยู่ใกล้กันมาก ในสภาพอากาศที่เบาบาง) นักบินแก้ปัญหาโดย การนำกระสอบข้าวสารราว 10 กระสอบ มาวางถ่วงไว้บริเวณส่วนหน้าของระวางบรรทุก ทำให้การควบคุมได้ง่ายขึ้น แต่ผลที่ตามมา ทำให้ “ทหารไม่มีข้าวกิน” เพราะข้าวสารในคลังเสบียงของทหารกองประจำการ กองบิน 21 จำนวนเกือบห้าสิบกระสอบ ถูกนำไปวางเป็นอับเฉาบนเครื่องบิน

ความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ สามารถรับทราบได้จาก เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์และใบพัดที่ตัดอากาศ พร้อมกันทั้ง 16 เครื่อง เครื่องบิน C-130 ค่อยๆเคลื่อนตัวจากลานจอด ไปยังจุดตั้งตัว แล้ววิ่งขึ้น รวมหมู่ ไต่ไปจนถึงเพดานบิน ไม่นานท้องฟ้าเหนือสนามบินอุบลฯ เต็มไปด้วยจุดเล็กๆ นับร้อยจุด มีเงาเครื่องบิน C-130 สี่ลำทาบท้องฟ้าอยู่เบื้องหลัง ไม่กี่วินาทีต่อมาจุดเล็กๆ รวมตัวเข้าหากันเป็นรูปดาว ค่อยเคลื่อนตัวต่ำลงมา จากนั้นรูปดาวจะแตกตัวออกจากกัน นักโดดดำดิ่งไปหาที่ว่างในการเปิดร่ม ความสวยงามของท้องฟ้าจะปรากฏอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนักโดดทั้งหมดกางร่มออกเป็นสีต่างๆ เต็มท้องฟ้า แล้วบังคับร่มกลับมาเหนือสนามบิน มันมิใช่ภาพที่จะได้พบเห็นกันบ่อยๆ มันมิใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นโดยปราศจากความตั้งใจทุ่มเทของหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะ นาวาอากาศตรีสุชีพ ทองหล้า คนจังหวัดอุบลฯ ที่ใฝ่ฝันมาเป็นนักบิน C-130 เป็นตัวจักรสำคัญที่วางแผนการบินและการโดดร่ม ครั้งแรกของประเทศไทยจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ผลพลอยได้จากการบินครั้งนี้ ทำให้ฝูงบิน C-130 ของเราคุ้นเคยกับการบินหมู่ การทิ้งร่มในระดับเพดานบินสูง มันเป็นสิ่งที่ดี น่าภูมิใจ และมันจึงได้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง และสาม

ครั้งที่สอง ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถครบ 6 รอบ เมื่อปี 2547 ด้วยการโดดร่มเกาะหมู่ใหญ่ที่สุดในโลก (The Largest Free Fall Formation) จำนวน 357 คน ที่สนามบินตาคลี และการโดดร่มจำนวนมากที่สุดในโลก (The Largest Mass Parachute Jump) จำนวน 672 คน

ครั้งที่สาม
ในครั้งนี้ กองทัพไทยร่วมกับทีมโดดร่ม "WORLD TEAM" จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการสร้างสถิติโลกครั้งใหม่ และจะลงบันทึกในกินเนสส์บุ๊ค โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะทำลายสถิติโลกทั้ง 2 รายการ คือ การโดดร่มเกาะหมู่ใหญ่ที่สุดในโลก (The Largest Free Fall Formation) จำนวน 400 คน ระหว่างวันที่ 30 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ จ.อุดรธานี และการโดดร่มจำนวนมากที่สุดในโลก (The Largest Mass Parachute Jump) จำนวน 960 คน ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับรูปแบบการโดดร่มในครั้งนี้ นักโดดร่มจะประกอบกันเป็น "รูปดาว 10 แฉก" โดยร่มทุกคนจะสวมชุดโดดร่มเป็นสีธงชาติไทย นักบิน และเครื่องบิน C-130 จำนวน 5 ลำ เพื่อใช้บรรทุกนักโดดร่ม ด้วยการบินหมู่ C-130 จำนวน 5 ลำ ถือเป็นสถิติที่ประเทศไทยทำเป็นประเทศแรกที่นำ อากาศยานลำเลียงบินเกาะหมู่ ที่ความสูง 24000 ฟุต
กิจกรรมการโดดร่มมากที่สุดในโลกจำนวน 960คน(The world largest mass parachute jump)ทำสถิติ ในวันที่ 11 ก.พ. 2549 ณ สนามบินสุวรรณภูมิ จะได้รับการบันทึกลง GUINNESS BOOK OF WORLD RECORD โดยใช้ จำนวนอากาศยาน ทั้งหมด 12 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบิน C-130 ของเรา 7 ลำ จากสิงคโปร์ 1 ลำ เครื่องบิน G-222 1 ลำ และ BT-67 3 ลำ

การก่อตั้งและฟื้นฟูประเทศติมอร์ตะวันออก
เหตุการณ์ในประเทศติมอร์ตะวันออก เป็นงาน ชุมนุม C-130 อีกครั้งหนึ่งของโลก หลายประเทศได้พยายามมีส่วนให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเกิดใหม่ รัฐบาลไทยในยุคของ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีตัดสินใจส่งทหารสามเหล่า และเครื่องบิน C- 130 เข้าร่วมเป็น กองกำลังนานาชาติ ตามมติ คณะมนตรีความมั่นคง ข้อมติที่ 1264 (๑๙๙๙) ลงวันที่ 15 ก.ย.2542 ให้จัดตั้ง "กองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออกหรือ International Forces in East Timor: INTERFET" มีภารกิจฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง ปกป้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่ และให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น กองทัพไทยได้รับอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 21 ก.ย.2542 ให้เข้าร่วมกองกำลัง INTERFET จำนวนทั้งสิ้น 1,581 คน เคลื่อนย้ายกำลังเข้าในพื้นที่ตั้งแต่ 4 ต.ค.42 ภายใต้ชื่อรหัสว่า "กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒ ไทย/ติมอร์ ตะวันออก" ในเหตุการณ์ครั้งนั้น เมื่อผู้เขียนมีโอกาสไปถึงสนามบินเมือง Darwin ประเทศ ออสเตรเลีย ได้พบเห็นเครื่องบิน C-130 ของหลายชาติจอดเรียงกันอยู่หลายลำ และภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นเครื่องบิน C-130 ของเราจอดแทรกอยู่ เพิ่มคอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นเวลาถึง 6 เดือน ระหว่าง 4 ต.ค.42 – เม.ย.43 จนประเทศเกิดใหม่ เริ่มตั้งตัวได้
การช่วยเหลือประสบภัยสึนามิ


ในช่วงคลื่นยักษ์ถล่มชายฝั่งอันดามัน เครื่องบิน C-130 ได้นำความช่วยเหลือไปส่งในเวลาไม่นาน นับรวมภารกิจหลายสิบเที่ยวบิน นำสิ่งของจำนวนร้อยตัน นำบุคลากรทางการแพทย์ไปส่ง นำผู้บาดเจ็บนับร้อยกลับเข้ารักษาตัว จนสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นำคนไทยในสหภาพพม่ากลับประเทศ
.............. 8 พฤษภาคม 2548 ในระหว่างวันที่ 4 -7 พฤษภาคม 2548 กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดงานแสดงสินค้า Thailand Exhibition ครั้งที่ 11 ขึ้นที่ Yangon Trade Center สหภาพพม่า เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ และสร้างทัศนคติที่ดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และสินค้าไทย ให้ผู้บริโภคชาวพม่าคุ้นเคยกับสินค้าที่มาจากประเทศไทย โดยสินค้าที่จัดแสดงในครั้งนี้มีทั้งสินค้าจำพวกเครื่องอุปโภค บริโภค และสินค้าจำพวกเครื่องมือเครื่องจักรในโรงงาน วัสดุก่อสร้าง คอมพิวเตอร์ และอะไหล่ยานยนต์ รวมไปถึงธุรกิจการบริการเช่นร้านอาหารไทย และการแพทย์ แต่กลับมีกระแสไม่ชอบคนไทยถูกปลุกให้เกิดขึ้นในระหว่างนั้น มีการวางระเบิดในงานเพื่อหมายลดความน่าเชื่อถือของไทย จากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ มีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายจำนวนหนึ่ง
..........................พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้ พลอากาศเอก คงศักดิ์ วันทนา ผู้บัญชาการทหารอากาศ จัดเครื่องบิน C-130 พร้อมเจ้าหน้าที่ ออกเดินทางจากดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง สหภาพพม่า เพื่อรับพี่น้องประชาชนชาวไทย ประกอบด้วยข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์ และนักธุรกิจ จำนวน 128 คน ที่ได้รับความเดือดร้อน จากเหตุการณ์ระเบิดขณะไปร่วมงาน เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย กองทัพอากาศยังได้ให้ความดูแล นางสาวทิวาพร ตาจันทึก ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิด โดยได้ส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ

การส่งความช่วยเหลือประเทศพม่า
...............แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า วันที่พายุไซโคลนนากีสร์ พัดถล่มพม่าเป็นวันเดียวกันกับที่ เมื่อห้าปีก่อนคนไทยต้องอพพยหนีตายจากประเทศพม่า เพราะกลัวว่าจะถูกทำร้าย แต่แล้วในวันนี้ 6 พ.ค.2551 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่า เครื่องบินC-130 ของไทย ต้องบินย้อนเส้นทางเดิม ไปเมืองร่างกุ้ง ประเทศพม่า เพื่อนำความช่วยเหลือไปส่งให้ชาวพม่า คนที่เคยคิดจะทำร้ายเราเมื่อหลายปีก่อน เครื่องบิน C-130 ของไทย เป็นเครื่องบินลำแรก ชาติแรก ที่บินเข้าประเทศพม่า หลังได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จากการถูกพายุถล่ม



........ จากเหตุการณ์อันน่าจดจำดังกล่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของหน้าที่ความรับผิดชอบ ของฝูงบิน C-130 ของไทยเรา ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา นอกจากนี้แล้ว เครื่องบิน C-130 ยังเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนส่วนราชการ ภาคเอกชน และกิจกรรมของประเทศอีกมากมาย ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน นำความสุข ความสงบ มาสู่พวกเราชาวไทย และเพื่อนมนุษย์ ทั้งๆที่มันเป็นเครื่องจักรสงคราม แม้มันจะไม่ใช่เครื่องบินรบ ที่ติดอาวุธ ไล่ล่าข้าศึกศัตรูได้ แต่การที่มันได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญของชาติ อยู่ในช่วงเวลาวิกฤตของความเป็นและความตายของคนไทย หลายต่อหลายครั้ง ย่อมเป็นที่ประจักษ์ให้เห็นถึงคุณค่าของเครื่องบินลำนี้ได้เป็นอย่างดี
 

skypig

Administrator
ความคิดเห็นที่ 1

Thank my hero!

ชื่อ : mascot jack วันที่ : 28 ธันวาคม 2554 04:08 น. IP : 58.9.100.XXX
 

skypig

Administrator
ขอแสดงความเสียใจกับประชาชนชาวฟิลิปปินส์
กับความสูญเสียจากมหันตภัยพายุ HAiyun





ความช่วยเหลือจากมิตรประเทศกำลังส่งเข้าสู่พื้นที่ ที่ได้รับความเสียหาย
โดยการใช้เครื่องบิน C-130 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียง ขนิดเดียว
ที่สามารถบินไปลงยังสนามบิน TACOBAN ที่เสียหายได้
และการช่วยเหลือประเทศฟิลิปปินส์ ในตรั้งนี็ จะเป็น
การชุมนุม C-130 ของโลกอีกครั้งหนึ่ง


More pictures
Please, Log in or Register to view URLs content!
 

Attachments

wis_tom

Super Moderator
TACLOBAN, Philippines เมืองที่ได้ความเสียหายจากพายุไห่เยียน
Please, Log in or Register to view URLs content!


สภาพศพคนตายนอนอยู่ใกล้กับสุนัขตาย เห็นภาพนี้แล้วเศร้าใจมากๆ เลยครับ
Please, Log in or Register to view URLs content!


 

Attachments

Last edited:


Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top