What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

5.C-130 Doctrine

skypig

Administrator
หลักนิยม
(DOCTRINE)
ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีของเครื่องบิน C-130

คำสั่ง คือ สิ่งสำคัญนอกจากปีกและเครื่องยนต์ ที่จะทำให้เครื่องบินรบลำนี้ แผลงฤทธิ์ แสดงพลังออกมาได้อย่างไม่จำกัด
คำสั่ง คือ เครื่องมือของผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร ซึ่งจะทำให้ทหารและยุทโธปกรณ์ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับการเชื่อมโยงมาจาก ผลประโยชน์ของชาติ (National Interest) โดยผ่านยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของกองทัพ

ยุทธศาสตร์ (Strategy) เป็นเรื่องใหญ่เข้าใจยาก เป็นการวางแผน เป็นนามธรรม
ยุทธวิธี(Tactical) เป็นเรื่องเล็ก เป็นการปฏิบัติ เข้าใจง่ายกว่า เพราะเป็นรูปธรรม

ย้อนไปในอดีตบางช่วง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี แยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ยุทธศาสตร์เป็นตัวกำหนดยุทธวิธี
แต่ต่อมา แนวคิดดังกล่าวไม่เกิดผลดีเสมอไป

ในสงครามเวียดนามสหรัฐฯแพ้ทางยุทธศาสตร์ แต่ไม่แพ้ทางยุทธวิธี
เมื่อสังคมโลกผจญกับภัยก่อการร้าย ทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ต้องปรับเปลี่ยน จนในปัจจุบันเราได้เห็นแล้วว่า

ภัยคุกคาม (Threats) เป็นตัวกำหนดทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

ภัยคุกคาม เป็นสิ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี แยกออกจากกันไม่ได้
เป็นสิ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี กลับมารวมกันอีก

1.ยุทธศาสตร์
นักยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ตั้งใจและคิดเสมอว่า การป้องกันประเทศที่ดีจะต้องให้“สงครามเกิดขึ้นนอกแผ่นดินอเมริกา ” อันเป็นแผ่นดินแม่ ในสงครามโลกครั้งที่1 และ 2 สหรัฐฯใช้กองเรือเพื่อลำเลียงทหารและยุทโธปกรณ์ ข้ามทะเลไปยังเมืองท่าต่างๆ จากนั้นจึงใช้เส้นทางทางบกหรือทางอากาศระยะใกล้ๆต่อไปยังตำบลใกล้เขตหน้าการ รบ สงครามหลายครั้งที่สหรัฐฯเข้าไปมีส่วนร่วมทำให้เชื่อว่า ขนาดของสงคราม ระดับการปฏิบัติการทางทหารแบ่งได้เป็น ยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี (ใหญ่ กลาง เล็ก) สิ่งที่คาดเดาต่อไปคือ “สงครามจะเกิดขึ้นแห่งใด” ข้อจำกัดจึงเหลือเพียง “ใกล้หรือไกล” เท่านั้น
ในสงครามเกาหลี การส่งทหารและยุทโธปกรณ์ และยุทธภัณฑ์ จากทวีปอเมริกาและจากพันธมิตรได้เริ่มมีการใช้เครื่องบิน บินข้ามมหาสมุทร แต่ก็ยังมิอาจบินเข้าไปถึงพื้นที่การสู้รบได้โดยตรง ยังจำเป็นต้องถ่ายเทสัมภาระไปยังเครื่องบินอื่นๆหรือทางรถยนต์ จนสงครามเวียดนามอุบัติขึ้น เครื่องบินC-130 ได้ถูกนำมาใช้งาน การส่งกำลังบำรุง สามารถลำเลียงทหาร ยุทโธปกรณ์ และยุทธภัณฑ์ลงสู่พื้นที่การรบได้โดยตรง


เครื่องบินลำเลียงทางทหารมีหลายประเภท ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองภารกิจที่ต่างกัน เครื่องบินC-5 และเครื่องบิน C-141 เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ (เคยประจำการในหน่วยบินลำเลียงยุทธศาสตร์ MAC: Military Airlift Command) บินได้ไกล บินข้ามทวีปได้ แต่ต้องอาศัยสนามบินขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากพื้นที่การรบ มักจะถูกใช้งานอย่างหนักก่อนที่การรบจะเริ่มขึ้น
พลันเมื่อระฆังยกแรกได้ถูกเคาะกังวานขึ้น เครื่องบิน C-130 (เคยประจำการในหน่วยบินยุทธวิธี TAC :Tactical Air Command)จะรับช่วงต่อ นำทหารและยุทโธปกรณ์เข้าสู่สนามรบ ปัจจุบันสหรัฐฯสร้างเครื่องบิน C-17 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ สามารถนำยุทธปัจจัยจากแผ่นดินแม่ เข้าสู่สนามรบได้โดยตรง ซึ่งในปัจจุบันทั้งหน่วยบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์(MAC) หน่วยบินทางยุทธศาสตร์(Strategy Air Command :SAC)และหน่วยบินยุทธวิธี(TAC)ได้ถูกยุบ และแปรสภาพเป็น ACC (Air Combat Command) และ AMC(Air Mobility Command)ไปแล้ว

ยุทธศาสตร์การใช้เครื่องบิน C-130 เพื่อประโยชน์แห่งชาติ มีสิ่งใดเป็นกรอบในการใช้งาน

ส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ คือ การมองไปข้างหน้า คาดคะเนว่า

ผลสำเร็จย่อมจะเกิดขึ้นจากวิธีการที่ถูกต้อง (End = Ways+ Means)

ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของ จินตนาการ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการรวบรวมข้อมูล(การข่าว) หากในวันนี้นักยุทธศาสตร์ทหารมองไม่เห็นรูปแบบของสงครามในอนาคต เชื่อได้เลยว่า
ศึกหนักต้องตกอยู่กับทหารแนวหน้า ในวันข้างหน้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อแรกที่ ทอ.สหรัฐฯนำเครื่องบิน C-130 เข้าประจำการ ด้วยหวังว่า มันจะเป็นเครื่องบินที่สามารถใช้งานได้ในสนามบินที่มีความยาวทางวิ่งจำกัด (Short Take Off & Landing ;STOL) ตามที่ออกแบบมา ซึ่งในสงครามเวียดนามมันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันทำได้ดีในทางยุทธวิธี ตามแนวทางของยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้(ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ สอดคล้องกัน)
แต่จากสถาณการณ์ปัจจุบัน คงพอมองเห็นแล้วว่า การรบตามแบบแผน (Conventional War) ซึ่งใช้กองกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าสู้รบกันซึ่งหน้า เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปได้ยาก เราเคยได้เห็นการรบทางอากาศต่อสู้กันตัวต่อตัวของเครื่องบินแบบ (Dogs Fight) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังจากนั้น เราแทบจะไม่ได้เห็นมันอีกเลย รูปแบบการรบทางบก ขนาดยกกองพลทหารเข้าสู้กัน นำรถถังไล่ยิงกัน ยังไม่เคยเกิดขึ้นในย่านประเทศแถบนี้มาก่อน แล้วนักยุทธศาสตร์ทหารของเราเตรียมพร้อมการใช้เครื่องบิน C-130 ในอนาคตไว้อย่างไร ?

มีงานวิจัยทางทหารหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า การสู้รบในวันข้างหน้า จะเป็นสงครามขนาดย่อม และยืดเยื้อ การใช้หรือการเคลื่อนย้ายกำลังพลขนาดเกินกว่าหนึ่งกองพันทหารราบ ก็นับว่าใหญ่เกินพอแล้ว ต่อภัยคุกคามในวันข้างหน้า
ความสำคัญของกองทหาร จึงมิใช่อยู่ที่การมีกำลังจำนวนมากเข้าไว้ แต่อยู่ที่คุณภาพของกำลังพลและระบบอาวุธ แน่นอนว่าข้อจำกัดด้วยทางงบประมาณ การมีกองทหารจำนวนน้อยย่อมควบคุมคุณภาพได้ดีกว่าจำนวนมาก(จิ๋วแต่แจ๋ว) และคุณภาพที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดเจนคือ ความแม่นยำ(Precision) อีกทั้งผลพลอยได้ของการมีจำนวนน้อยกว่าคือ ย่อมเร็วกว่า และรักษาความลับได้ดีกว่า สองประเด็นสำคัญที่ตามมาคือ เราจะจัดทัพอย่างไรให้สอดคล้อง ? และเราจะใช้ยุทโธปกรณ์(เก่า)อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ?

(1) เราจะจัดทัพอย่างไรให้สอดคล้อง ?
เป็นธรรมดาอยู่เองที่โครงสร้างทางทหารมักแยกส่วนของ”กำลัง”และ”มันสมอง”ออก จากกัน กองทัพมักจะไม่ยอมให้ทั้งสองส่วนรวมอยู่ในที่เดียวกัน
ผู้คุมกำลัง(Commander) และ
ผู้กำหนดทิศทาง(Staffs) ของกองทัพมีความสำคัญเท่าๆกัน
แต่ต้องจัดแยกออกจากกันเป็นคนละส่วน หากรวมกันอยู่ที่คนใดคนหนึ่งหรือหน่วยใดหน่วยหนึ่ง คล้ายกับระเบิดที่มีชนวนประทุติดอยู่ ที่พร้อมระเบิดขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ และสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ
กองทัพต่างๆ มักใช้กำลังทหารบก เป็นหน่วยรบหลักของกองทัพ แต่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายกำลัง หากกองทัพบกสามารถเคลื่อนทัพจำนวนมากๆ ในเวลาจำกัด ได้ด้วยตัวเอง จะไม่ต่างอะไรกับ
เสือติดปีก
มันน่ากลัวต่อทั้งศัตรูและผู้นำทัพ ดังนั้น กองทัพประเทศต่างๆจึงเด็ดปีกเสือ ด้วยการให้ทหารบก ไม่มีเครื่องบินลำเลียงเป็นของตนเอง กองทัพไทยและเกือบทุกประเทศ มักมอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นผู้ดูแลรักษาเครื่องบิน C-130 และให้เหล่าทัพอื่นๆ ร้องขอการใช้งานเข้ามาเมื่อมีความต้องการ โดยผ่านระบบการสื่อสารต่างๆในกองทัพ
เมื่อแรกที่กองทัพไทยนำเครื่องบิน C-130 เข้าประจำการ ด้วยงบประมาณจำกัด เหล่าแม่ทัพได้ไตร่ตรองดูแล้วว่าเครื่องบิน C-130 จำนวน 12 ลำที่มีอยู่เพียงพอแล้ว ที่จะสามารถจัดวางกำลังรบทางอากาศ ได้ใหม่ในเวลาเพียงครึ่งคืน
สามารถที่จะเคลื่อนย้ายฝูงบินรบได้อย่างน้อย 3 ฝูงบิน
ในเวลาอีกครึ่งคืนที่เหลือ ยังเจียดให้ทหารบก พอที่จะเคลื่อนย้ายกำลังทหารหนึ่งกองพัน จากเหนือไปใต้ได้อย่างสบาย การปฏิบัติได้จริงเช่นนั้น เพียงพอแล้ว ที่ทำให้กองทัพของเรามีความได้เปรียบ และกำหราบความฮึกเหิมของศัตรูที่คิดจะรุกราน
มิใช่ข้อมูลลับแต่อย่างใดที่ใครต่างก็ทราบดีว่า ทอ.ไทยวางกำลังเครื่องบิน C-130 ทั้งหมด 12 ลำ ไว้ที่ ดอนเมือง เพียงฐานบินเดียว ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบิน 6 กองบินเดียว ฝูงบิน 601 ฝูงบินเดียว การวางกำลังเครื่องบิน C-130 ทั้งหมดไว้แห่งเดียวกัน มีข้อดีคือ
ง่ายต่อระบบส่งกำลัง (Logistic)
แต่หาใช่ว่าจะได้ประโยชน์ในหลักการรวมกำลังไม่ หากถูกลอบก่อวินาศกรรมขึ้นมา ความสามารถทางกำลังรบทั้งกองทัพอากาศ (และกองทัพบก)โดยรวมจะเป็นอย่างไร ? เมื่อกองทัพเคลื่อนที่ไม่ได้! เมื่อกองทัพจัดทัพไม่ได้!


(2)เราจะใช้ยุทโธปกรณ์(เก่า)อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ?
โดยยุทธศาสตร์แล้ว เราจะใช้เครื่องบินรบของเรา ไม่ว่าจะเป็น C-130 หรือ F-16 ก็ตาม
เพื่อต่อสู้กับภัยก่อการร้ายอย่างไร?
รับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างไร ?
เหตูการณ์ปัจจุบันทำให้จินตนาการว่า ความขัดแย้งกับศัตรูของเรา จะถูกส่งผ่านไปยังกลุ่มผู้ก่อการร้าย ศัตรูของเราจะไม่ยอมให้เครื่องบินของเราได้ขึ้นบิน ลอยพ้นพื้นอย่างแน่นอน ผู้ก่อการร้ายคงพยายามก่อวินาศกรรมให้เครื่องบินรบของเรามอดไหม้ ขณะจอดอยู่บนพื้น ก่อนที่ยกที่หนึ่งจะเริ่มขึ้น เพราะการก่อวินาศกรรมเป็นวิธีการที่ผู้ก่อการร้ายคุ้นเคย ใช้คนน้อย ใช้เงินน้อย แต่ได้ผลอย่างใหญ่หลวง
และหากโชคดีเหลือรอดจากการก่อวินาศกรรม ในอนาคตเครื่องบิน C-130 อาจจะไม่ได้กลับเข้าป่าอีก ที่หมายของมันคือ เมืองใหญ่ ที่มีความขัดแย้งก่อตัวอยู่มากมาย มันอาจจะไม่ได้มีโอกาสทิ้งร่มอย่างที่มันเคยทำ มันอาจจะไม่ได้ใช้ความสามารถในการบินต่ำ -บินช้าของมันอีก และมันอาจต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น เครื่องบินลำเลียงความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม เพื่อบรรเทาภัยร้ายจากธรรมชาติอันแปรปรวน ซึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน ด้วยน้ำมือ มนุษย์นั่นเอง

5.2 หลักนิยม (Doctrine)
ผู้เขียนอยากจะข้ามจากยุทธศาสตร์ เพื่อให้ไปถึงยุทธวิธีของเครื่องบิน C-130 โดยเร็ว แต่หากขาดซึ่งการกล่าวถึง หลักนิยม หลักนิยมทางทหาร หลักนิยมปฏิบัติการ ที่ใช้อยู่เป็นสะพานสำหรับยุทธศาสตร์ข้ามไปสู่ยุทธวิธี ก็คล้ายกับว่า
กราบไหว้พระสงฆ์ โดยปราศจากพระธรรมประจำใจ
การปฏิบัติภารกิจทั้งหมดของเครื่องบิน C-130 ขึ้นอยู่กับ หลักนิยม เป็นสำคัญ
ทำไมเครื่องบินลำนี้ จึงทำอะไรได้หลายอย่าง มันทำได้อย่างไร
การปฏิบัติการของเครื่องบิน C-130 สามารถตอบสนองได้ทั้ง
การสงคราม และการปฏิบัติการนอกเหนือการสงคราม
ปัจจุบันรูปแบบของภัยคุกคามได้เปลี่ยนไปจากเดิม การปฏิบัติการทางทหารจึงได้มีการพัฒนาการเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยเช่นกัน กิจการทางทหารจะมุ่งเน้นแต่การปฏิบัติการในสงคราม เปลี่ยนมาเป็นการปฏิบัติการทางทหารในสงครามร่วมกับการปฏิบัติการทางทหารนอก เหนือการสงคราม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ด้วยสาเหตุนี้เองนักการทหารที่ชื่อ Russell W. Glenn จึงได้เสนอแนวคิดในที่จะรวมหลักการสงครามและหลักการปฏิบัติการนอกเหนือการ สงครามเข้าด้วยกัน ในบทความที่ชื่อว่า ไม่มีหลักการสงครามอีกต่อไป (No More Principles of War?) ในวารสารทางทหารที่ชื่อ Parameters ของวิทยาลัยการทัพบก ฉบับ Spring 1998 โดยหลักการดังกล่าวถูกเรียกว่า หลักการปฏิบัติการ (Principles of Operations) ซึ่งมีด้วยกัน 11 ประการ คือ

1) หลักความมุ่งหมาย (Operations)
2) หลักการรุก (Offensive)
3) หลักการรวมกำลังที่ก่อให้เกิดผล (Massed Effects)
4) หลักการออมกำลัง (Economy of Forces)
5) หลักการดำเนินกลยุทธ์ (Maneuver)
6) หลักเอกภาพในความพยายาม (Unity of Effort)
7) หลักการรักษาความปลอดภัย (Security)
8) หลักการจู่โจม (Surprise)
9) หลักความง่าย (Simplicity)
10) หลักความเชื่อมั่น (Morale)
11) หลักการส่งเสริม (Exploration)

(จากบทความ หลักการสงครามสู่หลักการปฏิบัติการนอกเหนือการสงคราม )
จากหลักสงคราม 11 ประการที่กล่าวข้างต้น สามารถหาอ่านรายละเอียดได้ใน
Please, Log in or Register to view URLs content!
หรือศึกษาได้จากหนังสืออื่นโดยไม่ยาก แต่พึ่งระลึกไว้ในเบื้องต้นว่า
มันเป็นหลักการสงคราม ที่ใช้เพื่อการประหัต ประหาร
มันเป็นหลักการทำงานของหน่วยงาน ที่จะช่วยผลักดันภารกิจที่ยากและซับซ้อนไปสู่ความสำเร็จ แต่หากงานใด ภารกิจใดที่เป็นงานประจำ เกิดขึ้นทุกวัน เราสามารถลืมหลักการทั้ง 10 ประการหลังไปได้เลย เพราะนอกจากจะทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังทำให้องค์กรแตกแยกตามมา และไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะนำหลักปฏิบัติการ นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิต เพราะการอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เรามีหลักศีลธรรม เป็นกรอบให้ถือปฏิบัติ ซึ่งดีกว่าอยู่แล้ว

หลักสงครามอาจเทียบได้กับ มนต์ดำหรืออวิชา
จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต หรือประกอบกิจการค้าใดๆ

หลักความมุ่งหมาย (Objective): หลักการข้อนี้ ตำราบางเล่มอาจใช้คำว่า หลักการดำรงความมุ่งหมาย ซึ่งให้ความหมายเมื่อแปลเป็นไทยแล้ว ดูให้ความกระจ่าง และชัดเจนดี หลักการสงครามในข้อนี้ คือ การกำหนดเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ทั้งในระดับยุทธศาตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร หรือแม้กระทั่ง ในยุทธวิธี การกำหนดความชัดเจนของความมุ่งหมาย เป็นเรื่องที่ทำให้การปฏิบัติในทุกส่วน ของหน่วยระดับรองลงมา มีความเข้าใจชัดเจน และไม่สับสนที่จะนำไปปฏิบัติ อีกทั้งการดำรงรักษาความมุ่งหมาย ย่อมจะนำมาซึ่งผล ที่ไปสู่ความจุดหมายเดียวกัน ถ้าใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทหารแล้ว หลักความมุ่งหมาย ก็คือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่มีขอบเขตที่กว้างจนเกินไป
ผู้เขียนจึงขอขยายความต่อจากข้างต้นในข้อ หลักความมุ่งหมาย เพราะเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดจึงได้นำมาไว้เป็นข้อแรก หลักการข้อนี้เพียงข้อเดียว ที่สามารถทำให้ เราทำหรือไม่ทำอะไรได้หลายอย่างในทันที โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหลักการอื่นๆที่เหลืออยู่มาประกอบ หลักการสำคัญข้อนี้ สามารถนำมาสอนทหาร และผู้บัญชาการทหารได้หลายวัน แต่มักถูกมองข้าม และสอนกันอย่างรวดเร็ว หลักการข้อนี้ในอีกด้านหนึ่งคือ ความดันทุรัง ดีๆนี่เอง ถ้าจะเอาให้ได้ ก็ต้องเอาให้ได้

ถ้าจะเอาชนะ ก็ต้องเอาชนะให้ได้
หากทหารในแนวหน้าต้องการยุทธปัจจัย ผู้บังคับบัญชาในห้องแอร์ ต้องหาหนทางส่งไปให้ได้
ไม่ว่าจะใช้ชีวิตหรือทรัพย์สินเงินทอง ถมไปเท่าไรก็ยอม เพื่อความสำเร็จ !

แต่ในความเป็นจริง การรบ การทำงาน หรือการดำรงชีวิต มักถูกตีกรอบด้วยปัจจัยสำคัญ อันได้แก่
จำนวนกำลังพล
งบประมาณ
และเวลา
ดังนั้นการกำหนดเป้าหมาย ทั้งในระดับยุทธศาตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ทหาร หรือแม้กระทั่งในทางยุทธวิธี ต้องให้ได้วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อให้การปฏิบัติในทุกส่วนของหน่วยระดับรองลงมามีความเข้าใจชัดเจน และไม่สับสนที่จะนำไปปฏิบัติ การดำรงรักษาความมุ่งหมาย ย่อมจะนำมาซึ่งทิศทางที่มุ่งไปสู่ความความสำเร็จและชัยชนะ
โดยส่วนมากผู้มีหน้าที่กำหนดจุดมุ่งหมาย มักจะกำหนดจุดมุ่งหมายให้กว้างเข้าไว้ เพื่อหวังจะได้กำลังพล งบประมาณ และเวลา ในการทำงานมากขึ้น แต่เมื่อไม่ได้ปัจจัยมากเท่าที่ต้องการ ก็หาได้เปลี่ยนเป้าประสงค์ไม่ ยังคงดันทุรังทำต่อไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แน่นอนว่าเมื่อปัจจัยๆต่างๆมีน้อย โอกาสที่จะบรรลุวัตถุประสงค์(หลายๆด้าน) ย่อมน้อยลงไปด้วย
ความสับสนวุ่นวายของคนเมืองใหญ่ในทุกวันนี้ เพราะแต่ละคน แต่ละองค์กรหมายมุ่งที่จะตั้งเป้า และทำทุกวิถีทาง นำหลักการสงครามมาใช้ เพิ่อนำไปสู่ความสำเร็จ
การใช้หลักการข้อนี้กำหนดจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ ขอเขียนซ้ำว่า ส่วนมากผู้มีหน้าที่กำหนดดจุดมุ่งหมาย มักจะกำหนดจุดมุ่งหมายให้กว้างเข้าไว้ เพื่อให้หน่วยเนือสามารถสั่งทำสิ่งต่างๆได้หลายประการ เพื่อที่หวังจะได้กำลังพล งบประมาณ และเวลา ในการทำงานของตนมากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับนัยยะสำคัญของตัวมันเอง และยังแย้งกับหลักการอื่นๆหลายข้อ โดยเฉพาะหลักการรักษาความปลอดภัย (Security) เพราะหากยิ่งทำสิ่งใดหลายๆด้าน (โดยปราศจากวัตถุประสงค์หลักที่เด่นชัด) ต้องใช้คนจำนวนมาก การรักษาความความลับย่อมกระทำได้ยากตามไปด้วย การกำหนดจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์สิ่งที่มักขาดหายไปคือ การขาดการให้ความสำคัญต่อความลึก (ล้ำลึกและลึกซึ้ง) ในตัววัตถุประสงค์ เพราะผู้กำหนดจุดมุ่งหมายมักขาดฐานข้อมูล และจินตนาการ
การใช้หลักการข้อนี้กำหนดจุดมุ่งหมายทางยุทธวิธี หรือ “คำสั่ง” ในการทำงานของเครื่องบิน C-130 เรียกว่า (Air Tasking Order) จะเป็นตัวเชื่อมความมุ่งหมายของผู้บังคับบัญชาสู่ผู้ปฏิบัติ การเข้าใจในจุดมุ่งหมายของผู้ปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยาก แต่วิธีปฏิบัติ มีผลต่อชัยชนะ หรือความสำเร็จ และผลกระทบที่ตามมาอย่างหลีกหลีกมิได้ แต่ผู้ออกคำสั่ง(ทางยุทธวิธี) มักจะไม่ยอมให้หน่วยปฏิบัติทำอะไรกว้างเกินไป มากเกินไป โดยหยัดเหยียด ความลึกให้ตกอยู่กับหน่วยปฏิบัติ
ไม่มีสูตรสำเร็จใดบ่งชี้ว่า ความกว้างและความลึกของยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จะประกันความสำเร็จของภารกิจ สิ่งเดียวที่ผู้เขียนพอมองเห็น คือ ความชำนาญของผู้ปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนได้จากผลการฝึกทางยุทธวิธีเท่านั้น

เพราะการฝึกทางยุทธวิธีคือ สิ่งเดียวที่ทำให้
ทหารกับปืน นักบินและเครื่องบิน
ผู้บังคับบัญชาและคำสั่ง
เข้ากันได้ดี ภายใต้กรอบ กำลังพล เงินตรา และเวลา ที่ต่างมีอยู่อย่างจำกัด

หลักนิยมของกองกำลังทางอากาศ

หน่วยของกองกำลังทางอากาศ ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะขีดความสามารถ อันพึ่งประสงค์ดังนี้
1. ความเร็ว (Speed )
2. พิสัยบิน (Range )
3. ความอ่อนตัว (Flexibility )
4. ความแม่นยำ (Precision )
5. การตอบสนอง (Responsiveness )
6. ความคล่องตัว (Mobility )
7. ความอยู่รอด (Survivability )
8. การแสดงท่าที (Presentation )
9. อำนาจการทะลุทะลวง (Penetrative )
10. การตรวจการณ์ (Observe)

หลักนิยมการลำเลียงทางอากาศ นั้นย่อมต้องขึ้นอยู่ด้วยคุณลักษณะขีดความสามารถ ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากใช้หลักความง่ายอธิบายถึงการลำเลียงทางอากาศ มันก็เป็นเพียงแค่การขนสัมภาระใส่กะบะรถบรรทุกแล้วนำไปส่งให้ถึงปลายทาง ก็เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การลำเลียงทางอากาศเป็นกระบวนการการทำงานอย่างเป็นระบบ ต้องอาศัยหลักการ หลักวิชาการ มีทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการปฏิบัติ ไม่ต่างจากการปฏิบัติการทางทหารในด้านอื่นๆ
หลักนิยมของกองกำลังทางอากาศ มักได้มาจากบทเรียนในสนามรบ ทั้งชัยจากชนะและความพ่ายแพ้ ดังนั้น กองทัพที่ละเลยประวัติศาสตร์ ไม่บันทึก ไม่ศึกษา ย่อมจะไม่มีหลักนิยมอันควรค่าแก่การศรัทธา หลายเหล่าทัพพยายามสั่งสอน ขัดเกลาให้ทหารของตนทุกคนเชื่อมั่นในหลักนิยมของหน่วย อย่างเปิดเผย กระจ่างชัด จนผู้ปฏิบัติเกิดศรัทธาและเชื่อมั่น แต่ยังมีบางกองทัพไม่พยายาม ทำให้ทหารในบังคับบัญชาทุกคนได้ล่วงรู้ ด้วยการผนึกหลักนิยมไว้ในชั้นความลับ เพราะเข้าใจแต่เพียงว่า หลักนิยมเป็นของสูง เป็นของส่วนบัญชาการ เป็นของส่วนเสนาธิการ ผู้ปฏิบัติระดับล่างทางยุทธวิธีไม่จำเป็นต้องรู้ ด้วยหวังแต่เพียงว่าเมื่อ(ข้า)ออกคำสั่งไปแล้ว ทุกคนต้องปฏิบัติตาม คิดกันเล่นๆก่อนว่า ระหว่างกองทหารสองเหล่า ที่พยายามปลูกฝังหลักนิยม กับกองทหารที่ละเลยต่อหลักนิยม เมื่อเข้าโรมรันกัน ฝ่ายใดจะได้ชัยชนะ

5.3 ยุทธวิธี
เครื่องบิน C-130 ถูกออกแบบให้สามารถลำเลียงกำลังพล และยุทธปัจจัยต่างๆ โดยการบินลง(Air Land)มี 2 ยุทธวิธี หรือส่งลงโดยใช้ร่ม (Air Drop) ซึ่งการส่งลงโดยใช้ร่มมี 4 ยุทธวิธี คือ

1.PER (Personal Drop) คือ การทิ้งทหารพลร่ม ซึ่งจะกระโดดออกจากประตูเครื่องบินด้วยกำลังขาของทหารเอง ซึ่งอาจะเป็นการกระโดดแบบกระตุกร่มด้วยสายดึงประจำที่ (Static Line) หรือแบบกระตุกร่มเอง (Free Fall) ก็ได้

Please, Log in or Register to view URLs content!

2.CDS (Container Delivery System) คือ การทิ้งยุทธบริภัณฑ์(Bundles) โดยอาศัยความลาดเอียงของเครื่องบิน(หน้าเชิด) เพื่อให้ยุทธบริภัณฑ์เลื่อนไหลออกจากท้ายเครื่องบินด้วยแรงดึงดูดของโลก แล้วจึงใช้สายดึงประจำที่(Static Line) กระตุกร่มพยุงให้สัมภาระตกสู่พื้น วิธีนี้รองรับน้ำหนักยุทธบริภัณฑ์แต่ละชุด ได้ไม่เกิน 1 ตัน แต่ละเที่ยวบิน ลำเลียงยุทธบริภัณฑ์ได้ตั้งแต่ 1-16 ชุด

Please, Log in or Register to view URLs content!

คลิกที่ภาพเพื่อเข้าชม CDS Drop​

3.HE (Heavy Equipment) คือ การทิ้งยุทธปัจจัยขนาดหนัก โดยใช้ร่มนำดึงยุทธปัจจัยออกจากท้ายเครื่องบิน เมื่อบินเหนือที่หมาย แล้วจากนั้นจึงใช้ระบบอัตโนมัติกระตุกร่ม(ขนาดใหญ่)อีกชุดหนึ่ง พยุงให้ยุทธปัจจัยตกสู่พื้น วิธีนี้รองรับน้ำหนักได้ถึง 20 ตัน เช่น รถยนต์ Humvy

Please, Log in or Register to view URLs content!

คลิกที่ภาพเพื่อเข้าชม HE Drop​

4.LAPES (The Low Altitude Parachute Extraction System) คล้ายคลึงกับวิธี HE คือ การใช้ร่ม(ขนาดกลาง) ดึงยุทธปัจจัยขนาดใหญ่ออกจากเครื่องบิน ขณะเครื่องบิน บินอยู่ต่ำมาก ห่างจากพื้นเพียง 5-10 ฟุต จึงไม่จำเป็นต้องใช้ร่มอีกหนึ่งชุดเพื่อพยุงสัมภาระให้ตกถึงพื้น วิธีนี้รองรับสัมภาระได้ถึง 20 ตัน


ความสามารถของกองทัพไทยและประเทศส่วนใหญ่ คุ้นเคยและมีประสบการณ์เฉพาะสองยุทธวิธีแรกเท่านั้น การปฏิบัติในสองยุทธวิธีหลัง จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และความชำนาญที่สูงกว่า ดังนั้นการลำเลียงยุทธปัจจัยที่มีน้ำหนักมากของกองทัพไทยและอีกหลายๆประเทศ จึงใช้การบินลงเป็นวิธีหลัก

ยุทธวิธีการบินลง (Air land) เพื่อนำกำลังพลหรือยุทธปัจจัยเข้า/ออกจากเครื่องบินอย่างรวดเร็ว สามารถกระทำได้สองวิธีคือ

1.การทำ Engine Running On/Off Loading (ERO) คือ การขนถ่ายกำลังพลหรือยุทธปัจจัย ในขณะที่เครื่องยนต์และใบพัดยังหมุนอยู่ อาจจะเป็นการขนขึ้นหรือขนลงก็ได้
2.การทำ Combat Off Loading วิธีนี้เป็นการนำยุทธปัจจัยออกจากเครื่องบินได้เพียงอย่างเดียว โดยจัดวางยุทธปัจจัยไว้บนแผ่น Pallet เมื่อร่อนลงถึงที่หมาย จึงเปิดท้ายเครื่องบินออก นักบินเหยียบเบรคไว้ แล้วเร่งเครื่องไปข้างหน้า จากนั้นจึงปล่อยเบรคอย่างกระทันหัน ยุทธปัจจัยที่ไว้บนแผ่น Pallet จะเลื่อนไหลออกไปทางด้านท้าย และตกลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยล้อและรางเลื่อนที่ติดตั้งไว้ที่พื้นระวางบรรทุก

ทั้งสองวิธี ต้องอาศัยความคุ้นเคยและฝึกซ้อมอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะอาจเกิดอันตรายได้ง่าย แต่การจะบินไปให้ถึงที่หมายเป็นงานที่ยากยิ่งกว่า

ปัจจัยด้านความเสี่ยง
วิชา Tactical Mission Consideration ได้กล่าวถึงปัจจัยหลายๆด้านในการที่จะนำเครื่องบิน C-130 ตัวอ้วนๆ บินช้าๆ เข้าสู่สนามรบที่มีภัยอันตรายรอบด้าน ปัจจัยด้านการข่าวมีความสำคัญมากที่สุด คือ ต้องสืบรู้ให้ได้ว่าพื้นที่ที่จะบินเข้าไปมีระดับการต่อต้านเป็นแบบใด High Threat, Middle Threat หรือ Low Threat

หากเป็น Low Threat อาจอาศัยความมืดจากยามวิกาลเป็นเครื่องอำพราง
หากเป็น Middle Threat จำเป็นต้องร้องขอการสนับสนุนจาก บ.ขับไล่ และ
หากเป็น High Threat ต้องเพิ่มมาตรการทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปอีก

แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ Unknown Threats อันเป็นภัยร้ายแรงที่ไม่รู้ว่า ศัตรูอยู่ที่ไหน จะถูกสอยเมื่อไร ซึ่งคล้ายกับการปฏิบัติภารกิจประจำในทุกวันนี้ เพราะศัตรูที่เครื่องบินลำเลียงเผชิญอยู่ทุกวันนี้มิใช่ มาจาก บ.ขับไล่ของข้าศึก หรือจรวดระยะสูง แต่เป็นผู้ก่อการร้ายเพียงคนเดียวพร้อมโทรศัพท์มือถือ แอบนำจรวดใส่ท้ายรถขับมาใกล้ๆสนามบินแล้วลงมือ โดยที่เราไม่ทันระวัง
วิธีป้องกันตัวเอง
ในช่วงกว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา เครื่องบิน C-130 ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ MC-130 สามารถบินเดี่ยวทะลวงเข้าไปในดินแดนข้าศึกได้ เครื่องบิน MC-130 มีเพียงเปลือกนอกเท่านั้นที่ดูคล้ายกับC-130 ทั่วไป แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Air Defensive System (ADS) ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไป ทำให้มีน้ำหนักกเพิ่มขึ้นอีกเกือบสิบตัน อาทิ เรดาร์ค้นหาเป้าหมายทางภาคพื้นและในอากาศ อุปกรณ์ก่อกวนวิทยุและเรดาร์ฝ่ายตรงข้าม อุปกรณ์บางอย่างนำมาจาก เครื่องบินขับไล่ เช่น แฟลร์ ที่ปล่อยเป็นเป้าลวงจรวด ซึ่งต้องใช้ควบคู่กับระบบเรดาร์ค้นหา เพิ่มลูกเรือขึ้นไปอีก โดยมีนายทหารDefensive Officer อีกหนึ่งคน นั่งเฝ้าหน้าจอเรดาร์คอยค้นหาจรวดที่จะวิ่งเข้ามาทำลายเครื่องบิน แต่เมื่อไม่นานมานี้ ทอ.สหรัฐฯได้ติดตั้งระบบ ADS ที่เคยใช้ได้ผลกับเครื่องบิน MC-130 ให้กับ C-130 แบบทั่วไป(แบบเดียวกับที่ ทอ.ไทยใช้อยู่)อย่างทั่วถึง เพื่อเป็นเครื่องป้องกันจากโจมตีทั้งในภารกิจทางยุทธวิธีและเพื่อมนุษยธรรม
เครื่องบินขับไล่ มีขีดความสามารถด้านความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่จะประกันความอยู่รอด เพราะความเร็วทำให้สมรรถนะของเครื่องบินสูงขึ้น สามารถที่จะเลี้ยวหลบ หรือปล่อยเป้าลวงทำให้จรวดติดตาม/ค้นหาเป้าหมายไม่เจอ แต่ธรรมชาติของเครื่องบิน C-130 กลับตรงข้าม ผู้เขียนเคยถูกฝึกให้บินแบบ
“Low and Slow” หรือ
”Get down in the mud” คือ
บินให้ต่ำที่สุด และช้าที่สุด หากต้องหนีตาย จะบินให้ต่ำกว่ายอดอดมะพร้าว(50 ฟุต)ก็ได้ไม่มีใครว่า แต่ระหว่างการฝึกกำหนดไว้ที่ 500 ฟุตเหนือพื้น และต้องอาศัยภูมิประเทศเป็นฉากอำพราง (Terrain Masking) ต้องศึกษาพื้นผิวภูมิประเทศที่จะบินไปให้ดีว่า ชาวบ้าน(ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม)เพาะปลูกพืชชนิดใด ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวหรือยัง เพราะฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านจะออกมาใช้เวลาอยู่ตามท้องไร่ท้องนานานขึ้น หรือเลือกเวลาที่จะปฏิบัติภารกิจในเวลากลางคืนเป็นหลัก
ความเร็วและความสูงของเครื่องบิน เปรียบเสมือนกับเงินทุนที่เราเตรียมไว้ใช้จ่าย เครื่องบินมีความเร็วเสมือนมีเงินสดอยู่ในกระเป๋า สามารถที่จะใช้แก้ปัญหาอะไรก็ได้ในทันที และเมื่อบินอยู่สูงคล้ายกับว่ายังมีเงินสำรองอยู่ในธนาคาร ความเร็วและความสูงสามารถจะแลกเปลี่ยนกันได้เมื่อจำเป็น ความเร็วสามารถเปลี่ยนเป็นความสูงได้ในทันที ความสูงก็สามารถเปลี่ยนเป็นความเร็วได้(แต่ช้ากว่า) กฎข้อนี้สามารถใช้ได้ทั้งในการบินทางยุทธวิธีและการบินทั่วไป แต่ในขณะที่ เครื่องบินกำลังจะขึ้นบินหรือกลับสู่สนาม เครื่องบินจะอยู่ในสภาวะทุนน้อย คือ ความเร็วน้อย และความสูงต่ำ หากเกิดอะไรขึ้นมา จะมีเวลา(ทุน)ให้แก้ไขสถานการณ์ได้น้อยมาก ข้อนี้นักบินทราบกันดี ผู้ก่อการร้ายก็ทราบดี การลอบยิงเครื่องบินจึงแอบกระทำใกล้ๆสนามบิน
ในสงครามเวียดนามบริเวณรอบฐานบินไม่ปลอดภัย เมื่อจะกลับลงสนาม นักบินC-130 ต้องใช้ยุทธวิธีการบินหลายวิธีต่างๆกัน บางครั้งต้องบินเข้ามาที่ระดับความสูง-สูงมาก เพื่อให้พ้นจากการยิงของปืนเล็ก แล้วรีบลดระดับและความเร็วเมื่ออยู่เหนือสนาม หรือไม่ก็บินให้เร็วที่สุด-ต่ำที่สุด ซึ่งก็ต้องอาศัยฝีมือและประสบการณ์ของนักบินเป็นอย่างมาก และกลับเข้าสู่สนามแบบไม่ซ้ำรอยเดิม (Random) เพื่อให้ข้าศึกคาดเดาไม่ได้ว่าเราจะกลับเข้ามา จากทิศทางใด
การฝึกบินทางยุทธวิธีด้วยเพดานบินต่ำ (Low Level Flying 300-500 ฟุต) จึงเป็นวิธีการฝึกบินหลักของนักบิน C-130 เปรียบได้กับหัวใจนักรบ ที่นักบินจะต้องฝึกให้เกิดความชำนาญ จนกลายเป็นสัญชาตญาณ ยิ่งผนวกด้วยการบินหมู่ และการบินกลางคืน ด้วยแล้วย่อมจะทำให้เครื่องบิน C-130 สามารถบรรลุภารกิจต่างๆได้ อย่างมีประสิทธิภาพ
ทอ.ของเรามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ กอปรภัยคุกคามที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องน่าวิตก ดังนั้นการจะติดตั้งระบบป้องกันจากการถูกยิงให้กับเครื่องบิน C-130 จึงเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่บางมาตรการที่ ทอ.ของเราได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว คือ การเปลี่ยนสีของเครื่องบิน C-130 บางลำ จากลายพรางมาเป็นสีขาว เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมิตร เมื่อต้องบินไปต่างแดน หรือในภารกิจเพื่อมนุษยธรรม เครื่องบินสีลายพรางจะช่วยพรางสายตา เมื่อมองลงมาจากท้องฟ้าที่สูงกว่าโดยมีพื้นด้านล่างเป็นป่าเขา แต่จะไม่ช่วยอะไรเลย หากพื้นล่างเป็นทะเลหรือทะเลทราย แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เครื่องบินถูกสังเกตเห็นได้ง่ายตั้งแต่ระยะไกล คือความแววมันของผิวสี(Gross)ที่สะท้อนแสงได้ง่าย อาจจะทำให้เครื่องบินประหยัดน้ำมันได้บ้าง แต่คงไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และปัจจุบันเครื่องบิน C-130 ทุกลำของเราได้เปลี่ยนมาเป็นสีเทาด้าน ทั้งหมด


มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศ และผู้บัญชาการทหารต้องทำให้ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และหลักนิยม สอดคล้องกัน ความไม่สอดคล้องกันของ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และหลักนิยม จะเห็นได้จากสถานการณ์ภาคใต้(2548- 2550) แม้ทางการจะมีความได้เปรียบในการครองอากาศ แม้เครื่องบิน C-130 จะมีความเร็ว พิสัยบิน ความอ่อนตัว การตอบสนอง ความคล่องตัว และความอยู่รอด แต่มันยังคงทำหน้าที่ของมันแบบเดิมๆ คือ เคลื่อนย้ายกำลังทหารเป็นๆเข้าพื้นที่ แล้วนำกำลังพลบาดเจ็บกลับเข้ารักษาตัว หรือนำศพทหารกลับบ้าน นานๆครั้งก็นำคณะผู้ใหญ่ลงไปตรวจเยี่ยมสักครั้ง เป็นเช่นนี้มากว่าสามปีแล้ว ข้อบกพร่องถูกโยนให้การข่าว เราใช้เวลานานมากในการคลำหาเป้า เรายังไม่รู้แน่ชัดเลยว่า เรารบกับใคร เครื่องบิน C-130 และเครื่องบินอื่นๆในกองทัพ ไม่อาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้ หากยุทธศาสตร์และจินตนาการการทัพไม่ปรับเปลี่ยน โดยมิต้องไปถามถึงว่า จะจัดทัพอย่างไร จะปรับหลักนิยมอย่างไร กับภัยคุกคามตรงหน้า ที่กำลังเผชิญอยู่ และภัยจากธรรมชาติที่อันรุนแรง ที่พร้อมอุบัติได้ทุกเวลา
 


Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top