What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

6.C-130 Losses

skypig

Administrator
บทเรียนจากอุบัติเหตุ และการสูญเสีย
เครื่องบิน C-130 จากที่ต่างๆทั่วโลก



..............ในรอบสี่สิบปีที่ผ่านมา กองทัพอากาศอังกฤษได้สร้างสถิติอันยอดเยี่ยม ด้วยอัตราการสูญเสียเครื่องบิน C-130 ที่ต่ำมากคือ 250,000 ชั่วโมงบินต่อเครื่อง เพราะ C-130 เป็นเครื่องบินที่มีโครงสร้างและการออกแบบที่ดี มีความเชื่อถือสูง จึงถูกใช้งานกันแพร่หลาย อีกทั้งภารกิจที่ปฏิบัติล้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าการบินปกติทั่วไป ดังนั้นการสูญเสียย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว การสูญเสียที่เกิดขึ้นจำแนกออกได้ 2 ลักษณะคือ การสูญเสียจากการปฏิบัติการทางทหาร และ การสูญเสียจากอุบัติเหตุการปฏิบัติงาน

6.1 การสูญเสียจากการปฏิบัติการทางทหาร
.................. ในทางทฤษฎี การสูญเสียจากการปฏิบัติการทางทหาร ไม่อาจนับรวมเป็นอุบัติเหตุ เพราะเป็นความจงใจที่จะเผชิญต่อความเสี่ยงและภัยอันตราย อันเกิดจากความตั้งใจของฝ่ายตรงข้าม

2 ส.ค.1958 เครื่องบิน C-130A หมายเลข 56-0528 อยู่ในระหว่างทำการภารกิจลาดตระเวนหาข่าว (SIGINT) ถูกเครื่องบินขับไล่ของสหภาพโซเวียต ยิงตกบริเวณ Yerevan ประเทศ Armenia การสูญเสียเครื่องบินลำนี้ถูกปกปิดมาโดยตลอด ทั้งจากสหรัฐฯและโซเวียต จนภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปสามสิบปี หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ประธานาธิบดีเยลซินอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูล จึงพอทราบว่าเครื่องบิน C-130 ลำนี้ถูกรุมกินโต๊ะโดยเครื่องบิน Mig17 ถึง 4 ลำ ภาพเหตุการณ์ได้ถูกบันทึกจากกล้องของเครื่องบิน Mig17 ที่ร่วมปฏิบัติการ เห็นควันไฟออกมาจากเครื่องยนต์ ก่อนที่เครื่องบินจะดิ่งสู่พื้น ไม่เห็นร่องรอยของการกระโดดร่มหนีออกจากเครื่องบินแม้แต่คนเดียว ลูกเรือ 17นายเสียชีวิตทั้งหมด ในเดือนกันยายน ปีเดียวกันนั้น สหภาพโซเวียต ได้ส่งคืนศพของลูกเรือจำนวน 6 นายที่พอคงสภาพได้ 4 ศพสามารถจำแนกได้ว่าเป็นใคร อีก 2 ศพ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบดีเอ็นเอน รายชื่อผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมดได้รับเกียรติให้ประดับเหรียญกล้าหาญชั้นสูง สุด จารึกไว้ ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ Arlington นอกจากการรำลึกดังกล่าวแล้ว ทางการได้นำเครื่องบิน C-130A ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่ถูกยิงตก มาตั้งแสดงไว้ที่ Vigilance Park หน้าอาคาร National Security Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองสำคัญสูงสุดของสหรัฐฯ ในค่าย Fort George G. Meade รัฐ Maryland.นับเป็นเครื่องบิน C-130 เครื่องแรกที่สูญเสียในการปฏิบัติการ


31 มกราคม 1991 เครื่องบิน C-130E หมายเลข69-6567, (c.n. 4341)ได้รับการดัดแปลงเป็น AC-130E ปฏิบัติการครั้งแรกโดยฝูงบิน 415th Special Operations Training Squadron Hurlburt Field, Florida, ต่อมาเดือน September 1972 ปรับปรุงเครื่องบินอีกครั้ง เป็น AC-130H แล้วส่งมอบให้ฝูงบิน 16th Special Operations Squadronเข้าร่วมปฏิบัติการพายุทะเลทรายในแผนยุทธการ Battle of Khafji เดือนกันยายน ปี 1990 นามเรียกขาน SPIRIT 03 ถูกยิงตกโดยจรวด SA-7 ห่างออกไป 110 ก.ม.ทางใต้ของเมืองคูเวตซิตี้ เครื่องบินลำนี้เป็น AC-130 ลำสุดท้าย ล่าสุดที่ของทอ.สหรัฐฯ ที่สูญเสียในการปฏิบัติการ



14 ก.พ 2007 เครื่องบิน C-130J-30 ของกองทัพอากาศอังกฤษ หมายเลข ZH876, (c.n. 5460) ร่อนลงฉุกเฉินบริเวณจังหวัด Maysan ในประเทศอิรัก ใกล้กับชายแดนอิหร่าน มีเจ้าหน้าที่บางคนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต เครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จนไม่สามารถซ่อมกลับมาใช้งานได้ กระทรวงกลาโหมอังกฤษ จึงได้สั่งให้ทำลายทิ้งในเวลาสามชั่วโมงต่อมา นับเป็นเครื่องบิน C-130J-30 ลำแรกของโลกที่สูญเสีย หลังจากที่ได้เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1999


16.1.1 การสูญเสีย C-130 ของสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม ได้มีการรวมรวบการสูญเสียในสงครามเวียดนาม อย่างไม่เป็นทางการไว้ดังนี้


การสูญเสีย C-130 ของสหรัฐฯระหว่างการปฏิบัติการ



12 พ.ค. 1968 หลังจากที่ฐาน Kham Duc ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 12 ชั่วโมง ทอ.สหรัฐฯตัดสินใจที่จะอพยพกำลังพลและประชาชนทั้งหมดออกจากค่าย ที่ถูกโอบล้อมไว้โดยทหารเวียดนามเหนือ เครื่องบิน C-130 หมายเลข 60-0297 ได้ถูกเรียกมาเพื่อปฏิบัติการเท่าที่จะทำได้ หลังจากนำเครื่องลง ลูกเรือได้ลำเลียงทหารและพลเรือนขึ้นเครื่องได้แล้ว นักบินทำการวิ่งขึ้นภายใต้การโจมตีอย่างหนัก แต่โชคไม่เข้าข้าง เครื่องบินและผู้โดยสารทั้งหมดไม่อาจหนีรอดไปได้ เครื่องบิน C-130 ถูกยิงโดยปืน ค.และปืนกลเล็ก อย่างหนาแน่น ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เครื่องบินสั่นอย่างรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมได้ แล้วม้วนตัว ตกชนพื้นดินอย่างแรง ไฟลุกท่วม ห่างจากสนามบินเพียงหนึ่งไมล์เท่านั้น มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 155 คน นับเป็นเหตุการณ์ที่สูญเสียร้ายแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


24 พ.ค. 1969 เครื่องบิน AC-130A หมายเลข 54-1629 เป็นเครื่องบิน C-130 รุ่นโจมตี ประจำการอยู่ที่ฐานบินอุบลฯ ระหว่างสงครามเวียดนาม ถูกยิงโดยปืนปตอ.ขนาด 37มิลลิเมตร ขณะปฏิบัติการกลางคืน ในประเทศลาว กระสุนปืนทำลายระบบไฮดรอลิกบังคับการบินเสียหายอย่างสิ้นเชิง ลูกเรือคนหนึ่งเสียชีวิต ลูกเรือบางส่วนได้โดดร่มหนีออกหลังที่เครื่องบินถูกยิง นักบินและลูกเรือเพียงสี่นาย พยายามบังคับเครื่องกลับมาลงที่ฐานบินอุบลฯ เครื่องบินบังคับได้ไม่ง่ายนัก ตกลงกระแทกพื้น ปีกขวาไปชนกับโรงเก็บเครื่องบิน F-4 เครื่องบินทั้งลำถูกไฟไหม้ ทำให้ลูกเรือคนหนึ่งเสียชีวิต ตลอดช่วงสงครามเวียดนาม ฝูงบิน The 16th SOS สูญเสีย AC-130 ไปอีก 5 ลำ

24 เมษายน 1980 ระหว่างการปฏิบัติการลับภายใต้รหัส Operation Eagle Claw เพื่อ บุกเข้าชิงตัวประกันชาวอเมริกัน ถูกคุมขังไว้ในอิหร่าน มีเครื่องบินและเฮลิคอบเตอร์ ของกองทัพอากาศและหน่วยนาวิกโยธินหลายลำเข้าร่วมปฏิบัติการ เส้นทางต้องบินผ่านทะเลทราย Great Salt อันกว้างใหญ่ทางตะวันออกของอิหร่าน เครื่องบิน EC-130 หมายเลข 62-1809, (c.n. 3770) ของ the 7th ACCS เสียหายอย่างสิ้นเชิง จากการชนกับเฮลิคอบเตอร์ RH-53D ที่เข้าร่วมปฏิบัติการด้วยกัน ใบพัดของเฮลิคอบเตอร์ฟันเข้ากับลำตัว C-130 เป็นเหตุให้ลูกเรือ C-130 จำนวน 5 นาย และลูกเรือ RH-53D จำนวน 3 นายเสียชีวิต เฮลิคอบเตอร์ RH-53D ที่เหลืออยู่จำนวนหลายลำ ต้องยกเลิกภารกิจกลางคัน เนื่องจากความบอบช้ำจากการสูญเสียเครื่องทั้งสอง สาเหตุของการชนน่าจะมาจากพายุทะเลทราย ที่เกิดขึ้นฉับพลันในเวลากลางคืน

3 กุมภาพันธ์ 1993 อุบัติเหตุครั้งนี้นับรวมได้ว่าเป็นการสูญเสียในระหว่างการปฏิบัติการ เพราะเกิดขึ้นกับเครื่องบิน C-130 รุ่น L100 หมายเลข N130X (c.n.4412) ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ได้รับการดัดแปลงให้เป็นเครื่องบินทดสอบเพื่อประเมิน ค่าในการนำระบบ the fly-by-wire มาใช้ในการควบคุมหางเสือ rudder actuator เหตุเกิดขึ้นที่ Dobbins Air Reserve Base, Marietta, GA ในบ้านเกิดของเครื่องบิน C-130 เอง ระหว่างการทดสอบภาคพื้นด้วยความเร็วสูง เครื่องบินเสียการควบคุมแฉลบออกทางด้านซ้าย แล้วลอยตัวขึ้นสูง 250 ฟุต จากนั้นจึงตกกระแทกพื้น นักบินทดสอบและวิศวกรการบินเสียชีวิตทั้งหมด 7 คน

30 มกราคม 2005 เครื่องบิน C-130K รหัส XV179. (c.n. 4195) ของกองทัพอากาศอังกฤษ พร้อมด้วยลูกเรือ 10 นาย ถูกยิงขณะที่เพิ่งจะวิ่งขึ้นจากสนามบินกรุงแบกแดด เพื่อจะไปเมือง Balad กระสุนโดนบริเวณถังน้ำมันปีกขวา ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงตามมา ทุกคนบนนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด



6.2 การสูญเสียในการบินทั่วไป (อุบัติเหตุ)

นิยามการสูญเสียจากอุบัติเหตุ เกิดขึ้นจาก ความไม่ตั้งใจของลูกเรือที่จะเผชิญต่อการสูญเสีย และมิใช่เป็นความพยายามของศัตรู ได้มีบันทึกไว้หลายแหล่ง ที่น่าสนใจดังนี้

11 มกราคม 1965 ที่สนามบิน Forbes Field, รัฐKansas ระหว่างการทดสอบเดินเครื่องยนต์ในรอบสูง เครื่องบิน C-130B หมายเลข 58-0719 ของฝูงบิน 313th Troop Carrier Wing ทอ.สหรัฐฯ ลอยตัวข้ามไม้กั้นล้อ และหมุนตัวไปทางข้างอย่างเร็ว ชนเข้ากับ C-130B หมายเลข 58-0730 ของฝูงเดียวกันที่จอดติดกัน เครื่องทั้งสองถูกไฟไหม้เสียหายอย่างรุนแรงในกองเพลิง

24 เม.ย.1965 เครื่องบิน C-130A หมายเลข 57-0475 ของฝูงบิน 815th Troop Carrier Squadron ตกที่ฐานบินโคราช ขณะที่พยายามGo-Around ในสภาพอากาศเลวร้าย น้ำมันในถังเหลือน้อย ขณะนั้นเครื่องมีน้ำหนักมาก และเสียกำลังเครื่องยนต์ไปถึงสองเครื่อง นับเป็นเครื่องบิน C-130 ของทอ.สหรัฐฯที่ตกเป็นลำแรกในช่วงสงครามเวียดนาม และน่าจะนับได้ว่าเป็นเครื่องบิน C-130 ลำแรกที่ตกในประเทศไทย

15 เมษายน 1966: เครื่องบิน CC-130B ของกองทัพอากาศแคนาดา RCAF ลงกระแทกพื้นอย่างแรงกลางทุ่งข้าวสาลี ระหว่างการกลับมาลงฉุกเฉิน หลังจากที่ ประตู forward cargo door หลุดหายไปขณะบินอยู่ในอากาศ เป็นผลให้โครงสร้างเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย

27 เมษายน 1967 ปีถัดมาช่วงเวลาเดียวกัน เครื่องบิน CC-130E ของกองทัพอากาศแคนาดา RCAF ตกลงกระแทกพื้นทันทีหลังจากวิ่งขึ้นจากสนามบิน Trenton สาเหตุที่เป็นไปได้น่าจะมาจาก elevator trim failure.

23 พฤษภาคม 1969 อุบัติเหตุน่าขบขันครั้งหนึ่งเกิดขึ้นกับ C-130E หมายเลข 63-7789, (c.n. 3856) ของฝูงบิน 36th Tactical Airlift Squadron ทอ.สหรัฐฯ ประจำการในฐานทัพ Mindellhall ในประเทศอังกฤษ เมื่อ ช่างอากาศคนหนึ่งเมาค้าง แอบขโมยเครื่องบิน หลังจากติดเครื่องยนต์ได้แล้ว นำเครื่องบินวิ่งขึ้น บ่ายหน้าไปฐานทัพ Langley AFB ซึ่งเป็นส่วนบัญชาการรบหลักของกองทัพอากาศ แต่เครื่องได้ตกลงเสียก่อนในช่องแคบอังกฤษไม่นานหลังจากวิ่งขึ้น มีเขาเองเพียงคนเดียวที่เสียชีวิต เป็นไปได้ว่าเครื่องบิน C-130 ลำนี้ อาจถูกยิงตกโดยเครื่องบินขับไล่ที่ขึ้นบินสกัดกั้น

29 ตุลาคม 1980 YMC-130H,หมายเลข 74-1683, (c.n. 4658) ทอ.สหรัฐฯ ประสบอุบัติเหตุระหว่างทดสอบการบินสุดพิสดารที่สนามบิน Duke Field ฐานทัพอากาศ Eglin AFB Auxiliary Field เป็นการบินทดสอบเครื่องบิน C-130 ดัดแปลงพิเศษ เพื่อใช้ในแผนช่วยเหลือตัวประกันในวิกฤตเหตุการณ์คนอเมริกันถูกจับเป็นเชลย ในอิหร่าน C-130 เครื่องนี้ ถูกดัดแปลงให้ติดจรวดเพื่อช่วยพยุงเครื่องบินขณะลงจอด แต่จรวดเจ้ากรรมเกิดจุดตัวก่อน เป็นผลให้เครื่องตกกระแทกพื้นอย่างแรง ปีกขวาขาด เครื่องลุกเป็นไฟแต่ลูกเรือทุกคนปลอดภัย ซากของมันยังคงถูกเก็บไว้

17 สิงหาคม 1988 เครื่องบิน C-130B หมายเลข PAF 23494 ของกองทัพอากาศปากีสถาน ซึ่งเดิมเป็นของ ทอ.สหรัฐฯ หมายเลข 62-3494, (c.n. 3708) มีประธานาธิบดี Muhammad Zia-ul-Haq เป็นผู้โดยสาร เครื่องตกลงสู่พื้น หลังจากวิ่งขึ้นสนามบินเพียงไม่นาน ในครั้งนี้มีเอกอัคราชทูตสหรัฐฯประจำปากีสถาน และนายทหารระดับสูงของกองทัพปากีสถานจำนวน17นายเสียชีวิตด้วย ที่น่าสนใจมีนายพล 2 ท่าน อยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร แต่เปลี่ยนใจไม่ร่วมเดินทาง หนึ่งในนั้นคือ General Pervez Musharraf ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น ผบ.ทบ.เพราะมีตำแหน่งว่างทันที หลังเกิดเหตุ และท่านได้กลายเป็นประธานาธิบดีปากีสถานในเวลาต่อมา หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า เครื่องบินมีการระเบิดขึ้น ก่อนจะตกลงสู่พื้น การสอบสวนอุบัติพบว่า มีลังมะม่วงถูกนำขึ้นเครื่องบินโดยไม่ผ่านการตรวจตราอย่างถูกวิธี ถ้าเป็นการลอบวางระเบิดจริง ก็นับได้ว่า เครื่องบิน C-130 ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกครั้ง

30 มกราคม 1989 อีกครั้งในฐานทัพ Fort Wainwright รัฐ Alaska เครื่องบิน CC-130E ของกองทัพอากาศแคนาดา (RCAF) ของฝูงบิน 435 Squadron ตกลงกระแทกพื้นห่างจากสนามบินเพียง 600 ฟุตเท่านั้น ระหว่างการกลับมาลงในเวลากลางคืน ขณะที่อุณหภูมิภายนอกลดต่ำลงถึง -46 องศาเซลเซียส

30 ตุลาคม 1991 เครื่องบิน CC-130E สังกัดหน่วย AIRCOM ของกองทัพอากาศแคนาดา RCAF หมายเลข CAF 130322,( c.n. 4192) บินออกจาก Edmonton, Alberta เส้นทางบินผ่าน Thule, Greenland กำลังบินไปฐานทัพ Canadian Forces Station (CFS ) ซึ่งเป็นสนามบินที่มีความยาวไม่มานัก ขณะเครื่องบินห่างจากสนามบิน 18 ไมล์ นักบินละความสนใจจากอุปกรณ์นำทาง เชื่อมั่นในสายตาของตนเองมากกว่า ในการนำเครื่องร่อนลง แต่เครื่องบินได้ตกลงบนเกาะEllesmere Island ทีมกู้ภัยของหลายหน่วยได้รับแจ้ง รุดเข้าไปช่วยเหลือ แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทีมช่วยเหลือต้องผจญกับความหนาวเย็นและสภาพภูมิประเทศ กว่าจะเข้าถึงจุดเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต 5 คนในจำนวน 18 คน ผลจากการสอบสวน บังคับให้เครื่องบิน C-130 ของของกองทัพอากาศแคนาดา ต้องติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการชนพื้น ground proximity detectors และอุปกณ์ดำรงชีพในเขตหนาว(beefed-up Artic Survival Equipment)ไว้บนเครื่องทุกลำ

6 กุมภาพันธ์1992 อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นกับฝูงบิน 165th Tactical Airlift Squadron ทอ.สหรัฐฯ ในรัฐ Kentucky หลังจากทีมสอบสวนอุบัติเหตุนำกล่องบันทึกการบินมาเปิดดู ได้ทราบสาเหตุที่แท้จริง เป็นอุทาหรณ์สอนนักบินรุ่นต่อมาได้ เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นขณะที่ครูการบินและนักบินใหม่ พร้อมลูกเรือรวม 6 นาย นำ C-130B หมายเลข 58-0732 (c.n. 3527) ไปฝึกยังสนามบิน Evansville รัฐ Illinois ระหว่างการฝึก Go-Around ด้วยเครื่องยนต์เพียง 3 เครื่อง ได้รับแจ้งข่าวจากทางฝูงบิน ให้รีบนำเครื่องกลับเพื่อมาทำภารกิจอื่นต่อ ครูการบินได้สั่งให้ลูกศิษย์เร่งเครื่องยนต์ทั้งสามไปหน้าสุด แต่ด้วยความเป็นนักบินใหม่ไม่คุ้นเคยกับการ”ใช้เท้า”เพื่อบังคับหางเสือ เครื่องบินจึงลอยขึ้นแบบเอียงๆ แต่ก็ยังไม่เสียการทรงตัว ทีมสอบสวนคาดว่าครูการบินเองมิได้วางเท้าของตนไว้ที่ Rudder จึงไม่รู้ว่าศิษย์การบินใช้เท้าบังคับเครื่องอย่างไร แต่ครูการบินกลับแนะนำให้แก้ไข ด้วย”คำพูด”ที่เป็นกันเอง แต่ไม่เป็นมาตรฐาน พูดว่า

” STEP ON YOUR BALL” (อุปกรณ์Turn & Slip ที่ใช้สำหรับบอกอาการเอียงหรือโคลงตัวของเครื่องบิน มีลักษณะคล้ายลูกบอลวัดระดับน้ำของช่าง)

.........แทนที่จะแนะนำให้ใช้เท้าด้านที่ถูกต้องบังคับเครื่องบิน นักบินใหม่ผู้อ่อนประสบการณ์ มีชั่วโมงบินไม่มาก และเพิ่งผ่านการบินกับเครื่องไอพ่นมา ยังไม่รู้วิธีที่จะควบคุม C-130 ดีพอ ไม่รู้ว่าอาการแบบนี้จะต้องใช้เท้าข้างไหน และจะต้องใช้แรงเหยียบ Rudder มากมายขนาดไหน ทั้งๆที่เท้าออกแรงเหยียบอยู่บ้างแล้ว เมื่อได้ฟังคำแนะนำ (ที่ฟังเหมือนไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย) จึงสลับใช้เท้าด้านตรงข้าม และเพิ่มน้ำหนักลงไปมากกว่าเดิม แทนที่จะเป็นการแก้ไขการทรงตัวให้ดีขึ้น การสลับเท้าและเพิ่มแรงเหยียบลงในด้านตรงข้าม เท่ากับเป็นการเพิ่มอัตราการเลี้ยว (Yawing) ส่งผลให้การทรงตัวของเครื่องบินเสียไปในทันที C-130 ยักษ์ใหญ่หมุนคว้างด้วยความสูงจากพื้นดินเพียง1,000 ฟุต ไม่มีความสูงเพียงพอ ไม่มีเวลา ไม่มีทางที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้อีกแล้ว เครื่องบินตกลงกระแทกพื้นอย่างใบไม้ร่วง ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า C-130 หมุนตัวกลับหลัง คล้ายกับเฮลิคอปเตอร์ ไม่เพียงแต่ทุกคนบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด ผู้คนที่อยู่ในร้านอาหารข้างล่างพลอยเสียชีวิตไปด้วยอีก16 คน

26 ก.ย. 1992 เครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศไนจีเรียหมายเลข NAF911 (cn4624) เกิดเหตุเครื่องยนต์ดับทันทีหนึ่งเครื่องหลังจากวิ่งขึ้น ไม่กี่วินาทีต่อมาเครื่องยนต์อีกเครื่องหนึ่งก็ดับตามไป ลูกเรือพยายามนำเครื่องร่อนลงในคลอง Ejigbo แต่แล้วเครื่องยนต์ที่สามก็ดับตามมาอีก ส่วนหัวของเครื่องปักลงในน้ำ จำนวนนผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อย่างน้อยในรายชื่อมีทั้งหมด 158 คน นับเป็นการสูญเสียเครื่องบิน C-130 ลำที่ 232 และเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเครื่องบิน C-130

23 มีนาคม 1994อุบัติเหตุในครั้งนี้มีเครื่องบินเกี่ยวข้องด้วยหลายลำ ผลพวงของความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงติดตามมา เหตุเกิดขึ้นจากเครื่องบิน F-16D หมายเลข USAF 88-0171 เฉี่ยวชนกับเครื่องบิน C-130E หมายเลข USAF 68-10942 (c.n. 4322) เหนือฐานทัพอากาศ Pope Air Force Baseในรัฐ North Carolina ในขณะนั้นทหารพลร่มเกือบ 500 นาย กำลังเตรียมตัวจะขึ้นเครื่องบินลำเลียงแบบ C-141B Starlifter, หมายเลข USAF 66-0173 ผลจากการเฉี่ยวชนที่ความสูง 300 ฟุต ทำให้นักบินสองคนต้องดีดตัวออกไป แต่เครื่องบิน F-16 พุ่งตกลงใกล้เครื่องบิน C-141B เศษชิ้นส่วนกระเด็นไปถูกถังน้ำมันปีกขวา เกิดไฟลุกท่วม ทหารที่กำลังรอขึ้นเครื่องตกอยู่ท่ามกลางกองเพลิง มีทหารพลร่ม 23 นาย เสียชีวิต และบาดเจ็บกว่า80 นาย เครื่องบิน C-130 วนกลับมาลงอย่างปลอดภัย เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เกิดแผนเผชิญเหตุ(Contingency plan)ขึ้นมา เพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน เพื่อตอบคำถามว่า จะทำอย่างไร ในภาวะรถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่มีอยู่จำกัด จะเร่งรุดไปช่วยใครก่อนดี ระหว่างการช่วยนักบินสองคนที่โดดร่มหนีออกมา และกำลังจะตกลงใกล้ชุมชน และชีวิตทหารนับร้อยที่อยู่ท่ามกลางกองเพลิง แล้วไหนจะเครื่องบิน C-130 ที่เสียหายพร้อมลูกเรืออีกหลายชีวิต กำลังวนกลับมาลง


17 สิงหาคม 1996 เป็นอุบัติเหตุของ C-130 ครั้งหนึ่งที่นับว่าใกล้ตัวผู้เขียนมากที่สุด เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างเขียนฝึกบินอยู่ในอเมริกา ผู้เขียนยังเคยได้บินกับนักบินที่เสียชีวิต (Havoc 58) และทักทายเขาก่อนที่เขาจะจากไป เครื่องบิน C-130H หมายเลข 74-1662 บิน ของฝูงบิน 39th ACC เครื่องบินลำนี้ผู้เขียนก็เคยบินมาก่อนเช่นกัน เครื่องบินพร้อมลูกเรือทั้งหมด 8 นาย ออกจากฐานทัพอากาศ Dyess เมือง Abilene รัฐเท็กซัส เพื่อไปขนย้ายรถลีมูซีนของประธานาธิบดีคลินตัน พร้อมเจ้าหน้าที่ รปภ.คุ้มกันอีกหนึ่งคน นักบินผู้ช่วยเป็นผู้หญิง นายทหารต้นหนดูจะเป็นเด็กใหม่ในฝูงบิน เครื่องบินไปลงที่สนามบิน Jackson Hole รัฐ Wyoming ซึ่งเป็นสนามบินที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 6,451ฟุต โดยรอบสนามบินเป็นภูเขาสูง ภารกิจของประธานาธิบดีคลินตันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นเวลากลางคืน เครื่องบินC-130 ต้องนำรถกลับไปส่ง แต่หลังจากวิ่งขึ้น ลูกเรือคิดว่าไต่พ้นยอดเขาแล้ว จึงเลี้ยวตัดกลับ เพื่อเข้าเส้นทางบิน แต่ความสูงของเครื่องบินไต่ไม่เพียงพอ ท่ามกลางความมืดมิด เครื่องบินชนเข้ากับยอดเขาเข้าอย่างจัง เสียงดังสนั่นทั่วหุบเขา ทุกคนบนเครื่องเสียชีวิตในทันที
เครื่องบินชนยอดเขาเวลาประมาณสามทุ่ม ทางฝูงบินได้รับแจ้งข่าวประมาณห้าทุ่ม นักบินทุกคนรวมทั้งผู้เขียนได้รับโทรศัพท์ให้ไปรายงานตัวที่ฝูงบินในตอนเช้า ตรู่ พอไปถึงห้องประชุม ผู้บังคับฝูงบินถามว่า

“มีใครที่มิใช่ทหารอยู่ในห้องประชุมนี้หรือไม่”

...............ถ้ามีให้ออกไปก่อน เพราะเป็นเรื่องของทหารแท้ๆ จากนั้นมีการแจ้งรายชื่อผู้เสียชีวิต และถามหาเพื่อนสนิทของผู้ตาย เพื่อจะได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้แจ้งข่าวการเสียชีวิต”ให้แก่ครอบครัว ทั้งนี้เพราะการแจ้งข่าวการเสียชีวิตแก่ญาติ ทางการจะต้องกระทำอย่างระมัดระวัง และจะไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตให้แก่แหล่งข่าวใดๆหรือสื่อใดๆ จนกว่าจะได้แจ้งแก่ญาติโดยตรงให้ทราบก่อน
.................. ก่อนจบการประชุม ผู้ฝูงกำชับ ทุกคนในฝูงบินห้ามคาดเดาหรือให้ข่าวใดๆแก่ผู้อื่นทั้งสิน เพราะสาเหตุของอุบัติเหตุยังไม่อาจพิสูจน์และสรุปได้ ดังนั้นทหารในฝูงบินไม่ควรที่จะคาดเดา หรือชี้นำสาเหตุของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ที่สำคัญ ที่น่าเลื่อมใส คือการสูญเสียเครื่องบินและลูกเรือในวันนั้นไม่เพียงแต่สร้างความเสียใจให้ แก่คนในกองบินเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ประชาชนรอบกองบิน และฝ่ายพลเรือนในท้องที่ก็พลอยมีความรู้สึกสูญเสียร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้น ด้วย ผู้เขียนพลอยได้มีโอกาสไปร่วมงานศพฝรั่งถึงสองครั้ง ครั้งหนึ่งเขาเชิญเฉพาะเพื่อนสนิทไปฟังคำไว้อาลัยในโบสถ์ ซึ่งตั้งอยู่ในกองบิน ถัดจากนั้นไม่กี่วัน เป็นงานใหญ่งานกลางแจ้ง มีตัวแทนซึ่งเป็นผู้ใหญ่จากรัฐบาล ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงจากกองทัพบินมาร่วมงาน สิ่งที่น่าชื่นใจคือมีประชาชนในเมืองและรอบฐานบินมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และที่ขาดไม่ได้ มีเครื่องบินC-130 ของฝูงบินสามลำรวมตัวกันเป็นหมู่บิน บินผ่านงานพิธี เพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่ลูกเรือที่จากไปอย่างสมเกียรติ




17 มิถุนายน 2002 อุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้บันทึกเหตุการณ์เป็นภาพไว้ได้ ระหว่างการเกิดไฟไหม้ป่าในทางตอนเหนือของรัฐ แคลิฟฟอร์เนีย C-130A หมายเลข 56-0538 (c.n. 3146) หลังจากทิ้งตัวพุ่งเข้าหากองเพลิง และปล่อยน้ำยาดับเพลิงลงไปแล้ว นักบินได้พยายามดึงคันบังคับขึ้นเพื่อไต่หาความสูงที่ปลอดภัย แต่เจ้ากรรม ปีกทั้งสองกลับฉีกแยกออกจากลำตัว เครื่องหมุนตัวหงายท้อง ดิ่งลงกระแทกพื้นในทันที ทุกคนบนเครื่องไม่มีใครรอดชีวิต เหตุการณ์แบบเดียวกันได้เกิดซ้ำอีกในเดือนถัดมา ผลจากการสอบสวนในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากโครงสร้างลำตัวในส่วนที่ต่อ เชื่อมกับปีก (Center wing box)ล้าตัวเนื่องจากการใช้งานมานาน




6 ธันวาคม 2005 C-130 ของกองทัพอากาศอิหร่าน ลำเลียงนักข่าวจำนวน 84 คน เพื่อไปชมสาธิตการฝึกทางทหาร ไม่นานหลังจากวิ่งขึ้น เครื่องบินชนเข้ากับตึกสิบชั้น ซึ่งอยู่ในกรุงเตหะราน และบังเอิญว่าตึกนั้นเป็นที่อาศัยของครอบครัวทหารอากาศอิหร่านเองเสียอีก มีคนเสียชีวิตรวมทั้งหมด 116 คน




13 สิงหาคม 2006 อุบัติเหตุครั้งนี้น่าสะพรึงกลัวมาก เครื่องบิน L-100-30 เป็นของ Air Algeria หมายเลข 7T-VHG ( N4148M, c.n. 4880) ดิ่งจากความสูง 24,000 ฟุต ชนภูเขาอย่างรุนแรง ด้วยอัตราตกสูง ในเมือง Piacenza ประเทศอิตาลี นักบิน นักบินผู้ช่วย และช่างอากาศเสียชีวิตทั้งหมด



27 มิถุนายน 2008 C-130H หมายเลข 76-0412 ของหน่วย440th Airlift wing จากฐานทัพอากาศ Pope ไปปฏิบัติการในอิรักต้องร่อนลงฉุกเฉิน นอกสนามบิน ลูกเรือและทหารทุกคนปลอดภัย แต่เครื่องบินเสียหายมาก ต่อมาได้ถอดอุปกรณ์ที่ยังใช้งานได้อยู่ออก แล้วจึงระเบิดทำลายทิ้ง


25 สิงหาคม 2551 เครื่องบิน C-130 Hercules เวอร์ชั่น L100-20 ของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ประสบอุบัติเหตุ ตกลงสู่ทะเลทันทีหลังจากที่เพิ่งวิ่งขึ้นจากสนามบิน นักบินและลูกเรือ 9 นาย เสียชีวิตทั้งหมด

เครื่องบิน C-130 หมายเลข 4593 เพิ่งจะบินมาถึงสนามบินดาเวา Davao เมื่อเวลา 18:37, เพื่อรับ จนท.รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี กลับไปกรุงมะนิลา เครื่องวิ่งขึ้นเวลา 20:51 หลังจากนั้นได้อนุญาตให้ไต่ไปที่ความสูง 18,000 ฟุต แต่ได้ตกลงทะเลทันที ในเวลาไม่กี่นาทีจากนั้น
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ได้รับการสอบสวน แต่น่าสังเกตว่า กองทัพอากาศฟิลิปปินส์มีเครื่องบิน C-130 ใช้งานอยู่เพียง 2 ลำ และก่อนหน้านี้เครื่องทั้งสอง ไม่สามารถใช้งานได้ ลำที่ประสบอุบัติเหตุ เพิ่งจะผ่านการตรวจซ่อม และนำกลับมาใช้งาน แต่เป็นที่รู้กันอยู่ว่ากองทัพอากาศฟิลิปปินส์ ขาดการดูแลยุทธภัณฑ์ต่างๆ เนื่องจากประสบปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งส่งผลมาถึงการซ่อมบำรุง อะไหล่ และความชำนาญในการฝึกบิน

วันที่ 20 พ.ค. 2552 เครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย หมายเลข A-1325 ลูกเรือ 13 นาย และนายทหารระดับสูง 1 นาย พร้อมผู้โดยสารจำนวน 98 คน ซึ่งเป็นทหารและครอบครัว รวมทั้งเด็ก 10 คน เดินทางจากฐานบินฮาลิม ในกรุงจากาต้าร์ไปยังสนามบิน Madiun จังหวัดทางภาคตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งห่างออกไป 325 ไมล์
................... เวลา 6:30 ก่อนถึงสนามบินเพียงเล็กน้อย ราว 4 กม เครื่องบินได้ตกลงบนหมู่บ้าน กลางทุ่งนาข้าว อย่างรุนแรง ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นก่อน ที่เครื่องบินจะดิ่งหัวชนพื้น
อีกคนกล่าวว่า ปีกขวาของเครื่องบินฉีกแยกออกจากลำตัว ก่อนตกลงสู่พื้น
............พลทหาร Saputra ซึ่งโดยสารมาบนเครื่อง ได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้การว่า มีเสียงระเบิดหลายครั้ง แล้วเครื่องบินเหวี่ยงตัวออกไปทางซ้าย และกลับมาทางขวา ก่อนที่จะตก
............สภาพเครื่องบินพังยับเยิน เหลือคงสภาพได้เฉพาะส่วนหาง คาดว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 98 คน จากการบาดเจ็บอย่างรุนแรง และผลจากไฟไหม้ ซึ่งรวมถึงประชาชนที่อยู่บนพื้นอีกสองคน มีผู้รอดชีวิต 15 คน
.............เครื่องบิน C-130 นับเป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารหลักของกองทัพอากาศอินโดนีเซีย เริ่มนำมาใช้งานตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 โดยได้รับจากสหรัฐฯอเมริกา 10 ลำ จากการแลกเปลี่ยนตัวเชลย ซึ่งเป็นสายลับ CIA และช่วงยี่สิบปีจากนั้น ทอ.อินโดนีเซีย ได้นำเข้าประจำการเองอีกราว 40 ลำ แต่ไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาจาก สหรัฐฯงดให้การช่วยเหลือ สหรัฐฯเชื่อว่า อินโดนีเซียอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในติมอร์ จึงได้งดขายอะไหล่เครื่องบินให้ ทำให้ฝูงบิน C-130 อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ลำที่ตกหมายเลข A-1325 สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1982
.................. ก่อนหน้านี้ในวันที่ 10 พ.ค. เครื่องบิน C-130 ของทอ.อินโดนีเซีย ก็ได้ประสบเหตุไถลออกนอกทางวิ่ง ของสนามบิน Wamena บนเกาะ Papua เครื่องบินได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บหนึ่งคน


ตารางสรุปการสูญเสียเครื่องบิน C-130



.....................นับถึง ส.ค.2551 เครื่องบิน C-130 ถูกผลิตขึ้นมาแล้ว 2,262 ลำ ถูกใช้งานในประเทศต่างๆ 67 ประเทศ มีถึง 38 ประเทศที่สูญเสียไปแล้วรวม 285 ลำ ในจำนวนนั้นราว 50 ลำ พบจุดจบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาเหตุการสูญเสียเครื่องบิน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นใกล้กับสนามบินในช่วงของการวิ่งขึ้น ลงสนาม หรือการไปใหม่(Go Around) สาเหตุการสูญเสียเครื่องบินที่อยู่ในระหว่างการปฏิบัติการหรือการฝึกยังนับ ว่าคุ้มค่า แต่มีหลายครั้งที่เป็นการสูญเสียเครื่องบินอย่างน่าเสียดาย แบบที่ไม่น่าจะเกิดซ้ำ บางครั้งควรจะหลีกเลี่ยงได้ เช่น ขณะเติมน้ำมัน ไฟไหม้ระบบแอร์ หรือการทดลองเครื่องยนต์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ยังมีบางประเทศที่มีเครื่องบิน C-130 จำนวนมากและยังไม่เคยสูญเสียเลย ได้แก่

ประเทศออสเตรเลีย(24 ลำ)
ประเทศญี่ปุ่น(16 ลำ)
ออสเตรเลียได้นำเครื่องบิน C-130B จำนวน 12 ลำ ที่ผ่านการใช้งานแล้ว อย่างคุ้มค่า เข้าจอดในพิพิธภัณฑ์อย่างภาคภูมิ

.................... สำหรับประเทศในเขตอาเซียน ล้วนได้สูญเสียเครื่องบิน C-130 ไปแล้วทั้งสิ้น ยกเว้น ประเทศไทย และสิงค์โปร์ ซึ่งมีจำนวนเพียง 6 ลำเท่านั้น เมื่อมีการใช้งานผ่าน 50,000 ชม.บิน ทอ.สิงค์โปรได้ชื่นชมผลงานของตนเองอย่างภูมิอก ภูมิใจ


6.3 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเครื่องบิน C-130 ของไทย

............................. เครื่องบิน C-130 ของประเทศไทยเรา เคยเกิดมีเหตุการณ์เร้าใจเกิดขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นสูญเสียร้ายแรงแต่อย่างใด ในบันทึกของฝูงบิน เมื่อ วันที่ 4 มี.ค.2547 นักบินพร้อมด้วยลูกเรือจำนวนรวม 7 นาย ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจ ส่งผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โดยเครื่อง C-130 หมายเลข 60102 วิ่งขึ้นจากสนามบินดอนเมืองเมื่อเวลาประมาณ 2230 เส้นทางบินคือ ดอนเมือง-หาดใหญ่-นราธิวาส-ดอนเมือง เมื่อเครื่องถึงที่สนามบินหาดใหญ่เพื่อส่งคณะจำนวนหนึ่งเสร็จแล้ว ได้ทำการวิ่งขึ้นเพื่อไปยังสนามบินนราธิวาสเพื่อส่งคณะที่เหลือ โดยวิ่งขึ้นประมาณเวลา 0030 ของวันที่ 5 มี.ค.47 เมื่อถึงบินถึงช่วงสุดท้ายก่อนที่จะลงสัมผัสพื้น (Final R/W 20) นักบินนำคันกางฐานล้อลง เพื่อเตรียมนำเครื่องลงและปฏิบัติตาม Before landing checklist พบว่า ฐานล้อด้านขวากางไม่ออก จึงได้นำเครื่องไปใหม่ (Go around) และเข้าต่อ Left Downwind เพื่อเข้า final อีกครั้ง และพยายามกางฐานอีกครั้งด้วยวิธีปกติ แต่ฐานล้อด้านขวายังคงกางไม่ออกเหมือนเดิม นบ.ได้ตัดสินใจบินวนรออยู่เหนือทะเลบริเวณทิศตะวันออกของสนามบินนราธิวาส เพื่อเตรียมกางฐานล้อด้วยวิธี Manual landing gear extension (ซึ่งเป็นวิธีที่ นบ. C-130 ทุกคนเชื่อว่าด้วยวิธีนี้ ฐานล้อด้านขวาจะต้องกางออกแน่นอน เพราะเป็นการใช้แรงคนในการหมุน Gearbox เพื่อขับให้ฐานล้อกางออกมา โดยไม่ต้องอาศัยระบบไฮดรอลิคส์ หรือระบบไฟฟ้าใดๆ ) เมื่อถึงขั้นตอนการปฏิบัติที่ให้ดึง T-handle เพื่อที่จะตัดระบบไฮดรอลิคส์ออก และให้ gearbox ถูกขับด้วย manual แทน ปรากฏว่าไม่สามารถดึง T-handle ออกมาได้ แม้จะพยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ



....................... ในเวลานั้น นบ.มีทางเลือกไม่มากนัก ระหว่างการบินกลับสนามบินดอนเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยบิน C-130 กับการบินกลับไปที่สนามบินหาดใหญ่ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติและสนามบินของ ทอ.เช่นกัน (ขณะนั้นมีน้ำมัน เหลืออยู่ประมาณ 18000 lbs.บินได้นานราว 3-4 ชั่วโมง ซึ่งหากจะบินกลับสนามบินดอนเมืองถือว่าค่อนข้างจะน้อยมากและอาจจะไม่พอ สำหรับการบินที่ระยะสูงไม่เกิน 10000 ฟิต เพื่อปรับความดันในเครื่องบินให้เท่าบรรยากาศภายนอก สำหรับการเปิดเข้าไปในช่องเก็บฐานล้อ และความเร็วไม่เกิน 168 Kts. เพื่อกางฐานด้วยวิธีสุดท้ายคือการถอดน็อตยึดฐานล้อทั้งหมด 8 ตัว เพื่อให้ฐานล้อตกลงมา ซึ่งเป็นวิธีที่ยังไม่เคยมีใครในฝูงบินเคยปฏิบัติ ) นบ.จึงตัดสินใจใช้ ชพ.ที่มีอยู่ซื้อเวลาทั้งหมด โดยเลือกบินลงมาที่สนามบินหาดใหญ่ ซึ่งห่างจากสนามบินนราธิวาสประมาณ 80 NM ใช้เวลาบินปรกติประมาณ 25 นาที สนามบินหาดใหญ่เป็นสนามบินนานาชาติ ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการ Rescue มีความพร้อม โดย นบ.คิดว่า ชพ.ที่มีอยู่สามารถบินวนอยู่บริเวณสนามบินหาดใหญ่ได้ประมาณ 3 ชม. ก่อนถึง Minimum Landing Fuel ของ C-130 ที่กำหนดไว้ 4000 Lbs. และในเวลา 3 ชม.นั้นพวกเขาใช้เวลและโอกาสทั้งหมดเพื่อทำให้ฐานล้อด้านขวาออกมาได้ แต่โชคยังไม่ยอมหันมาเข้าข้างพวกเขาอีก ปรากฏว่าน็อต 4 ตัว (ล้อด้านขวามี 2 ล้อๆละ 4 ตัว)ของล้อหน้าขวาอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปรกติ จนไม่สามารถนำเครื่องมือยื่นเข้าไปไขน็อตได้ทั้งหมด จนกระทั่งน้ำมันนลดลงเหลือประมาณ 6000 Lbs. นักบินคาดการณ์ว่าคงไม่สามารถกางฐานด้านขวาได้สำเร็จ จึงเก็บฐานล้อทั้งหมดขึ้น และเตรียมนำเครื่องบินลง โดยแจ้งหอบังคับการบิน ว่าจะทำการลงสนามแบบ No gear landing จึงขอให้หน่วยกู้ภัยที่รออยู่ ฉีดโฟมกันไฟบริเวณ touch down zone ของรันเวย์ 26 เวลา 0445 ของวันที่ 5 มี.ค.47 นักบินจึงนำเครื่อง C-130 ลงสนามบินหาดใหญ่ โดยฐานล้อทั้งหมดไม่กาง
..................... เครื่องบินลงสัมผัสพื้นด้วยความนิ่มนวล ตรงบริเวณที่ฉีดโฟมกันไฟไว้ อย่างพอดีและปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เครื่องบินจอดนอนขวางสนามบินเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทำให้บางเที่ยวบินของสายการบินต่างๆในตอนเช้าต้องยกเลิกไป เมื่อกรมช่างอากาศของ ทอ.ใช้แม่แรงขนาดใหญ่ยกเครื่องบินได้แล้ว จึงสามารถทำให้ฐานล้อทั้งหมดกางออกมาได้ และสำรวจความเสียหายเบื้องต้นพบว่า เครื่องบินได้รับความเสียหายเพียงแค่”หนังถลอก” วันต่อมาสามารถบินกลับไปโรงซ่อมที่สนามบินตาคลีได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ต้องกลับจอดนอนอยู่ที่สนามบินตาคลีเป็นเวลาราวกว่าครึ่งปี เพียงเพื่อให้การดำเนินการด้านเอกสารต่างๆสมบูรณ์ และสามารถนำกลับขึ้นมาบินใช้งานตามปกติได้ใหม่ อย่างไม่มีปัญหาใดๆ


6.4 คำทำนายในอนาคต
...................... น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ตลอดเวลาการเข้าประจำการของเครื่องบิน C-130 ของเรา เกือบ 30 ปี ยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง จนถึงขั้นสูญเสียเครื่อง C-130 ทั้งลำ หรือมีนักบินและลูกเรือคนใดต้องสูญเสียชีวิตหรือพิการ ในระหว่างการฝึกบินหรือการปฏิบัติภารกิจทั่วไป ที่พอบันทึกได้ มีการสูญเสียเกิดจากการฝึกกระโดดร่ม
................. เหตุการณ์ที่ผู้เขียนเคยประสบด้วยตนเอง จากการทิ้งร่มแทรกซึมเบื้องสูงในเวลากลางคืน หน่วยปฏิบัติการพิเศษในชุดสีดำสนิท จำนวนกว่าสิบคนกระโดดออกจากท้ายเครื่องพร้อมกัน ขณะลอยอยู่ในอากาศสองนักรบผู้กล้าของเรา ชนกันอย่างแรงในอากาศ ขณะที่ร่มยังไม่กาง เมื่อทั้งทีมลงถึงพื้นแล้ว นับยอดกำลังพลไม่ครบจึงออกตามหา ในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของสนามฝึกโดดร่ม จ.ลพบุรี กว่าจะพบร่าง ต้องรอถึงเช้าอีกวัน ในสภาพที่เสียชีวิตแล้วทั้งคู่
....................... จากสถิติที่ได้รวบรวมโดยบริษัท Lockheed Martin ซึ่งเป็นผู้ผลิต เครื่องบิน C-130 มีอัตราการสูญเสียหนึ่งเครื่อง เมื่อทำการบินถึง 100,000 ชั่วโมงบิน ปัจจุบันฝูงบิน C-130 ของเรามีชั่วโมงบินรวมกันกว่า 100,000 ชั่วโมงบิน ดังนั้น โอกาสที่เครื่องบิน C-130 ของเราจะเกิดการสูญเสียย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ตามทฤษฎีของความน่าจะเป็น เงาตะคุ่มได้แผ่เข้ามาใกล้เรามากแล้ว แนวโน้มที่จะทำให้เราเกิดการสูญเสียเครื่องบิน C-130 มาจากสาเหตุหลายประการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียน พอสังเกตได้ มีดังนี้

6.4.1 ฝูงบินเดียวมีภารกิจหลากหลายมากเกินไป ด้วยการที่จำนวนเครื่องบิน C-130 ของเรามีไม่มากนัก ภารกิจทั้งหมดจึงถูกจัดรวมอยู่ในฝูงบิน601 เพียงฝูงบินเดียว เพื่อง่ายต่อการบำรุงรักษาและบังคับบัญชา แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ “ความหลากหลายของภารกิจ” ที่นอกจากจะถูกกำหนดอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังสามารถเพิ่มการปฏิบัติภารกิจใดๆก็ได้ ตามความจำเป็นเร่งด่วนของกองทัพ พอสรุปได้ว่าC-130 ของเราปฏิบัติภารกิจได้ทุกประเภท ได้แก่
...
การบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญ
การบินเมล์
การขนย้ายยุทโธปกรณ์ทั้งในและต่างประเทศ
การเคลื่อนย้ายหน่วย (ทอ. ทบ.ทร.และหน่วยงานอื่นๆ)
การขนย้ายผู้ป่วย การขนศพ
การสับเปลี่ยนกำลังสุนัขสงคราม
การสนับสนุนองค์กรภาคเอกชน และกิจกรรมของหน่วยราชการอื่น
การดับไฟป่า
และภารกิจพิเศษอื่นๆ อีก
การฝึกเปลี่ยนแบบของนักบิน(วัตภาค 1) การฝึกพร้อมรบของนักบิน (วัตภาค2)
การฝึกดำรงสภาพการพร้อมรบของนักบิน (วัตภาค 3)
เข้าร่วมการฝึก และสนับสนุนการฝึก(ทั้งในและต่างประเทศ)
และการฝึกอื่นๆอีก



..........................ตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา C-130 ของเราปฏิบัติภารกิจได้ดี อย่างลุล่วงทุกครั้ง(ในสภาพเครื่องบินที่ยังใหม่) แต่ภารกิจทั้งหมดอันมากมาย ที่กล่าวมา ฝูงบิน C-130 ของ ทอ.สหรัฐฯ ที่มีจำนวนนับสิบๆ ฝูงบินจะแยก(ช่วย)กันทำปฏิบัติภารกิจตามความชำนาญ เฉพาะด้าน เท่านั้น

ฝูงบินบางแห่งมีภารกิจฝึกการบินเปลี่ยนแบบของนักบินในวัตภาค 1 เพียงอย่างเดียว
ฝูงบินบางแห่งมีภารกิจฝึกการพร้อมรบของนักบินในวัตภาค 2 เพียงอย่างเดียว
ฝูงบินปกติมีภารกิจการฝึกดำรงสภาพการพร้อมรบของนักบินในวัตภาค 3 เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องรับผิดชอบการฝึกนักบินในวัตภาค 2 และ 3
ฝูงบินบางแห่งมีภารกิจในการดับไฟป่า หรือปฏิบัติภารกิจพิเศษ เพียงอย่างเดียว


โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นเลิศ มีความเป็นมืออาชีพ
มักจะมีความชำนาญเฉพาะด้านของหน่วย เพียงด้านเดียว

................ แต่การที่ฝูงบิน C-130 ของเราต้องปฏิบัติภารกิจต่างๆหลายด้าน ทั้งที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการก่อนหน้า และได้รับเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งในรายละเอียดการปฏิบัติแต่ละภารกิจ มีความแตกต่างกันอย่างมาก ย่อมจะส่งผลถึงความชำนาญ งบประมาณ ระยะเวลาในการฝึกนักบิน/ลูกเรือ ตลอดจนการซ่อมบำรุง ซึ่งย่อมจะส่งผลวนกลับมาถึง ความปลอดภัย ในที่สุด

6.4.2 ความสมดุลของลูกเรือและจนท.สนับสนุน


.................... ฝูงบิน C-130 ของเรา มีภารกิจมากมายที่ต้องปฏิบัติทั้งกลางวันและกลางคืน เครื่องบิน C-130 มีเครื่องยนต์ถึง 5 เครื่องยนต์ต่อหนึ่งลำ รวมทั้งฝูงบินมีเครื่องยนต์ให้ดูแลถึง 60เครื่องยนต์ แต่มีลักษณะการจัดหน่วยและอัตราการกำลังพล ไม่ต่างจากฝูงบินอื่นๆในกองทัพอากาศมากนัก ฝูงบินอื่นมีเครื่องบินขนาดเล็กกว่า มีจำนวนเครื่องยนต์น้อยกว่า ในขณะที่มีช่างอากาศ และจนท.สนับสนุนเพียงพอต่อจำนวน
............. แต่ฝูงบิน C-130 ของเรา มีจำนวนกำลังพลที่ไม่ต่างจากฝูงบินทั่วไปนัก ด้วยจำนวนเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง ที่มีน้อยกว่าเนื้องานที่รับผิดชอบ และยังถูกกระหน่ำซ้ำกา ด้วยภารกิจมากมายดังที่กล่าวมาข้างต้น
......... การทำงานที่ผ่านมาและในปัจจุบัน นักบินต้องหาข้อมูลในการบินด้วยตัวเองทุกด้าน ทั้งด้านธุรการและทางยุทธวิธี เพราะไม่มีหน่วยงานอื่นให้การสนับสนุนโดยตรง
.............. ช่างอากาศเมื่ออยู่ในอากาศเป็นช่างอากาศ
เมื่ออยู่ที่พื้นต้องกลายมาเป็นช่างภาคพื้น อีกบทบาทหนึ่ง เมื่อกลับมาจากภารกิจยามดึก ต้องมาเติมน้ำมัน ปริมาณหลายสิบตัน นับหมื่นลิตร ด้วยตัวเอง เพื่อให้เครื่องงพร้อมบินในวันถัดไป
จนท.ขนส่งทางอากาศต้องออกแรงยกสัมภาระเอง เพราะไม่มีเครื่องมือ เครื่องใช้ที่พอเพียงและเหมาะสม ในระบบการลำเลียงทางอากาศ


ทวนซ้ำให้เห็นประเด็นสำคัญในสาเหตุนี้คือ ขาดอัตราการกำลังพล และหน่วยงานสนับสนุน ในการทำงาน

6.4.3 ขาดองค์ความรู้เพราะสายการบังคับบัญชา
............. ด้วยโครงสร้างการจัดหน่วยและสายการบังคับบัญชาปัจจุบัน ทำให้นายทหารสัญญาบัตรซึ่งนักบินและลูกเรือซึ่งเป็นนายทหารชั้นประทวนที่มี ความรู้และความชำนาญ ไม่สามารถร่วมบินหรือถ่ายทอด ความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักบินและลูกเรือรุ่นหลังได้มากนัก ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นกับฝูงบิน C-130 ของเรา ในทิศทางตรงข้ามกลับกัน ระหว่างนักบินและลูกเรือ
.............. นักบินจำเป็นต้องหาความก้าวหน้าในชั้นยศที่สูงขึ้นไป ด้วยการไปทำงานในหน่วยงานอื่นที่มิใช่หน่วยรบโดยตรง นักบินทอ.ไทยส่วนใหญ่มักจะมีประสบการณ์การบินในฝูงบินเพียงช่วงเวลา 10 ปี ต่างจากนักบิน ทอ.สหรัฐฯส่วนใหญ่มีช่วงการบินถึง 15 ปี หรือนักบินพาณิชย์มีมากถึง 35 ปี ทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้และมีเวลาถ่ายทอดประสบการณ์ขึ้นแก่หน่วยงาน แต่นักบินทอ.ไทยส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นได้
................. สำหรับลูกเรือที่เป็นช่างอากาศและเจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศ กลับมีข้อสังเกตในทิศทางตรงข้ามกับนักบิน กล่าวคืออยู่ในฝูงบินนานไป นายทหารชั้นประทวนตลอดอายุราชการ แทบไม่จำเป็นต้องย้ายไปไหน สามารถคงอยู่ในฝูงบินได้จนถึงอายุ 55 ปี หรือกว่านั้น ทำให้ไม่เกิดการหมุนเวียนกำลังพล เมื่อเกษียณออกไปและบรรจุคนใหม่เข้ามา จึงเกิดช่องว่างในการที่คนรุ่นหลังจะเข้ามาสับเปลี่ยนหรือถ่ายทอดความชำนาญ ให้แก่บุคลากรรุ่นถัดไปอย่างต่อเนื่อง

6.4.4. การบำรุงรักษา
.............. การเข้าใจว่าจำนวนเครื่องบิน C-130 ของเรา มีไม่มากนัก และมีอายุการใช้งานมายาวนาน อาจจะเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนักเลยทีเดียว คำตอบสำคัญอยู่ที่ การซ่อมบำรุง เครื่องบินทุกชนิดส่วนใหญ่มักจะมีข้อจำกัดในการซ่อมบำรุง เครื่องบิน C-130 ของเราก็ไม่อาจข้ามพ้นตรรกะข้อนี้ไปได้ การบำรุงรักษาเครื่องบินมีหลายระดับและหลายลักษณะ

ผู้เขียนเคยได้สอบถามช่างเทคนิคต่างชาติที่เข้ามาซ่อมเครื่องบิน C-130 ของเรา เขาชี้ให้ดูที่ลูกปืน(Bearing)แล้วตอบว่า

“ Looks like lack of routine maintenance”

และเมื่อเครื่องบินทั้งลำผ่านการซ่อมใหญ่ จากหน่วยงานในกองทัพ ส่งกลับคืนมาให้ฝูงบิน
ช่างที่ฝูงมักจะบ่นว่า

“ เอาเครื่องดีๆของเรา ไปยำมาอีกแล้ว ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเข้าที่”

................ ปัจจุบันเรามีเครื่องบิน C-130 จำนวน 12 ลำ แต่ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันซ่อม ซึ่งอาจจะใช้เวลาสั้นบ้าง นานบ้าง อย่าให้ผู้เขียนบอกเลยว่าระยะเวลาการซ่อมเครื่องบิน C-130 ของเรานานที่สุดเท่าใด!! ทำให้จำนวนเครื่องบินที่มีพร้อมใช้งานต่ำกว่าจำนวนที่เข้าประจำการ
เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ใหญ่ในกองทัพมักเข้าใจว่า

“จำนวนเครื่องบินมีไม่เพียงพอใช้งาน ต้องหาทางซื้อเครื่องเพิ่มอีก”

แต่ความจริงแล้ว การซื้อเครื่องเพิ่มจะทำให้ปัญหาเลวร้ายลงไปอีก เพราะต้นตอปัญหาที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่

ระบบการซ่อมบำรุง

......................... เรามีจำนวนเครื่องบิน C-130 มากเกินกว่าจะซ่อมบำรุง ถ้าหากเรามีงบประมาณพอที่จะซื้อเครื่องเพิ่ม สู้นำไปสร้างสายการซ่อมบำรุงเดิมให้ดียิ่งขึ้น ย่อมจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็นกว่า

สรุปตรงนี้ก่อนว่ามีกับดัก
ภารกิจอันหลากหลาย 1 การขาดอัตราการกำลังพล2
การขาดองค์ความรู้ 3 และการซ่อมบำรุง 4

รอความผิดพลาดของเราอยู่แล้วถึงสี่ห่วง


หนทางหนึ่ง ที่น่าจะทำให้เครื่องบิน C-130ของเรา รอดพ้นจากการสูญเสีย
ทุกครั้งที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีความน่าสะพรึงกลัวอย่างไร ไม่ว่าจะมีผู้เสียชีวิตหรือไม่ก็ตาม ทีมสอบสวนอุบัติเหตุจะต้องสืบค้นหาสาเหตุ ต้นตอของอุบัติเหตุให้ได้ หากไม่ทราบแน่ชัด ทีมฯจะจำแนกสาเหตุในเบื้องต้นออกเป็น 4 ประเด็น ว่ามาจากอะไร ซึ่งอาจเป็น

เครื่องบิน (Machine/Aircraft)? M1
นักบิน(Man/Crew)? M2
สิ่งแวดล้อม(Media/Environment)? M3
หรือมาจากการบริหารงาน (Management/Line of Command)? M4

ภายใต้หลักการ “4M ” ที่รู้จักกันดี แน่นอนว่า
เรามีเครื่องบินที่ดีอยู่แล้ว
นักบิน/ลูกเรือของฝูงบิน 601 ของเราที่รับผิดชอบมันอยู่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี
ดินฟ้าอากาศก็เป็นไปตามสภาพวิถีธรรมชาติที่เป็นอยู่
ดังนั้นสาเหตุที่จะทำให้เครื่องบิน C-130 ของเราสูญเสียได้มีเพียงประการเดียว คือ
การบริหารงาน หรือในทางทหารเรียกว่า สายการบังคับบัญชา (Line of Command)
ซึ่งแน่นอนว่า ผู้รับผิดชอบในสายการบังคับบัญชาไม่เคยตกเป็นผู้ต้องหา ในการมีส่วนทำให้เครื่องบินตก เพราะสาเหตุของอุบัติเหตุมักถูกชี้นำไปที่ นักบิน เครื่องบิน และดินฟ้าอากาศ

การทวงติงโดยปราศจากข้อเสนอแนะ มีค่าน้อยกว่ากลิ่นธูปที่จุดคารวะดวงวิญญาณ
ข้อเสนอแนะสั้นๆ ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียน ที่จะป้องกันการสูญเสียเครื่องบิน C-130 ของเรา คือ

ควรจะเพิ่มสายการบังคับบัญชาในระดับยุทธการของเครื่องบิน C-130
ด้วยการกระจายจำนวนเครื่องบิน C-130 จำนวน 12 ลำที่มีอยู่ ออกเป็น 2 ฝูงบิน

โดยคงจำนวนเครื่องบิน C-130 ไว้ที่ฝูงบิน 601 ครึ่งหนึ่ง เช่นเดิม และอีกครึ่งหนึ่งย้ายไปไว้ที่ฝูงบินอื่นที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ มีการแบ่งมอบภารกิจที่ชัดเจน มีจำนวนกำลังพลในการซ่อมบำรุงมากขึ้น ข้อเสนอแนะด้านนี้สามารถกระทำได้เลยในทันที เพราะกองทัพอากาศคุ้นเคยต่อ การย้ายโอนเครื่องบินในฝูงบินต่างๆมาโดยตลอด โดยไม่ต้องใช้งบประมาณหรือความเห็นชอบจากหน่วยงานอื่นแต่อย่างใด


การได้เห็นความสูญเสียเครื่องบิน C-130 ของประเทศอื่น เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ ที่ต้องนำมาศึกษา น่าสังเกตว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นบริเวณที่สูญเสียเครื่องบิน C-130 มากที่สุด โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งแวดล้อม ลักษณะภูมิอากาศ ภูมิประเทศ นิสัยใจคอผู้คน คล้ายคลึงกับเรามาก สุสานสุดท้ายของเครื่องบิน C-130 อยู่ใกล้กับเรามาก

ข้อมูล 6.4 ที่นำมาให้อ่านผ่านตากัน มิใช่นำมาจากเอกสารราชการใดๆทั้งสิ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่ผ่านการกลั่นกรองจากหน่วยงานใด จึงไม่ใช่การนำความลับหรือจุดบกพร่องของทางราชการมาเปิดเผย เป็นเพียงข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าสังเกตของอดีตนักบิน C-130 คนหนึ่งที่ยังคงมีความห่วงใยต่อสมบัติของแผ่นดิน อยากเห็นเครื่องบิน c-130 ของเราเมื่อปลดระวางแล้ว จอดอยู่ในพิพิธภัณฑ์อย่างสง่างาม ครบ ทั้ง12 ลำและหวังว่า 6.4 จะเป็นคำทำนายที่ผิดไปจากความจริง
 

skypig

Administrator
ความคิดเห็นที่ เดิม

ชอบมากครับ

ชื่อ : lee วันที่ : 11 พฤศจิกายน 2553 15:17 น. IP : 58.10.93.XXX

ความคิดเห็นที่ 4

ขออนุญาตเพิ่มเติมในหัวข้อ 6.4ครับ " ขณะลอยอยู่ในอากาศสองนักรบผู้กล้าของเรา ชนกันอย่างแรงในอากาศ ขณะที่ร่มยังไม่กาง เมื่อทั้งทีมลงถึงพื้นแล้ว นับยอดกำลังพลไม่ครบจึงออกตามหา ในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของสนามฝึกโดดร่ม จ.ลพบุรี กว่าจะพบร่าง ต้องรอถึงเช้าอีกวัน ในสภาพที่เสียชีวิตแล้วทั้งคู่ " ถ้าเป็นครั้งเดียวกันจริงๆก็เกิดขึ้นที่หมู่บ้านผมเอง ตกในไร่บ้านผมด้วยใกล้ๆชายป่าบ้านซับหินขวาง ต.บ้านใหม่สามัคคี แม่บอกว่าหมามันเห่ามากๆตอนเช้าไปดูกันพบว่าเป็นศพพลร่ม ผู้เสียชีวิตมาจากประจวบหรือจากทางใต้นี่แหละข่าวบอกว่าลูกยังเล็กไม่กี่เดือนเอง ส่วนอีกศพตกห่างกันออกไป

ชื่อ : flyman วันที่ : 25 พฤศจิกายน 2553 09:36 น. IP : 124.120.203.XXX

ความคิดเห็นที่ 5

ต้องปรบมือให้กับหน่วยซ่อมบำรุงที่ยังคงรักษาความพร้อมปฏิบัติการได้

ชื่อ : Rockex วันที่ : 21 ธันวาคม 2553 01:12 น. IP : 216.206.31.XXX

ความคิดเห็นที่ 6

ต้องขอขอบคุณทุกกคนครับ

ที่ประคับประคองให้เครื่องบิน C-130 ของเรา

มีความพร้อมรบ อยู่ได้ตลอดเวลา

ชื่อ : Webmaster E-mail : kongsomrit@yahoo.com วันที่ : 31 ธันวาคม 2553 08:51 น. IP : 125.25.36.XXX

ความคิดเห็นที่ 7

Huey,Black Hawk,Twin Huey + 17 ชีวิต เศร้าจังครับกัปตัน
....

ชื่อ : wings of dream วันที่ : 24 กรกฎาคม 2554 17:36 น. IP : 118.173.248.XXX

ความคิดเห็นที่ 8

ขอบคุณมากครับท่าน สสำหรับบทความดีมากๆ

ชื่อ : kitty E-mail : kittyyy9955@hotmail.com วันที่ : 21 พฤศจิกายน 2554 18:44 น. IP
 

skypig

Administrator
เครื่องบินC-130J ของทอ.นอร์เวย์ หายไปจากจอเรดาร์ และขาดการติดต่อ

A Lockheed C-130J Hercules military transport plane went missing during a flight from Harstad-Narvik-Evenes Airport (EVE) in Norway to Kiruna Airport (KRN) in Sweden. There are five crew members on board.

Last radio contact was at 14:43 with Kiruna Tower and radar contact was lost at 14:56. A military helicopter picked up an ELT signal near Mount Kebnekaise, 80 km west of Kiruna. Search operations are hampered by cloud cover and poor visibility due to strong winds.

Please, Log in or Register to view URLs content!


Please, Log in or Register to view URLs content!


ขอให้รอด สาธุ
 

skypig

Administrator
ทอ.นอร์เวย์ยืนยันพบ สถานที่ ที่เครื่องบิน C-130J ตกแล้ว ไม่มีผู้รอดชีวิต

รายละเอียด
Please, Log in or Register to view URLs content!
 

Attachments

skypig

Administrator
เครื่องบิน C-130 ของสหรัฐฯตกในภารกิจดับไฟป่า
.........เครื่องบิน C-130 สังกัดหน่วย the North Carolina Air National Guard's 145th Airlift Wing กองกำลังรักษาดินแดน แห่งคาลิฟอร์เนียเหนือของสหรัฐ พร้อมกับนักบินสองนาย ซึ่งได้ร่วมปฏิบัติการดับไฟป่าซึ่งลุกไหม้เป็นบริเวณกว้างในรัฐ South Dakota ประสบอุบัติเหตุตกลงช่วงเย็นวันอาทิตย์1 ก.ค.2555 เวลา 18:30 ตามเวลาท้องถิ่น


...........การปฏิบัติการมีลูกเรือทั้งหมด 6 นาย สองนายคือ ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิต Lt. Col. Paul Mikeal และ Master Sgt. Robert Cannon ที่เหลือได้รับการช่วยเหลือ ถูกส่งไปโรงพยาบาล

........ในเบื้องต้นไม่มีรายงานความบกพร่องของเครื่องบินหรือระบบเทคนิคใดๆ แต่สาเหตุน่าจะมาจาก “severe downdraft” ในบริเวณที่ซึ่งเครื่องบินต้องบินผ่านเข้าไปเพื่อทิ้งสารดับเพลิง กองทัพอากาศสหรัฐฯ สั่งหยุดใช้งานเครื่องบิน C-130 อีก 7 ลำที่เหลือ เป็นการชั่วคราว

ประธานาธิบดีโอบามา ได้กล่าวยกย่องลูกเรือว่าเป็น วีรบุรุษของชาติ
.......ไฟไหม้ป่ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งแผ่กินพื้นที่บริเวณกว้างหลายรัฐ เช่นColorado, Wyoming

.... .. . ...เครื่องบิน C-130 ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ Modular Airborne Fire Fighting System (MAFFS), โดยบรรทุกน้ำหรือสารดับเพลิง น้ำหนักได้ 3000 แกลลอน และต้องบินต่ำในระดับ 150 -300 ฟุตจากพื้นเท่านั้น จึงเป็นภารกิจที่เสี่ยงภัยเป็นอย่างสูง

อ่านเพิ่มเติม
Please, Log in or Register to view URLs content!
 

skypig

Administrator
หยุดไปเพียง สองสามวัน กลับมาบินต่อได้เเล้ว
The C-130 Modular Airborne Firefighting System, or MAFFS, fleet resumed operations in the western US on 3 July 2012 after a one-day standdown to review flying and safety procedures in the aftermath of the crash of this MAFFS-equipped C-130H. [USAF Photo by SSgt. Richard Kerner
 

Attachments

skypig

Administrator
เมื่อวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557

เครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศอัลจิเรีย ประสบอุบัติเหตุในบริเวณภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขา
ใกล้กับเมือง Aïn Kercha, ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรทางใต้ของสนามบิน Constantine ประเทศอัลจิเรีย
รายงานล่าสุด มีผู้โดยสาร และลูกเรือรวม 78 คน เสียชีวิตทั้งหมด 77 คน รอดชีวิตเพียง 1 คน
เที่ยวบินนี้ได้นำผู้โดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครอบของทหาร เริ่มต้นบินจากเมือง Tamanrasset ไปยังเมือง Constantine. (CZL/DABC)
อุบัติเหตุเกิดขึ้น ในระหว่างที่จะร่อนลง เครื่องบินกำลังทอดตัวอยู่ในแนวร่อนแบบ ILS approach runway 34
จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากสนามบิน ราว 30 ก.ม. ซึ่งขณะนั้นเครื่องบินควรจะมีความสูงราว 6730 ฟุต



Algeria-plane-crash-011.jpg

สภาพอากาศที่สนามบิน Constantine เวลาท้องถิ่น 12:00 ( 11:00 Z):
DABC 111200Z 31017G27KT 8000 FEW013 FEW023CB BKN026 07/03 Q1015
DABC 111130Z 30019KT 8000 FEW010 FEW023CB BKN026 08/05 Q1015
DABC 111030Z 29012G22KT 8000 -RA SCT020 FEW023CB BKN026 05/03 Q1015

มีลมมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างแรง และมีลมกรรโชกแรงมากสูงถึง 27 น๊อต หรือราว 40 ก.ม.ต่อ ช.ม.
ทัศนวิสัยไม่ไกลนัก ราว 8 ก.ม. มีเมฆฝน อุณหภูมิค่อนข้างต่ำราว 7-8 องศา


สาเหตุของอุบัติเหตุ อยู่ระหว่างการร่วมมือกันสอบสวนของกองทัพอากาศอัลจิเรีย และบริษัทLockheed ผู้สร้างเครื่องบิน

อ่านข่าวเพิ่มเติม
Please, Log in or Register to view URLs content!
 

skypig

Administrator
ในระหว่างที่คนทั้งโลกพุ่งความสนใจไปยัง เครื่องบินโบอิ้ง B777 เที่ยวบิน MH370
ของสายการบินมาเลเชียแอร์ไลน์
.......ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม เวลา 1100 น. เครื่องบิน C-130J ของกองทัพอากาศอินเดีย
ประสบอุบัติเหตุ ชนพื้นในขณะฝึกบินทางยุทธวิธี เป็นเหตุให้เครื่องบินเสียหายอย่างสิ้นเชิง
นักบินและลูกเรื่อบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด รวม 5 นาย
เหตุเกิดห่างจากฐานบิน Gwalior ไปทางตะวันตกราว 72 ไมล์
เครื่องบิน C-130J เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารของอินเดีย ที่เพิ่งนำเข้าประจำการ
ได้ไม่นาน ในการซื้อครั้งแรก มีแผนที่นำเข้า 6 ลำ และต่อมามีความต้องการเพิ่มขึ้นอีก 6 ลำ
........เครื่องบิน C-130J หมู่ 2 เริ่มขึ้นฝึกบินทางยุทธวิธี จากฐานทัพในเมือง Agra เมื่อเวลา 1000 น.
และประสบอุบัติชนพื้น 1 ลำ โดยที่ยังไม่สามารถทราบสาเหตุ ที่แน่ชัด
คณะสอบสวนได้ค้นพบกล่องดำ Black Box แล้ว
และได้ถูกส่งไปให้บริษัท Lockheed แล้ว เพื่อถอดรหัส
และเสียงการสนทนาของนักบิน
.....กองทัพอากาศอินเดีย ได้หันมาใช้เครื่องบินลำเลียงจากทางสหรัฐฯอเมริการ ถึง 2 แบบ คือ
เครื่องบิน C-17 และ เครื่องบิน C-130J
.....จากอุบัติเหตุดังกล่าว สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้น จากกรณีที่ กองทัพสหรัฐฯ ตรวจพบ
อะไหล่ปลอม ซึ่งทำมาจากประเทศจีน ถูกติดตั้งบนเครื่องบินสหรัฐฯ
และชิ้นส่วนดังกล่าว ไม่ได้มาตราฐาน มีอัตราการส่งซ่อมสูงกว่าที่เคย
จึงมีข้อสงสัยว่า ชิ้นส่วนอะไหล่ ซึ่งใช้ในเครื่องวัดประกอบการบิน
อาจจะถูกติดตั้งให้กับ เครื่องบิน C-130J ของอินเดีย


Please, Log in or Register to view URLs content!
 

Attachments

chonlatorn

Combat Ready
ในระหว่างที่คนทั้งโลกพุ่งความสนใจไปยัง เครื่องบินโบอิ้ง B777 เที่ยวบิน MH370
ของสายการบินมาเลเชียแอร์ไลน์
.......ในวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม เวลา 1100 น. เครื่องบิน C-130J ของกองทัพอากาศอินเดีย
ประสบอุบัติเหตุ ชนพื้นในขณะฝึกบินทางยุทธวิธี เป็นเหตุให้เครื่องบินเสียหายอย่างสิ้นเชิง
นักบินและลูกเรื่อบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด รวม 5 นาย
เหตุเกิดห่างจากฐานบิน Gwalior ไปทางตะวันตกราว 72 ไมล์
เครื่องบิน C-130J เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารของอินเดีย ที่เพิ่งนำเข้าประจำการ
ได้ไม่นาน ในการซื้อครั้งแรก มีแผนที่นำเข้า 6 ลำ และต่อมามีความต้องการเพิ่มขึ้นอีก 6 ลำ
........เครื่องบิน C-130J หมู่ 2 เริ่มขึ้นฝึกบินทางยุทธวิธี จากฐานทัพในเมือง Agra เมื่อเวลา 1000 น.
และประสบอุบัติชนพื้น 1 ลำ โดยที่ยังไม่สามารถทราบสาเหตุ ที่แน่ชัด
คณะสอบสวนได้ค้นพบกล่องดำ Black Box แล้ว
และได้ถูกส่งไปให้บริษัท Lockheed แล้ว เพื่อถอดรหัส
และเสียงการสนทนาของนักบิน
.....กองทัพอากาศอินเดีย ได้หันมาใช้เครื่องบินลำเลียงจากทางสหรัฐฯอเมริการ ถึง 2 แบบ คือ
เครื่องบิน C-17 และ เครื่องบิน C-130J
.....จากอุบัติเหตุดังกล่าว สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้น จากกรณีที่ กองทัพสหรัฐฯ ตรวจพบ
อะไหล่ปลอม ซึ่งทำมาจากประเทศจีน ถูกติดตั้งบนเครื่องบินสหรัฐฯ
และชิ้นส่วนดังกล่าว ไม่ได้มาตราฐาน มีอัตราการส่งซ่อมสูงกว่าที่เคย
จึงมีข้อสงสัยว่า ชิ้นส่วนอะไหล่ ซึ่งใช้ในเครื่องวัดประกอบการบิน
อาจจะถูกติดตั้งให้กับ เครื่องบิน C-130J ของอินเดีย


Please, Log in or Register to view URLs content!
อะไหล่จีนหรอครับ อีกแล้ว.....R.I.P.
 

skypig

Administrator
สาเหตุของอุบัติเหตุ กำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์
แต่สิ่งดีๆ ที่ต้องนำมากล่าวถึงคือ
ความสามารถของ
ฝูงบิน601
กองบิน 6
กองทัพอากาศไทย
ซึ่งสามารถใช้งานC-130
มาได้อย่างปลอดภัย แม้จะได้ประจำการมา มากกว่า 30ปี
แต่ ทอ.อินเดีย เพิ่งนำเข้าประจำการ ได่เพียง 3 ปีเท่านั้น
ต้อง มาสูญเสีย เครื่องบินลำใหม่ อย่างรุนแรง
 

skypig

Administrator
สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ C-130J ของกองทัพอากาสอินเดียครั้งนี้ ได้ข้อสรุปแล้วครับ

Please, Log in or Register to view URLs content!


เนื่องมาจาก ได้รับ wake turbulence จากเครื่องบินลำหน้า
 

skypig

Administrator
น่าตกใจมาก นะครับ. กองทัพอกาศอินโดนีเนียสูญเสีย c-130 h อีกลำแล้ว
Please, Log in or Register to view URLs content!


เมื่อปีที่แล้ว ได้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ มีผู้เสียชีวิต กว่าร้อยคน

Please, Log in or Register to view URLs content!
 


Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top