What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

A400m

skypig

Administrator
A400M
จำนวนผู้เข้าชม 4555 คน

A400M


การก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มนุษยชาติยังต้องเผชิญอยู่กับภัยสงคราม และภัยพิบัติที่มาจากธรรมชาติ ระเบิดพลีชีพ และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นหน้าบ้านของเรา โดยปราศจากสิ่งบอกเหตุเตือนให้ทราบล่วงหน้า มันเป็นความหายนะของมนุษยชาติ ที่คนส่วนใหญ่ยังคิดเป็นเรื่องไกลตัว ครั้นเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นเกินกว่าขั้นปกติ เกินกว่าที่หน่วยงานทั่วไปจะรับมือได้ กองทัพจึงเป็นที่พึ่ง ที่จะหยุดยั้ง และบรรเทาความรุนแรงนั้น อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ ที่กองทัพใช้ในประจำการ ออกแบบมาเพื่อการรบ แต่มิได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ มีเพียงบางอย่าง เท่านั้นที่สามารถนำมาช่วยเหลือประชาชนได้โดยตรง และหากจะมีเครื่องบินสักลำหนึ่งที่มีไว้เพื่อ​
การสู้รบในสมรภูมิ
การรักษาสันติภาพ
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ประสบภัยธรรมชาติ

ซึ่งทั้งหมดเป็น ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ของมนุษยชาติ

เครื่องบิน A400M
คือ
ยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเผชิญสถานการณ์เหล่านั้น
เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤต ชาติต่างๆ ต้องหันหน้าเข้าหากัน มากกว่าที่เคย หน่วยงานที่พร้อมตอบสนองได้ทันทีคือ กองทัพ การร้องขอความร่วมมือทางทหารในศตวรรษที่ 21 ต่างจากในยุคสงครามเย็น ความขัดแย้ง สงครามการก่อการร้าย กระจายไปทั่วโลก รัฐบาลของประเทศต่างๆต้องรับมือโดยไม่มีการแจ้งเตือน ความเสียหายมักเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อมันเกิดขึ้นกับประเทศใด เครื่องมือในการแก้ปัญหาของทั้งทางรัฐบาลและทหาร มักถูกจำกัด โดยเฉพาะในด้านงบประมาณ และค่าใช้จ่ายที่จะตามมา
แม้กองทัพจะมีส่วนสำคัญในการรักษาสันติภาพ ยุทโธปกรณ์รุ่นเก่าที่มีประจำการ ไม่เหมาะสมกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ตลอดจนงบประมาณที่ได้รับมักสวนทางกัน ยุทโธปกรณ์ทางทหารในศตวรรษที่ 21 ยังคงมี ความเชื่อถือสูง มีความอ่อนตัว เคลื่อนย้ายได้ง่าย ใช้งานได้ง่าย ใช้งานร่วมกับหน่วยอื่นได้ด้วย และควรมีค่าใช้จ่ายตำ (reliability availability, versatility flexibility, commonality และ interoperability)
บริษัทแอร์บัสมิลิทารี(EADS;Airbus Military) ได้เสนอแนวทางการสร้างเครื่องบินลำเลียงแบบใหม่ ที่มีความเอนกประสงค์ (multi-role military airlifter) โดยใช้ต้นแบบจากความสำเร็จของเครื่องบิน C-130 Hercules ซึ่งมีประจำการอยู่แทบทุกกองทัพต่างๆทั่วโลก และกำลังจะหมดอายุการใช้งาน เครื่องบิน A400M ได้นำเอาความต้องการทางทหาร และความจำเป็นในการใช้งานทางพลเรือน มารวมกัน กำหนดให้เป็นมาตรฐานใหม่ ของเครื่องบินลำเลียงแห่งศตวรรษที่ 21
เครื่องบินลำเลียง A400M มีความสามารถในการบรรทุกสูงขึ้นถึงสองเท่า เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องบินลำเลียงในยุโรป พร้อมกับได้สร้างมาตรฐานการใช้งานร่วมกันขึ้นมา ในด้านของการสนับสนุนร่วม การฝึกร่วม และการปฏิบัติร่วม( support, training and operational procedures) ยิ่งกว่านั้นได้ก้าวเลยไปถึงการร่วมมือกันของชาติในกลุ่มอียู multi-national เพื่อรองรับภารกิจ การรักษาสันติภาพ และการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ประสบภัยพิบัติ
ปัจจุบันกองทัพอากาศทั่วโลก มีเครื่องบินลำเลียงรุ่นเก่า ราวสองพันกว่าลำ ซึ่งออกแบบมาในยุคปี 1950 นั่นเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ เครื่องบินเหล่านั้นเริ่มประสบปัญหา ทั้งค่าใช้จ่ายในการบิน และค่าซ่อมบำรุงที่สูงขึ้น แต่ความเชื่อถือ และประโยชน์ในการปฏิบัติการกลับลดลง
เมื่อกองทัพจำเป็นต้องเผชิญกับศึกสองด้าน ทั้งจากการสงคราม และภัยจากธรรมชาติ บริษัทแอร์บัสมิลิทารี จึงได้ออกแบบ A400M ให้เป็นเครื่องบินที่มีมาตรฐานร่วม Common Standard Aircraft (CSA) เครื่องบิน A400M สามารถที่จะ
ปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์: (ระยะไกล,บรรทุกได้มาก,มีความเร็วสูง)
ปฏิบัติการทางยุทธวิธี (ปฏิบัติการในสนามบินที่มีสภาพจำกัด ด้วยความเร็วต่ำ / ระดับความสูงต่ำ,และมีระบบอัตโนมัติช่วยการเมื่อปฏิบัติการในสนามบินที่มีสภาพจำกัด)
การถ่ายโอนน้ำมันเชื้อเพลิง (ทั้งสามารถเป็นผู้เติม และรับเติมเชื้อเพลิงได้ )


เครื่องบิน A400M ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานทางพาณิชย์-พลเรือนด้วย โดยได้รับการรับรองมาตรฐานจากประเทศในยุโรป อย่างสมบูรณ์ โดยยังคงมีความสามารถในการปฏิบัติการทางทหาร อยู่อย่างครบครัน การออกแบบเครื่องบินประกอบด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงหลายด้าน ได้แก่
1. การบังคับเครื่องบินด้วย คันบังคับด้านข้าง sidestick ด้วยระบบ Fly By Wire
2. ระบบป้องกันการบินเข้าสู่ย่านอันตราย ซึ่งพิสูจน์แล้วจากเครื่องบินแอร์บัสในรุ่นก่อนหน้า
3. ใช้โครงสร้างวัสดุผสม composite materials
4. ใช้เครื่องยนต์ turboprop รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้บินในเขตควบคุมการจราจรทางอากาศที่เข้มงวดได้
5. มีระบบฐานล้อยกสูง ช่วยในการร่อนลงสนามบินสั้น หรือขรุขระได้ดี
6. มีระบบทางอากาศพลศาสตร์ที่ดีกว่าเดิม


ประวัติการพัฒนา
โครงการพัฒนาเครื่องบินลำเลียงทางทหารนานาชาติรุ่นใหม่ (The Future International Military Airlifter (FIMA) เริ่มขึ้นในปี 1982 โดยการร่วมมือกันของบริษัท Aerospatiale, British Aerospace, Lockheed, และ MBB เพื่อหาเครื่องบินลำเลียงรุ่นใหม่ทดแทน C-130 Hercules และ C-160 Transall แต่ละบริษัทมีความต้องการแตกต่างกัน จากหลายชาติที่เข้าร่วม ทำให้โครงการล่าช้า ในปี1989 บริษัทLockheed จึงได้ถอนตัวไป เริ่มพัฒนาเครื่องบิน C-130J Super Hercules.ของตน แต่กลับมีบริษัท Alenia และ CASA เข้ามาร่วม และกลายเป็นกลุ่ม Euroflag

เครื่องยนต์ M88 ของ SNECMA เป็นพื้นฐานในการพัฒนา โดยมีบริษัทย่อยทั้งในยุโรปและอเมริกามีส่วนร่วม กำหนดรหัสใหม่คือ TP400-D6
เครื่องบิน A400M ได้รับการสร้างขึ้นในทวีปยุโรป ประกอบด้วยชาติต่างๆ ดังนี้ เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน ตุรกี และอังกฤษ ข้อตกลงร่วมกันได้กระทำในเดือนพฤษาคม 2003 เพื่อสร้างและขายเครื่องบิน A400M จำนวน 212 ลำ ต่อมาประเทศอิตาลีได้ขอถอนตัวออกจากโครงการ ยอดเครื่องบินจึงเหลือ 180 ลำ กำหนดเดิมเครื่องบิน A400M ต้องขึ้นทดสอบบินเที่ยวแรกในปี2008 และส่งมอบในปี2009 แต่ประสบปัญหาทางด้านเทคนิค จึงได้เลื่อนการทดสอบบินเที่ยวแรก และการส่งมอบออกไป อีกกว่าสองปี และเมื่อปัญหาต่างๆได้รับการแก้ไข อย่างลงตัวแล้ว เครื่องบิน A400M จึงได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในที่สุด
โครงสร้างลำตัว และอากาศพลศาสตร์
โครงสร้างลำตัว A400M มีลักษณะภายนอกเช่นเดียวกับเครื่องบินลำเลียงทางทหารทั่วไป โดยติดตั้งส่วนปีกไว้บนลำตัว วิศวกรได้ออกแบบให้มีรอยต่อระหว่างปีกและลำตัวค่อนข้างสูง สังเกตจะเห็นผิวรอยต่อบริเวณส่วนหน้าและส่วนหลังได้อย่างชัดเจน เพื่อทำให้มีเกิดมีปริมาตรการบรรทุกได้เต็มที่ รูปทรงของชายปีกหน้าทำมุมลู่ไปทางด้านหลัง 15 องศา แต่ชายปีกหลังตัดตรงตั้งฉากกับลำตัว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ทั้งในระดับความเร็วสูง และความเร็วต่ำ

ส่วนหางเป็นแบบT-tail โดยติดตั้ง Elevator ไว้ที่ส่วนบนสุดของแพนหางระดับ โครงสร้างของเครื่องบิน A400M ผลิตขึ้นจากวัสดุผสม(carbon-reinforced plastic - CRP) ในส่วนของ wingbox สร้างขึ้นที่เมือง Filton ในประเทศอังกฤษ โดยบริษัท GKN Aerospace และยังได้เป็นผู้สร้าง ชิ้นส่วน wing spars อีกด้วย บริษัทย่อยของ EADS ณ เมือง Augsburg สร้างชิ้นส่วน cargo door ที่มีขนาดใหญ่ถึง 7×4 เมตร รูปร่างของมันนักวิจารณ์บางคนให้ความเห็นว่า มันดูคล้ายกับเครื่องบิน C-141 ของทอ.สหรัฐฯ ซึ่งปลดประจำการไปแล้ว บางคนกล่าวว่ามันคล้ายกับเครื่องบินAN-70 ของรัสเซีย คู่แข่งตัวจริง ที่ซึ่งมีสมรรถนะเทียบเท่ากันแบบหมัดต่อหมัด แต่ดันแท้งเสียก่อนตั้งแต่เริ่มบิน( http://en.wikipedia.org/wiki/Antonov_An-70)
เครื่องบิน A400M ประกอบขั้นสุดท้ายที่โรงงาน EADS ในเมือง Seville ประเทศสเปน เริ่มลงมือประกอบตั้งแต่ปี 2007 แอร์บัสวางแผนที่จะประกอบให้ได้ถึง 30 ลำต่อปี โดยใช้เครื่องบินAirbus Beluga นำชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของลำตัว มาประกอบร่วมกันเครื่องยนต์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 โครงสร้างเครื่องบิน A400M ซึ่งเป็นลำต้นแบบได้รับการทดสอบ ในเดือนมีนาคม 2008 โครงสร้างลำตัวแบบเสร็จสมบูรณ์ของ เครื่องบินลำเลียง A400M ออกจากโรงงานประกอบ เมื่อ 26 มิถุนายน 2008 โดยมีกษัตริย์แห่งประเทศสเปนเป็นประธานในการเปิดตัว
การทดสอบบินเที่ยวแรกเดิมกำหนดไว้ในต้นปี2008 แต่ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากปัญหาความล่าช้า การปรับกำหนดการ และด้านการเงิน แต่ EADS ยังคงประกาศเดินหน้าต่อไป ในช่วงกลางปี ปัญหาทางด้านเครื่องยนต์ได้เกิดขึ้นอีก การทดสอบบินเที่ยวแรกเลื่อนออกไปเป็นเดือนกรกฎาคม 2008 และได้ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง อย่างไม่มีกำหนด ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นของ เครื่องบิน A400M คือ ต้องผ่านทั้งมาตรฐานทางพาณิชย์-พลเรือน (EASA) CS-25 และทางทหาร ของหลายชาติในยุโรป


เครื่องยนต์และระบบทางเทคนิค
เครื่องยนต์ของ A400M เป็นเครื่องยนต์ turboprop ที่จัดว่าทรงพลังมากที่สุด ของเครื่องยนต์ประเภทนี้ ในซีกโลกตะวันตก (ใหญ่กว่านี้ เป็นของค่ายรัสเซีย) เพื่อที่จะให้ปฏิบัติการได้ทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จึงได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ถึงสี่เครื่องยนต์ ภายใต้รหัส TP400-D6 แต่ละเครื่องให้กำลัง 11,000 แรงม้า ได้รับการพัฒนาจากบริษัทผลิตเครื่องยนต์ชั้นนำในยุโรป ได้แก่ EuroProp International (EPI), Rolls-Royce, Snecma (Safran Group), MTU Aero Engines และ Industria de Turbopropulsores (ITP).
เครื่องยนต์ TP400-D6 เป็นเครื่องยนต์ turboprop มีสามแกนเพลา ส่วนประกอบหลังของเครื่องยนต์ ชุดอัดอากาศ Compressor และชุดสร้างกำลัง(Power turbine )
แกนเพลาสองอันแรกประกอบเข้ากับชุดอัดอากาศ Compressor ซึ่งมีสองชุด คือ ชุดอัดอากาศความดันต่ำ(Low pressure) 5 ชั้น และ ชุดอัดอากาศความดันสูง (High pressure ) 6 ชั้น
แกนเพลาที่สามต่อกับชุดสร้างกำลัง(Low pressure power turbine (LP) และส่งกำลังไปยังใบพัด โดยผ่านชุดเกียร์ทดรอบ ซึ่งติดตั้งเยื้องกับแกนใบพัด
ชุดสร้างกำลัง (power turbine) ประกอบด้วยใบพัด Turbine สามชั้น สร้างกำลังแรงขับสูง (high stage) หนึ่งชั้น และ low pressure spools แกนเพลาที่สามต่อเชื่อมกับ(LP) power turbine

การทำงานของเครื่องยนต์ อากาศจะถูกดูดเข้าสู่ชุดอัดอากาศความดันต่ำ(Low pressure) ซึ่งแกนเพลาจะหมุนในทิศทางตรงกันข้ามกับชุดอัดอากาศความดันสูง High Pressure (HP)
ชุดอัดอากาศความดันต่ำ ถูกขับโดย IP turbine สร้างแรงอัดอากาศได้ 3.5:1
ชุดอัดอากาศความดันสูง ถูกขับโดย HP turbine สร้างแรงอัดอากาศได้ 7.2:1
อากาศที่ถูกอัดตัว ด้วยอัตราส่วน 25:1 ผสมกับน้ำมัน และถูกจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ จะขยายตัวอย่างรุนแรง
ชุดสร้างกำลัง รับแรงมาจากการขยายตัวของอากาศร้อนจากห้องเผาไหม้ จะได้รับการระบายความร้อนจากอากาศบางส่วนที่ถูกดูดเข้ามา
โครงสร้างเครื่องยนต์แบบสามแกนเพลานี้ ทำให้เกิดอัตราส่วนแรงอัดได้อย่างสูงสุด ในขณะที่ยังเครื่องยนต์ยังคงรักษาคุณลักษณะของเครื่องยนต์แบบ free power turbine ไว้
แรงขับที่ออกมาสูงถึง 11,000 แรงม้า สร้างอุณหภูมิ Rotor Inlet Temperature ได้สูงถึง 1,500 องศาเคลวิน ใช้ห้องเผาไหม้แบบบาง ใบพัด turbines ทนการสึกกร่อนได้สูง การควบคุมเครื่องยนต์ทำงานโดยระบบ FADEC รุ่นล่าสุด ชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ แยกกันผลิต เป็นโมดุลต่างๆในหลายประเทศคือ
บริษัท MTU Aero EnginesMTU Aero Engines ประเทศเยอรมันนี จำนวนเปอร์เซ็นต์การผลิต 28%
บริษัท Rolls-RoyceRolls-Royce plc ประเทศอังกฤษ จำนวนเปอร์เซ็นต์การผลิต 28%
บริษัทSnecma ประเทศฝรั่งเศษ จำนวนเปอร์เซ็นต์การผลิต 28%
บริษัทIndustria de Turbo PropulsoresIndustria de Turbo Propulsores และ บริษัท Sener AeronáuticaSener Aeronáutica and Rolls-Royce) ประเทศสเปน จำนวนเปอร์เซ็นต์การผลิต 16%



ระบบใบพัด
ระบบใบพัดแบบ FH385 อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท Ratier-Figeac แห่งประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรับเทคโนโลยีมาจากบริษัท Hamilton Standard ของอเมริกา ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสุด เพื่อให้ได้สมรรถนะอันยอดเยี่ยม โดยมีความเร็วเดินทางสูงถึง 0.72. Mach
โครงสร้างของใบพัดสร้างขึ้นจากวัสดุผสม โดยมี carbon เป็น spar และใช้ composite เป็นผิวภายนอก สารpolyurethane ใช้เคลือบผิวใบพัดเพื่อป้องกันการกัดกร่อน ใช้ระบบไฟฟ้าป้องกันการเกิดน้ำแข็ง บริเวณส่วนปลายขอบหน้าของใบพัดถูกเคลือบด้วยโลหะนิเกิล เพื่อป้องกันการสึกกร่อน

ใบพัดมี 8 กลีบ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.33 เมตร รูปทรงใบพัดเป็นแบบ scimitar-shaped ซึ่งมีลักษณะเรียวโค้งงอ ให้สมรรถนะความเร็วสูงสุด เทียบเท่าเครื่องบินไอพ่น ทิศทางการหมุนของใบพัดเป็นแบบหมุนลงเข้าหากัน "Down Between Engines" เครื่องยนต์สองเครื่องในปีกเดียวกัน จะหมุนเข้าหากัน เพื่อไม่ให้กระแสลมจากปลายใบพัดสวนทางกัน ส่งผลดีหลายประการคือ เสียงรบกวนลดลง และเป็นการขจัดแรงบิดด้านข้าง(Toque) ให้หมดไป
ระบบใบพัดพ่วงการทำงานกับระบบ FADEC ซึ่งควบคุมเครื่องยนต์ และใบพัดไปพร้อมๆกัน เพื่อลดภาระการทำงานของนักบิน ระบบ FADEC จะช่วยปรับมุมใบพัด เพื่อรักษารอบการหมุนให้คงที่ และเหมาะสมกับความเร็วต่างๆอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความประหยัดสูงสุด ระบบใบพัด มีความสามารถปรับมุมใบพัดเข้าสู่มุมลู่ลมได้อย่างอัตโนมัติทันที เมื่อตรวจระบบฯพบว่า เครื่องยนต์เครื่องนั้นเกิดปัญหา เพื่อไม่ให้กลีบใบพัดนั้นเกิดเป็นแรงต้าน
การทำงานของ Turboprops จะให้ผลดีต่อประสิทธิภาพของเครื่องบินในขณะวิ่งขึ้นและร่อนลง โดยยังได้ประโยชน์จากความประหยัด ขณะบินระดับอยู่ในเพดานบิน ระบบใบพัดจะให้ประสิทธิภาพที่ความเร็วต่ำ เครื่องยนต์ยังคงมีกำลังสำรองอยู่อย่างเหลือเฟือ สามารถตอบสนองต่อกำลังสูงสุดได้อย่างทันที โดยไม่ต้องรอรอบ หรือรอให้ความเร็วสูงขึ้นก่อน โดยเฉพาะในขณะที่ขึ้นลงสนาม ที่สำคัญคือการบังคับเครื่องบิน ในทางยุทธวิธี เช่นการทิ้งร่ม การร่อนลงด้วยมุมชัน หรือแม้แต่การเลี้ยวกลับตัวในพื้นที่แคบๆ เครื่องยนต์แบบ turboprop จะใช้น้ำมันต่ำกว่าเครื่องยนต์แบบ turbofan ถึง 20% ทำให้ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันไปเป็นจำนวนมากในการปฏิบัติภารกิจ เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการลง
ห้องนักบิน
ห้องนักบินเครื่องบิน A400M ออกแบบไว้สำหรับการปฏิบัติการกลางคืน โดยเฉพาะ ในห้องนักบิน มีเก้าอี้สามตัวสำหรับ นักบิน นักบินผู้ช่วย และลูกเรืออีกหนึ่งคน ในการปฏิบัติการพิเศษ นักบินควบคุมเครื่องบินโดยใช้คันบังคับแบบด้านข้าง ด้วยเทคโนโลยี fly-by-wire ทำให้คันบังคับไม่เกะกะสายตา เมื่อนักบินก้มมองลงไปยังเครื่องวัด ซึ่งเป็นแบบ glass cockpit จอ LCD ขนาด 6x6 นิ้ว จำนวน 9 จอ หกจอวางเรียงในแนวตั้งบนแผงหน้าปัด อีกสามจอจัดวางไว้ในคอนโซลกลาง และเสริมการทำงานด้วยจอภาพแบบ HUD เพื่อให้นักบินยังคงมี situational awareness ตลอดเวลา คันบังคับเครื่องยนต์วางไว้ตรงกลางระหว่างนักบินทั้งสองพอดี ลักษณะการจัดวางจอภาพ และปุ่มควบคุมต่างๆ จัดวางไว้เป็นมาตรฐานเดียวกับเครื่องบินของแอร์บัสรุ่นอื่นๆ นักบินที่เคยบินเครื่องบินของแอร์บัสรุ่นอื่นมาก่อน จะคุ้นเคยกับเครื่องบิน A400M โดยทันที ซึ่งทำให้สะดวกและประหยัดในการฝึกอบรม ในทางกลับกัน ในอนาคตเมื่อนักบินเครื่องบิน A400M พ้นจากหน้าที่ในกองทัพไป จะเปลี่ยนไปเป็นบินเครื่องบินของแอร์บัสรุ่นอื่นๆ ก็กระทำได้อย่างง่ายดาย

เครื่องบิน A400M ใช้ระบบคอมพิวเตอร์จัดการการบิน (Flight management system) พัฒนาโดย Thales and Diehl Avionik ใช้พื้นฐานการทำงานโดยการนำระบบ avionics ย่อยๆต่างๆ มารวมกัน ซึ่งได้นำไปติดตั้ง ใช้งานแล้วในเครื่องบิน Airbus A380 อย่างได้ผลดี
เครื่องบิน A400M ของประเทศเยอรมันนี จะได้รับการติดตั้งระบ terrain-masking low-level flight (TMLLF) จากบริษัท EADS , เพื่อการบินในระดับต่ำมากโดยเฉพาะ
ใช้ระบบ military mission management system (MMMS), ซึ่งประกอบด้วยคอมพิวเตอร์สองชุด ใช้ควบคุมการทิ้งปล่อยร่มสัมภาระ คำนวณสมดุลการบรรทุก การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะกับสถานการณ์ และ MMMS ยังใช้เป็นระบบป้องกันการชนกันของเครื่องบินได้อีก (T-CGAS)


ระบบป้องกันตัวเองจากการถูกยิง Countermeasures
หากต้องการให้เครื่องบิน A400M รอดพ้นจากการโจมตี ระบบป้องกันตัวเองจากการถูกยิงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ A400M ได้รับติดตั้งเรดาร์ ALR-400 ซึ่งเป็นเรดาร์แบบ MIRAS (multi-colour infraRed alerting sensor) สามารถแจ้งเตือนนักบินตั้งแต่แรกที่จรวดเริ่มยิง หรือเมื่อจรวดใกล้เข้ามา พัฒนาโดยบริษัท EADS และ Thales และยังเสริมด้วยระบบปล่อยเป้าลวงแบบ chaff and flare decoy dispensers ลำตัวเครื่องบินยังเตรียมเผื่อไว้กับระบบ Laser DIRCM (directed infrared countermeasure) ที่สามารถติดตั้งเพิ่มได้อีก อย่างง่ายได้ในอนาคต
เครื่องบิน A400M ได้รับการติดตั้งแผ่นเกราะป้องกันห้องนักบิน กระจกเป็นแบบ bulletproof ปลายท่อไอเสียทำให้อากาศเย็นลง ลดการปล่อยรังสีความร้อน ติดตั้งระบบปล่อยก๊าซเฉื่อยในถังน้ำมัน เพื่อป้องกันการระเบิด ปีกทั้งสองมีจุดยึดพิเศษ เตรียมไว้เพื่อการสงครามอิเลคทรอนิกส์ หรือเพื่อติดตั้งหัวจ่ายเติมน้ำมันให้กับเครื่องบินลำอื่นได้


ระบบฐานล้อ
ฐานล้อของเครื่องบิน A400M ติดตั้งไว้กับลำตัวโดยตรง แต่ละข้างเป็นแบบล้อคู่ จำนวนข้างละ 3 คู่ ทำให้สามารถรองรับแรงกระแทก และกระจายแรงได้เป็นอย่างดี ฐานล้อเป็นแบบให้ เสาค้ำฐานล้อออกแบบ ให้เอนลู่ไปทางด้านหลัง ต่างจากเครื่องบิน C-130 ซึ่งเป็นลักษณะตั้งตรง สามารถปรับความสูงต่ำได้ เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นผิวสนามบินที่ขรุขระ และง่ายต่อการนำสัมภาระเข้าออกจากเครื่องบิน ซุ้มเก็บฐานล้อ ถูกทำให้โป่งออกมาจากข้างลำตัว เพื่อให้ระวางบรรทุกกว้างมากขึ้น
สมรรถนะ





ได้นำข้อมูลของเครื่องบินC-17 และ C-130J มาเปรียบเทียบ เพื่อที่จะได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยมิติและขนาด ตลอดจนราคาและสมรรถะของA400M อยู่ระหว่างเครื่องบิน C-17 และ C-130J พอดี แต่A400M มีจุดเด่นกว่าหลายประการ สมรรถนะของมันในอากาศบินได้เร็วพอๆกับเครื่องบินไอพ่น และเมื่อปฏิบัติการที่พื้น สามารถที่จะใช้สนามบินที่มีขนาดจำกัด ได้เช่นเดียวกับเครื่องบินขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของระบบเครื่องยนต์และใบพัด ที่ได้รับการพัฒนาจนถึงขีดสุด จากดีเอ็นเอของมันซึ่งถูกผสมรวมจากชาติต่างๆในยุโรป ขจัดปัญหาด้านการซ่อมบำรุง และมีความแพร่หลายในการใช้งาน
ชมคลิป VDO ของ A400M อย่างเต็มตาได้ที่ http://www.airbusmilitary.com/
ารเข้าประจำการ
กองทัพอากาศของประเทศฝรั่งเศสจะเป็นชาติแรก ที่นำเครื่องบิน A400M เข้าประจำการ ซึ่งกำหนดการได้เลื่อนออกไปเป็นปี 2011 โดยทยอยส่งมอบจนครบ ลำในปี 2025 ประเทศที่ร่วมมือกันสร้าง จะนำเข้าประจำการ โดยมียอดสั่งจองดังนี้



ยอดสั่งจองของเครื่องบิน A400M จำนวน 184 ลำ ยังไม่เป็นไปตามประมาณการที่คาดหวังไว้ โดยมีสมมุติฐานจากจำนวนเครื่องบิน C-130 และเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางที่ใช้งานได้อยู่ทั่วโลกราว2000 ลำ ที่กำลังจะปลดประจำการ เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการบรรทุกของเครื่องบิน A400M ที่มากกว่าเครื่องบิน C-130 สองเท่า จำนวนของเครื่องบินที่จะมาทดแทน
จึงน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1000 ลำ
ในจำนวนนี้ บางกองทัพได้ตัดสินใจซื้อเครื่องบิน C-130 J ไปแล้ว 186 ลำ
และปรับปรุงยืดอายุเครื่องบิน C-130 E และ H อีกราว 200 ลำ
ซึ่งน่าจะมียังความต้องการใช้เครื่องบิน A400M ได้อีกไม่ต่ำกว่า 400 ลำ
(1000 -184 -186-200=400)
ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศเดียว นอกทวีปยุโรป ที่ได้ประกาศจะนำเครื่องบิน A400M เข้าประจำการ มาเลเซียได้เสนอตัวขอเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตชิ้นส่วนเพื่อสร้างเครื่องบิน A400M ด้วย เพื่อเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ
ความสนใจของกองทัพต่างๆขึ้นอยู่กับ ราคาของเครื่องบิน และค่าปฏิบัติการ เป็นสำคัญ
ราคาของเครื่องบิน A400M ประมาณ 5300 ล้านบาท
ราคาของเครื่องบินคู่แข่งอย่าง C-17 ประมาณ 7413 ล้านบาท
ราคาของเครื่องบิน C-130J. ประมาณ 2100 ล้านบาท
ราคาของเครื่องบิน A400M อยู่ระหว่างกึ่งกลางของคู่แข่งทั้งสอง แต่ก็ยังนับว่าสูงอยู่มาก โอกาสของประเทศไทย จะเป็นเจ้าของเครื่องบินA400M ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆด้าน กองทัพต้องทบทวน ยุทธศาสตร์ของชาติก่อนว่า
เราพร้อม หรือจำเป็นจะรบนอกประเทศ หรือไม่
เครื่องบิน C-130H ของเราที่มีอยู่ แม้ได้เข้าประจำการมาแล้ว 30 ปี
แต่อายุการใช้งาน ยังคงเหลืออยู่อีกมาก
โดยคำนวณจากอายุการใช้งานรวมกันทั้งหมด
เครื่องบิน C-130H หนึ่งลำมีอายุการใช้งาน 40,000 ชั่วโมงบิน (คำนวณจากการผุกร่อนเชิงโครงสร้าง)
ทอ.ไทย มีประจำการจำนวน 12 ลำ คิดเป็น 12x 40,000= 480,000 ชั่วโมงบิน
30 ปี ของการเข้าประจำการ ใช้งานไปเพียง 105,000 ชั่วโมงบิน
เฉลี่ยใช้งานปีละ 3500 ชั่วโมงบิน
อายุการใช้งานที่เหลืออยู่ 480,000 -105,000 = 375,000 ชั่วโมงบิน
หรือยังคงใช้งานได้ต่อไปประมาณ 375,000/3500 = 107 ปี !!!!!!
เครื่องบิน C-130H ของเรา คือยุทโธปกรณ์ชั้นเลิศ ที่ยังมีอายุการใช้งานเหลืออยู่อีกมาก
เรามีแนวทางที่จะใช้มันต่อไปอย่างไร
เครื่องบินA400M มีขีดความสามารถเหนือกว่า เครื่องบิน C-130 เกือบจะทุกๆด้าน ก็จริง
แต่มีความจำเป็นอย่างไร? ที่จะต้องนำมันเข้าประจำการ
ความสามารถการลำเลียงทางอากาศของชาติ สามารถตอบสนองความต้องการของกองทัพ ได้หรือไม่?
กองทัพอากาศเข็ดขยาดกับเครื่องบินลำเลียงจากค่ายยุโรป
ที่สร้างความบอบช้ำให้แก่เรา หรือไม่?
กองทัพที่ใช้หลักยุทธพาณิชย์ ในการบัญชาการ ต้องตอบคำถามเหล่านี้ก่อน
ในอนาคตเครื่องบินA400M จะเป็นศัตรูคู่แข่งของเครื่องบิน C-130 ด้วยมิติ และสมรรถนะที่สูงกว่า สร้างขึ้นตามความต้องการของประเทศต่างๆในกลุ่มสหภาพยุโรป ออกแบบเพื่อให้ใช้ผจญกับพิบัติภัย ที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติหรือสงคราม มีขีดความสามารถอยู่ระหว่าง C-130 และ C-17 เครื่องบิน A400M จึงสามารถที่จะใช้งานได้ทั้งทางยุทธวิธีและทางยุทธศาสตร์ แม้จะเป็นเครื่องบินที่มีความเร็วสูง แต่ยังคงใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของระบบใบพัด เพื่อให้ได้ทั้งสมรรถนะและความประหยัด โดยเฉพาะการลงจอดในสนามบินที่มีข้อจำกัด
อ้างอิง

http://www.airbusmilitary.com/Home.aspx
http://www.airforce-technology.com/projects/fla/
http://en.wikipedia.org/wiki/Airbus_A400M





 

Attachments

skypig

Administrator
A400M จะตั้งแสดงที่มาเลเซียในระหว่างวันที่ 14 - 17 เมษายน ในฐานะส่วนหนึ่งของงาน Defense Service Asia และจะเดินทางไปยังอินดโนิเซียในวันที่ 18 เมษายน พร้อมเดินทางมายังประเทศไทยในวันที่ 19 เมษายน ก่อนกลับสู่ทวีปยุโรปในวันที่ 20 เมษายน 2555 นี้

โดยในวันที่ 19 เมษายนนี้ A400M จะลงจอดที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเข้าร่วมงาน 100 ปีการบินซึ่งกองทัพอากาศจัดขึ้น ก่อนที่จะจัดเที่ยวบินพิเศษนำนายทหารจากกองทัพอากาศไทยร่วมเดินทางบน A400M สู่ฐานทัพอากาศดอนเมืองเพื่อตั้งแสดงให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศชมในฐานทัพอากาศดอนเมือง ก่อนจะเดินทางกลับสู่ทวีปยุโรปในวันรุ่งขึ้น

ขอขอบคุณข่าวจาก http://www.thaiarmedforce.com/taf-military-news/57-world-news/466-a400m-visit-thailand.html ด้วยครับ
 

skypig

Administrator
กองทัพอากาศมาเลเซียจะได้รับเครื่องบิน A400M มาเข้าประจำการในปี 2015 เป็นลำแรก จากยอดที่สั่งไว้ทั้งหมด 4 ลำ กองทัพอากาศมาเลเซียจะใช้งาน A400M ควบคู่ไปกับ C-130 โดยไม่มีแผนที่จะนำมาทดแทน C-130 แต่อย่างใด
 

Attachments

skypig

Administrator


Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top