What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

Airbus A380

skypig

Administrator
Airbus A380
จำนวนผู้เข้าชม 14679 คน
The Airbus A380


เครื่องบิน Airbus A380 “แอร์บัส-สาม-แปด-ศูนย์” เป็นเครื่องบินโดยสารไอพ่นขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา โดยบริษัทแอร์บัส จากกลุ่มประเทศในยุโรป ลำตัวภายในสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงสองชั้นตลอดความยาวลำตัว เป็นเครื่องบินที่สร้างขึ้นโดยใช้วัสดุคอมโพสิตส์ในการสร้างโครงสร้างลำตัว เพื่อให้บรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 853 คน มากกว่าเครื่องบินจัมโบ้ B747 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันถึงเกือบเท่าตัว เป็นเครื่องบินที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งลำ โดยมิได้ปรับปรุงมาจากเครื่องบินรุ่นเดิมแต่อย่างใด นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างยิ่งในวงการบิน A380 ได้ขึ้นบินทดสอบครั้งแรกไปแล้วตั้งแต่ 27 เมษายน ค.ศ. 2005 ได้การนำเข้าให้บริการเมื่อ 25 ตุลาคม ค.ศ.2007 โดยสายการบินสิงค์โปร์แอร์ไลน์ ผู้รู้จักยังประโยชน์จากฟากฟ้า ได้ดีกว่าใคร

แนวคิดในการสร้าง

เริ่มแนวความคิดการสร้างมาจากโครงการ A3XX ตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 เพื่อรองรับการเดินทางทางอากาศในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องการเครื่องบินที่สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้จำนวนมากในคราวเดียว และเดินทางจากระยะไกล ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง พร้อมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทแอร์บัสขนานนามเครื่องบิน A380 ของตนว่าเป็น
“เพชรยอดมงกุฎ” (Jewel of The Crowd)
เพราะว่าระบบทางเทคนิคต่างๆได้ผ่านการทดสอบ สร้างสรรค์อย่างบรรจง ด้วยความประณีต ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ และเทคโนโลยี ตลอดจนขั้นตอนการผลิต เพื่อเจียรนัยอัญมณีชิ้นนี้ บริษัทแอร์บัสจึงได้แบ่งกลุ่มดำเนินงาน ออกเป็น 9 ทีมงานหลัก ได้แก่
1.ลำตัวส่วนหน้า(Forward fuselage) 2.ลำตัวส่วนหลัง(Aft fuselage)
3.ส่วนปีก(Wing) 4.ส่วนหาง(Empennage)
5.ส่วนเครื่องยนต์(Propulsion)
6.ส่วนฐานล้อ(Landing Gear and associated systems)
7. ส่วนห้องโดยสาร(Cabin and Cabin system)
8.ระบบเทคนิค(Systems) และ
9.ส่วนการประกอบขั้นสุดท้าย(Final Assembly line)
ซึ่งในแต่ละทีมหลักยังมีทีมงานย่อย แบ่งลงไปอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยทีมงาน เพื่อรับผิดชอบในส่วนต่างๆ และนำมาประกอบเข้ากันได้อย่างพอดี
บริษัทแอร์บัสทราบดีว่าท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันในตลาดเครื่องบินจะมีเพียงเครื่องบินแบบเดียวเหลืออยู่เป็นผู้ชนะ ซึ่งดูได้จากการแข่งขันในตลาดอเมริกาเมื่อสามสิบปีที่แล้ว มีเครื่องบินลำตัวกว้างพิสัยไกล 3 แบบคือ B747, MD10 และ L1011 เป็นตัวเลือก แต่ในที่สุดเหลือเพียง B747 เท่านั้นที่เป็นจ้าวตลาด แอร์บัสเริ่มต้นความสำเร็จจากเครื่องบินสองเครื่องยนต์ขนาดกลางรหัส A300 และพัฒนาต่อมาเป็น A310, A330 และ A340 แต่ A380 เป็นเครื่องบินที่สร้างขึ้นมาใหม่หมดจดทั้งลำ โดยได้นำเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้มาจากเครื่องบิน A320 และ Concorde มาปรับปรุงพัฒนาให้ก้าวหน้ากว่าเดิม
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
เครื่องบิน A380 เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่มาก มีน้ำหนักสูงสุดถึง 600 ตัน ขนาดความใหญ่ของ A380 มิใช่ใหญ่โตแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น มันคือความยิ่งใหญ่ที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในหลายมิติ หลายวงการ นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตเครื่องบิน ซึ่งอธิบายได้จากคำกล่าวขวัญในสื่อต่างๆ อาทิ
วิศกรรมอันละเอียดอ่อนในงานมหึมา

Changes the world มันเปลี่ยนแปลง การเดินทางของมนุษยชาติ
Step Change มันเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด มิใช่แบบค่อยเป็นค่อยไป
600 Tons of Technology การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หลายๆด้าน
All Change
!!!!!!!!!!

เครื่องบิน A380 เปลี่ยนแปลงได้แม้กระทั่งระบบเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป เม็ดเงินที่โปรยลงไปในโครงการ 11.7 Billion เหรียญยูโร หรือราว 526,500,000,000 บาท(ห้าแสนล้าน) สร้างงานให้คนในยุโรปมีรายได้ มีความหวัง สร้างอากาศยานที่ทำให้คนทั้งโลกได้เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวกยิ่งขึ้น
โครงสร้างลำตัว
แอร์บัสเคยคิดจะลำตัวของ A380 เป็นแบบลำตัวแฝด ด้วยการนำลำตัวของเครื่องบิน A340 รุ่นพี่มาวางคู่กัน แต่ต่อมาได้ล้มเลิกความคิดดังกล่าว A380 มีห้องผู้โดยสารแบ่งเป็นสองชั้น และยังคงมีระวางบรรทุกสินค้าไว้ใต้ท้อง การออกแบบลำตัวสองชั้นทำให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารเพิ่มขึ้นได้ถึง 50% ในขั้นต้นกำหนดจะสร้างเพียง 2 แบบคือ A380-800 และ A380-800F สำหรับเพื่อการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ ทั้งสองแบบมีมิติภายนอกเท่ากันคือ ความยาวลำตัว 73 เมตร ความกว้างปีก 79.8 เมตร และความสูง 24.1 เมตร


ในการออกแบบโครงสร้างนี้ วัสดุคอมโพสิตส์มีบทบาทสำคัญ ที่ทำให้สามารถสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ วัสดุคอมโพสิตส์ถูกนำมาเป็นส่วนประกอบโครงสร้างของ A380 ถึง 25% โดยน้ำหนัก วัสดุจำพวก Carbon-fibre reinforced plastic, Glass-fiber reinforced plastic และ Quartz-fiber reinforced plastic นำมาใช้ทำเป็นปีก ลำตัว ประตู และผิวส่วนท้ายลำตัว แอร์บัสประกาศว่า A380 เป็นเครื่องบินโดยสารพลเรือนลำแรกที่ใช้โครงสร้าง Center wing Box ที่ผลิตขึ้นจากด้วยวัสดุคอมโพสิตล้วนๆ
A380 เป็นเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ลำแรกที่ใช้ Carbon fiber reinforced plastic ผลิตเป็น Center wing box ส่วนโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของเครื่องบิน และเป็นเครื่องบินลำแรกที่พื้นผิวของปีก ราบเรียบสนิท ไม่มีรอยตะเข็บหมุดยึด ไม่มีรอยเชื่อมต่อ เพื่อจะให้เกิดผลลัพท์ทางอากาศพลศาสตร์สูงสุด นอกจากนี้วัสดุ Thermoplastics ยังได้ถูกนำมาใช้ผลิตเป็นชิ้นส่วนเสริมแรงยก (slats)
วัสดุที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ คือ GLARE (GLAss-REinforced fibre metal laminate) ซึ่งเป็นวัสดุผสมระหว่างอะลูมิเนียมและGlass-fibre laminate GLARE เป็นแผ่นวัสดุที่ประกอบด้วยแผ่นอะลูมิเนียมบางๆประกบอยู่ผิวภายนอก ส่วนภายในเป็นใยแก้วที่อัดแน่นซ้อนกันอยู่หลายชั้น มีคุณสมบัติเบากว่าและทนต่อการกัดกร่อนได้ดีกว่าอะลูมิเนียมผสม เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ได้ถูกนำมาผลิตเป็นผิวลำตัวส่วนบน และ stabilizers' leading edges ของ A380 และในโครงสร้างบางส่วนผลิตด้วยโลหะอะลูมิเนียมผสมชนิดใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่อได้โดยแสง Laser ไม่จำเป็นต้องใช้หมุดยึดอีกต่อไป


เครื่องยนต์
เพื่อที่จะสามารถขับเคลื่อนน้ำหนัก 600 ตัน ไปด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วเสียง(0.85 มัคหรือ ราว 15 ก.ม.ต่อนาที) เดินทางไปได้ไกล15,000 กิโลเมตร ด้วยความประหยัดและสะดวกสบาย A380 จึงใช้เครื่องยนต์ไอพ่นTurbofans แบบ Hi- Bypass จำนวน 4 เครื่อง เครื่องยนต์ที่ทางแอร์บัส Airbus กำหนดให้ติดตั้งได้กับ A380 มาจากสองบริษัทคือ Rolls-Royce รุ่นTrent 900 หรือจาก Engine Alliance รุ่น GP7200

เครื่องยนต์ Trent 900
เครื่องยนต์ Trent 900 ของบริษัท Rolls-Royce ได้รับการวางตัวมาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ A380 โดยเฉพาะสายการบิน Emirates ลูกค้ารายใหญ่ ได้เฉพาะเจาะจงที่จะใช้เครื่องยนต์จากค่ายนี้ เครื่องยนต์ Trent 900 ย่อส่วนมาจากเครื่องยนต์Trent 800 ที่ใช้อยู่กับเครื่องบิน Boeing 777 โดยได้นำเอารูปทรงใบพัดแบบโค้งงอ-ลู่หลังมาด้วย แกนเพลาเป็นแบบหมุนตามกัน (counter-rotating spools) เช่นเดียวกับเครื่องยนต์Trent 8107 เครื่องยนต์Trent 900 ได้ผ่านการทดสอบและรับรองจากสถาบันFAA ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ 4 มกราคม ค.ศ.2006 และเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ติดตั้งให้กับ A380 ลำแรกที่ขึ้นบินทดสอบ

เครื่องยนต์ GP7200
เครื่องยนต์ GP7200 จัดเป็นเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ Turbofan รุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีนำสมัยร่วมกันจากเครื่องยนต์ของบริษัท GE Aircraft Engines กับบริษัท Pratt & Whitney ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินที่ยิ่งใหญ่เป็นลำดับ 1 และ 3 ของโลก แรกทีเดียวเครื่องยนต์ตัวนี้ออกแบบเพื่อใช้กับโครงการเครื่องบินโบอิ้ง B747X แต่โครงการได้ถูกชะลอออกไป บริษัทจึงผลักดันให้ใช้กับเครื่องบิน A380-800 เครื่องยนต์ GP7200 ได้นำชิ้นส่วนหลักมาจากเครื่องยนต์ GE90 และชุดLow-pressure system มาจากเครื่องยนต์ PW4090


เครื่องยนต์ทั้งสองบริษัท มีจุดเด่นสำคัญคือประสิทธิภาพการใช้น้ำมันสูงขึ้น การปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อมน้อยลง และระดับเสียงเครื่องยนต์ที่เบาลง จนสามารถผ่านมาตรฐาน QC/2 ของสนานบิน Heathrow ในกรุงลอนดอน ที่คาดว่าจะเป็นสนามบินที่มีเครื่องบิน A380 จะไปใช้มากที่สุด





ห้องนักบิน
บริษัทแอร์บัสออกแบบให้ห้องนักบินของ A380 คล้ายกับเครื่องบินในตระกูลของแอร์บัสทุกรุ่นเพื่อที่จะให้ขั้นตอนการบิน และลักษณะการตอบสนองของเครื่องบินต่อการบังคับใกล้เคียงกับเครื่องบินแอร์บัสรุ่นก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งช่วงวงแขนของนักบินที่เอื้อมไปจับคันเร่ง ยังไม่ต่างไปจากเดิม แอร์บัสยังคงใช้คันบังคับแบบ side-sticks ที่สามารถนำไปติดตั้งไว้ทางด้านข้างของที่นั่งนักบิน ทำให้บริเวณหน้าที่นั่งของนักบินมีที่ว่างเหลือพอ ที่จะนั่งไขว้ห้างและวางถาดอาหารได้อย่างสบาย
แผงหน้าปัดของ A380 วางเรียงจอ LCD รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในแนวตั้ง ด้านหน้านักบินทั้งสอง มีจอแสดงผล 2 จอ เพื่อแสดงสมรรถนะการบินของเครื่องบิน/ท่าทางการบินรวมอยู่ในจอเดียวกัน และจอแสดงข้อมูลการเดินอากาศแยกไว้อีกหนึ่งจอ ระหว่างแผงหน้าปัดของนักบินทั้งสอง เป็นจอแสดงผลการทำงานของเครื่องยนต์ และเครื่องวัดประกอบการบินสำรอง ต่ำลงมาจากแผงหน้าปัดหลัก เป็นจอLCD อีก3 จอวางเรียงชิดกัน ใช้สำหรับเฝ้าตรวจการทำงานของระบบเทคนิคต่างๆ (system display)หนึ่งจอ และมีจอเอนกประสงค์สำรองไว้อีกสองจอ (Multi-Function Displays) ซึ่งสามารถสลับเปลี่ยนใช้งานกันได้ มีLCD รวมทั้งหมด 8 จอ แต่ละจอสามารถปรับเปลี่ยนสลับการแสดงผลได้หลายหน้าที่ เผื่อไว้หากมีจอใดเกิดเสียหายขึ้นมา นอกจากนี้ยังมี QWERTY keyboards และ trackballs เพื่อใช้เชื่อมต่อและป้อนข้อมูลให้แก่ระบบการเดินอากาศแบบ Point-and-click




นาทีแรกของการทดสอบบินเที่ยวแรก หัวหน้านักบินทดสอบJacques Rosay ได้กล่าวอย่างประทับใจว่า การตอบสนองต่อการบังคับของ A380 ง่ายดายเหมือนที่ออกแบบไว้ในเครื่อง Simulator จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า
นักบินที่เคยบินกับเครื่องบินของแอร์บัสมาก่อน
จะรู้สึกคุ้นเคยเหมือนอยู่กับบ้าน(feel at home) ในทันทีที่ได้บินเครื่องบินลำนี้
ระบบ Integrated Modular Avionics (IMA) architecture ที่เคยใช้ในเครื่องบินรบ F-22 Raptor Eurofighter และTyphoon มาก่อนแล้ว ได้นำมาใช้กับ A-380 จากเดิมที่เคยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินแยกเฉพาะแต่ละหน้าที่จำนวนหลายตัว มาใช้เป็นแผงวงจรไฟฟ้ารวมและ Server เพียงไม่กี่ตัว ทำให้ลดจำนวนชิ้นส่วน ความยาวของสายไฟฟ้า และมีความอ่อนตัวมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องปรับปรุงระบบ Avionicให้ยุ่งยากแต่อย่างใด
ระบบThe Network Systems Server (NSS) เป็นหัวใจของ A380 ที่จะทำให้มันกลายเป็นห้องนักบินไร้กระดาษ (paperless cockpit ) เพื่อกำจัดเอกสาร ตำรา และแผนที่ต่างๆจำนวนมากที่ต้องมีประจำเครื่องออกไปจากห้องนักบิน
ระบบ NSS มีเอกสาร Equipment list, Navigation charts, Performance calculations และ Aircraft logbook สำรองไว้อย่างมั่นใจ ให้แก่นักบินทั้งสองในรูปแบบของเอกสารอิเลคทรอนิค โดยทำงานผ่านจอ LCD Cursor และ keyboard ที่สามารถพับเก็บไว้ได้ใต้แผงหน้าปัด-หน้าที่นั่งนักบินแต่ละคน
ระบบทางเทคนิค
A380 ได้รับยืนยันว่าเป็นเครื่องบินพาณิชย์พลเรือนลำแรก ที่ยังคงบังคับควบคุมต่อไปได้ แม้ว่าระบบไฮดรอลิกและระบบไฟฟ้าที่ใช้ในการบังคับเครื่องบินจะเสียหายโดยสิ้นเชิง
ระบบบังคับการบินแบบ Power-by-wire เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งที่สูงกว่า Fly-by-wire เพื่อที่จะให้มีระบบสำรองการบังคับควบคุมอย่างมั่นใจ A380 ได้รับการติดตั้ง Actuator (อุปกรณ์สร้างกำลังเชิงกล)ไว้หลายตัว ให้แก่ชุด Flight Control และ Actuator เหล่านี้ยังสามารถรับแหล่งพลังงานได้ ทั้งจากระบบไฮดรอลิค และระบบไฟฟ้า ในตัวของ Actuators ยังมีระบบไฮดรอลิค และระบบไฟฟ้า ในตัวเองอีก เผื่อไว้ในกรณีแหล่งจ่ายพลังงานหลักเกิดขัดข้อง จึงไม่จำเป็นต้องมีปั้มและท่อทางเดินของระบบไฮดรอลิค สำรองแยกไว้ต่างหาก
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือระบบไฮดรอลิค ที่พัฒนามาใช้แรงดันสูงถึง 350 bar ( 5,000 psi) ซึ่งสูงกว่าเครื่องบินโดยสารทั่วไปที่ใช้กันอยู่เพียง 210 bar (3,000 psi) แรงดัน 350 bar ที่เกิดขึ้นได้จากปั้มไฮดรอลิก 8 ตัว เป็นแบบชนิด De-clutchable ที่สามารถตัด/ต่อการทำงานจากเครื่องยนต์ได้ แรงดันไฮดรอลิคสูงเป็นผลสำคัญ ที่ทำให้ท่อไฮดรอลิค Actuators และส่วนควบอื่นๆมีขนาดเล็กลง มีน้ำหนักเบาลงอย่างมาก อีกทั้งท่อไฮดรอลิคส่วนใหญ่ผลิตจากโลหะไททาเนี่ยม
A380 ได้รับการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ variable-frequency ขนาด150 kVA จำนวน 4 ตัว ผลิตกระแสไฟฟ้า ให้ได้ทุกความเร็วรอบเครื่องยนต์ จึงไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์รักษารอบคงที่อีกต่อไป A380 ใช้สายไฟฟ้าที่ผลิตจากอะลูมิเนียม แทนสายไฟแบบทองแดง เพื่อลดน้ำหนัก การต่อเชื่อมของระบบไฟฟ้าใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุม แทนกล่องฟิวส์และคอนแทคเตอร์ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อถือในระบบไฟฟ้าได้สูงขึ้นอย่างมั่นใจ
ไฟส่องสว่างภายในลำตัว A380 ใช้เป็นแบบหลอดไฟไร้ไส้ขดลวด LED(Light-emitting diode) จะใช้ภายในห้องโดยสาร ห้องนักบิน และในระวางบรรทุกสินค้า ความสว่างและสีสรรภายในห้องโดยสาร สามารถปรับแต่งได้หลายเฉดสี ทำให้สามารถสร้างบรรยากาศในการเดินทางได้อย่างหลากหลาย ไฟแสงสว่างภายนอกลำตัวเครื่องบินใช้เป็นแบบ HID(High Intensity Discharge) ที่ให้ความสว่าง ความขาวนวล และคุณภาพสูงกว่าหลอดไฟรุ่นเก่า เทคโนโลยีแบบ LEDและHID ทำให้ได้ทั้งความสว่างมากขึ้น และมีอายุการใช้งานที่นานกว่าหลอดไส้แบบเดิม
ระบบ Thrust reversers เป็นระบบหนึ่งในระบบเทคนิคของเครื่องบินเพื่อใช้ชะลอความเร็วหลังจากที่เครื่องบินร่อนลงสัมผัสพื้น เป็นระบบที่มักเกิดปัญหากวนใจอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเดิม A380 เดิมตั้งใจที่จะไม่ใช้ระบบนี้เลย แต่สถาบัน FAAของสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย แอร์บัสจึงติดตั้งไว้ให้กับเครื่องยนต์สองเครื่องด้านคู่ในเท่านั้น และให้ทำงานด้วยระบบไฟฟ้าซึ่งสามารถให้ความไว้ใจได้มากกว่าระบบไฮดรอลิคหรือจากระบบแรงดันลม


ห้องโดยสาร



จากการที่ A380 มีพื้นที่ห้องโดยมากกว่า B747 เกือบ 50% จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าความโอ่โถงของ A380 จะต้องทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายขณะเดินทางเป็นอย่างมาก เก้าอี้ที่นั่งในชั้นประหยัดจะกว้างกว่า B747 ถึงห้าเซนติเมตร ทุกสายการบินที่ได้สั่งจอง A380 ไว้ มักจะนำความโอ่โถงของ A380 ไปเป็นแนวทางประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดใจลูกค้าและนักเดินทาง
ห้องโดยสารของ A380 แบบมาตรฐานสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 550 คน แต่หากปรับเป็นแบบชั้นประหยัดตลอดทั้งลำสามารถรองรับได้ถึง 853 คน แต่ละสายการบินสามารถออกแบบให้เป็นไปตามความต้องการได้ เช่น
สายการบิน Air France ออกแบบไว้ 538 ที่นั่ง
สายการบิน Lufthansa 550 ที่นั่ง
Qantas 501 ที่นั่ง ,
Qatar 490 ที่นั่ง ,
Singapore Airline 480 ที่นั่ง ,
Virgin Atlantic 500-550 ที่นั่ง
และ สายการบิน Emirates มีสามแบบคือ 489/517/644 ที่นั่ง

ความใหญ่โตของ A380 ทำให้สายการบินแต่ละแห่งต้องเก็บรูปแบบ และควบคุมการตกแต่งภายในห้องโดยสารไว้อย่างเป็นความลับ
สายการบิน Singapore และ Virgin Atlantic ได้มีบาร์เหล้าให้บริการแก่ผู้โดยสารในชั้น Business บนเครื่องบิน A340-500 อยู่แล้ว ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักเดินทางกระเป๋าหนัก สายการบิน Virgin Atlantic อยากจะนำเสนอบาร์เหล้าไว้ในส่วนโดยสารชั้นประหยัดของ A380 แต่ติดปัญหาตรงที่ เกรงว่าจะมีผู้โดยสารแห่กันไปใช้จนแออัด บางสายการบินอาจมีบ่อนคาสิโน ร้านค้าปลอดภาษี ห้องออกกำลังกาย ห้องอาบน้ำ ห้องสมุด สระว่ายน้ำ หรือแม้กระทั่งเตียงนอนคู่ ความหรูหราโอ่โถงของ A380 อาจทำได้ไม่ต่างอะไรกับเรือสำราญ ถ้าผู้เดินทางมีปัญญาที่จะจ่าย
สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ออกแบบ A380 ไว้สำหรับผู้โดยสาร 500 คน จัดให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นนักธุรกิจ อยู่ในชั้นบน ซึ่งจะทำให้ได้รับความเป็นส่วนตัว ความหรูหราอย่างเต็มที่จากระบบความบันเทิงสมัยใหม่
ส่วนบริษัทการบินไทยคาดว่าจะนำมาให้บริการได้หลังปี 2010 การนำเข้าให้บริการทีหลัง มีข้อดีคือ ได้เฝ้าดูแนวโน้มไปก่อน ว่าการออกแบบภายในให้เป็นแบบใด เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ได้ออกแบบพร้อมที่จะเลือกไว้แล้วห้า-หกแบบ

การนำเข้าให้บริการ
บริษัทแอร์บัสต้องการที่จะให้ A380 มีความสมบูรณ์พร้อม 99% (Reliability dispatch) ก่อนที่จะขึ้นบินทุกเที่ยวบิน เพื่อมิให้เกิดการล่าช้าของกำหนดการเดินทางเมื่อนำเข้าประจำการ แอร์บัสจึงได้สร้างเครือข่าย และโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อคอยติดตามการทำงานของเครื่องยนต์และระบบเทคนิคของเครื่องบินขณะทำการบินตลอดเวลา และเมื่อตรวจพบสิ่งผิดปกติ ระบบนี้จะส่งข้อมูลไปยังศูนย์ซ่อม ศูนย์อะไหล่ปลายทาง เพื่อคอยจัดเตรียมการซ่อมไว้ล่วงหน้าอย่างทันท่วงที มีสายการบิน 16 สาย ได้สั่งจอง A380 ไว้แล้วรวมทั้งสิ้น 192 ลำ (ข้อมูล มิ.ย.2008) จำนวน และปีที่จะนำเข้าให้บริการ ตามตารางประกอบ




สายการบิน Emirates เป็นลูกค้าที่สั่งซื้อ A380-800 จำนวนมากที่สุด แต่สายการบินสิงค์โปร์แอร์ไลน์ เป็นลูกค้ารายแรกที่นำ A380 เข้าให้บริการแก่ผู้โดยสาร ซึ่งแผนเดิมกำหนดไว้ภายในปี ค.ศ.2006 แต่ต้องเลื่อนออกไปเพราะปัญหาเกี่ยวกับระบบการเดินสายไฟฟ้า จนในที่สุดได้เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ไปแล้วในเดือนตุลาคม 2007 ในเส้นทางสิงค์โปร์-ซิดนี่ย์ และมีแผนใช้บินในเส้นทาง ลอนดอน-สิงค์โปร์-ซิดนี่ย์ และ สิงค์โปร์ –ฮ่องกง-ซานฟรานซิสโก ส่วนบริษัทการบินไทยน่าจะนำมาบินในเส้นทางที่บินอยู่วันละ 2 เที่ยว โดยอาจรวมเป็นเที่ยวเดียว เช่น กรุงเทพ-ลอนดอน กรุงเทพ-แฟรงค์เฟริสท์ และอาจจะรวมถึง กรุงเทพ-เชียงใหม่ ในเทศกาลสงกรานต์ สำหรับรุ่น A380-F ลูกค้าที่จะสั่งไปใช้งานคือสายการบิน FED EX และ UPS ยักษ์แห่งการขนส่งทางอากาศ ได้ยกเลิกการสั่งซื้อ เนื่องจากปัญหาความล่าช้า ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีการสร้างรุ่น A380-F แต่อย่างใด

เครื่องบิน A380 เป็นเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่ สร้างขึ้นเพื่อรองรับการเดินทางในอนาคต A380 ไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่โตแต่ภายนอกเท่านั้น ระบบต่างๆภายในยังเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย และความความเพลิดเพลินในการเดินทางมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน สายการบินที่นำ A380 เข้ามาให้บริการจะมีค่าใช้จ่ายด้านต่างๆลดลง ที่สำคัญคือ A380 เป็นเครื่องบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
 

Attachments



Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top