What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

Boeing 747 Jumbo Jet

skypig

Administrator
Boeing 747 Jumbo Jet
จำนวนผู้เข้าชมจากโฮมเพจเดิม 7394 คน

B-747
Jumbo Jet



เครื่องบิน B747 (โบอิ้งเจ็ด-สี่-เจ็ด) เป็นเครื่องบินที่ผู้คนทั้งโลกรู้จักกันดี
เมื่อแรกเห็นความใหญ่โตของมัน ทำให้มันถูกเรียกว่า จัมโบ้เจ็ท
และในที่สุดมันได้รับการยอมรับว่า เป็นตำนานการเดินทางอันยิ่งใหญ่ มันพาผู้คนเดินทางไกลข้ามทวีป ด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วเสียง เป็นเครื่องบินที่บรรทุกผู้คนได้จำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนแม้จะมีปลายทางเดียวกัน แต่จุดมุ่งหมายการเดินทางอาจต่างกัน​

มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทาง
มันเป็นสัญลักษณ์การจากบ้าน
มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ
มันเป็นสัญลักษณ์ของการแสวงหา ซึ่งอาจเป็นผลกำไรจากการค้า หรือการไขว่คว้าหาเสรีภาพ
และที่สุด มันเป็นสัญลักษณ์ของการกลับบ้าน
และมันยังเป็นสำเภา นำสินค้าจากแหล่งต่างๆไปยังผู้บริโภค ที่อยู่ห่างกัน​

บริษัทโบอิ้ง (The Boeing Company) ผู้ผลิตอากาศยาน และยุทโธปกรณ์ เก่าแก่รายหนึ่งของโลก เริ่มก่อตั้งบริษัทที่เมืองซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ปี 15 ก.ค. 1916 เป็นช่วงแรกของการบุกเบิกการบิน โบอิ้งได้สร้างเครื่องบินขนาดเล็กทำด้วยไม้ เพื่อใช้งานทางน้ำ(Seaplane)ขึ้นก่อน
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงยุคแห่งเครื่องบินใบพัดลูกสูบ
โบอิ้งได้เป็นผู้ออกแบบ และสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-17 และ B-29​

เมื่อสงครามโลกได้สิ้นสุดลง บริษัทโบอิ้งประสบปัญหาทันที จากยอดสั่งจองของรัฐบาลที่ค้างอยู่ พนักงานของบริษัทที่กำลังจะตกงาน โบอิ้งจึงได้ใช้ศักยภาพของตน หันไปสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่ เพื่อการขนส่งคือแบบ Boeing 377 Stratocruiser โดยมีกองทัพ และสายการบินพาณิชย์ เป็นลูกค้า
ในระหว่างปีค.ศ.1950 โลกยังคงต้องเผชิญกับสงครามเกาหลี และสงครามเย็น พร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไอพ่น บริษัทโบอิ้งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้สร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดไอพ่นแบบ
B-47 Stratojet และ
B-52 Stratofortress




เครื่องบิน B-52 มีขนาดใหญ่กว่า มีเครื่องยนต์ถึง 8 เครื่อง และประสบความสำเร็จ ในการใช้งาน โบอิ้งจึงได้นำผลกำไรไปสร้างเครื่องบินภายใต้รหัส Boeing 707 ในทางพลเรือน หรือในทางทหาร ใช้เป็นเครื่องบินเติมน้ำมันในอากาศเรียกว่า KC-135 Stratotanker ซึ่งยังคงใช้งานมาจนปัจจุบัน
โบอิ้งเริ่มต้นรหัสเครื่องบินทางพาณิชย์ไอพ่น ของตนลำแรกว่า Boeing 707 jetliner
ในระหว่างปีค.ศ.1958 เครื่องบิน Boeing 707 เป็นเครื่องบินพาณิชย์ไอพ่นสี่เครื่องยนต์ลำแรกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตออกมารุ่นราวคราวเดียวกับเครื่องบินของมหาอำนาจต่างๆดังนี้​

เครื่องบิน De Havilland Comet อังกฤษ
เครื่องบิน French Sud Aviation Caravelle ของประเทศฝรั่งเศส
เครื่องบิน Tupolev Tu-104 ของประเทศรัสเซีย​

และแล้วโลกได้พิสูจน์เห็นว่า Boeing 707 คือ ผู้ชนะ ด้วยยอดการผลิต 1,010 ลำ
ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1960 ความสำเร็จต่อมาของโบอิ้งคือ Boeing 727 เป็นเครื่องบินโดยสารขนาดกลาง-พิสัยใกล้ เป็นเครื่องบินที่มีสามเครื่องยนต์ ด้วยยอดการผลิต 1500 ลำ
ในปีค.ศ1967 ภายใต้รหัส Boeing 737 มีขนาดเท่ากับ B727 แต่ด้วยเพราะเครื่องยนต์รุ่นใหม่มีความเชื่อถือและกำลังมากขึ้น Boeing 737 จึงได้รับการติดตั้งเพียงสองเครื่องยนต์ เป็นเครื่องบินพาณิชย์พลเรือนที่มีจำนวนการสร้างสูงที่สุดในปัจจุบันกว่า 6,000 ลำ
ในปีค.ศ1968 เพียงปีเดียวถัดมา ความสำเร็จของ Boeing 707 ทำให้บริษัทโบอิ้งได้เปิดพิธีฉลองเครื่องบิน B747 ในรุ่น B747-100 เป็นเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่-พิสัยไกล ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง การเดินทางทางอากาศของมนุษยชาติอย่างแท้จริง ในช่วงสี่สิบปีต่อมา
โครงการ B747 เฉกเช่นผลงานชิ้นสำคัญของโลกอื่นๆ คือมิได้เริ่มต้นด้วยความราบรื่น ในช่วงต้นของการผลิต บริษัทโบอิ้งประสบผลกระทบ จากหลายปัจจัย
โครงการอพอลโลของรัฐบาลสหรัฐฯ
บริษัทแพรทแอนด์วิทนีย์ ผู้ผลิตเครื่องยนต์ไม่สามารถส่งเครื่องยนต์ได้ตามสัญญา
เครื่องบินคอนคอดร์คู่แข่งจากอังกฤษสร้างแรงกดดัน
ซึ่งนั่นเกือบทำให้พนักงานของบริษัทโบอิ้งจำนวน 80,000 คน และเครื่องบิน B747 เกือบต้องพบจุดจบ
การออกแบบ
ในช่วงต้นของการออกแบบ เครื่องบิน B747 ได้รับข้อกำหนดความต้องการมาจากทางทหาร ที่กำลังมองหาเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ เพื่อบรรทุกกำลังพลราว 800 นาย หรือยุทโธปกรณ์ที่มีขนาดและน้ำหนักได้ และความต้องการสำคัญประการหนึ่งคือ ต้องมีความเร็วสูง ความต้องการนั้นถูกส่งไปให้กับบริษัทผลิตเรื่องบินหลายราย โบอิ้งได้ออกแบบเครื่องบินของตน โดยติดตั้งปีกไว้ด้านบนของลำตัว และเพื่อให้ระวางบรรทุกกว้างโล่ง ยาวตลอดลำตัว ห้องโดยสารแบ่งออกเป็นสองชั้น เพื่อบรรทุกสัมภาระด้านล่าง และกำลังพลทหารด้านบน จึงต้องทำให้ห้องนักบินแยกออกจากลำตัว โดยยกให้ยกสูงขึ้น ต่างจากเครื่องบินร่วมสมัย ซึ่งมีห้องนักบินรวมอยู่ในลำตัว ทำให้ส่วนหน้าโป่งนูน แต่การออกแบบดังกล่าวทำให้โบอิ้งพ่ายแพ้แก่เครื่องบินC-5 ของบริษัท Lockheed ซึ่งได้รับการคัดเลือก โบอิ้งได้นำเครื่องบินต้นแบบของตน กลับมาทบทวนใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของการเดินทางทางอากาศ ที่กำลังจะเริ่มขึ้น​

เครื่องบินต้นแบบได้รับการขัดเกลาใหม่ ปีกถูกลดขนาดลง นำมาติดตั้งไว้ส่วนล่างของลำตัว เพื่อรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 500 คน แต่นั่นยังนับได้ว่ามากกว่า Boeing 707 ถึงสองเท่าครึ่ง โดยที่ยังคงจำนวนเครื่องยนต์ไว้เป็นแบบสี่เครื่องยนต์ เพื่อเป็นกำลังสำรองในระหว่างเดินทางข้ามมหาสมุทร และมีระดับเพดานบินสูง เป็นเครื่องบินแบบลำตัวกว้าง มีทางเดินภายในลำตัวสองทาง ห้องโดยสารมีเพียงชั้นเดียว โดยมีระวางบรรทุกสินค้า อยู่ทางด้านล่างของห้องโดยสาร และภายใต้การทำงานร่วมกันของวิศวกร ช่าง พนักงานกว่า 50.000 ชีวิต พร้อมใจกัน สร้างผลงานของมนุษยชาติ สำเร็จได้ภายในเวลา 16 เดือน
747-100
ขึ้นทดสอบบินครั้งแรกเมื่อ 9 ก.พ.1969 เครื่องบิน B747-100 คือรุ่นแรกในสายการผลิต โบอิ้งถึงกับต้องหาสถานที่ใหม่ ในการสร้างเครื่องบินรุ่นนี้ เพราะมันมีขนาดใหญ่โตกว่าเครื่องบินรุ่นก่อนหน้าที่เคยสร้างมา ลำตัวและปีกผลิตขึ้นจากโลหะอลูมิเนียมทั้งหมด เป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและทนทานมาก เครื่องยนต์ Pratt & Whitney ซึ่งเป็นแบบ high-bypass turbofan เป็นเครื่องยนต์แบบแรก ซึ่งได้รับการติดตั้ง จนกระทั่งในปี1975 จึงมีเครื่องยนต์ของ General Electric ให้เลือกใช้ ความใหญ่โตของมัน ทำให้ต้องมีระบบทางเทคนิคเพิ่มขึ้นหลายด้าน โดยอาศัยวิศวกรการบินคอยควบคุมดูแล ในห้องนักบินจึงต้องมีอย่างน้อยสามชีวิตในการบินตลอดเวลา ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 167 ลำ สายการบิน PAN AM คือสายการบินแรกสั่งเข้าให้บริการจำนวน 25 ลำ เริ่มเที่ยวบินแรกจากนิวยอรค์ไปลอนดอน ในวันที่ 22 มกราคม 1970



เที่ยวบินแรกของ B747 พร้อมด้วยผู้โดยสาร 352 คน แก้เคล็ดการเดินทางของเรือไททานิค ด้วยการย้อนรอยบ่ายหน้าสู่ทิศตะวันออก ก่อนออกเดินทางพบกับความขลุกขลักอยู่บ้าง เนื่องจากเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งเกิดความร้อนขึ้นสูงผิดปกติ ต้องเปลี่ยนเครื่องลำใหม่ ทำให้ล่าช้ากว่ากำหนดราวหกชั่วโมง แต่ผลของการเดินทางเป็นที่ประทับใจของนักเดินทาง
ลักษณะเด่นภายนอกของ B747-100 คือ การมีห้องนักบินอยู่สูงกว่าห้องโดยสาร




ทำให้มองเห็นเป็นลักษณะหัวโต โหนกนูนกว่าลำตัว และส่วนที่ต่อจากห้องนักบิน เป็นส่วนที่ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ่อยที่สุด ในทุกๆรุ่นของการปรับปรุงเครื่องบิน B747 ในช่วงแรกของการผลิตเป็นห้องโถงว่าง มีช่องหน้าต่างเพียง 6 บาน ทางด้านชั้นบน-ส่วนหน้าของลำตัว ซึ่งเป็น(แบ่งเป็นข้างละสามบาน) เพื่อใช้เป็นที่พักของนักบิน โดยมีบันไดเวียนขึ้นมาจากห้องโดยสารปกติ ต่อมาสายการบินเปลี่ยนไปเป็นส่วนนี้ไปเป็น ที่นั่งสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ และได้รับปราตอบรับเป็นอย่างดี ทางโบอิ้งจึงขยายส่วนนี้ให้ยาวออกไปอีก โดยมีหน้าต่างเพิ่มขึ้นเป็น 10 บาน ซึ่งต่อมา B747-100 หลายลำได้รับดัดแปลงเป็นลักษณะนี้
B747-100B มีโครงสร้างและฐานล้อที่แข็งแรงขึ้น สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 750,000 lb (340,000 kg) ซึ่งใช้สำหรับการรองรับผู้โดยสารได้เป็นจำนวนถึง 550 คน ในการเดินทางระยะสั้น
B747-100B ขายให้กับสายการบิน Iran Air และ Saudi Arabian Airlines โดยใช้เครื่องยนต์ของ Rolls-Royce (RB211) และ GE (CF6) ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 9 ลำ
และยังได้พัฒนาสร้างต่อไปเป็น 747-100 SP (special performance) ซึ่งมีลำตัวสั้นกว่าปกติ เพื่อให้มีน้ำหนักเบา บินได้เร็วกว่า ไกลกว่า
747-200
เครื่องต้นแบบผลิตออกมาในปีค.ศ. 1968 ขึ้นทดสอบบินครั้งแรกเมื่อ 11 ต.ค. 1970 เข้าให้บริการในปีถัดมา โดยสายการบิน KLM เป็นลูกค้ารายแรก ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 393 ลำ จนถึงปี 1991 ลำตัวภายนอกดูไม่แตกต่างจาก 747-100 มากนัก แต่รองรับน้ำหนักได้มากกว่า 747-200 เป็นเครื่องบินรุ่นแรกที่ได้รับการสร้างและออกแบบมาเพื่อบรรทุกสินค้า และผู้โดยสารได้พร้อมๆกัน และบางลำสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นเครื่องบินบรรทุกสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ( convertible) ด้วยการยกส่วนหน้าให้สูงขึ้นเพื่อขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก
747-200B จำนวนสองลำได้รับการดัดแปลงพิเศษเพื่อให้เป็นเครื่องบินสำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯในนาม Air Force One เพื่อทดแทนเครื่องบิน B707 ลำเดิม



B747-300
เครื่องบิน B747-300 ขึ้นทดสอบบินครั้งแรกเมื่อ 5 ต.ค.1982 เข้าให้บริการในเดือนมีนาคม1983 ได้รับการปรับปรุงอย่างขนาดใหญ่หลายด้าน ในส่วนชั้นบน ได้รับการขยายห้องโดยสาร ออกไปอีกถึง 23 ฟุต 4 นิ้ว ทำให้รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นอีก 44 คน เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร จึงต้องเปลี่ยนบันไดเวียนขึ้นชั้นบนเป็นแบบบันไดตรง ปรับปรุงเครื่องยนต์ ลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้ถึง 25% ได้รับการผลิตขึ้นมาจำนวน 81ลำ เข้าให้บริการโดยสายการบิน Swissair เป็นแห่งแรก




B747-400
ในปี 1985 บริษัทโบอิ้งได้เริ่มพัฒนา B747 ต่อไปอีกขั้นหนึ่ง ส่วนสำคัญที่ได้รับการปรับปรุงได้แก่ ความยาวปีกถูกขยายออกไป และที่ปลายปีกติดตั้ง winglets เพิ่มถังน้ำมันในส่วนท้าย ภายในห้องนักบินได้นำเทคโนโลยีทางดิจิตอลแบบ Glass Cockpit เข้ามาใช้ แผงหน้าปัด มาตรวัดต่างๆถูกลดจำนวนจาก 971 เหลือเพียง 365 อัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีวิศวกรการบิน จำนวนนักบินลงเหลือเพียงสองคน เครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้ 747-400 มีความประหยัดมากขึ้นถึง 17 เมื่อเทียบกับรุ่น 200 ขึ้นทดสอบบินครั้งแรกเมื่อ 29 เมษายน 1988 747-400 ได้รับการพัฒนาแตกต่างกันออกไปหลายรุ่น คือ
แบบ 747-400F เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ ไม่สามารถรับส่งผู้โดยสารได้ สามารถเปิดส่วนหน้ายกขึ้นเพื่อนำสิ้นค้า เข้า-ออกได้อย่างสะดวก ส่งมอบให้กับบริษัท Atlas Air, Cargolux, China Airlines, Korean Air, Nippon Cargo Airlines, Polar Air Cargo, และ Singapore Airlines.
แบบ 747-400M "Combi" รุ่นนี้สามารถใช้ในรองรอบผู้โดยสารและขนส่งสินค้าได้ในคราวเดียว เป็นของสายการบิน KLM ได้รับการดัดแปลงพิเศษด้วย การติดตั้งประตูสินค้าขนาดใหญ่ บริเวณด้านข้างลำตัวส่วนท้าย
แบบ747-400D (Domestic) ใช้เพื่อการเดินทางในระยะสั้น รองรับจำนวนผู้โดยสารได้มากถึง 568 - 660 คน รุ่นนี้ไม่มี winglets ส่งมอบให้แก่สายการบิน JAL ของญี่ปุ่น
แบบ 747-400ER เป็นรุ่นที่ซึ่งบินได้ไกลออกไปอีก ด้วยการเพิ่มถังน้ำมันพิเศษภายในลำตัว บริเวณระวางบรรทุกส่วนหน้า




เครื่องบิน B-747 ขายได้1416 ลำแบ่งเป็นรุ่น Classics' (747-100, 747-200, 747-300 and 747SP). จำนวน 724 ลำ และรุ่น 747-400 จำนวน 692 ลำ ในจำนวนนี้ได้ดัดแปลงไปเพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์การนาซา 2 ลำ เพื่อใช้ขนส่งยานอวกาศจากแคลิฟอร์เนียไปยังฟลอริด้า อีกลำเป็นแบบ 747SP เพื่อการทดลองทางอวกาศ




การเดินทางแห่งตำนาน
ในเดือนเมษายน 1912 มนุษยชาติเคยฝากความหวังการเดินทางข้ามทวีป ไว้กับเรือไททานิค แต่ความหวังต้องจบลงด้วยความโศกเศร้า ท่ามกลางความหนาวเหน็บในเที่ยวแรกของการเดินทาง และจากนั้นอีกยี่สิบห้าปีถัดมา เรือเหาะไฮเดนเบิกร์ ได้จุดประกายให้นักเดินทางอีกวูบหนึ่ง ในเดือนพฤษาคม 1937 เพียงปีเดียวของการเดินทาง ความฝันได้ดับลงอีก บนกองเพลิง



มนุษยชาติต้องรอถึงห้าสิบปี เครื่องบิน B747 จึงได้ถือกำเนิดขึ้น การเดินทางไกลด้วยเครื่องบินขนาดใหญ่เช่นนี้ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแก่โลก แก่สังคมมนุษย์ อย่างมากมาย ในทุกระดับชั้น โดยนับเริ่มจากส่วนหน้าสุดของเครื่องบิน กลางลำตัว และส่วนท้ายสุด
ชั้นบนส่วนหน้าสุดของลำตัว มีนักบินสองหรือสามคนนั่งทำงานเคียงข้างกันอยู่ คอยควบคุมเครื่องบิน ให้บินด้วยความเร็วเกือบหนึ่งพันก.ม.ต่อช.ม. ด้วยความสูงกว่าสิบกิโลเมตร ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า
ทุกชีวิตต้องรอด” ไม่ว่าเหตุร้ายใดจะเกิดขึ้น
ความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้โดยสารเกือบห้าร้อยคน ไม่อาจส่งต่อไปให้ใครอื่นอีกแล้ว ดังนั้นขั้นตอนการก้าวขึ้นมาบนห้องนักบิน B747 นี้ จึงต้องผ่านกระบวนฝึกอบรม ต่างๆ อย่างมากมาย ทั้งทางโลก และทางธรรม
การได้เป็นนักบินจัมโบ้ คือความใฝ่ฝันของนักบินหลายๆคน และจะเรียกว่า การบินเครื่องบิน B747 คือ
จุดหมายปลายทางของชีวิตนักบินแล้ว ก็ว่าได้
ด้านหลังห้องนักบิน น่าจะเรียกส่วนนี้ว่าเหล่าเต๊ง เพราะดูเหมือนเป็นชั้นลอย ถูกจัดสรรให้เป็นที่นั่งของผู้โดยสารชั้นนักธุรกิจ เบาะที่นั่งมีขนาดใหญ่ ได้รับการบริการสูงกว่าชั้นประหยัด ผู้โดยสารชั้นนี้ยังเป็นคนในวัยทำงาน ในระดับผู้บริหาร เป็นตัวแทนของบริษัทหรือหน่วยงาน อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อไปติดต่อทางการค้า ซึ่งอาจจะดูว่าทำไปเพื่อผลกำไร แต่แท้จริงแล้วผลที่เกิดขึ้นของการค้า การแลกเปลี่ยน ได้นำมาซึ่งปัจจัยในการเลี้ยงปากท้องให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นสัตว์สังคม




ลงบันไดมาชั้นล่างในส่วนหน้าสุด ได้รับการจัดสรรให้เป็นที่นั่งของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ซึ่งต้องจ่ายแพงกว่าชั้นประหยัดถึงสี่เท่า เพื่อความหรูหรา และสะดวกสบาย น่าจะพอเรียกส่วนนี้ได้ว่า ห้องพักผ่อนเคลื่อนที่ ผู้โดยสารชั้นนี้ย่อมเป็นคนมีฐานะ ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว ใช้การเดินทางเพื่อการพักผ่อน ต่างจากนักบินที่ใช้การเดินทางเพื่อการหาเงินเลี้ยงชีพ เบาะที่นั่งในชั้นนี้มีขนาดใหญ่โต มีอาหาร เครื่องดื่มชั้นเลิศให้บริการ มีพนักงานต้อนรับ คอยให้บริการตลอดเวลา
ในส่วนกลางของลำตัวเครื่องบิน B747 ถูกกำหนดให้เป็นที่นั่งของผู้โดยสารชั้นประหยัด พอเปรียบได้กับรถไฟไทยชั้นสาม ด้วยจุผู้คนจำนวนมาก หลากเชื้อชาติ แต่จุดมุ่งหมายการเดินทางต่างกัน แววตาของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ด้วยเที่ยวบินเดียวกันนี้
บางคนกำลังจากบ้าน บางคนกำลังกลับบ้าน
บางคนกำลังเดินทางไปเรียนต่อ ก้าวขึ้นบันไดแห่งความสำเร็จ
บางคนกำลังไขว่คว้าหาเสรีภาพ
และอาจจะต้องเชื่อว่าบางคนเดินทางไกล โดยมิได้มีจุดประสงค์ใดเลย ดังบทเพลง
IT NEVER RAINS IN SOUTHERN CALIFORNIA
ซึ่งโด่งดังขึ้นหลังจากที่เครื่องบิน B747 ได้เข้าให้บริการแก่ประชาชน
คลิก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=blueballoon&month=04-2007&date=27&group=7&gblog=18

ผลสำรวจของ Synovater ประเทศออสเตรเลีย จากจำนวนผู้โดยสารกว่า10,000 คน
ชาวอียิปต์จำนวน 42% เห็นว่าเรื่องการบริการอาหารและเครื่องดื่มเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด และทำให้รู้สึกเพลิดเพลินระหว่างเดินทาง
45%ของนักเดินทางผู้หญิงต้องการนั่งติดกับเพศเดียวกัน
24%ของนักเดินทางผู้หญิงต้องการนั่งติดกับเพศตรงข้าม
มากกว่า1 ใน 3 ของกลุ่มสำรวจ เผยว่า พอใจที่จะนั่งติดกับคนเพศเดียวกันมากกว่า
และ 2 ใน 3 ของกลุ่มสำรวจ ไม่ต้องการนั่งติดกับเด็กเพราะรู้สึกหงุดหงิด
39% มองหาการเดินทางกับสายการบินที่ราคาตั๋วถูกกว่า
63% ของกลุ่มสำรวจนิยมที่จะนั่งริมหน้าต่าง
และกลุ่มตลาดเมลเบิร์นจำนวนเกือบ75%อยากจะเปลี่ยนที่นั่งของตน1ครั้งในขณะที่ได้ออกเดินทางในเครื่องบินลำนั้น อันมีสาเหตุมาจากการนั่งติดกับผู้โดยสารคนอื่นที่ช่างพูดหรือไม่ก็รู้สึกหงุดหงิดกับผู้โดยสารเด็ก
และมีเพียง 3%กล่าวว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ดูดี มีความสำคัญต่อผู้โดยสาร

ในส่วนท้ายสุดของลำตัวเครื่องบิน B747 ที่ต่อเชื่อมกับกระโดงหางอันมหึมา เป็นที่พักของลูกเรือทั้งหญิงชาย และชิงหญาย ถูกจัดแบ่งเป็นเตียงสองชั้น ขนาดกะทัดรัด ให้นอนเดี่ยวแบบหัวชนหัว หรือเท้าชนเท้าก็ได้ ในระหว่างช่วงพัก ซึ่งเป็นส่วนที่ปลอดภัยที่สุดหากเครื่องบินประสบอบัติเหตุ
ทุกชีวิตตลอดทั้งลำ ที่เดินทางไกลบนเครื่องบิน B747 ต่างมีจุดประสงค์ ในการเดินทางต่างกัน

ระวางบรรทุกสินค้า
ในส่วนล่าง ใต้พื้นห้องโดยสารของลำตัวเครื่องบิน B747 รุ่นทั่วไป ใช้เป็นระวางบรรทุกสิ้นค้าขนาดใหญ่ สามารถรองรับรถยนต์ได้หลายคัน และยังมีเครื่องบิน B747 บางรุ่นได้นำไปใช้เพื่อการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ ซึ่งอาจนำมาจากเครื่องบิน B747 เก่าที่เคยใช้ขนส่งผู้โดยสารมาก่อนนำมาดัดแปลง และเครื่องบิน B747 ลำใหม่ ซึ่งออกแบบสร้างเพื่อการขนส่งสินค้าเพียงอย่างเดียวโดยเฉพาะ ขายให้กับบริษัทรับส่งสินค้าได้แก่ Atlas Air, Cargolux, China Airlines,KLM, Korean Air, Nippon Cargo Airlines, Polar Air Cargo, และ Singapore Airlines.



เครื่องบิน B747 ในรุ่นที่สามารถลำเลียงสินค้าได้รับการกำกับต่อท้ายไว้ด้วยอักษร F หรือ M ถูกนำไปใช้งานในประเทศที่ส่งสินค้าออกเป็นส่วนใหญ่อันได้แก่ สิงค์โปร์ จีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น
การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศจีน มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญมาจากแรงงานค่าจ้างต่ำ โดยอาศัย การขนส่งทางอากาศ Air Cargo นำสินค้าทางอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีราคาสูง เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า หรือแม้แต่รองเท้า ออกนอกประเทศ กระจายสินค้าไปทั่วโลก ทำให้ผู้คนทั้งโลกได้ใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยเครื่องบิน B747 เป็นสำเภาลอยฟ้า และในเส้นทางขากลับ มันยังได้นำเอาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชาวไร่ชาวนา อาทิ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ไปขายให้คนในเมืองใหญ่ ได้บริโภค อย่างสดๆ ก่อนที่พืชผัก จะเหี่ยวเฉาลง
เครื่องบินB747 นอกจากได้นำพาผู้คนเดินทางได้แล้ว ยังขนส่งสินค้าขนาดต่างๆ จากทวีปหนึ่งไปทวีปหนึ่งได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

B747 ในประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นดินแดนหนึ่ง ซึ่งถูกมองเห็นได้ง่ายบนแผนที่โลก เป็นจุดกึ่งกลางการเดินทางของทวีปออสเตรเลียและยุโรป ได้มีหลายสายการบินนำเครื่องบิน B747 เข้าบริการตั้งแต่ช่วงต้นของการผลิต



สายการบินแอร์สยาม
บริษัทแอร์สยาม( Air Siam) เริ่มก่อตั้งเมื่อ 15 กันยายน 2508 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามเวียดนามกำลังคุกรุ่น เป็นสายการบินแรกของไทยที่ได้นำ B-747 เข้าบริการ เป็นเวลาไม่นานหลังจากที่ B-747 เริ่มผลิต โดยได้เช่า B747-100 และ B747-200(HS-VGB Doi Suthep) มาทำการบินในเส้นทางกรุงเทพ-ฮ่องกง-โตเกียว-ฮอนโนลูลู ทำให้กิจการดีขึ้น Air Siam เป็นสายการบินที่ได้รับการกล่าวขวัญ แต่ต่อมาเมื่อสงครามเวียดนามยุติลง บริษัทมีปัญหาหลายด้าน ทั้งความชอบธรรมในการบิน กับสายการบินแห่งของชาติ และปัญหาด้านการเงิน จึงทำให้บริษัทที่ให้เช่าเครื่องบินนำเครื่องบิน B-747 กลับออกไป บริษัท Air Siam จึงล้มและเลิกทำการบินเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1977 เนื่องจากรัฐบาลยึดไปอนุญาต




สายการบินภูเก็ตแอร์
สายการบินภูเก็ตแอร์ไลน์ เปิดตัวขึ้นในปี 2544 หลังจากคุ้นเคยกับการทำธุรกิจการบินได้สองสามปีกับเครื่องบินขนาดเล็ก เส้นทางบินภายในประเทศ ภูเก็ตแอร์ไลน์จึงก้าวต่อไปด้วยการนำเครื่องบินB747-200 และ 300 จำนวน 9 ลำ เข้าให้บริการ เปิดเส้นทางต่างประเทศทั้งในแถบตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย สร้างความหวังในการทำงานของคนไทยได้อย่างชุ่มชื่น เพราะบริษัทมีเจตนาที่จะใช้นักบินและลูกเรือไทยทั้งหมดในการบิน แต่ด้วยเพราะทั้งบริษัทมีเครื่องบินหลายแบบ ที่มีอายุการใช้งานสูง จึงทำให้เครื่องบินประสบปัญหาในการซ่อมบำรุง และปิดตัวเองลงในเวลาอันสั้นกว่าที่ควร​



บริษัทโอเรี้ยนไทย
เป็นสายการบินของไทยอีกแห่งหนึ่งที่ได้นำ B747-100 B747-200 และ B747-300 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน เข้าให้บริการ ทดแทนเครื่องบินแบบ L1011 บินในเส้นทางกรุงเทพฯ-ฮ่องกง อินชอน เป็นประจำ และให้บริการเช่าเหมาลำ โดยนักบินส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และลูกเรือไทยทั้งหมดเป็นคนไทย
B747 ในบริษัทการบินไทย
ก่อนหน้านี้บริษัทการบินไทย มีเครื่องบินDC-8 เพื่อใช้ในเส้นทางบินระยะไกล โครงการจัดหาฝูงบินใหม่ ได้เริ่มต้นกับ B747-200 ในปี1979 จำนวน 6 ลำ และตามมาด้วย B747-300 ในปี1987 จำนวน 2 ลำ ต่อมาในปีพ.ศ. 1990 จึงได้ทยอยนำ B747-400 เข้าประจำการ ปัจจุบันมีจำนวนถึง 18 ลำ ทั้งหมดใช้เครื่องยนต์ของบริษัท GE




ความยิ่งใหญ่ของการบินไทย
ในช่วงปีพ.ศ.2544 การบินไทยมี B747-400 อยู่แล้วจำนวน 14 ลำ ในขณะที่ สายการบิน United Airline กำลังประสบปัญหาล้มละลาย การบินไทยมีแผนจะนำ B747-400 ของ United Airline เข้าประจำการจำนวน 6 ลำ จึงมีความจำเป็นต้องหานักบินเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยได้รับสมัครนักบินจากกองทัพอากาศจำนวน 47 คน ในโครงการนักบินยืมตัว เป็นเวลาสามปี ระหว่าง พ.ศ.2544-2548 นับเป็นช่วงเวลารุ่งโรจน์ของ B747-400 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินจากปี 2540 จำนวนเครื่องบิน B747-400 มีพอดีกับจำนวนผู้โดยสาร การบินไทยนำเครื่องบิน B747-400 บินในทุกเส้นทาง ทั้งบินภายในประเทศ ในภูมิภาค และการบินข้ามทวีปทั้งในอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป
การบินไทยนำเครื่องบิน B747-400 ประกาศศักดาบุกทวีปยุโรป ในทุกเมืองสำคัญของทวีปอันได้แก่ ลอนดอน แฟรงค์เฟิรส์ ปารีส โรม โคเปนเฮเก้น สต็อคโฮม ซูริค แมดริด ด้วยหมายเลขเที่ยวบิน
TG910 TG 920 TG 930 TG 944
TG950 TG 960 TG 970 TG 948 ตามลำดับ
การบินไทยวางแผนให้เที่ยวบินของไทย บินไปถึงทุกเมืองต่างๆในตอนเช้าตรู่ของทุกวัน ซึ่งนั่นทำให้ฝูงบินB747 ของเรา ต้องออกเดินทางจากกรุงเทพในช่วงเวลาประมาณ 2300-0100 น. นับเป็นความยิ่งใหญ่ของไทย ที่ฝูงบินB747 ของเราได้ออกเดินทางเพื่อบุกยุโรป เกือบจะเป็นเวลาพร้อมๆกัน เสียงเรียกบนความถี่วิทยุของทุกประเทศ ที่ฝูงบินไทยบินผ่าน อันได้แก่ พม่า อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน เตริก์มินิสถาน รัสเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านไปยุโรป จะระงมไปด้วยการติดต่อของนักบินไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเวลาประมาณตีสาม-ตีสี่ ซึ่งเที่ยวบินขาไปยุโรป มักจะบินมาสวนทางกับเที่ยวบินที่เพิ่งกลับมาจากยุโรป เหนือน่านฟ้าประเทศอินเดีย เครื่องบิน B747-400 ของไทยกว่าสิบลำบินเหนือน่านฟ้าประเทศใหญ่ๆ พร้อมๆกัน เป็นประจำทุกวัน ทุกคืน
มันคือความยิ่งใหญ่ของการบินไทย ที่ประจักษ์ต่อชาวโลก
เมื่อเครื่องบินทั้งหมดไปถึงเมืองต่างๆในยุโรปแล้ว ลูกเรือชุดใหม่ ซึ่งนอนคอยอยู่ในคืนก่อน จะบินกลับในตอนบ่าย เพื่อให้เครื่องทุกลำกลับมาถึงกรุงเทพฯในตอนเช้าเช่นกัน
เครื่องบิน B747-400 บางลำ เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพในตอนเช้า ได้รับการซ่อมบำรุงแล้ว เปลี่ยนลูกเรือชุดใหม่จะเดินทางต่อไปในเส้นทางบินสู่ลอสแอลเจิลลิส (TG 770) หรือออสเตรเลีย (TG 991) ต่อไป และบางลำกลับไปบุกเยอรมันนีอีกรอบในช่วงบ่าย ด้วยเที่ยวบิน TG922 และ TG 924 โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ แฟรงค์เฟิรส์ และมิวนิค เที่ยวบินTG920 921 922 923 924 และ 925 ผูกรัดความแน่นแฟ้นของไทยและเยอรมัน ด้วยเครื่องบินขนาดใหญ่ หลายเที่ยวต่อวัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า
ทำไมรถเบนซ์ บีเอ็ม จึงเกลื่อนถนนเมืองไทย
และทำไมรสชาดอาหารไทยและขาหมูรมควัน จึงแคล้าเข้ากับเบียร์ ได้เป็นอย่างดี
การบินไทยได้ใช้เครื่องบิน B747-400 อย่างคุ้มค่า ในช่วงเวลาหนึ่ง
แต่แล้วเกมการต่อสู้ได้ก็เกิดขึ้น บางเที่ยวบินขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้ยินเสียงติดต่อวิทยุของสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์แว่วมา ในความถี่เดียวกัน สายการบินเวียดนามใช้เครื่องบิน B777 รุ่นใหม่กว่า มีเพียงสองเครื่องยนต์ มีความประหยัดสูงกว่าเครื่องบิน B747-400 มากที่เดียว เปิดเส้นทางบินฮานอย-ปารีส หลังจากช่วงเวลานั้น (2547/2003)มันเป็นคล้ายเสียงเตือนว่า
เวียดนาม คนขยันได้ตื่นแล้ว และหลังจากนั้น

โรคซาร์ได้ทำให้วงการบินหยุดชะงักไปช่วงเวลาหนึ่ง
ยังไม่ทันจะฟื้นตัวดี ราคาน้ำมันกลับพุ่งทะยานอย่างเป็นประวัติการณ์

เครื่องบิน B747 เกือบทั้งโลก จำเป็นต้องจอดนอน หลีกทางให้เครื่องบินสองเครื่องยนต์ที่มีความประหยัดกว่า สายการบินสิงค์โปร์แอร์ไลน์ เคยมีเครื่องบิน B747-400 มากที่สุดในโลกถึง34 ลำ (Boeing News ; SEATTLE13 ต.ค.1994) จำเป็นต้องออกตัว บอกขาย รีบปลดระวาง เหลือเพียง 10 ลำ โดยนำ A380 รุ่นใหม่ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่าและประหยัดกว่ามาใช้แทน ซ้ำร้ายประเทศไทยเจอพิษคุณธรรมนำการเมือง ตั้งแต่การปฏิวัติ ก.ย. 2549 จำนวนนักเดินทางลดลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่การบินไทยได้นำเครื่องบิน B777 และเครื่องบิน A330 เข้ามาเสริม อีกหลายลำ แต่คำถามที่ตามมาคือ จะทำอย่างไรกับเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ทั้ง B747-400 ถึง 18 ลำ และเครื่องบิน A340 ที่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน
เครื่องบิน B747 รุ่นต่างๆได้ถูกนำมาให้บริการแก่คนไทยเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ที่มันได้ถูกสร้างขึ้นมา มันเป็นสะพานสำคัญในการทำให้ประเทศไทยของเรา เชื่อมต่อกับประเทศต่างๆของโลกได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน มันเป็นความใฝ่ฝัน อ้นยิ่งใหญ่ ให้แก่คนวัยทำงาน

B747-8
เป็นอีกเวอร์ชั่นล่าสุดของB747 ออกแบบขึ้นมาเพื่อต่อกรกับเครื่องบิน A380 โดยเฉพาะ โครงการนี้เกือบต้องพบจุดจบในตอนแรก เพราะข้อเสนอของแอร์บัส ทำให้สายการบินต่างสั่งจอง A380 เป็นจำนวนเกือบ 200 ลำ ในขณะที่ยอดจองของ B747-8 ขายให้ใครไม่ได้เลย แต่เนื่องจาก A380 ประสบปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบ สายการบินบางแห่งได้หันกลับมาสั่งซื้อ B747-8 จนสามารถขึ้นสายการผลิตได้ข้อได้เปรียบของ B747-8 คือ สนามบินต่างๆนับร้อยแห่ง ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับการใช้งาน B747-8 ได้ทันที โดยไม่ต้องปรับปรุงแต่อย่างใด



B747-8 พัฒนาต่อจาก B747-400 ความยาวของลำตัวได้รับการขยายให้ยาวออกไปอีก 5.6 เมตร ได้นำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาจากเครื่องบินB787 Dreamliner มาใช้งาน ได้แก่ส่วนปีก ที่ออกแบบให้wing Tip กลมกลืนกับปีก และเครื่องยนต์ที่มีปลายท่อไอพ่นแบบฟันเลื่อย ซึ่งจะทำให้มี
ความประหยัด และความเงียบมากขึ้นกว่าเดิม
ทำให้บินได้ไกลถึง 8,000 ไมล์ จะผลิตออกมาเป็นสองรุ่นคือ
B747-8I (Intercontinental) ได้รับการสั่งจองไว้แล้ว 27 ลำ
B747-8F(freighter) เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ ได้รับการสั่งจองไว้แล้ว 78 ลำ และจะนำเข้าบริการได้ในปลายปี 2010

เครื่องบิน B747 รุ่นต่างๆได้รับการพัฒนา มาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความเชื่อถืออย่างสง เป็นสะพานเชื่อมทวีปต่างเข้าด้วยกัน พาผู้คนเดินทางจากดินแดนหนึ่งสู่ต่างถิ่น มันเป็นส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนสินค้า ด้วยความรวดเร็ว นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ของมนุษยชาติ และมันได้นำพาตัวมันเองข้ามผ่านกาลเวลามาถึงครึ่งศตวรรษ
 

Attachments

skypig

Administrator
เครื่องบิน B747-400 ของการบินไทย ที่ดัดแปลงไปเป็น เครื่องบินขนส่งสินค้า
 

Attachments

skypig

Administrator
เครื่องบิน B747 จำนวน 2 ลำ ในนาม Air Force 1 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯอเมริกา นำประธานาธิบดี Obama มาเยือนกรุงเทพฯ 18-19 พ.ย.2012 ณ.ท่าอากาศยานดอนเมือง


 

Attachments

skypig

Administrator
ห่างกันเพียง 2 วันเครื่องบิน B744 Registaion B2472 ของจีนได้มาเยือนไทย
 

Attachments

skypig

Administrator
เครื่องบิน B747-400 –ของสายการบินสิงค์โปรแอร์ไลน์ ทะเบียน 9V-SPQ’ เป็นเครื่องบิน B747 ลำสุดท้าย ที่ได้ปลดประจำการออกไป ใน

06 เมษายน 2012 โดยบินจาก Singapore ไป Hong Kong. เที่ยวบิน Flight SQ747

.............สิงค์โปรแอร์ไลน์ ได้นำเครื่องบิน B747 เข้ามาให้บริการตั้งแต่ปี 1973 และได้กลายเป็นสายการบินที่มี เครื่องบิน B747 เข้าใช้บริการจำนวนมากที่สุดในโลกถึง 51 ลำ ในแบบของเครื่องบินโดยสาร และเครื่องบินขนส่งสินค้า
 

Attachments

bennieVed

New Member
Boeing 747 Jumbo Jet

But its been around for years The 747 is easily the most successful Jumbo jet ever and has made a lot of money for Boeing. It also may be the most widely recognized aircraft ever. A380 on the other hand is a disaster if it was not for emirates.
 


Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top