What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

Boeing B737-200

skypig

Administrator
Boeing B737-200
[18 มีนาคม 2551 13:40 น.] จำนวนผู้เข้าชม 4063 คน

โบอิ้ง 737-200
เครื่องบินพระราชพาหนะ


กองทัพอากาศมีภารกิจสำคัญโดยตรง ต่อการเดินทางทางอากาศของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนบุคคลสำคัญของประเทศ และนับเป็นเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทอ.ได้จัดถวายเครื่องบินที่มีความเชื่อถืออย่างสูง เพื่อตอบสนองภารกิจดังกล่าว ในโอกาสที่ชาวไทยได้ฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี ทอ.จึงได้พิจารณาอากาศยานหลายแบบจากหลายประเทศ เพื่อจัดถวายเป็นเครื่องบินราชพาหนะ เครื่องบิน Boeing737 (โบอิ้ง-เจ็ด-สาม-เจ็ด) เป็นเครื่องบินที่ได้ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์

ตารางการเข้าประจำการ บ.พระราชพาหนะ



นับเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ กองทัพอากาศได้ถวายเครื่องบินหลายแบบเพื่อใช้เป็นเครื่องบินพระราชพาหนะ โดยพิจารณาเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามยุคสมัย และตั้งอยู่บนหลักสำคัญคือ

ด้านความปลอดภัย ความทนทาน
ความคล่องตัว และการซ่อมบำรุงง่าย
หาได้ไม่ง่ายนักที่คุณสมบัติรวมกันอยู่ในพาหนะคันหนึ่ง
แต่คุณสมบัติดังกล่าวมีรวมอยู่แล้วในเครื่องบินโบอิ้ง B737

จนถึงวันนี้เครื่องบินรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นมากกว่า 5,900 ลำ
ทุกๆวินาทีมีเครื่องบินโบอิ้ง B737 บินลอยอยู่ในอากาศ 1,250 ลำ
ทุกๆ 5 วินาทีจะมีเครื่องบินโบอิ้ง B737 บินขึ้นลงอยู่ตามสนามบินทั่วโลก
ประมาณคร่าวๆว่า B737 ได้เคยบินรับส่งผู้โดยสารจำนวนกว่า1 2,000,000,000 คนมาแล้ว ด้วยความปลอดภัย

ประวัติการสร้าง
ในปี ค.ศ.1958 เป็นระยะเวลาเริ่มแรกที่วงการการบินได้ก้าวเข้าสู่ยุคเครื่องยนต์เจ็ทอย่างเต็มตัว บริษัทโบอิ้งตั้งอยู่ที่เมืองซีแอทเทิล ในรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแบบเครื่องบินโดยสารไอพ่นระยะสั้นกำหนดให้รับผู้โดยสารได้ระหว่าง 60-85 คน มีความประหยัดที่ระยะบินประมาณ 100-1000 ไมล์ และจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 35%ของระวางบรรทุก คู่แข่งขณะนั้นได้แก่ เครื่องบิน Caravelle, BAC-111 และ DC-9 ซึ่งบริษัทโบอิ้งนับว่าล้าหลังคู่แข่งอยู่มาก บริษัทโบอิ้งเร่งโครงการ และฉีกแนวออกแบบเครื่องบินในยุคนั้น ซึ่งมักนำเครื่องยนต์ติดตั้งไว้ที่พวงหางด้านท้าย
โบอิ้งย้ายเครื่องยนต์มาไว้ที่ใต้ปีกทั้งสอง ทำให้ลดแรงเสียดทานลงได้มาก จุดศูนย์ถ่วงดีขึ้น เสียงรบกวนในห้องโดยสารด้านท้ายลดลง มีที่ว่างในการซ่อมบำรุงได้สะดวกขึ้น ท่อน้ำมัน ท่ออากาศ และสายไฮดรอลิกก็ไม่ต้องลากยาวออกไป ลดน้ำหนักลงไปได้มาก และน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ห้อยไว้ที่ปีกยังเป็นผลพลอยได้ ช่วยลดอาการโค้งงอของปีกขณะที่บินอยู่ในอากาศได้เป็นอย่างดี


ข้อเสียของการย้ายตำแหน่งติดตั้งเครื่องยนต์ก็พอจะมีอยู่บ้าง เช่น ต้องขยายแพนหางดิ่งและหางเสือให้ใหญ่ขึ้นเผื่อไว้ในกรณีเครื่องยนต์เกิดขัดข้องขึ้นมา จะได้ยังคงบังคับเครื่องต่อไปได้ด้วยความปลอดภัย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับแบบเดิม การติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ที่ปีกยังทำให้น้ำหนักโดยรวมเบากว่า700 กิโลกรัม เครื่องยนต์ที่ติดตั้งไว้ที่ปีก วางไว้ในตำแหน่งใต้ปีกจนปีกและเครื่องยนต์เกือบจะเป็นชิ้นเดียวกัน เพื่อที่จะลดแรงต้านทานอากาศ ส่วนหน้าของเครื่องยนต์ที่ดูดอากาศเข้าเครื่อง(ท่อไอดี)ถูกทำให้ยื่นออกมาจากชายปีกด้านหน้า ฝาครอบเครื่องยนต์ถูกทำให้เรียวลู่จากหน้าไปบรรจบกับท่อท้ายจนเลยจากชายปีกหลังออกไป จากการที่เป็นเครื่องบินขนาดไม่ใหญ่นัก ทำให้เครื่องยนต์ห่างจากพื้นประมาณ 2 ฟุต แต่จากการทดลองบินอยู่สี่ปีก็ไม่พบว่ามีเศษหินเศษดิน กระเด็นเข้าเครื่องยนต์จนก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด
เครื่องบินโบอิ้ง B737 ใช้เค้าโครงมาจากเครื่องบินโบอิ้งB727 และB707 ทำให้การสร้างโครงลำตัวสามารถใช้ร่วมกับแบบเดิมที่มีอยู่ได้เกือบทั้งหมด อาทิ โครงลำตัว ห้องน้ำและห้องครัว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เครื่องบินโบอิ้ง B737 นับเป็นเครื่องบินแบบแรกที่ใช้นักบินเพียงสองคน ซึ่งก่อนหน้านี้การควบคุมระบบต่างๆต้องมี Flight Engineer เป็นผู้ควบคุม การเปลี่ยนจากการบิน 3 คน มาเป็น 2 คน ทำให้เกิดประเด็นโต้แย้งกันระหว่างสมาคมนักบินกับเจ้าของสายการบินอยู่นาน แต่แล้วในที่สุดเครื่องบินโบอิ้ง B737 ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการบินติดต่อกัน 40 เที่ยวบินใน 6วัน ท่ามกลางสภาพบททดสอบอัดสุดโหด ทั้งการบินโดยนักบินคนเดียว(สมมุตินักบินหนึ่งคนป่วยกะทันหันขณะบิน) การบินโดยปราศจากเครื่องช่วยเดินอากาศ การบินโดยไม่ต้องมีระบบไฮดรอลิกช่วย (Reversion) จนได้รับอนุญาตจากองค์การบริหารการบินพลเรือนสหรัฐฯ FAA ว่า
“เป็นเครื่องบินที่สามารถบินได้อย่างปลอดภัยโดยใช้นักบินไม่ต่ำกว่าสองคน”
(“the aircraft can be safely flown with a minimum of two pilots.")

ด้วยที่ B737 อยู่ในสายการผลิตมานาน มีการดัดแปลง ปรับปรุงและพัฒนาออกไปหลายแบบ ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งมีทั้งสายการบินและกองทัพต่างๆ พอแบ่งออกได้เป็น 3 รุ่นหลักๆคือ
รุ่นบุกเบิก(Original B737-100,200)
รุ่นตำนาน (Classic 737-300,400,500)
รุ่นแห่งอนาคต(Next Generation B737- 600,700,800,900)
ซึ่งทั้งสามรุ่น ทอ.ไทยได้ทูลเกล้าถวายเป็นเครื่องบินพระราชพาหนะ มาอย่างยาวนาน

รุ่น Original(100,200)


รุ่น B737-100
เครื่องบินโบอิ้ง B737-100 เป็นรุ่นแรกบริษัทโบอิ้งได้ผลิตขึ้นเพื่อการทดสอบบินครั้งแรกเมื่อ 9 เมษายน ค.ศ.1967 ด้วยขนาดลำตัวยาว 28.65 เมตร บรรทุกผู้โดยสารได้113คน มีน้ำหนักวิ่งขึ้น 42.4 ตัน เมื่อเริ่มโครงการวางแผนใช้เครื่องยนต์ Pratt & Whitney JT8D-1 ให้แรงขับ 14,000 ปอนด์แต่สายการบิน Lufthansa ลูกค้ารายแรกต่อรองให้ใช้ JT8D-7 เพราะเครื่องกำลังไม่ตกแม้ในอุณหภูมิสูงขึ้น B737-100 ถูกผลิตขึ้นส่งให้สายการบิน Lufthansa จำนวน 22 ลำ สายการบินแห่งชาติมาเลเซียจำนวน 5 ลำ สายการบิน Aviancaจำนวน 2 ลำ เครื่องบินโบอิ้ง B737-100 ลำสุดท้ายปลดระวางในปี ค.ศ.2005 ถูกผลิตขึ้นรวมทั้งหมด 30 ลำ

ปัญหาที่เคยประสบเมื่อเริ่มนำเข้าประจำการ
สายการบิน Lufthansa คือสายการบินแรกที่นำ B737 เข้าให้บริการแก่ผู้โดยสาร เมื่อ๑๐กุมภาพันธ์ 1968 สายการบินส่วนใหญ่ประทับใจในประสิทธิภาพของมันความเชื่อถือของมัน แต่ก็ได้พบปัญหาทางเทคนิคของมันบ้างเล็กๆน้อยๆ เช่น เครื่องยนต์เล็กสำรอง APU เกิดดับเองขณะที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งก็ได้รับการแก้ไขโดยการติดตั้ง acceleration control thermostat รุ่นใหม่เข้าไปก็ใช้งานได้ดี สำหรับปัญหาไดสตาทร์ไม่หมุนเนื่องจากท่อทางเดินของลมขับ ถูกฝุ่นทรายอุดตัน ซึ่งก็แก้ปัญหาโดยใช้แผ่นกรองอากาศที่มีความละเอียดมากขึ้น และอีกปัญหาหนึ่งคือบันไดแบบพับเก็บได้ในตัว (Air Stair) ได้สร้างความปวดหัวให้แก่สายการบิน เพราะมันเป็นระบบกลไกที่ซับซ้อนและบอบบาง ต้องใช้เวลาพอสมควรในการกางออกและเก็บเข้าที่ และยังทำให้เครื่องบินมีน้ำหนักมากขึ้น 177 กิโลกรัมต่ออัน ยิ่งรุ่นแรกติดตั้งไว้ถึงสองอันทั้งประตูหน้าและประตูท้าย ทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งท่าอากาศยานในปัจจุบัน มีบันไดเทียบ(Air Bridge)ยื่นออกไปรับผู้โดยสารถึงประตูเครื่องบิน บันไดแบบพับเก็บได้ในตัวจึงแทบไม่ได้ใช้งาน บางสายการบินในประเทศอังกฤษได้ถอดมันออกจากตัวเครื่องไปแล้ว ปัญหาอื่นๆอีกเล็กน้อยที่ประสบคือ เรื่องการกัดกร่อนของล้อหน้า ช่องรับอากาศของระบบแอร์ และท่อระบบไฮดรอลิก ได้รับการแก้ไขให้สมบูรณ์เพียงแค่สองปีแรกของการเริ่มใช้งาน
ด้วยความจริงที่ว่าเครื่องบินประกอบด้วยระบบต่างๆหลายสิบระบบ มีชิ้นส่วนหลายแสนชิ้น วัสดุที่นำมาสร้างแตกต่างกัน เครื่องบินต้องปฏิบัติงานในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่ร้อนจัดถึงอุณหภูมิ52 องศาจนถึงเย็นจัดติดลบ 40องศา การเกิดปัญหาทางเทคนิคเพียงสองสามประการ และแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น จึงนับว่า B737เป็นเครื่องบินที่มีความเชื่อถือได้สูง

รุ่น B737-200
บริษัทโบอิ้งพัฒนาเครื่องรุ่นนี้ออกเป็น 2 เวอร์ชั่น คือ รุ่น Basic และรุ่น Advanced
รุ่น Basic ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อ 8 สิงหาคม ค.ศ.1967 เพียงไม่กี่เดือนหลังจากรุ่นแรกได้ทดลองบินไป สายการบินต้องการเครื่องบินที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม บริษัทโบอิ้งจึงได้ขยายความยาวลำตัวออกไปโดยยืดส่วนหน้าของปีกยาวออกไป 91 ซนติเมตร และยืดส่วนหลังของปีกยาวออกไป 102 เซนติเมตร ทำให้ได้ลำตัวยาว28.65 เมตร สามารถบรรทุกผู้โดยสาร 130 คน เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ Pratt & Whitney JT8D-9 ให้แรงขับ 14,500 ปอนด์ มีน้ำหนักวิ่งขึ้นมากกว่าเดิมเป็น 49.4 ตัน แต่การยืดลำตัวดังกล่าวเป็นผลทำให้มีแรงต้านทานอากาศเพิ่มขึ้นถึง 5 %มากกว่าที่คำนวณไว้ ซึ่งเท่ากับว่าความเร็วจะลดลงไปถึง 30 น๊อต บริษัทโบอิ้งใช้เวลาแก้ไขอยู่เกือบปีจนสำเร็จ ด้วยการปรับปรุงทางอากาศพลศาสตร์ และขยายความยาวของท่อรับอากาศด้านหน้าเครื่องยนต์ออกไปหนึ่งเมตร


รุ่น Advanced เริ่มบินทดสอบครั้งแรกในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1971 มีความแตกต่างจากรุ่น Basic ด้วยการปรับปรุง โครงสร้างหลักของปีก และอุปกรณ์เพิ่มแรงยกขณะที่บินช้า ทำให้ไม่ต้องใช้ความเร็วสูง ขณะเข้าสู่สนามบิน ซึ่งส่งผลให้ไม่ต้องการสนามบินที่ยาวมากนัก และยังเพิ่มน้ำหนักบรรทุกได้อีก 2,268 กิโลกรัม
ทั้งสองรุ่นถูกผลิตขึ้นรวม 1,114ลำ ช่วงปลายสายพานการผลิต ได้ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่นJT8D-15 แรงขับ 15,500 ปอนด์ เสริมโครงสร้างลำตัวทำให้บินสูงขึ้นได้อีก 2,000 ฟุต จนได้ระดับเพดานบินสูงสุดที่ 37,000 ฟุต

เครื่องยนต์ Pratt & Whitney JT8D-9


เครื่องยนต์ Pratt & Whitney JT8D-9 ที่ได้นำไปติดตั้งเครื่องบิน B737 ในรุ่น 100 และ 200 ตั้งแต่กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964นับเป็นเวลาสี่สิบกว่าปีมาแล้ว ให้แรงขับได้ราว 14,700 ถึง 17,400 ปอนด์ เป็นเครื่องยนต์ไอพ่นในตระกูลที่จัดได้ว่าประสบความสำเร็จในวงการทหาร เพราะออกแบบให้มีระบบไม่ซับซ้อนมากนัก แกนเพลาขับแบบเดี่ยว single-shaft เป็นเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็ก จุดเด่นของมันคือ ความทนทาน(Solid) ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (เสียงดังและก๊าซไนโตรเจนออกไซด์) อีกทั้งราคาน้ำมันก็ต่ำมาก แตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แต่เครื่อง JT8D ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ก็ยังสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมได้ ด้วยการเพิ่มเติมอุปกรณ์ E-Kit ทำให้เสียงดังและระดับมลพิษลดลง

ในปี ค.ศ.1973 ความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมเริ่มก่อตัวขึ้น เพราะบริเวณรอบสนามบินมีชุมชนเข้ามาอาศัยเพิ่มมากขึ้น เสียงดังจากเครื่องบินเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เครื่องยนต์ตระกูล JT8D จัดว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งเสียงดังมากๆ(เทียบกับเครื่องยนต์รุ่นใหม่หลังปีค.ศ.1985) บริษัทโบอิ้ง และPratt&Whitney ได้ร่วมมือกันแก้ไขในรุ่นต่อมา ด้วยการเปลี่ยนพัดลมดูดอากาศ(compressor)ทำให้เสียงเงียบลงได้มาก และผลพลอยได้ที่ตามมาคือมีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 17,400 ปอนด์ ในรุ่น JT8D-17R

รุ่น B737-200 Executive จำนวนการผลิตไม่เปิดเผย ได้รับการติดตั้ง ถังน้ำมันสำรองเพื่อเพิ่มพิสัยบินให้ไกลออกไป แต่ละลำจะได้รับการตกแต่งภายในอย่างดีตามความต้องการของลูกค้า เครื่องรุ่นนี้จัดว่าเป็นต้นแบบของเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น และหนึ่งในจำนวนนั้นคือ บ.ล.๑๑ หมายเลข ๒๒-๒๒๒ ของทอ.ไทย ที่เคยถวายเป็นเครื่องบินพระที่นั่งนานนับสิบปี ซึ่งได้ปลดประจำการปลายปีพ.ศ.2549
เครื่องบิน B737-200 จำนวน 96 ลำ ได้ถูกดัดแปลงให้ใช้งานในรูปแบบเครื่องบินขนส่ง โดยดัดแปลงเป็นรุ่นConvertible(C) รุ่นQuick Change(QC) และรุ่น Combi ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนระวางบรรทุกได้ในทันที เพื่อใช้สำหรับขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้า พร้อมกันในเที่ยวเดียวกัน


เครื่องบิน737-200 ยังคงผลิตต่อเนื่องมาอีกสี่ปี แม้ว่าเครื่องบิน B737-300 เครื่องบินชั้นยอดได้ออกจากสายการผลิตมาแล้ว จนลำสุดท้ายสิ้นสุดสายการผลิตเมื่อ 2 สิงหาคม ค.ศ.1988 ส่งมอบให้แก่สายการบิน Xiamen Airlines ประเทศจีน ข้อจำกัดเรื่องเสียงดังของเครื่องบิน ทำให้เครื่องบิน B737-200 เริ่มลดความนิยมลงไป แต่ทางบริษัทโบอิ้งมีโครงการที่จะเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรุ่นPW6000 โชคไม่ดีที่เหตุการณ์ 11 กันยายน อุบัติขึ้นเสียก่อน โครงการจึงถูกล้มเลิกไปโดยปริยาย ทำให้ B737-200 จำนวนหลายร้อยลำต้องจอดนอน ถูกดองเก็บไว้กลางทะเลทราย กอรปกับราคาน้ำมันหลังปีค.ศ.2005 ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก อาจทำให้ B737-200ไม่ได้กลับขึ้นสู่ท้องฟ้าก็ได้

 

Attachments



Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top