What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

C-123 Provider

skypig

Administrator
C-123 Provider
[23 มิถุนายน 2553 09:00 น.] จำนวนผู้เข้าชม 5683 คน

C-123
Provider

. . .เครื่องบิน C-123 เกือบจะไม่ได้รับการเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ เพราะขณะนั้นกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งยังคงมีอิทธิพลอยู่กับวงการบิน ได้ให้ความสนใจกับเครื่องบิน C-7 Caribou แต่ด้วยขีดความสามารถของเครื่องบิน C-123 ที่สูงกว่า บรรทุกได้มากกว่า และปฏิบัติภารกิจได้หลายรูปแบบ จึงทำให้อดีตเครื่องร่อน ได้เข้าประจำการในกองทัพ และกลายไปเป็นเครื่องบินไอพ่น ยุทโธปกรณ์สำคัญ ที่ทำให้นักบินลำเลียงได้ยืดอก รับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุด

การออกแบบและพัฒนา

. . . เครื่องบินลำเลียง C-123 มีตำนานต่อจากเครื่องบิน C-119 Flying Boxcar ที่ใช้ในสงครามเกาหลีระหว่างปี ค.ศ.1950–53
. . . เริ่มแรกถูกออกแบบโดยบริษัท Chase Aircraft ซึ่งได้นำต้นแบบมาจากเครื่องร่อน XCG-20 ของตนมาดัดแปลง โดยได้นำเครื่องยนต์สองชนิด มาติดตั้งไว้ที่ปีก พัฒนาต่อมาในระหว่างปี 1950 ภายใต้รหัส the XC-123 และ XC-123A ความแตกต่างกันของเครื่องต้นแบบทั้งสองคือ
XC-123 ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบ Pratt & Whitney R-2800 -CB-15 air-cooled radial piston engine จำนวนสองเครื่องยนต์
XC-123A ใช้เครื่องยนต์ไอพ่น General Electric J47 -GE-11 turbojet จำนวนสี่เครื่องยนต์


. . . ด้วยความต้องการที่จะนำมาเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี ซึ่งต้องผจญกับสนามบินที่ขรุขระ และมีความยาวจำกัด นั่นหมายถึง XC-123 ที่ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบ จึงเหมาะสมกว่า เพราะ XC-123A ใช้เครื่องยนต์ไอพ่น ซึ่งเครื่องยนต์อาจดูดเอาสิ่งแปลกปลอมต่างๆเข้าไปในเครื่องยนต์ได้ง่ายกว่า XC-123 จึงถูกนำมาสร้างต่อภายใต้รหัส YC-123D
. . . ก่อนปี 1953 นาย Henry J. Kaiser เจ้าของกิจการโรงงานอลูมิเนียมได้เข้าไปซื้อหุ้นใหญ่ของบริษัท Chase Aircraft หลังจากความสำเร็จของเครื่องบิน C – 119 ในสงครามเกาหลี ทำให้ Henry J. Kaiser ได้เข้ามาการควบคุมการพัฒนา C 123 ตามสัญญาเดิม ที่กำหนดจะสร้างขึ้น เครื่องบินC-123 สองลำต้นแบบ ได้ออกจากโรงงานใน Willow Run เมือง Ypsilanti รัฐ Michigan ก่อนที่นำไปสู่การเมืองส่วนตัว เขาได้รับการบอกเลิกสัญญา การสร้าง C-123 โครงการสร้าง C - 123 จะถูกนำขึ้นประมูลใหม่ เครื่องสองลำต้นแบบที่เสร็จแล้ว จึงถูกดองไว้ก่อน
. . . ผลจากการประมูลใหม่ ท้ายที่สุดบริษัท Fairchild Engine and Airplane ได้เข้ามารับสัญญาการสร้างเครื่องบิน C - 123B ต่อ โดยเครื่องบิน C-123 ลำแรกได้ขึ้นทดสอบบินในเที่ยวแรกเมื่อ 1 กันยายน 1954 และเข้าประจำการใน 309th Troop Carrier Group กองทัพอากาศสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม 1955 และหน่วยบัญชาการยามฝั่ง ในภารกิจค้นหาและกู้ภัยในทะเล จำนวน 6 ลำ ส่งในแก่ประเทศซาอุดิอาระเบีย และอีก 18 ลำส่งให้ประเทศเวนิเอซูลา ปิดสายการผลิตไปในปี 1958 ด้วยยอดการผลิตมากกว่า 300 ลำ


รูปทรงทางอากาศพลศาสตร์

' . . รูปลักษณ์ภายนอกของเครื่องบิน C-123 ส่วนหน้ายังคงรูปแบบเช่นเดียวกับเครื่องบินรุ่นพี่ (C-119) ห้องนักบินมีกระจกและหน้าต่างหลายช่อง เพื่อให้นักบินสามารถมองผ่านออกมาได้อย่างสะดวก เน้นการบินและการปฏิบัติการแบบวีเอฟอาร์ (VFR) ลำตัวสร้างขึ้นด้วยอลูมิเนียมทั้งลำ บ่อยครั้งที่เราได้เห็นภาพของมันในแบบความมันวาวของโลหะ โดยที่ไม่มีสีมาเคลือบทับ ในสไตล์แอร์อเมริกา
. . . ลำตัวยาว 23.3 เมตร มิได้เป็นทรงกระบอกกลม และดูจะค่อนไปทางทรงกล่องสี่เหลี่ยม จนทำให้มันได้รับฉายาว่า Thunder Pig ใต้ท้องแบนเรียบ แบบเดียวกับเครื่องร่อน เพื่อให้ร่อนลงในสนามหญ้าได้โดยไม่โคลงเคลง

. . . ส่วนพวงหางเป็นสิ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะเป็นแบบพวงหางเดี่ยว ต่างจากเครื่องบินC-119 ซึ่งเป็นแบบหางคู่ และส่วนท้าย (Ramp)เปิดออกได้แบบลาดลง ซึ่งเป็นมรดกการออกแบบให้แก่เครื่องบินลำเลียงในรุ่นต่อมา รอยต่อระหว่างแพนหางดิ่งกับลำตัว ถูกต่อเชื่อมถึงกันด้วยครีบ Dorsal Fin ขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการบิน จากการที่เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น

ส่วนปีก
. . . ปีกได้รับการติดตั้งไว้ด้านบนของลำตัว มีความยาว 33.6 เมตร ด้วยความที่มีพื้นฐานมาจากเครื่องร่อน ความยาวของปีกจึงมากกว่าความยาวของลำตัว ถึง 1.4 เท่า ช่องว่างภายในปีกไม่สามารถใช้เป็นถังน้ำมันได้ น้ำมันจึงถูกเก็บไว้ในถังแยกต่างหาก ทางด้านหลังเครื่องยนต์ ซึ่งสามารถสลัดทิ้งได้ ความแข็งแรงของปีก สามารถที่จะรองรับการติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ทไอพ่น และถังน้ำมันเสริมได้อีก
. . . ฐานล้อเป็นแบบพับเก็บได้ ฐานล้อหน้าเป็นล้อคู่ ฐานล้อหลัก มีเพียงด้านละหนึ่งล้อ พร้อมระบบเอบีเอส
. . . ระวางบรรทุกและห้องนักบินไม่สามารถปรับความดันบรรยากาศได้ ลำตัวมีประตูทางด้านหน้าสำหรับนักบิน เป็นแบบประตูบ้านคือมีบานพับ ทางด้านข้าง ด้านท้ายมีประตูด้านข้างทั้งซ้ายและขวาสำหรับนักกระโดดร่ม ส่วนด้านท้ายเปิดออกเป็นทางลาด กำหนดคุณลักษณะพื้นฐานของเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี ขึ้นมาใหม่

ห้องนักบิน

' . . มองด้วยมุมปัจจุบัน ย้อนไปในอดีตกว่าห้าสิบปี คงพอบอกได้ว่า ห้องนักบินของเครื่องบิน C-123 นั้นมันมีทั้งความเก๋า และความเขรอะอยู่ในภาพเดียวกัน ภายในกว้างเพียงพอสำหรับนักบินสองคน ช่างอากาศต้องนั่งอยู่นอกห้อง โดยใช้ที่นั่งสวิงแบบแขวนลอย แผงหน้าปัดบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการบินแบบ VFR แท้ๆ โดยมีเครื่องวัดประกอบการบินแบบ IFR ถูกนำไปติดตั้งภายหลัง ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยจะลงตัวนัก

' . . การวางมาตรวัดและสวิทช์ควบคุมต่างๆ วางไว้ในตำแหน่งที่เป็นต้นแบบให้กับเครื่องบิน C-130 โดยเฉพาะพวงมาลัยที่ใช้บังคับล้อหน้า มีรูปร่างและขนาดไม่ต่างจากเครื่องบิน C-130 แต่อย่างใด ที่ดูยุ่งเหยิงมากคือ คันบังคับควบคุมเครื่องยนต์ แม้มีเพียงสองเครื่อง แต่มีคันควบคุมมากถึง 8 คัน ประกอบด้วย Throttle 2 คัน propeller 2 คัน Mixture 2 คัน และ Throttle 2 คัน (สำหรับนักบินที่สอง)
. . . การควบคุมพื้นบังคับ ใช้แรงโยกจากนักบินโดยตรง ผ่านระบบกลไกสายสลิงค์ ส่งแรงผ่านไปยังพื้นบังคับต่างๆ ซึ่งติดตั้งห่างไกลออกไปถึงยี่สิบกว่าเมตร โดยไม่มีระบบผ่อนแรง(Hydraulic)หรือนักบินกล(Auto Pilot) มาเสริมแต่อย่างใด ความขลังของมันอยู่ที่กระเดื่องหางเสือ มีตราสัญลักษณ์ของ Fairchild ผู้ผลิตติดอยู่
. . . หน้าต่างสองข้างเปิดออกได้ แบบเลื่อนไปทางด้านหลัง ไม่จำเป็นต้องปิดเมื่อทำการทำวิ่งขึ้น หากไม่กลัวฝนตกใส่ และกระแสลมจากภายนอกจะพัดผ่านเข้ามาพอดี พร้อมกับได้ยินเสียงของเครื่องยนต์ อย่างถนัดหู
เครื่องยนต์
. . . ในปีค.ศ.1951 เครื่องบินต้นแบบลำแรก XC - 123 ได้ขึ้นบินทดสอบเที่ยวบินแรกในวันที่ 14 ตุลาคม 1949 โดยใช้เครื่องยนต์ R2800 - 23 ลูกสูบ มีกำลัง 2,200 แรงม้า จำนวน 2 เครื่องยนต์ ต้นแบบที่สองถูกสร้างภายใต้รหัส XC-123A ก็บินมาเป็น ด้วยเครื่องยนต์ไอพ่น J - 47 turbojet จำนวน 4 เครื่องยนต์ ทดสอบบินเที่ยวแรก 21 เมษายน 1951 มันน่าจะได้ชื่อว่าเครื่องบินลำเลียงทางทหาร ที่ใช้ เครื่องยนต์ไอพ่น ลำแรกของสหรัฐฯ แต่เครื่องยนต์ไอพ่นล้วนๆไม่สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติการในสนามบินที่มีข้อจำกัดได้ เพราะต้องใช้สนามบินที่ราบเรียบ และความมีความยาวมาก C-123 จึงได้รับการสร้างต่อมาภายใต้รหัส C-123B ด้วยเครื่องยนต์ลูกสูบ


. . . เครื่องยนต์ R2800 เป็นของบริษัท Pratt & Whitney มีลักษณะเป็นเครื่องยนต์ลูกสูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ กระบอกสูบแยกออกจากกันเพื่อการระบายความร้อน ลูกสูบจัดวางเรียงแบบเป็นวงกลมซ้อนกัน 2 วง วงละ 9 กระบอก รวม 18 ลูกสูบ มีปริมาตร 46,000 ซีซี เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้งานกับเครื่องบินอย่างแพร่หลาย ทั้งเครื่องบินขับไล่ โจมตี และลำเลียง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่
F6F Hellcat, F4U Corsair
P-47 Thunderbolt.
B-26 Marauder
A-26 Invader
. . . ในรุ่นแรกผลิตกำลังได้ประมาณ 2000 แรงม้า และพัฒนาต่อมาจนถึง 2800 แรงม้า ด้วยชุดอัดอากาศแบบ Supercharge กำลังแรงม้าที่เกิดขึ้น ใช้หมุนขับใบพัดแบบ 3 กลีบของ ซึ่งเป็นแบบปรับมุม รีเวิสร์ได้ การควบคุมกำลังเครื่องยนต์ลูกสูบ กระทำโดยผ่านมาตรวัด Manifold ซึ่งจะแสดงความดันของไอดี ให้ทราบ
. . . ขณะวิ่งขึ้นแบบ wet ที่รอบ 2800 RPM ความดันของไอดี(manifold) ประมาณ 59.5 นิ้วปรอท
ถ้าวิ่งขึ้นแบบ dry ความดันของไอดีประมาณ 55 นิ้วปรอท
. . . กำลังเครื่องยนต์จะถูกจำกัดไว้ที่ความร้อนของหัวกระบอกสูบ (Cylinders Head Temp)ขณะวิ่งขึ้นอยู่ประมาณ 170-180 องศา C และเมื่อบินระดับ ช่างอากาศจะปรับไว้ที่ 200 องศา C
. . . น้ำมันที่ใช้เป็นน้ำมันแบบอ็อคเทน AV GAS 100/130 ที่มีความสามารถในการป้องกันการน๊อค ได้เป็นอย่างดี เป็นน้ำมันที่ซึ่งนักแข่งรถถวิลหา เป็นอย่างยิ่ง


. . . การติดเครื่องยนต์ C-123 เป็นเรื่องที่น่าสังเกตมาก เพราะขณะติด เมื่อมองจากภายนอก จะมีควันขาว ระเบิดออกมาจากเครื่องยนต์ จนน่ากลัว โชคดีที่ผู้โดยสารภายใน ไม่อาจเห็นกลุ่มควันได้ถนัดนัก และถ้าเห็นอาจจะต้องขอเดินลงจากเครื่องบิน ยอมนั่งรถกลับบ้านดีกว่า จากการที่มันเป็นเครื่องยนต์ลูกสูบแบบดาว กระบอกสูบ และลูกสูบ บางตำแหน่งจะต้อง มุนกลับหัวลง เมื่อจอดไว้ทั้งคืน น้ำมันหล่อลื่นอาจซึมผ่าน มาในห้องเผาไหม้ ทันทีที่สตาทร์ และเกิดการอัดตัวของอากาศผสมกับน้ำมันหล่อลื่นจะกลายเป็นควันขาว (ยังไม่มีการเผาไหม้) จนเมื่อกลับใบพัดหมุนไปได้ 15 กลีบ นักบินที่สองจึงจะหมุนสวิทช์จุดระเบิด ให้เกิดการสันดาป คราวนี่แหละ ทั้งควันขาว และควันดำ ตลอดจนเสียง ปุ ปุ บรึ้ม บรึ้ม บรึ้ม จะคะนองคำรามตามมา เมื่อใบพัดมีความเร็วสูงขึ้น และน้ำมันหล่อลื่นตกค้างหายไป ควันต่างๆก็จางหายไป นั่นคือ ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ R2800 ที่พร้อมจะทำงาน
. . ภาพการสตาทร์ คลิกhttp://www.youtube.com/watch?v=D7iFfEdMs5I
. . . ระหว่างปีค.ศ. 1966 -1969 เครื่องบินC-123B จำนวน 184 ลำได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็กแบบ J85 jet engines ที่ใต้ปีกด้านละหนึ่งเครื่องสามารถเพิ่มน้ำหนักบรรทุกได้อีก 5000 ปอนด์ กำหนดรหัสใหม่เป็น C-123K ทำให้มีกำลังเพิ่มขึ้น ใช้สนามบินได้สั้นกว่าเดิม และมีอัตราไต่สูงขึ้นมาก ทั้งยังเป็นกำลังสำรองเผื่อไว้ในกรณีเครื่องยนต์ลูกสูบขัดข้อง เครื่องยนต์ J85 เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้งานกับเครื่องบิน F-5, A-37 Dragonfly ให้แรงขับเพิ่มขึ้น 2850 ปอนด์ จึงเป็นเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยกันอย่างดีสำหรับช่างอากาศไทย และที่น่าแปลก คือเป็นเครื่องยนต์เจ็ทที่ใช้น้ำมันอ็อคเทน AV GAS 100/130 ร่วมกับเครื่องยนต์หลัก ซึ่งส่วนมากจะใช้น้ำมัน JP-4 JP-8 หรือ A-1 เครื่องยนต์เจ็ทคู่นี้ จะถูกใช้ในการวิ่งขึ้น เมื่อเครื่องบินวางระดับแล้ว เครื่องยนต์เจ็ทจะถูกดับ ซึ่งจะรู้สึกได้ทันทีเหมือนกับเครื่องบินถูกเบรคและจะถูกสตาร์ทขึ้นใหม่อีกครั้ง ก่อนที่จะร่อนลงสนาม เพื่อเป็นกำลังสำรองเผื่อไว้หากจำเป็นต้อง Go-Around
ภารกิจ
. . . เครื่องบินลำเลียง C-123 เกือบจะไม่ได้รับการเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ เพราะขณะนั้นกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งยังคงมีอิทธิพลยู่กับวงการบิน ได้ให้ความสนใจกับเครื่องบิน C-7 Caribou แต่ด้วยขีดความสามารถที่สูงกว่า บรรทุกได้มากกว่า และปฏิบัติภารกิจได้หลายรูปแบบ จึงทำให้อดีตเครื่องร่อนกลายไปเครื่องบินไอพ่น สร้างรอยตำนานนักรบแห่งท้องฟ้าได้อย่าง ไม่หวั่นเกรงใคร
. . . C-123B ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ลำเลียงทหารได้ 61 นายพร้อมอาวุธครบมือ หรืออาจะเปลี่ยนเป็นเครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยได้ 50 เตียง พร้อมหมอพยาบาลอีก 6 นาย แต่ด้วยที่มันเปิดท้ายได้ และมีห้องระวางบรรทุกกว้าง มันได้ถูกนำไปใช้ในภารกิจพิเศษ ต่างๆ มากมาย ได้แก่
การพ่นสารเคมีฝนเหลือง
การดัดแปลงเป็นเครื่องบินชี้เป้าให้แก่เครื่องบินขับไล่ (Black Spot) โดยนำไปติดตั้งไฟส่องสว่างกำลังสูง และแอบปฏิบัติการลับให้แก่ CIA (AIR AMERICA)
การค้นหาและกู้ภัยในทะเล HC-123B
การสนับสนุนการปฏิบัติการแถบขั้วโลก C-123J ซึ่งติดตั้งสกีซึ่งหดได้สำหรับการปฏิบัติการใน กรีนแลนด์ และ อลาสกา ในสภาพที่มีหิมะและหนาวจัด


การปฏิบัติการ " Operation Ranch Hand "
. . . ความหนาทึบของป่าในเวียดนามและลาว ทำให้ทหารคอมมิวนิสต์ ใช้ความหนาทึบ สร้างความได้เปรียบในการปฏิบัติการ เช่น การซุ่มยิง การซ่อนพราง การลำเลียงอาวุธ และการส่งเสบียงต่างๆ กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องการทำลายความหนาทึบของป่า และวิธีที่สหรัฐฯเคยทำคือ การพ่นยา แต่การปฏิบัติการ มิใช่การพ่นยา จากกระป๋อง หรือเครื่องพ่นแบบสะพายหลัง


. .. . เพื่อที่จะให้ใบไม้ทั้งป่า หลุดร่วง กองทัพสหรัฐฯ เลือกใช้เครื่องบิน C-123 ติดตั้งเครื่องฉีดสเปรย์ แบบพิเศษ ความเข้มข้นของสงคราม ถึงกับทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้ฝนเหลือง( Agent Orange ) พ่นลงในป่า และพื้นที่เพาะปลูกของประเทศเวียดนาม เพื่อทำลายพืชผลที่เพาะปลูก เป็นการตัดกำลังบำรุงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ อีกด้วย
. . . ปี ค.ศ.1961 เครื่องบินC-123B สามลำแรก ถูกส่งถึงเวียดนามใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ ภารกิจพิเศษ คือ การพ่นสารเคมี ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า เพื่อให้มองเห็นข้าศึกได้ง่าย เครื่องบิน C-123B ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ฉีดพ่น ได้รับรหัส U นำหน้าได้แก่ UC - 123B และ UC - 123K
ฝนเหลือง มีหลายชนิด หลายสี หลายสูตร แต่วัตถุประสงค์หลัก คือ ทำให้ใบไม้ล่วง โดยไม่มีใครท้วงติงว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นในกาลต่อมาเป็นอย่างไร
ไม่มีใครทราบว่า
จะต้องใช้ ความเข้มข้น ของสารเคมี ต่อพื้นที่ ในอัตราส่วนเท่าไร ??
พ่นไปแล้วรอนาน แค่ไหน??? กว่าใบไม้จะล่วง
ด้วยความกว้างใหญ่ของประเทศเวียดนาม จึงต้อง
ใช้เครื่องบิน UC - 123B และ UC - 123K พ่นฝนเหลือง เกือบทั้งประเทศ


. . . มันเป็นภารกิจที่สร้างความอื้อฉาวให้แก่กองทัพ และเครื่องบินC-123 เพราะมันมิได้เพียงแต่ทำให้ใบไม้ล่วงเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ พืชและสัตว์ต้องตายไปด้วย เมื่อสารพิษไหลลงแม่น้ำ ปลาและชีวิตเล็กๆต้องตายไปด้วย ผลกระทบยังคงอยู่ทุกวันนี้

ความยากของภารกิจ
. . . การบินพ่นยาเป็นการบินในระดับความสูงเพียง 100 -150 ฟุต เหนือพื้น เท่านั้น แม้ในพื้นที่โล่ง ก็นับว่ายากอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่จะเลี้ยว ต้องไต่ระดับสูงขึ้นมาอีก หนึ่งร้อยฟุต เพื่อมิให้ปลายปีก เขี่ยกับยอดไม้ การบินต่ำในภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา สูงต่ำสลับไปมา บ่อยครั้งที่ยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เป็นหมอก ฝนอีก จึงนับว่าเป็นภารกิจที่เสี่ยงอันตรายมาก อีกทั้งเครื่องบิน C – 123B มีกำลังไม่สูงมากนัก แต่ต้องบรรทุกสารเคมี ที่มีน้ำหนักมาก ปฏิบัติการแบบหมู่บิน หลายลำ ที่บินห่างกันเพียงแค่ 240 ฟุต และที่น่ากลัวที่สุด คือ มีข้าศึกพร้อมอาวุธ รอคอยการปรากฎกายของเครื่องบินลำใหญ่ บินช้า
มันไม่ต่างอะไรกับเป้านิ่ง
ย้อนไปที่ต้นกำเนิด ด้วยเครื่องบิน C – 123 มีพื้นฐานมาจากเครื่องร่อนโดยตรง
เน้นที่การร่อนลง มิใช่การไต่ขึ้น
เครื่องยนต์ R2800 ที่นำไปติดตั้ง เพียงพอที่จะทำให้เครื่องร่อนกลายเป็นเครื่องบินได้
แต่ยังเป็นจรวดไม่ได้
. . . เมื่อต้องรองรับน้ำหนักบรรทุกจำนวนมาก และต้องรีบไต่ขึ้นในบางสถานการณ์ สมรรถนะของเครื่องบิน C-123B จึงถูกจัดอยู่ในจำพวกอืดอาด อ่อนกำลัง เครื่องยนต์ 2000 แรงม้า เมื่อนำไปติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ขนาดเล็ก F4U Corsair บรรทุกน้ำหนักได้ราว 14,000 ปอนด์ (6,300 kg) รวมสองเครื่องยนต์น่าจะไม่เกิน 30,000 ปอนด์ แต่เมื่อนำมาติดตั้งกับเครื่องบิน C-123B ต้องรองรับภาระกรรมถึง 60,000 ปอนด์
. . . เมื่อถูกยิง นักบินต้องจึงปรับยุทธวิธี สวมหมวกบิน ติดเกราะให้แก่เครื่องบิน และใช้เครื่องบินขับไล่มาคุ้มกัน แต่ที่มีผลเลวร้าย ติดตามมาคือ การปรับเพดานบินให้สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นของฝนเหลืองขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว

ระหว่างปฏิบัติการมีเครื่องบิน C – 123B จำนวน 25 ลำ ถูกยิง และสูญเสียทั้งลำ 9 ลำ
ลูกเรือเสียชีวิต 28 คน โดยมีอัตราการถูกยิง คิดเป็นหนึ่งเที่ยวในทุกๆหกภารกิจ
เครื่องบิน C–123 ได้พ่นฝนเหลืองออกไป 19 ล้านแกลลอน
ครอบคลุมพื้นที่ 6 ล้านเอเคอร์ในเวียดนาม และ 128 ล้านเอเคอร์ ในลาว




การช่วยเหลือหน่วยปฏิบัติการพิเศษCCT จากค่าย Kum Duc

. . . เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 1968, เครื่องบินC – 123 ภายใต้นามเรียกขาน Bookie 771 บินโดยนาวาอากาศโท Joe M. Jackson และ Campbell นักบินผู้ช่วย และ TSgt Edward Trejo และ SSgt Manson Grubbs
. . . พวกเขาได้เข้าช่วยเหลือหน่วยปฏิบัติการพิเศษCCT จำนวน 3 นาย ขึ้นมาจากค่ายทหาร Kum Duc ทางภาคใต้ของเวียดนาม ค่ายทหารแห่งนี้กำลังจะแตกพ่าย ทหารสหรัฐฯได้รับคำสั่งให้ถอนตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้เครื่องบินC-130 เพื่อรับทหารออกไป กองกำลังเวียดกง กระจายอยู่ทั่วรอบฐานบิน โดยนำปืนกลมาตั้งไว้ที่สนามบิน โจมตีค่ายด้วยอาวุธหลายชนิดทั้งปืนเล็ก ปืนค. อาวุธอัตโนมัติ และปืนไร้แรงสะท้อน ค่ายถูกปกคลุมด้วยควันไฟ และกระสุนในคลังถูกทิ้งให้ระเบิดอย่างต่อเนื่อง พื้นสนามบินเต็มไปด้วยเศษซากการระเบิด นอกจากนี้มีเครื่องบิน 8 ลำได้ถูกทำลาย โดยอำนาจการยิงอันหนาแน่นของเวียดกงและมีเครื่องบินลำหนึ่งจอดขวางทางอยู่บนทางวิ่ง ทำให้ความยาวสนามบิน 6000 ฟุต เหลือใช้งานเหลือเพียง 2,200 ฟุต เท่านั้น
. . . เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนร่วมรบ น.ท.Jackson จะต้องหยุดเครื่องบินของเขาอย่างทันทีทันใด โดยใช้การรีเวิสร์ แต่นั่นก็จะทำให้เครื่องยนต์เจ็ทสองเครื่องที่จำเป็นต่อการวิ่งขึ้น ดับลงโดยอัตโนมัติไปด้วย ขณะเดียวกันสภาพอากาศได้เลวลงอย่างรวดเร็ว การสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจะกระทำได้อีกเพียงเที่ยวเดียว ก่อนที่เขาจะร่อนลงไปช่วย แม้ตระหนักดีถึงอันตราย และหนทางสู่ความล้มเหลว แต่ น.ท.Jackson เลือกที่จะพยายามลงไปช่วยเหลือ เพื่อนร่วมชาติที่ติดค้างอยู่


. . . ด้วยระดับความสูง 9000 ฟุต ห่างจากสนามบินเพียงไม่กี่กิโลเมตร เป็นมุมร่อนที่กระชั้นมาก
. . . น.ท.Jackson บังคับให้ปลายจมูกของเครื่องบิน C - 123 จี้ลงไปยังพื้นดินตรงหน้า โดยเอียง rudder กับ aileron อย่างเต็มที่ ในทิศทางตรงข้าม
. . . เครื่องบิน C - 123 ทิ้งตัวดิ่งลงจากฟากฟ้า เหมือนก้อนหินตก มาอยู่เหนือระดับยอดไม้ ในเวลาอันรวดเร็ว น.ท.Jackson บังคับให้เครื่องบินกลับมาในท่าทางการบินปกติได้ โผล่พ้นจากปรอยฝน มองเห็นขอบทางวิ่ง โดยเหลือระยะทางเพียง ไม่ถึงครึ่งกิโลเมตร
ความสูงขนาดนี้ เครื่องบินโดยทั่วไปอาจต้องใช้ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร และใช้เวลา 12 นาที ในการร่อนลง แต่น.ท.Jackson และเครื่องบิน C – 123 ของเขา อาจใช้เวลาน้อยกว่า 4 นาที ด้วยระยะทางน้อยกว่า 10 กิโลเมตร โดยยอมแลกกับอัตราตกที่สูงถึง 3000 ฟุตต่อนาทีในช่วงสองนาทีแรก.......ผู้เขียน

. . . ทหารเวียดกงแม้จะประหลาดใจ ที่เห็นเครื่องบิน C - 123 แหวกฟ้าลงมาอย่างคาดไม่ถึง แต่ก็ได้ใช้อาวุธยิงต่อต้านออกไป มันเป็นการฝ่าอันตรายอันคุ้มค่าของ น.ท.Jackson ที่นำเครื่องบิน C - 123 ไปหยุดลงได้ด้วยระยะเพียง 1,100 ฟุต ลูกเรือที่ร่วมบินเห็นกระสุนตกอยู่รอบตัว ได้ยินเสียงปืน และระเบิดสนั่น กลบเสียงเครื่องยนต์ทั้งสี่ หน่วยปฏิบัติการพิเศษCCT ที่ติดค้างอยู่รีบกรูกันขึ้นมาบนเครื่องบิน น.ท.Jackson รีบหันเครื่องบินไปทางทิศเหนือ ด้านตรงกันข้ามกับที่เพิ่งจะบินลงมา แล้วบินขึ้นในทันที เครื่องบิน C-123B ลอยตัวขึ้นจากพื้น โดยใช้ทางวิ่งน้อยกว่า 1100 ฟุต


. . . ทั้งๆที่ เครื่องบิน C - 123 ถูกระดมยิงหลายช่วง ในขณะร่อนลง ในระหว่างที่อยู่ในทางวิ่ง และในขณะที่บินออกไป เครื่องบินกลับไม่โดนจุดสำคัญ อย่างปาฏิหาริย์ การกระทำอันกล้าหาญของเขาที่ค่าย Kum Duc ทำให้ น.ท. Jackson ได้รับเหรียญ Medal of Honor และ Campbell ได้รับเหรียญ Air Force Cross TSgt Edward Trejo และ SSgt Manson Grubbs ได้รับเหรียญ Silver Star จากเที่ยวบินประวัติศาสตร์ ในระหว่างสงครามเวียดนาม
. . . เครื่องบิน C - 123 มีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ ในช่วงสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะในภารกิจทิ้งร่ม เพื่อส่งเสบียงสนับสนุนค่ายทหารที่ถูกโอบล้อม เช่น Plei และ Shau นักบินC - 123 ต้องร่อนลงแบบเป็นเกลียว ภายใต้สภาพอากาศอันพร่ามั่ว วีรกรรมสำคัญอีกครั้ง ในปี 1968 ช่วงดุเดือดของสงครามเวียดนาม เครื่องบิน123 ได้ช่วยส่งกำลังบำรุงทางอากาศ ให้แก่กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ในหุบเขา Khe Sanh ในระหว่างการปิดล้อมนานถึงสามเดือน กองทัพอากาศสั่งหยุดการปฏิบัติการของเครื่องบิน C – 130 แต่ยังคงเสี่ยงใช้เครื่องบิน C-123 ร่อนลง เพื่อไปส่งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น และรับทหารบาดเจ็บขึ้นมา ในการปฏิบัติการครั้งนี้มีเครื่องบิน C-123 จำนวน 5 ลำ เสียหาย
. . . ภารกิจสุดยอดอีกด้านหนึ่ง คือ ได้รับการดัดแปลงเป็นเครื่องบินโจมตี C-123K จำนวน 2 ลำหมายเลข 54-0691 และ 54-0698 ภายใต้โครงการ Black ซึ่งวางแผนใช้งานในสงครามเกาหลี เพื่อค้นหาหน่วยแทรกซึมที่แอบเข้ามาโดยทางเรือ แต่สงครามได้ยุติลงก่อน จึงได้นำมาใช้งานในสงครามเวียดนาม และเข้ามมาประจำการในประเทศไทย ที่ฐานบินอุบลฯ ในเดือนมกราคม ค.ศ.1969 ทั้งสองลำได้รับการติดตั้ง อุปกรณ์หลายชนิด
กล้องโทรทัศน์ Low Light Level TV (LLLTV),
Forward Looking Infrared (FLIR),
laser rangefinder.
และแท่นยึดระเบิด (Bomblets) สามารถใช้ได้กับ CBU-68/Bs
กำหนดรหัสใหม่เป็น NC/AC-- 123K

. . . เครื่องบิน UC-123K จำนวนหลายลำได้ย้ายมาประจำการ ที่ฐานบินนครพนมในไทย เพื่อใช้ในภารกิจชี้เป้าในเวลากลางคืน (FAC) สนับสนุนแก่ทหารราบ ในขณะรบติดพัน (Troops in contact TIC) ในทางตอนเหนือของลาว
. . . ปีค.ศ.1971 สงครามเวียดนามได้ถึงการลดลงความรุนแรงลง และสหรัฐได้เริ่มถอนทหาร มีการโอนเครื่องบิน C - 123 ให้แก่กองทัพเวียดนามใต้ ก่อนฤดูใบไม้ผลิ 1972 เครื่องบิน C - 123 ออกบินปฏิบัติการโดยใช้ลูกเรือเวียดนามใต้ทั้งหมด หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯได้ลดความช่วยเหลือแก่กองทัพเวียดนามใต้ เครื่องบิน C – 123 บางส่วนทอ.สหรัฐฯ ได้นำกลับไป ถอดอุปกรณ์พ่นยาออกไป เข้าประจำการในกองกำลังประจำรัฐ(Air National Guard) บางส่วนประจำการในฐานทัพอากาศPOPE เพื่อสนับสนุนการฝึกพลร่ม ให้แก่ ทบ.สหรัฐฯจากค่าย Fort Bragg และ Fort Benning ที่อยู่ติดกัน ในรัฐนอทร์แคโรไรน่า
. . . เครื่องบิน C – 123 ยังได้เข้าประจำการในกองทัพประเทศต่างๆอีก ดังนี้ ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประเทศเวเนซูล่า ฟิลิปปินส์ เอลซาวาดอร์ และไต้หวัน ซึ่งได้ปลดประจำการออกไปหมดแล้ว


C-123 ในประเทศไทย
. . . ผู้เขียนจำได้ดีว่า เมื่อยังเรียนอยู่ในชั้นประถม 6 ราวปี พ.ศ.2517 ที่โรงเรียนเมืองใหม่ จ.ลพบุรี ขณะนั่งเรียนอยู่บนชั้นสองของอาคารเรียน สามารถมองมายังสนามกระโดดร่มค่ายเอราวัณได้อย่างชัดเจน บางวันได้เห็นเครื่องบิน C – 123 นำนักเรียนพลร่มขึ้นฝึกกระโดดร่ม อยู่หลายเที่ยวบินติดต่อกัน มันเป็นแรงบันดาลใจ ที่สร้างให้เด็กไทยคนหนึ่งเกิดความใฝ่ฝันว่า วันหนึ่งเราจะมีโอกาสเหาะเหินเดินอากาศได้บ้าง
. . . เครื่องบินลำเลียงนี่เอง ที่ทำให้ธงชาติไทย ได้ไปโบกสะบัดเคียงคู่กับธงชาติประเทศอื่นได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในสงครามเกาหลี เราได้ส่งหน่วยบินลำเลียงวิคตอรี่ เข้าร่วมรบ โดยใช้เครื่องบินดาโกต้า C-47 ซึ่งบินโดยนักบินไทยและลูกเรือไทย เมื่อเครื่องบินเครื่องบินลำเลียงแบบC-123B เข้าประจำการ ทอ.ไทย จึงได้ใช้มันในการสนับสนุนการรบ ในสงครามเกาหลี และคาบเกี่ยวมาถึงสงครามเวียดนาม


นักบินไทย กับ c-123​

. . . มีบันทึกจากหลักฐานของทอ.สหรัฐฯว่า ในเดือนมีนาคม1964 (พ.ศ.2507) กองทัพอากาศไทยได้ร้องขอเครื่องบิน C - 123 จำนวน 2 ลำ ให้ติดเครื่องหมายกองทัพอากาศไทย มาใช้งานในประเทศไทย เพื่อแสดงถึงความเป็นไทยอย่างเด่นชัด ในเวียดนาม นายพล Westmoreland และคณะที่ปรึกษา รับคำขอส่งต่อไปยังกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิค แต่ไม่สามารถหาเครื่องบินC - 123 ให้ได้ จึงแนะนำให้นำนักบินไทยไปบินในเวียดนาม โดยใช้เครื่องบินC-123 ที่ไทยเป็นเจ้าของ และดูแลให้โดยสหรัฐอเมริกา โดยมีเครื่องหมายกองทัพอากาศไทยติดอยู่ ข้อตกลงที่ทำไว้ นักบินเหล่านี้ต้องไปในเวียดนามก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม และคาดว่าลูกเรือไทยจะสามารถบินเครื่องบิน C - 123 ที่ได้ตามมาตรฐานขั้นต้นที่กำหนดไว้อย่างทันเวลา ลูกเรือชุดนั้นประกอบด้วย 21 นาย ได้ผ่านการฝึกและพร้อมปฏิบัติการในวันที่ 22 กรกฎาคม 1966 โดยบินอยู่กับหน่วยบิน 315 Air Commando Wing ของสหรัฐอเมริกา
(อ้างอิง) http://www.globalsecurity.org/military/systems/aircraft/c-123.htm
พ.ศ.2507 เดือน พ.ค. กองบิน 6 C-123) เข้าประจำการ 4 เครื่อง และเดือนมิ.ย.2507 อีก 4 เครื่อง โดยเข้าสังกัดฝูงบิน 61

. . พ.ศ.2511 ฝูงบิน 61 ได้รับเครื่องบินC-123 เข้าประจำการอีก 4 เครื่อง รวมกับที่บรรจุอยู่เดิมเป็น 12 เครื่อง ถือได้ว่าเป็นฝูงบินขนาดใหญ่มากในสมัยนั้น

. . . พ.ศ.2514 หลังจากที่ได้จัดส่งหน่วยบินวิตอรี่เข้าร่วมภารกิจสงครามเวียดนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 หน่วยบินวิกตอรี่เสร็จภารกิจ ได้เดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งฝูงบิน 61 ได้รับ C-123 K เข้าประจำการจำนวน 8 เครื่อง

. . . พ.ศ.2519 หน่วยบินลำเลียงของกองบิน 6 ในสงครามเกาหลี ได้เดินทางกลับประเทศไทยหลังจากที่สิ้นสุดสงคราม

. . . ผลพวงของสงครามเวียดนาม ทำให้กองทัพอากาศไทยก็ได้รับมอบ เครื่องบินC-123B จากรัฐบาลสหรัฐฯ ตามโครงการช่วยเหลือทางทหาร ระหว่างในช่วงปีพ.ศ.2507-2516 จำนวน 22 ลำ เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติการลำเลียงทางยุทธวิธี โดยทอ.กำหนดใช้ชื่อว่า
เครื่องบินลำเลียงแบบที่๔ (บ.ล.๔) ได้มีพิธีมอบเครื่องบิน C-123 บีให้กองทัพอากาศไทย เมื่อ 14 พ.ย. 2511 ที่สนามบินตาชิกาวา ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงสงครามเกาหลี ตั้งแต่ ปี 2509 โดยร่วมบินกับ ฝูงบินที่ 19 ของสหรัฐฯจนกระทั่ง ปี พ.ศ.2514 กองทัพอากาศส่งหน่วยบิน เข้าสนับสนุนเป็นรุ่นสุดท้าย
หลังจากนั้นในปีพ.ศ.2516 -2519 ในช่วงสงครามเวียดนาม กองทัพอากาศ ได้รับมอบ C-123K อีก 20 ลำ ทอ.กำหนดใช้ชื่อว่า เครื่องบินลำเลียงแบบที่๔ก (บ.ล.๔ก) เมื่อนับจำนวนรวมกันแล้ว ทอ.ไทยมีเครื่องบิน C-123 มากเป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐฯ

การทิ้งร่มที่บ้านผาตั้ง

. . . บ้านผาตั้งเป็นรอยต่อระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว ในช่วงการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม การต่อสู้ในพื้นที่ที่เป็นป่าเขา กองทัพไทยมีความสามารถจำกัด ไม่อาจกระทำได้เต็มที่นัก จึงจำเป็นต้องใช้ทหารที่มีความชำนาญ
. . . . กองพล 93 (ก๊กมินตั๋ง) เป็นกองทัพของรัฐบาลจีน ภาคใต้ของจอมพลเจียง ไค เช็ก ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลจีนที่ส่งมารักษาชายแดนจีน-พม่า การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลจีนกับกองทัพทหารพรรคคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อ ตุง ทำให้เจียง ไค เช็ก พ่ายแพ้และหนีไปอยู่ไต้หวัน กองพล 93 ก็เลยกลายเป็นทหารไร้สังกัด หนีการกวาดล้างของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ก็มาตั้งหลักอยู่ที่เมืองเชียงลับ ในเขตประเทศพม่า โดยมีอาสาสมัครและครอบครัวลี้ภัยตามออกมาสมทบมากมาย จนได้จัดเป็นกองทัพได้ ๕ กองทัพ ภายใต้คำบัญชาการของนายพล หลี่ หมี

. . . ปีพ.ศ. 2504 รัฐบาลพม่าดำเนินการปราบปรามกองกำลังทหารจีนพลัดถิ่นเหล่านี้อย่างจริงจัง ทำให้กองกำลังของนายพลหลี่ หมี พ่ายแพ้ และกองทัพที่ 1, 2 และ 4 จำนวน 4,349 คน ได้ถูกส่งตัวไปไต้หวัน คงเหลือแต่กองทัพที่ 3 ของนายพลหลี่ เหวิน ฝาน และกองทัพที่ 5 ของนายพล ต้วน ซี เหวิน ที่ไม่ไม่ต้องการไปไต้หวันและได้นำกำลังอพยพหนีการกวาดล้างของพม่าเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยไต้หวันประกาศจะไม่สนับสนุนช่วยเหลือกองกำลังที่ตกค้างเหล่านี้อีก ในที่สุด กองทัพที่ 3 ก็มาถึงอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองทัพที่ 5 มาปักหลักอยู่ที่ดอยแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มอบหมายให้พลทหารเอกทวี จุลทรัพย์ และ พลโทเกรียงศักดิ์ ชนะนันทน์ เป็นผู้เจรจากับไต้หวันแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนในปี 2513 อเมริกาก็ได้ตกลงเข้ามาช่วย รัฐบาลไทยจึงอนุญาตให้กองทหารจีนอยู่ได้ในฐานะผู้อพยพ เพื่อเป็นกองกำลังกันชนตามแนวชายแดน ป้องกันการแทรกซึมของ ผกค.และพลอากาศเอกทวี ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่าบ้านสันติคีรี หมายถึงหมู่บ้านในขุนเขาที่สงบสุข ในขณะที่คนจีนเรียกว่าเรียกดอยนี้ว่า เหมย ซือ เล่อ อันเป็นความหมายเดียวกันว่า ดินแดนที่มีความสุข

. . . หลังจากนั้น กองกำลังทหารจีนของนายพลต้วน ซึ่งภายหลังได้ชื่อว่ากองทหารจีนคณะชาติก็ได้เป็นกำลังสำคัญร่วมต่อสู้ต่อต้าน ผกค. ในแถบจังหวัดเชียงรายหลายครั้ง โดยสามารถลดอิทธิพล ผกค.บนดอยหลวง ดอยยาว และดอยผาหม่นลงได้มาก รวมถึงสมรภูมิเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ อันเป็นภารกิจสุดท้ายก่อนปลดอาวุธให้รัฐบาลไทย
. . . ระหว่างปี พ.ศ.2518-2520 สภาพภูมิประเทศในแถบนี้ยังคงเป็นป่าเขาหนาทึบ ไม่มีทางรถยนต์ผ่านขึ้นไปได้ ประชาชนกลุ่มนี้ได้รับความเดือดร้อน จากการประทังชีวิต สหรัฐอเมริกาผู้เคยช่วยเหลือ ก็มิได้ทอดทิ้ง ได้สนับสนุนงบประมาณ โดยผ่าน ทอ.ไทย ให้ใช้เครื่องบิน c-123 นำข้าวสารและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต โดยรับเสบียงจากสนามบินเชียงคำ แล้วบินไปส่งลงโดยใช้ร่ม ในแต่ละเที่ยว ได้ทิ้งกระสอบข้าวสารจำนวนนับร้อยกระสอบ ไปส่งให้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสองปี

ภารกิจในกองทัพไทย
กองทัพอากาศไทยได้ใช้เครื่องบิน C-123 ในกิจการของกองทัพหลายด้าน เช่น
การเคลื่อนย้ายหน่วยบิน และกองกำลัง
การบินเมล์ไปยังกองบินต่างจังหวัด และต่างประเทศ
เครื่องบินพระราชพาหนะ
ดำเนินการร่วมกองทัพบก ในการฝึกนักกระโดดร่ม อย่างเป็นประจำ
. . . การปรับโครงสร้างกองทัพอากาศ เมื่อปีพ.ศ.2520 ทอ.ได้นำเครื่องบิน C-123B ประจำการในฝูงบิน 601 และ C-123K ประจำการในฝูงบิน 602 กองบิน6 ดอนเมือง
. . . เครื่องบิน C-123B ได้ปลดประจำการออกไปก่อนในปีพ.ศ.2532 เมื่อฝูงบิน 601 มีเครื่องบินC-130 เข้าประจำการเพียงพอ C-123K ปลดประจำการเมื่อ พ.ศ.2536 ก่อนปลดประจำการได้เข้าฉากแสดงภาพยนตร์เรื่องแอร์อเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภารกิจลับ ของซีไอเอ ในระหว่างสงคราม หลังจากเครื่องบินได้รับการปลดประจำการไปแล้วกว่าสองปี และนำไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบินโคกกะเทียม ได้ถูกปลุกให้กลับขึ้นมาบินใหม่อีกครั้ง จำนวนสองลำ เพื่อสนับสนุนการทำฝนหลวง และบินต่อได้อยู่อีกราวสองปี จึงได้ปลดออกไปอย่างถาวร
. . . เนื่องจากการเข้าประจำการของเครื่องบิน C-123 ในกองทัพไทยเป็นข้อตกลงของการช่วยเหลือทางทหาร(MAP) เมื่อทอ.ไทยปลดประจำการเครื่องบิน C-123 แล้ว ต้องส่งคืน ทอ.สหรัฐฯ โดยผ่านหน่วยงาน JUSMAGTHAI จากนั้น หน่วยงานนี้ อาจจะนำเครื่องบินนี้ ไปให้ประเทศอื่นต่อ ก็ได้ และเมื่อไม่มีประโยชน์ทางทหารอีกต่อไป จึงประมูลขายให้แก่บริษัทรับซื้อของเก่า ซึ่งเราได้เห็น จอดอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆหลายแห่ง


ชมภาพภาพเครื่องบิน C-123 ของไทยได้จาก
http://www.pantown.com/board.php?id=32248&area=4&name=board2&topic=31&action=view

. . . ในปี 1975 เมื่อไซ่งอนแตก มีนักบินชาวเวียดนาม บินเครื่องบิน C-123 จำนวนหลายลำ มาลงในไทย ไม่นานต่อมาครั้นกรุงพนมเปญแตก เครื่องบิน c-123 ของกัมพูชา ได้บินมาลงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน จำนวนเครื่องบิน C-123 ในไทยจึงมีอยู่มาก ทั้งในและนอกบัญชี
. . หลังจากสงครามเวียดนาม ปี1975 ประเทศไทยได้รับ C-123 เพิ่มเติม จนสามารถ ตั้งฝูงบิน ได้ถึงสองฝูงคือ 601(C-123B) และ602(C123K) นับเป็นประเทศที่มี C-123 จำนวนมาก ในปี 1979 รัฐบาลไทย ได้มองหาวิธี ที่จะยืดอายุประจำการ ฝูงบินC 123 ออกไปอีก โดยได้ทำสัญญากับ บริษัท Mancro ซึ่งสนับสนุนโดย ทอ.สหรัฐฯ ในการดัดแปลง C 123B ไปใช้เครื่องยนต์ turboprop
. . . เครื่องบินต้นแบบหมายเลข C-123B 56-4357 (msn 20241) ถูกขุดขึ้นมาจากทะเลทราย หลังจากที่ถูกดองไว้นาน 4 ปี เครื่องยนต์ลูกสูบถูกถอดออก แล้วนำเครื่องยนต์ turboprop ของ Allison T56- A7 เข้าไปติดตั้งแทน ปีกได้รับการอุดรอยรั่วต่างๆเพื่อใช้เป็นถังน้ำมัน และกำหนดรหัสเป็น C-123T การลงท้ายด้วยอักษร T มีความหมายสองนัย
Tหนึ่ง หมายถึงเครื่องยนต์แบบ Turbo และ
Tสอง หมายถึง Thailand เพื่อจะเอาใจประเทศไทย


. . . นอกจากจะติดตั้งเครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องบินC -130 แล้ว ลำตัวเครื่องบินยังจำเป็นต้องติดตั้งระบบ APU ระบบไฮดรอลิคบังคับควบคุมบินแบบใหม่ ตลอดจนระบบทำความร้อนในระวางบรรทุก เพิ่มเติมอีกด้วย แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคหลายประการ และใช้งบประมาณสูงขึ้น บังคับให้รัฐบาลไทยยกเลิกโครงการนี้ในปี 1981 โดยรัฐบาลไทยได้มุ่งไปที่ การสั่งเครื่องบินC -130 ใหม่เอี่ยม เข้าประจำการ
. . . เครื่องบิน C-123 มีบทบาทในภารกิจการลำเลียงทางอากาศที่สำคัญ ในช่วงต้นของสงครามเวียดนาม การเข้ามาของเครื่องบินC -130 ซึ่งมีสมรรถนะด้านต่างๆ สูงกว่า ทำให้การใช้งานเครื่องบิน C-123 ลดน้อยลง แต่ยังคงมีบทบาทในบางภารกิจเฉพาะพิเศษ หลังสงครามเวียดนามยุติลง ทอ.ไทยได้รับเครื่องบิน C-123 จำนวนมาก และใช้ประจำการอย่างต่อเนื่อง อย่างคุ้มค่า ก่อนที่จะปลดประจำการออกไป







ขอขอบพระคุณ
พลอากาศเอกคธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา คณบดีสถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต
นาวาอากาศตรีนฤพล ชิณพงศ์ (บ.ไทยแอร์เอเชีย)
ภาพกราฟฟิค โดย คุณปรีชาพจน์ ผุสสราค์มาลัย​
 

Attachments



Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top