What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

C-17

skypig

Administrator
C-17
จำนวนผู้เข้าชม 8551 คน

C-17 Globemaster III


เครื่องบิน C-17 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ล่าสุดของ ทอ.สหรัฐฯ มีภารกิจหลัก คือ
การเคลื่อนย้ายกำลังทหาร และยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ จากระยะไกล
C-17 เป็นเครื่องบินไอพ่นสี่เครื่องยนต์ สามารถเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ที่มีน้ำหนักมาก
เช่น รถถังหรือปืนใหญ่ ออกแบบเพื่อให้นำหน่วยรบติดอาวุธ ส่งตรงสู่แนวหน้าในพื้นที่การรบ
ได้จากระยะไกล-โดยตรง ในทันที เครื่องบิน C-17 ยังตอบสนองต่อภารกิจทางทหารได้หลายรูปแบบ
ทั้งทางยุทธวิธี และยุทธศาสตร์
ทั้งในแบบ Airland และ Airdrop
Aeromedical และการปฏิบัติภารกิจพิเศษ
ปัจจุบัน C-17 เป็นแกนหลักในการสนับสนุนระบบการส่งกำลังทางอากาศของกองทัพสหรัฐฯ กองกำลังนาโต
และกองทัพที่แข็งแกร่งในอีกหลายประเทศ C-17บินข้ามทวีปได้
โดยอาศัยความสามารถในการเติมเชื้อเพลิงในอากาศ C-17 เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาของนายทหารฝ่ายเสนาธิการ
และเป็นกำลังใจให้แก่ทหารในแนวหน้า ได้เป็นอย่างดี โดยการนำส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ทุกประเภท
ไปยังฐานปฏิบัติการหลัก หรือฐานปฏิบัติหน้า ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
และนอกจากเครื่องบิน C-17 จะบินไกลข้ามทวีปได้แล้ว
เมื่อมันไปประจำการอยู่ในยุทธบริเวณการรบ มันยังมีสามารถปฏิบัติภารกิจยุทธวิธี ในพื้นที่การรบได้อีก เป็นอย่างดี
Globemaster III คือนามเรียกขานของ C-17 เป็นเครื่องบินลำดับที่สาม ที่ได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อนี้
ซึ่งเครื่องบินสองรุ่นก่อนหน้านี้ได้แก่ C-74 (Globemaster I) และ C-124 (Globemaster II)
คุณลักษณะสำคัญของ C-17 คือเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบไอพ่น ใช้เครื่องยนต์ turbofan
และได้การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้อีกหลายด้าน ได้แก่
การออกแบบปีก supercritical และ winglets เพื่อลดแรงต้าน และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพ รัศมีทำการเพิ่มขึ้น
ระบบชะลอความเร็ว
อุปกรณ์เพิ่มแรงยกแบบพิเศษ
และระบบฐานล้อแบบรับแรงกระแทกสูงซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้เกิดความสามารถ
ในการที่จะบินไปลงในสนามบินขนาดเล็ก ที่มีข้อจำกัด
ระบบชะลอความเร็ว(reverser) แบบผลักขึ้นด้านบน ทำให้สามารถลดความเร็วลงได้อย่างรวดเร็ว
โดยส่งผลต่อการฟุ้งกระจายของก้อนกรวดดิน เพียงเล็กน้อย และเกิดเสียงไม่ดังมากนัก
ประตูขนย้ายยุทโธปกรณ์ ออกแบบทางลาด และระบบยึดรั้งยุทโธปกรณ์ ที่สามารถปฏิบัติการได้
โดย loadmaster เพียงคนเดียว และพร้อมระบบที่พร้อมจะนำยุทโธปกรณ์
ออกจากระวางบรรทุกได้อย่างรวดเร็ว (offload) ทันที โดยไม่มีอุปกรณ์พิเศษ
การพัฒนา
หลังจากปี1970 กองทัพอากาศสหรัฐฯ เริ่มต้นมองหาเครื่องบินเพื่อเข้ามาทดแทน C-130 Hercules
ซึ่งมีประสิทธิภาพอย่างสูงในการใช้สนามบินสั้น ( STOL) ภายใต้โครงการ AMST
โดยมีสองบริษัทคือ Boeing เสนอ YC-14 และ
McDonnell Douglas เสนอ YC-15 เข้าร่วมโครงการ
แต่ยังไม่ทันประกาศผู้ได้รับการคัดเลือก โครงการ AMST ได้ถูกยกเลิกไปก่อน
ไม่นานต่อมากองทัพอากาศสหรัฐฯได้เริ่มโครงการ CX เพื่อพัฒนาเครื่องบินลำเลียง
ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า AMST เป็นโครงการระยะยาว เพื่อเพิ่มพูนยุทธศาสตร์การลำเลียงทางอากาศระยะไกล (Globe Reach Globe Power)

เครื่องบินต้นแบบ YC-15 ของ McDonnell Douglas ได้ถูกใช้เป็นพื้นฐานสำหรับ C-17 ในปี 1980 กองทัพอากาศสหรัฐฯ
มีเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่แบบ C-141 Starlifter เป็นจำนวนมาก และกำลังจะหมดอายุการใช้งาน
เมื่อได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ กองทัพฯตระหนักว่า ความเข้มแข็งของกองทัพจะคงอยู่ได้
เพราะประสิทธิภาพในการลำเลียงทางอากาศ ดังนั้น จึงได้ทำแผนความต้องการ (RFP) ขึ้นมา ในครั้งนั้นมีหลายบริษัทได้เข้าร่วมแข่งขัน
บริษัท Boeing ได้นำต้นแบบ YC-14 ต้นแบบของตนเข้าร่วม
บริษัท Lockheed ได้นำเครื่องต้นแบบ ซึ่งเป็นการผสมรวมระหว่าง C-5 และ C-141 เข้าร่วมประกวด
แต่แล้วใน ตุลาคม 1980 โดยบริษัท McDonnell Douglas ได้รับคัดเลือกที่จะพัฒนาอากาศยานใหม่
โดยใช้ YC-15 เป็นต้นแบบหลักในการพัฒนา ในที่ 28 สิงหาคม 1981 โดยกำหนดชื่อให้เป็นเครื่องบิน C-17 เป็นเครื่องบินลำเลียงที่มีความเร็วสูงขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น มีความประหยัดมากขึ้น โดยที่สามารถรองรับภารกิจต่างๆ ของเครื่องบินแบบเดิม (C-5 ,C-141) ได้ทั้งหมด
ขั้นตอนการออกแบบ
C-17 ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือน ธันวาคม 1985 การผลิตแบบจริงจังได้เริ่มขึ้น
โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตขึ้นมาราว 210 ลำ แต่แล้วปัญหา เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ได้เกิดขึ้น
ในเมษายน 1990 นาย Dick Cheney รมต.กลาโหมสหรัฐฯ ลดการสั่งซื้อเหลือเพียง 120 ลำ จึงเกิดความล่าช้า
C-17 ที่เป็นเครื่องบินต้นแบบได้ขึ้นบินเที่ยวบินแรก 15 กันยายน 1991
จากโรงงาน McDonnell Douglas ฝั่งตะวันตกใน Long Beach, California,
หลังจากล่าช้าไปจากกำหนดหนึ่งปีเต็ม ในระหว่างนี้เป็นช่วงเดียวกับทีบริษัท McDonnell Douglas ประสบปัญหาทางการเงิน
ต้องขายกิจการให้กับบริษัท Boeing เข้ามาดูแลโครงการ ต่อแทน และได้สร้างเครื่องบินต้นแบบอีก 5 ลำ เพื่อการทดสอบและประเมินค่า
ในปลายปี 1993 หลังจากที่ส่งมอบเครื่องบินไปได้เพียง 40 ลำ กลาโหมสหรัฐฯ
ได้ให้เวลาแก่ผู้รับเหมาสองปี เพื่อแก้ปัญหาการผลิตและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
หรือจะต้องเผชิญหน้ากับการสิ้นสุดสัญญา ในที่สุดบริษัท McDonnell Douglas เกิดการสูญเสียเงินเกือบ US $ 1.5 พันล้านในระหว่างนั้น
ในเดือนเมษายน 1994, C-17 โครงการยังคงประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่ายที่เกินอยู่
อีกทั้งผลการทดสอบบินพบว่า ประสิทธิภาพของเครื่องบินต้นแบบ ยังไม่ตรงกับความต้องการที่กำหนดไว้
ในเรื่องของน้ำหนักบรรทุก การใช้เชื้อเพลิง และรัศมีทำการ
ในระหว่างทดสอบบิน ยังประสบปัญหาจากกระแสอากาศด้านท้ายเครื่อง ซึ่งทำให้นักโดดร่ม บาดเจ็บ และมีปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ เช่น ซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์ และระบบฐานล้อ ซึ่งได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงในเวลาต่อมา
ในเดือนกรกฎาคม 1994 เอกสารของ GAO อีกชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่า C-17 สามารถใช้สนามบินที่กระจายอยู่ทั่วโลกได้มากกว่าเครื่องบิน C-5 ถึง 6,400 แห่ง กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ จึงปรับงบประมาณในการสร้าง C-17 แทนที่จะปรับปรุงเครื่องบิน C-5


เครื่องยนต์ และระบบชะลอความเร็ว
เครื่องยนต์ของ Pratt & Whitney รหัส F117-PW-100 (เครื่องยนต์รุ่นนี้ใช้ Boeing 757 เรียกว่า PW2040 series ). ให้แรงขับสูงถึง 40,440 ปอนด์
ติดตั้งไว้บน pylons ยื่นออกมาจากชายหน้าด้านล่างของปีก เครื่องยนต์มีการติดตั้งระบบ directed-flow thrust reversers


ระบบ reversers ของ C-17 ออกแบบเป็นพิเศษ ในการทำให้เกิดแรงขับถอยหลัง หรือชะลอความเร็ว โดยใช้กระแสไอพ่นจากสองส่วน คือ
ไอเสียด้านท้าย(Hot Exhausts )
และยังอาศัยกระแสอากาศจากใบพัดด้านหน้า (Cool Fan)
ซึ่งสามารถปรับกระแสไอพ่นย้อนกลับ ในระหว่างบินอยู่ในอากาศได้
ความสามารถของระบบนี้ ทำให้สามารถลชลอความเร็ว และใช้มุมร่อนได้ชันกว่าเครื่องบินอื่นโดยทั่วไป
เมื่อนำมาใช้งานบนพื้น เครื่องบิน C-17 จึงสามารถถอยหลังขึ้นบนเนินที่มีความชัน 2% ได้
และสามารถถอยกลับตัวบนสนามบิน หรือลานจอดแคบๆได้
ระบบ reversers ออกแบบให้กระแสไหลอากาศที่พ่นออกมา พุ่งขึ้นไปด้านบนโดยตรง ส่งผลให้แรงลมที่ออกมานั้น ไม่ไปเป่าฝุ่นให้คลุ้งกระจาย กระเด็นเข้าเครื่องยนต์ หรือไปโดน เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานอยู่โดยรอบ ความพิเศษของ C-17 ยังเกิดขึ้นจาก
The "externally blown flap"
เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของ C-17 คือ ระบบสร้างแรงยกแบบ propulsive ทำให้แรงยกเพิ่มขึ้นจากไอเสียเครื่องยนต์ โดยบังคับทิศทางแรงดันไอเสียจากเครื่องยนต์ยังผืนผิว flaps โดยตรง กระแสอากาศที่เกิดขึ้นจะสามารถทำให้ C-17 บินขึ้นหรือลงด้วยมุมชัน มากกว่าปกติ และมีความเร็วในการร่อนลง ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับความสามารถของเครื่องบินที่มีระวางบรรทุกถึง 160,000 ปอนด์แต่ใช้สนามบินสั้นที่มีความยาวเพียง 3000 ฟุต
ระบบ The "externally blown flap" or "powered-lift system". ช่วยนักบินให้สามารถร่อนลงสู่สนามบินด้วยความแม่นยำ เครื่องบินจะลงสัมผัสพื้นได้อย่างแม่นยำในจุดที่ต้องการ บนพื้นผิวทางวิ่งที่มีขนาดจำกัด C-17 สามารถทำเช่นนี้ได้ โดยบังคับทิศทางแรงดันไอพ่น ไปยังช่องว่างของ flaps ที่โค้งลง โดยตรง ลักษณะของการไหลของอากาศเช่นนี้ จะทำให้ปีกมีสัมประสิทธิ์แรงยกเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า ของเครื่องบินลำเลียงทั่วไป
ปีกแบบ "supercritical".
เช่นเดียวกันกับเครื่องบินรุ่นใหม่ C-17 ใช้ปีกแบบ "supercritical". ปีกเหล่านี้ออกแบบเพิ่มรัศมีทำการ เพิ่มความเร็วในการเดินทาง เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงดีขึ้น ประหยัดได้มากขึ้น ปีกแบบ "supercritical". จะเกิดคลื่นต้าน (shock waves) ออกมาน้อยกว่า ส่งผลให้เครื่องบินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น


ปลายปีกแบบ winglet
ในกลางทศวรรษ 1970 องค์การนาซา ได้พัฒนาแนวคิด winglet ปลายปีก โดยทำการวิจัยในอุโมงค์ลม Winglets เป็นครีบขนาดเล็ก ติดตั้งไว้ปลายปีกแต่ละด้าน ในแนวตั้งฉากกับพื้นผิวปีก ทำให้เครื่องบินบินผ่านอากาศอย่างราบเรียบมีประสิทธิภาพมากขึ้น. Wingtip จะบังคับกระเสอากาศให้ไหลโค้ง เกิดแรงผลักเครื่องบินไปด้านหน้า คล้ายกับใบเรือของเรือใบ แนวคิดนี้ ได้นำไปใช้งานบนเครื่องบินขนาดเล็กแบบ Gates Learjet Model 28 เป็นครั้งแรก และต่อมาทดสอบเพิ่มเติมกับเครื่องบินขนาดใหญ่อย่างเครื่องบิน DC-10 เป็นเครื่องบินทดสอบของนาซา Winglets ถูกติดตั้งในเครื่องบิน KC-135A ซึ่งมีภารกิจในการเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และการบินทดสอบกระทำอย่างต่อเนื่องที่ Dryden ในปี 1979 และ 1980 ในได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี จึงนำ winglets มาใช้กับเครื่องบิน C-17
เครื่องบิน C-17 ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุผสม (composites) เป็นจำนวนมากถึง 16,000 ปอนด์ โดยนำมาสร้างเป็นพื้นผิวควบคุมการบินหลัก และส่วนประกอบทางโครงสร้าง ในส่วนที่เป็น หางเสือ rudders ผลิตขึ้นจากวัสดุประเภท graphite-epoxy
ห้องนักบินเป็นแบบGlass Cockpit ใช้นักบินเพียงสองคน ลดความซับซ้อน และเพิ่มความน่าเชื่อถือ


คุณลักษณะ
เครื่องบินสามารถปฏิบัติการได้โดยใช้ลูกเรือเพียง 3 นาย นักบินสองนายในห้องนักบิน และเจ้าหน้าที่ขนย้าย (loadmaster) อีกเพียงหนึ่งคนประจำห้องระวางบรรทุก
มีระวางบรรทุกสูงสุด (payload ) 170,900 ปอนด์ 72,500 ก.ก.
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดของ( takeoff gross) สูงสุด 585,000 ปอนด์
มีระยะปฏิบัติการโดยไม่ต้องเติมน้ำมันประมาณ 5,200 ไมล์ทะเล ขณะมีน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 130,000 ปอนด์
ความเร็วในการบินเดินทาง 450 knots (.77 มัค)




จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า เครื่องบินC-17 มีขนาดมิติอยู่ระหว่างเครื่องบินC-130 และเครื่องบินC- 5 แต่มีสมรรถนะด้านการบรรทุกสูงกว่า เครื่องบินC-130 ถึงสี่เท่า โดยมีความเร็วสูงกว่า เครื่องบินทั้งสองแบบ เครื่องบินC-17 ได้รับการออกแบบให้ปฏิบัติภารกิจได้ในสนามบินขนาดเล็ก C-17 สามารถที่จะบินขึ้นและลงจอดได้ บนสนามบินที่มีความยาว 3,000 ฟุต และแคบ 90 ฟุตได้ แม้ในพื้นที่จำกัด C-17 สามารถเลี้ยวหมุนกลับตัว โดยใช้ความสามารถในการถอยหลังกลับ จากการปรับทิศทางไอพ่น
C-17 มีลำตัวยาว 174 ฟุต ช่วงปีกกว้าง 170 ฟุต
ยุทโธปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ห้องระวางบรรทุกของC-17 ได้แก่ รถถังแบบ M1 (Abrams tank) เฮลิคอปเตอร์ทั้งลำ โดยไม่ต้องถอดใบพัดหรือชิ้นส่วนใดออก รถบรรทุกน้ำมัน C-17 สามารถเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพต่างๆ ได้เกือบทั้งหมด

ความเชื่อถือได้ และความง่ายในการซ่อมบำรุง คือสอง ข้อกำหนดสำคัญของเครื่องบินรบ ความเชื่อถือได้ของเครื่องบิน C-17 สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จถึงร้อยละ 92 โดยใช้ Man/Hour เพียง 20 ในการบำรุงรักษาต่อชั่วโมงบิน
โดยมีอัตราความพร้อมรบ (FMC Full Mission Capability) ร้อยละ 74.7
และอัตราความพร้อมรบภารกิจบางส่วน ร้อยละ 82.5 ( Partial Mission Capability )
ต่อการบิน 100,000 ชั่วโมงบิน
เครื่องบินC-17 ได้รับประจำการในหน่วยบัญชาการ Air Mobility Command ครั้งแรกที่ฐานทัพอากาศ Charleston AFB รัฐ South Carolina สังกัดกองบินลำเลียงที่ 437 และกองบินสำรองที่ 315 Airlift (Air Force Reserve).
ต่อมา23 มกราคม 2001 กองทัพอากาศได้คัดเลือกให้ฐานทัพอากาศ McGuire Air Force Base, รัฐนิวเจอร์ซี่ ได้รับเลือกเป็นฐานบินแห่งที่สองของ C-17 และต่อมาคือฐานทัพอากาศ Dover AFB, DE และ Charleston AFB, SC. ผลการสำรวจความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ทอ.สหรัฐฯ เน้นไปทางภาคตะวันออก East Coast ที่มีความต้องการ ในการเพิ่มจำนวนฐานบินของ C-17 มากขึ้น
กองทัพอากาศสหรัฐ มีความต้องการเครื่องบินลำเลียงเพิ่มเติม เพื่อให้ตรงกับความต้องการ อีก13 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบิน C-141 ที่ทยอยปลดประจำการออกไป ปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐ มีเครื่องบิน C-17ประจำการ จำนวน 185 ลำ บางส่วน ได้รับการประจำการ ในกองบัญชาการการฝึกและศึกษา ที่ฐานทัพอากาศ Altus AFB รัฐโอกาโฮมา เพื่อใช้ในการฝึกอบรมนักบินและเจ้าหน้าที่
ประเทศที่มีเครื่องบิน C-17 เข้าประจำการ
ประเทศอังกฤษ จำนวน 6 ลำ
ประเทศออสเตรเลีย จำนวน 4 ลำ,
ประเทศแคนาดาจำนวน 4 ลำ
ประเทศในเครือสนธิสัญญาNATO จำนวน 4 ลำ
ประเทศกาตาร์ จำนวน 2 ลำ
ประเทศสหรัฐอาหรับอิมมิเรต จำนวน 4 ลำ


การปฏิบัติการ
กองกำลังซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายทางอากาศได้ นับเป็นหัวหอก ในการเดินทัพของกองทัพบก เพราะนั่นทำให้หน่วยรบ สามารถจัดวางกำลังในทุกระดับชั้น ทั้งในระดับยุทธศาตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี ได้อย่างสะดวก
14 กันยายน 1997 เครื่องบิน C-17 จำนวน 8 ลำ ได้บินไปไกลกว่า 7,780 ไมล์ แบบไม่ลงหยุดพักที่ใดเลย ได้นำทหารของกองพลส่งทางอากาศที่ 82 แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ จำนวนกว่า500 นาย บินจากฐานทัพ Pope Air Force Base ในสหรัฐฯ ไปทิ้งร่มลงที่ประเทศคาซัคสถาน ระหว่างการฝึกผสม “CENTRAZBAT 97" นับเป็นการเคลื่อนพลทางอากาศที่ไกลที่สุด ในเอเชียกลางเท่าที่เคยผ่านมา


ต่างจากเครื่องบิน C-130 ซึ่งคนไทยได้เห็นกันบ่อยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม เครื่องบิน C-17 มักจะบินเข้ามาให้เห็นในช่วงการฝึกผสม และการเดินทางของประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่โดชคดีของคนไทย
ก่อนการแสดงการบินผาดแผลงของฝูงบินธันเดอร์เบิร์ด เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2552 จะเริ่มขึ้น การปรากฏกายของเครื่องบิน
C-17 ได้สร้างเสียงฮือฮา ได้อย่างน่าประทับใจ เครื่องบินC-17 บินเดี่ยว เข้ามาจากทางทิศใต้ของสนามบินดอนเมือง ด้วยความเร็วสูง เข้ามาลดความเร็วด้วยการเลี้ยวปีกลึก อย่างฉับพลัน เป็นการเปลี่ยนความเร็วและทิศทางการบินอย่างรวดเร็ว ด้วยความใหญ่ของลำตัว แม้จะอยู่ไกลตา แต่สามารถมองเห็นลีลาของมัน ได้อย่างถนัดตา ความใหญ่โตของมันกลับสวนทางกับ ท่าทางการบินของมัน อย่างฉงน แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เครื่องบินลำใหญ่ขนาดนั้น จะสามารถแสดงท่าทางการบินแบบนั้นได้
C-17 หมุนตัว บินกลับเข้ามาทางฝูงชนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยมุมเอียงปีกที่ลึกกว่าเดิม เรียกเสียงซูดซาด จากผู้ชมข้างล่าง ได้อย่างหวาดเสียว
C-17 วนกลับมาอีกรอบ คราวนี้ มันบินด้วยความนวยนาด การบินช้าขนาดนี้ ด้วยระดับความสูงต่ำขนาดนี้ เป็นการแสดงความสามารถของเครื่องบินและนักบินได้เป็นอย่างดี การแสดงของเจ้านกยักษ์จบลงด้วยการร่อนลงด้วยมุมชันมาก และสัมผัสพื้นด้วยแม่นยำ โดยใช้ระยะทางในการหยุดที่สั้นมาก แล้วทำการถอยหลังในทันที การบินโชว์เดี่ยวในเวลาเพียงสิบห้านาที สร้างความประทับใจให้แก่ฝูงชนอย่างยวดยิ่ง
C-17 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหาร โดยเฉพาะ ใช้สำหรับเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ ในการเคลื่อนย้ายกำลังอย่างรวดเร็ว มันมีความสามารถในการส่งกำลังหน่วยรบติดอาวุธไปยังในพื้นที่การรบ ได้อย่างทันที C-17 ยังสามารถปฏิบัติการทางลำเลียงยุทธวิธีขนาดเล็ก และการลำเลียงผู้ป่วยส่งกลับสายการแพทย์ ได้อีก


 

Attachments

skypig

Administrator
Boeing confirms

บริษัทโบอิ้งได้รับสัญญาขั้นสุดท้ายในการขายเครื่องบิน C-17 จำนวน 10 ลำให้แก่กองทัพอากาศอินเดีย

สัญญามูลค่า1.78 billion ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้รับการยืนยันเมื่อ 2 February จากการดำเนินการมายาวนานกว่าสามปี
ราคาเครื่องบิน C-17 โดยประมาณลำละ 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งติดตั้งด้วยเครื่องยนต์ Pratt & Whitney F117 จำนวน 4 เครื่อง

http://www.thaic-130.net/forums/attachments/3409/

. .กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้หยุดสั่งซื้อไปแล้ว หลังจากนำเข้าประจำการจำนวน 223 ลำ โดยที่ในปี2010 ได้สั่งซื้อเพิ่มอีก 10 ลำ


. .โครงการการสร้างเครื่องบิน C-17ขณะนี้ขึ้นอยู่กับการสั่งซื้อของประเทศต่างๆทั่วโลก โดยมีอัตราการสร้าง10 ลำต่อปี (โดยไม่มีการเพิ่มราคาต่อลำ/ราคาต่อลำคงที่) และบริษัทโบอิ้งยังคงพยายามขายเครื่องบิน C-17 ให้แก่กองทัพต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากการเข้าร่วมบินแสดงโชว์ในงานการบินต่างๆทั่วโลก และยังมีกองทัพอากาศออสเตรเลียแสดงความสนใจที่จะสั่งซื้อเพิ่ม
. . นาย Senator Claire McCaskill,วุฒิสภาของสหรัฐฯได้ร้องขอให้ US Federal Aviation Administration เร่งรัดขั้นตอนการออกใบรับรองความสมควรการเดินอากาศ เพื่อใช้งานทางพาณิชย์-พลเรือน ภายใต้รหัส BC-17 ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวได้เคยถูกปฏิเสธจากทางภาคการขนส่งพาณิชย์-พลเรือน มาก่อนครั้งหนึ่งแล้ว
การเสริมสร้างกำลังทางอากาศของอินเดียได้หันเหจากการพึ่งพารัสเซีย มาทางประเทศสหรัฐฯมากขึ้น โดยในปี 2011กองทัพอากาศอินเดียเพิ่งจะได้รับเครื่องบิน C-130J เข้าประจำการในกองบินปฏิบัติการพิเศษ การสั่งซื้อเครื่องบิน C-17 นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กองทัพอินเดียเข้มแข็งขึ้น ซึ่งย่อมทำให้ปากีสถาน และจีน อยู่นิ่งไม่ได้
 

Attachments

skypig

Administrator
กองทัพอากาศออสเตรเลียรับมอบ C-17
............กองทัพอากาศออสเตรเลียได้รับมอบเครื่องบินลำเลียง ขนาดหนักแแบบ C-17 เป็นลำที่ 6 เข้าประจำการ ที่ฝูงบิน 36 Squadron ฐานทัพอากาศ Amberley ใกล้เมือง Brisbane เมื่อ 1 พ.ย.2555


...บริษัทโบอิ้งได้ส่งมอบเครื่องิบน C-17 ให้แก่ทั่วโลกแล้ว รวม 248 ลำ โดยส่งมอบให้ทอ.สหรัฐฯจำนวน 218 และชาตอื่นๆ ได้แก่ แคนาดา, กาตาร์ อังกฤษ และสหรัฐอาหรับเอมิเรต และยังมีประเทศอินเดียที่ได้สั่งจองไปแล้ว นอกจากนี้ กลุ่มประเทศต่างๆในนาม NATOได้สั่งจองไว้อีก
 

Attachments

skypig

Administrator
เครื่องบิน C-17 มาปรากฏกายให้เห็นที่สนามบินดอนเมือง ก่อนการมาเยือนของ President Obama

 

Attachments

★โต้ ชาวร็อค★

Administrator
Staff member
เห็นชลบอกตอน Cobra gold 2013 ที่ผ่านมาก่อนกลับ c17 มาขนฮอ.ใส่ใต้ท้องไปที่เชียงใหม่ครับพี่

ผมไม่ได้เห็นตอน load แต่เห็นตอนเขาเอาฮอ.มาจอดไว้หน้า Tango ลำบะเลิ่มเลยครับ 2ลำ ดูไม่ออกว่าฮอฯ รุ่นอะไรครับ
 

skypig

Administrator
ประเทศคูเวต ได้รับเครื่องบินลำเลียงแบบ C-17 เป็นลำแรก มันมีสีภายนอกแตกต่างจาก ที่เคยใช้กันมา ผิวลำตัวถูกพ่นสีพื้นเป็นขาวทางด้านบน และสีเทาทางด้านล่าง แบบพิเศษ ในแนวสปอตร์กีฬา

บริษัทโบอิ้งได้ส่งมอบเครื่องบิน C-17 ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนนสองลำที่สั่งซื้อไว้ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557
C-17 จะเพิ่มขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ให้แก่กองทัพอากาศคูเวต ในปฏิบัติการทางทหารและพลเรือน รวมทั้งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ
คูเวตเป็นประเทศล่าสุดที่นำเครื่องบิน C-17 เข้าประจำการ ร่วมกองทัพอากาศของออสเตรเลีย, แคนาดา, อินเดีย, กาตาร์, สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรต และสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน C-17 ได้รับการผลิตขึ้นมาแล้ว 260 ลำ โบอิ้งกล่าวว่า บริษัท ฯ มีความความพยายามที่จะหาผู้ซื้อที่เหลืออีก 15 ลำ
 

Attachments



Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top