What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

C-2 Kawasaki

skypig

Administrator
C-2 KAWASAKI
[5 พฤษภาคม 2553 16:41 น.] จำนวนผู้เข้าชม 3900 คน

เครื่องบิน C - 2

Kawasaki


เครื่องบิน Kawasaki C - 2 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารของประเทศญี่ปุ่น สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำเลียง C - 1 และ C - 130H ที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน โครงการเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.2001 เครื่องบิน C – 2 (ซี-ทู) พัฒนาขึ้นมาโดยใช้พื้นฐานความรู้ร่วมกับเครื่องบิน P - 1 ซึ่งเครื่องบินลาดตระเวนรุ่นใหม่ อีกแบบหนึ่งของกองทัพญี่ปุ่น เพื่อให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนา ราคาค่าตัว และค่าปฏิบัติการลง
การออกแบบและพัฒนา
กองทัพอากาศญี่ปุ่นได้มองเห็นความจำเป็นในการใช้เครื่องบินลำเลียงรุ่นใหม่ และได้ศึกษาเครื่องบินลำเลียงแบบต่างๆทั่วโลก ที่มีอยู่อาทิ C-130J Super Hercules, C-17 Globemaster III, และ Airbus A400M แต่เครื่องบินเหล่านั้น ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของกองทัพได้
ในขั้นต้นกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกำหนดให้เครื่องบินลำเลียงรุ่นใหม่ มีน้ำหนักบรรทุก 26 ตัน โดยมีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 120 ตัน (240,000ปอนด์ 108.8 ตัน), ซึ่งต่อมากระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้เพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกให้สูงขึ้นไปถึง 30 ตัน (60,000 ปอนด์ )

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นจึงมอบหมายให้ บริษัท Kawasaki Heavy Industries บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้พัฒนา C-2 ควบคู่ไปกับเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบ P-1 เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายในการสร้าง จึงออกแบบให้ใช้เครื่องยนต์ โครงสร้างลำตัวหลัก ให้เหมือนกันมากที่สุด ในปี มูลค่าการวิจัยเครื่องทั้งสองแบบรวมกัน 345 พันล้านเยน (2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับโครงการสร้างเครื่องบิน P-8 Poseidon ของสหรัฐฯเพียงแบบเดียว ที่มีมูลค่าถึง $3.89 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัท Kawasaki ยังหวังจะขายเครื่องบินลำเลียงรุ่นใหม่นี้ในทางพาณิชย์อีก

บริษัท Kawasaki ได้เริ่มวางแผนผัง C - 2 และออกแสดงแผนแบบ ในงานแสดงการบิน Farnborough International Airshow ปี 2006 และอีกครั้ง ในงาน Paris International Air Show ปี 2007 ใช้รหัสว่า YCX ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็น CX เมื่อเครื่องบินต้นแบบเริ่มเป็นรูปร่างขึ้น มันจึงถูกกำหนดรหัสให้เป็น C-2
ส่วนปีก
ปีกของเครื่องบิน C-2 ติดตั้งไว้เหนือลำตัวเป็นแบบ Hi-Wing มีมุมลู่ไปทางด้านหลัง เพื่อตอบสนองในการบินย่านความเร็วสูง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปีกถูกยกให้สูงกว่าลำตัวมาก เพื่อให้ภายในลำตัวมีปริมาตรในการบรรทุกสูงสุด บริเวณรอยต่อของปีกและลำตัว จึงต้องถูกออกแบบให้ลู่ลม โดยแผ่นผิวลำตัว ค่อยปรับโค้งลงให้มาบรรจบกับเพดานห้องนักบิน ซึ่งกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างมาก และเมื่อรวมกับด้านล่างของลำตัว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดตั้งฐานล้อ ทำให้แทบมองไม่เห็นว่าลำตัวเป็นทรงกระบอก แต่มองดูเป็นความอวบอั๋นที่ลงตัว
ส่วนหางเป็นแบบ T-Tail แพนหางตั้งเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน โดยมีแพนหางระดับติดตั้งไว้ส่วนบนสุดของ ทั้งปีกและส่วนหาง เป็นรูปแบบที่ให้เสถียรภาพในการบินได้เป็นอย่างดี
ปีกมีความยาว 44.4 เมตรได้รับการติดตั้งแผ่นเสริมแรงยกแบบแสลท(Slat)ตลอดความยาวของชายหน้าปีก และติดตั้งแฟลป(Flap) ซึ่งมีลักษณะต่างกันสองชนิด บริเวณชายหลังปีก (installed full span slat and two kind of trailing edge flap) ปีกมีพื้นที่ 242 ตารางเมตร กว้างกว่าเครื่องบิน A400M ซึ่งทำให้ภาระกรรมของปีกมีน้อยกว่า การสร้างปีกบางส่วนยังได้ใช้งานได้ร่วมกับปีกของ เครื่องบิน P – 1
ลักษณะครีบหางเป็นแบบ T-Tail เช่นเดียวกับ 141 C -มีมุมเอนไปทางด้านหลังเล็กน้อย ส่วนหางใช้โครงสร้างร่วมกับ P - 1 ได้เช่นกัน และได้รับ ติดตั้งเรดาร์เซนเซอร์เตือนขีปนาวุธและรับการเตือนหาง


แผ่นกระจกส่วนหน้าของห้องนักบินที่ใช้ได้ร่วมกับ P - 1 มีขนาดใหญ่ เพื่อให้สังเกตการณ์ได้กว้าง และหน้าต่างแบบเปิดได้ ติดตั้งไว้ด้านข้างของเท้านักบิน
C - 2 ได้เพิ่มความสามารถในการเติมน้ำมันทางอากาศ โดยจะได้รับติดตั้งไว้เหนือห้องนักบิน ในเครื่องบินต้นแบบลำที่สอง
เครื่องบิน C – 2 ได้ขึ้นทดสอบบินเที่ยวแรกไปเมื่อ 26 มกราคม 2010 ณ ฐานทัพอากาศ Gifu Air Base เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง โดยปราศจากปัญหาทางเทคนิคใดๆ และได้ส่งมอบเครื่องบินต้นแบบลำแรกให้แก่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการประเมินค่า ในเดือนมีนาคม 2553 โดยที่ต้นแบบลำที่สองจะได้รับการติดตั้ง ระบบป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธ C-2 ได้รับการติดตั้งเรดาร์แจ้งเตือนไว้ บริเวณส่วนหน้าของห้องนักบิน เช่นเดียวกับ P - 1
เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ติดตั้งกับเครื่องบิน C-2 คือเครื่องยนต์ CF6 - 80C2K1F เป็นเครื่องยนต์ Turbofan แบบ high bypass ratio ที่ได้รับการพัฒนาโดย General Electric เครื่องยนต์นี้เป็นหนึ่งในตระกูลเครื่องยนต์ CF6 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสายการบิน โดยทอ.สหรัฐฯได้นำไป ติดตั้งให้กับเครื่องบินแบบ C - 5 Galaxy ในโครงการอัพเกรด


เครื่องบิน C 2 ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ไอพ่นแบบ Turbofan ขนาดใหญ่ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีที่เคยสร้างขึ้นมา ซึ่งมักได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ใบพัดแบบ turboprop ในปัจจุบันมีเพียง เครื่องบิน C - 1 ของญี่ปุ่นเอง และเครื่องบิน AN- 72 ของรัสเซีย เท่านั้น ที่ใช้เครื่องยนต์ Turbofan ในทางทางยุทธวิธี
เหตุผลที่เครื่องบิน C - 1 เลือกใช้เครื่องยนต์ Turbofan (Low By Pass) เนื่องจากต้องการให้เครื่องบินมีความเร็วสูง
แต่เหตุผลของ C - 2 ที่เลือกใช้เครื่องยนต์ Turbofan (Hi By Pass) เพราะขนาดลำตัว ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเครื่องบิน C - 1 มาก


เครื่องยนต์ turboprop ที่มีอยู่ในกิจการการบินทางทหาร มีกำลังไม่เพียงพอต่อน้ำหนักในการบรรทุก แต่พละกำลังของเครื่องยนต์ Turbofan ในสายการบินพาณิชย์ กลับได้รับการปรับปรุงให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้น้ำหนักบินขึ้นสูงสุดของ C - 2 เกือบจะกระทำได้เท่ากับ C – 141 รุ่นเก่าที่ใช้เครื่องยนต์มากถึง 4 เครื่องยนต์
CF6 - 80C2 เป็นเครื่องยนต์ เครื่องบินที่มีความเชื่อถือสูง ถูกนำมาใช้งานครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ทั้งในกองทัพและสายการบิน มีอัตราแรงขับอยู่ระหว่าง(Thrust Range) 40,000-72,000 ปอนด์



เมื่อพิจารณาไปถึงอัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักของ C - 2 คือ 0.39 นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด, มากที่สุด ในบรรดาเครื่องบินลำเลียงทางทหาร เช่นเดียวกับเครื่องบินต้นแบบ YC - 14 ของ ทอ.สหรัฐฯ
ด้วยอัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักมากสุดของ C - 2 สามารถให้ประสิทธิภาพทั้งในด้านความเร็วสูง และยังคงปฏิบัติการได้ในสนามบินที่มีความยาวจำกัด
เครื่องยนต์ CF6-80C2 นี้ได้นำมาใช้งานกับเครื่องบิน Boeing KC-767 and E-767, ซึ่งมีประจำการอยู่ก่อนแล้วในกองทัพอากาศญี่ปุ่น และเครื่องบินโดยสารได้แก่ A300/A310/A330 Boeing 747 MD-11 DC-10 E-4 KC-10 และAirbus 330 Tanker
เครื่องยนต์ APU เลือกใช้ของบริษัท Honeywell รุ่น 131-9 ติดตั้งไว้ทางด้านฐานล้อขวา
ฐานล้อหลักมีข้างละ 6 ล้อ จัดวางเรียงตามกัน (คล้ายกับ Boeing 777) เป็นผลให้ช่องเก็บฐานล้อมีขนาดใหญ่มาก การออกแบบลำตัว จึงจำเป็นต้องทำให้ซุ้มฐานล้อ ค่อยๆลาดโค้งขึ้นมาตั้งแต่ประตูด้านหน้า เพื่อให้ลดแรงต้านทานอากาศให้มากที่สุด ทำให้ C - 2 มีความเร็วในการเดินทางถึง 0.8 mach ที่ระดับความสูง 35,000 ฟุต เทียบเท่ากับเครื่องบินโดยสารเที่ยวบินทั้งหมด ซึ่งสามารถใช้เส้นทางบินร่วมกับเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ และนั้นย่อมเหนือกว่า เครื่องบินลำเลียงทางทหารทุกแบบ ที่มีอยู่ ซึ่งมีความเร็วไม่เกิน 0.8 mach
ห้องนักบิน
ระบบบังคับการบินของ C-2 ใช้แบบ Yoke ที่มีเทคโนโลยี Fly by Wire แฝงอยู่ แตกต่างจาก P - 1 ที่ใช้แบบ Fly by Light แผงผังการจัดวางปุ่มและหน้าปัดห้องนักบินออกแบบให้ใช้งานร่วมกันกับ P – 1 อาจแตกต่างไปบ้างเพียงบางส่วน เฉพาะในรายละเอียดของข้อมูลในจอแสดงผล เท่านั้น
ห้องนักบินเป็นแบบglass cockpit มาตรฐาน มีจอแสดงผล 6 จอ และยังได้รับการติดตั้งจอ HUD สำหรับนักบินสองคน จอHUDมีขนาดใหญ่ โดยที่เครื่องบินต้นแบบลำที่สองจะได้รับการติดตั้งระบบมองกลางคืน NVG เพิ่มเติม
C - 2 ต้องการนักบินในการปฏิบัติการเพียงสองนาย แต่ยังคงมีที่นั่งเสริมสำหรับลูกเรืออีกหนึ่งที่นั่ง ในการปฏิบัติการพิเศษ
ห้องนักบินติดตั้งระบบ tactical transport management ซึ่งสามารถควบคุมการปฏิบัติการขนถ่ายยุทโธปกรณ์ ได้อย่างรวดเร็ว ที่ระดับความสูงต่ำ
ที่นั่งของเจ้าหน้าที่ Loadmaster Station ได้รับการจัดวางไว้ด้านหลังห้องนักบิน ในห้องระวางบรรทุก แบบเป็นสัดส่วนเฉพาะ


ห้องระวางบรรทุกมีความยาว 16 เมตร ความกว้างและความสูงเท่ากันขนาด 4 เมตรความยาวทางลาดด้านหลัง (Ramp) 5.5 เมตร
มิติห้องระวางบรรทุก ขนาดนี้สามารถ รองรับยุทโธปกรณ์ของกองทัพญี่ปุ่นได้เกือบทุกชนิด แม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์แบบ CH - 47, EC - 225LP, หรือฐานยิงจรวด SAM Type 03
C - 2 มีความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 37.6 ตัน
ด้วยความสามารถในการบรรทุกสูงสุด C - 2 สามารถบินได้ไกล 5,600 กิโลเมตร
ที่นั่งสำหรับพลร่ม เป็นแบบชนิดพับติดด้านข้างของลำตัว และสามารถเพิ่มเติมได้อีก โดยติดที่นั่งเพิ่มไว้กลางลำตัว
ด้านหลังของลำตัวมีประตูเปิดได้ในอากาศ พร้อม air deflector เพื่อป้องกันกระแสอากาศ ติดตั้งไว้ภายนอกลำตัว ส่วนระวางบรรทุกด้านท้ายเป็นทางลาด เช่นเดียวกับ C - 17 หรือ A400M ซึ่งสามารถขนถ่ายยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยได้อย่างรวดเร็ว
ค่าใช้จ่ายตลอดอายุของ C - 2 ประมาณ 1,729.6 พันล้านเยน คำนวณโดยสำนักงานงบประมาณ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะผลิต C - 2 ขึ้นมา ประมาณ 40 ลำ และระยะเวลาประจำการประมาณ 40 ปี จึงมีค่าใช้จ่ายต่อลำคิดเป็น 43.2 พันล้านเยน
ค่าใช้จ่ายต่อปีของ C - 2 ประมาณ 1 พันล้านเยน ซึ่งนับว่าสูงกว่าของ A400M
ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาร่วมกันของ P – 1และ C - 2 ประมาณ 345,000,000,000 หรือ$2.9 billion แต่ยังนับว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการพัฒนาเครื่องบินP-8 Poseidon ซึ่งสูงถึง $3.89 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
สมรรถนะ
กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นต้องการให้เครื่องบิน C - 2 ลงจอดที่สนามบินTachikawa ซึ่งมีความยาวเพียง 900 เมตรได้ และที่สนามบินมีความยาวมากกว่า 2300 เมตร เครื่องบินต้องมีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 141 ตัน (282,000 ปอนด์ 127.9 ตัน), โดยสามารถบรรทุกสัมภาระได้ 37.6 ตัน (75,200 ปอนด์ 34.1 ตัน) และสามารถบินได้ไกล 6,500 km เมื่อไม่จำเป็นต้องบรรทุกน้ำหนักใดๆ
รูปทรงทางอากาศพลศาสตร์ของ C-2 ภายนอกมีลักษณะคล้ายกับเครื่องบิน C-17 ของสหรัฐฯอเมริกา และเครื่องบิน C-1 ของประเทศญี่ปุ่นเอง แบบชนิดที่เรียกว่า แพะกับแกะ จะผิดกันก็เพียงขนาดของลำตัว ที่ซึ่ง
C-2 เล็กกว่า C-17 สองเท่า (ประมาณจากน้ำหนักบรรทุก)
แต่ขนาด C-2 ใหญ่กว่า C – 1 ญาติผู้พี่สามเท่า
และเมื่อเทียบกับ C-130 เครื่องบิน C-2 ใหญ่กว่า เท่าครึ่ง


เครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ ที่เริ่มพัฒนาขึ้นมาในช่วงตั้งแต่ปี 2000 ล้วนแต่นำแนวคิดที่ได้จากเครื่องบิน C-130 มาเป็นหลัก ในการพัฒนาทั้งสิ้น บรรทัดฐานที่เครื่องบินเหล่านั้นต้องทำให้ได้ คือ
ต้องบินขึ้นให้ได้จากสนามบินที่มีความยาวเพียง 1000 เมตร
ด้วยพิกัดเช่นนี้เครื่องบิน C-130 ยังคงรักษาตำแหน่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และยังเหนือกว่าอีก ตรงที่สามารถบินกลับมาลงได้ ด้วยความยาวสนามบินเพียง 1000 เมตร โดยไม่เกี่ยงในเรื่องความขรุขระของพื้นผิวสนามบิน
แต่กับในด้านความเร็ว และความประหยัดแล้ว เครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ อย่าง A-400M และ C-2 เป็นต่อเครื่องบิน C-130 อย่างเห็นได้ชัด
A-400M มีความเร็วสูงสุด 0.7 Mach และความเร็วเดินทางประมาณ ที่ระดับความสูง 29,000 ฟุต
C-2 มีความเร็วสูงสุด 0.8 Mach และความเร็วเดินทางประมาณที่ระดับความสูง 35,000 ฟุต
C-130J มีความเร็วสูงสุด 0.5 Mach และความเร็วเดินทางประมาณ ที่ระดับความสูง 25,000 ฟุต




จากตารางสมรรถนะของเครื่องบิน เมื่อนำมาเปรียบเทียบเฉพาะ A400M กับ C-2
จะพบว่าเครื่องบินทั้งสอง มีสมรรถนะที่ใกล้เคียงกันมาก
ไม่ว่าจะด้าน นำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด น้ำหนักบรรทุก
ขนาดของลำตัว หรือ เพดานบินสูงสุด
c-2 ยังได้เปรียบกว่า ในด้านความเร็วเดินทาง ซึ่งเร็วกว่าอยู่มาก
หนำซำ ราคาของ C-2 ยังตำกว่า
และยังมีข้อดี ที่มีเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียว ลำพัง ที่พัฒนาขึ้นเอง และใช้ประจำการ ประเทศเดียว
แตกต่างจาก A-400M ที่หลายชาติ ร่วมมือกันพัฒนา และเมื่อประสบปัญหา หลายชาติมักจะตีรวน จนโครงการต้องชะงัก
C-2 จะได้เปรียบอย่างมาก ในการเดินทางไกลๆ
ซึ่งปัจจุบันสนามบินส่วนใหญ่ของพลเรือน มักมีความยาวไม่ต่ำกว่า 2500 เมตรทั้งสิ้น นั่นยิ่งทำให้สมรรถนะของเครื่องบิน C-2 เหมาะแก่การนำไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ แม้เครื่องบิน C-2 จะมีเป้าหมายหลักในการใช้งานในกองทัพญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ผู้บริหารของ Kawasaki ยังแอบหวังที่จะขายมันในเชิงพาณิชย์ในได้อีกด้วย โดยมองไปที่ สายการบินในประเทศ เช่น JAL หรือ ANA และหวังด้วยยอดขายที่สูงกว่านั้น คือสายการบินขนส่งระดับโลกอย่าง FEDEX และ DHL



ซึ่งหากเครื่องบิน C-2 สามารถขายให้กับสายการบินต่างชาติได้จริง นั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมการบินของญี่ปุ่น ได้รับการปลดล็อคแล้ว จากที่รัฐธรรมนูญที่เขียนให้โดยอเมริกัน ซึ่งห้ามมิให้ญี่ปุ่นผลิตเครื่องบิน เพื่อขายให้แก่ต่างประเทศ



pictures from http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html

เครื่องบินญี่ปุ่น
บริษัท Kawasaki มิใช่น้องใหม่ในวงการบิน อย่างแน่นอน มีตำนานการสร้างเครื่องบินมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง การสร้างมอเตอร์ไซด์สองล้อ เป็นแค่เพียงงานอดิเรก เท่านั้น บริษัท Kawasaki มีความใกล้ชิดกับบริษัทสร้างเครื่องบินจากสหรัฐฯหลายรายได้แก่
Lockheed Martin ในการซ่อมบำรุง เครื่องบิน P-3
Bell ในการซ่อมบำรุง the Bell 47 (KH-4), Vertol 107 II (KV107),
McDonnell Douglas ในการซ่อมบำรุง Helicopters 500D,
Hughes Helicopters ในการซ่อมบำรุง OH-6DA
และBoeing ในการสร้างและซ่อมบำรุง CH-47J Chinook
อุตสาหกรรมการบินญี่ปุ่น ยังได้ร่วมมือกับชาติต่างๆในยุโรป Eurocopter เพื่อผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ BK-117 มีผลงานการสร้าง เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์ ของตนเองล้วนๆให้แก่กองทัพอากาศญี่ปุ่น ได้แก่ เครื่องบินฝึก Kawasaki T-4 jet trainer และเฮลิคอปเตอร์ OH-1 และยังได้ร่วมมือกับบริษัท Embare ของบราซิลอีกด้วย
เครื่องบินที่สร้างขึ้นในญี่ปุ่น มิใช่ของใหม่ต่อประเทศไทย ในช่วงก่อตั้งกิจการการบินของไทย ขณะนั้น การบินยังคงขึ้นอยู่กับกองทัพบก ยังไม่มีกองทัพอากาศ กำลังรบทางอากาศของไทย มีเครื่องบินญี่ปุ่นเข้าประจำการ จำนวนกว่าแปดสิบลำ ซึ่งนั่นแทบจะเรียกได้ว่า Made in Japan ได้เลยทีเดียว เราเคยใช้เครื่องบินญี่ปุ่น ต่อกรกับเครื่องบินฝรั่งเศส มาแล้วอย่างสมศักดิ์ศรี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เราไม่อาจต้านทานกองทัพญี่ปุ่นได้ เราจึงยอมให้ญี่ปุ่นใช้ดินแดน แต่เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และเพื่อต้องการให้ไทยได้ชื่อว่า เป็นฝ่ายผู้ไม่แพ้สงคราม เราจึงต้องทำลายเครื่องบินญี่ปุ่นที่มีอยู่จนหมด จึงไม่เหลือร่องรอยไว้ให้เราได้ศึกษา



ข้อมูลจาก http://www.j-aircraft.com/research/jan_forsgren/j-aircraft_royal_thai.htm
โดย Jan Forsgren

ญี่ปุ่นเองเมื่อแพ้สงคราม จึงถูกควบคุมการผลิตด้านอุตสาหกรรมทุกด้าน ถูกห้ามขายอาวุธสงครามให้แก่ประเทศต่างๆ แต่บริษัทอุตสาหกรรมในประเทศ ก็มิได้ละทิ้งขีดความสามารถของตน โดยร่วมมือกับภาคเอกชนของสหรัฐฯ นำแผนแบบเครื่องบินรบต่างๆมาสร้างใช้เอง แล้วกำหนดรหัสต่อท้ายด้วยอักษร J อาทิ F-4J F-15J เป็นผลผลิตของชาติอย่างน่าภาคภูมิ
ต่างจากประเทศไทยของเรา ซึ่งครั้งหนึ่งกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว
เราเคยสร้างเครื่องบินได้เอง
เคยมีรถไฟความเร็วเท่ากับญี่ปุ่น


................ แต่ปัจจุบันรถไฟญี่ปุ่นมีความเร็วสูงกว่าเครื่องบินหลายแบบ ที่เราอาศัยการซื้อมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ ที่แม่ทัพบางคน มักจะภูมิใจ ที่ได้เป็นคนเซ็นต์สัญญาซื้อเครื่องบินรบจากต่างประเทศ เพราะหลงตนว่าเก่งในเชิงยุทธพาณิชย์ แต่แท้ที่จริงแล้ว กลับหลงเลยหน้าที่ในการป้องกันน่านฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของตน
................ เครื่องบิน C-2 เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่นใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชาตินักรบที่แท้จริง แม้จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประจำการในกองทัพญี่ปุ่น เพียงประเทศเดียวก็ตาม แต่เพราะมันมีสมรรถนะตรงตามความต้องการของกองทัพสมัยใหม่ และราคาที่ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับระดับเทคโนโลยี ที่ใช้ในการสร้างมันขึ้นมา และหากประเทศญี่ปุ่น ได้รับการผ่อนปรนในการขายอาวุธให้แก่ต่างชาติ เราอาจจะเห็นมันเข้าประจำการในกองทัพชาติอื่นๆ และกลายเป็นคู่แข่งของเครื่องบินลำเลียงทางทหารได้ทุกรุ่น ในอนาคตอันใกล้นี้เอง

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกจาก
http://www.heinkel.jp/yspack/ysf_c2_eng.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Kawasaki_C-X
http://www.aviastar.org/air/japan/kawasaki_c-1.php
http://www.khi.co.jp/products/aerospace/airplane_e.html
 

Attachments

skypig

Administrator
C-2 เครื่องบินต้นแบบ 202 ลำที่สอง กำลังทดสอบภายใต้อุณหภูมิหนาวเย็น ติดลบ 30-40องศา จอดไว้14 วัน
แล้วติดเครื่องยนต์โดยที่ไม่ต้องอาศัย เทคนิคใดๆ

Flight experiment of the C-2 transport aircraft in the open-air parking fourteen days of minus 30 - 40 degrees under adverse climatic conditions, ice thickness of 2-5 cm in the fuselage wing surface, technicians aviation fuel to the C-2 injected into the fuel, without any de-icing snow removal and there is no mechanical operation of the warm-up directly under the flight test.
 

Attachments

skypig

Administrator
เครื่องบินรุ่นนี้ มีศักยภาพ ที่จะเข้ามาทดแทน เครื่องบิน c-130 ของ ทอ.ไทย อย่างน่าสนใจ เป็นที่สุด
เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี รุ่นใหม่ ที่พัฒนาขึ้นมาแทนที่ C-130 ได้แก่
Embrare c-390 ของบราซิล
UAC/HAL Il-214 ของอินเดีย
ซึ่งต่างมีจุดร่วม เหมือนกันคือ
ต่างใช้เครื่องยนต์เพียง 2 เครื่อง
ปีกเป็นแบบปีกสูง Hi wing
 

skypig

Administrator
หากกองทัพอากาศไทย จะหาเครื่องบินมาทดแทน c -130 ผมคิดว่า เครื่องบิน C2 รุ่นนี้ น่าจะอยู่ในข่ายการพิจารณา
 

skypig

Administrator
การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คือเทคโนโลยี่ใหม่ ให้ความประหยัดทั้งการใช้งานและการบำรุงรักษา และ ที่ดีขึ้น คือความเร็วที่สูงกว่า สมรรถนะการบรรทุกมากกว่า
 

skypig

Administrator
ตอบโจทย์ ในปี2019 ตัวแทนบ.ล.8 คือ ตัวนี้ครับ
 


Flag Counter

ขอขอบพระคุณ

พลอากาศเอก อมฤต จารยะพันธ์
พลอากาศโท ปรีชาพล ผุสสราค์มาลัย
กัปตันสุทิพย์ สิริสรรพ (การบินไทย)
กัปตันยุทธการ ปุรินทราภิบาล (ไทยแอร์เอเชีย)
กัปตันราชันย์ สุดหล้า (ไทยแอร์เอเชีย)
นาวาอากาศโทสุรินทร์ คอทอง
นาวาอากาศตรีขวัญ สุภรสุข
คุณพงษ์ พินิจ นสพ.ไทยรัฐ

เว็บไซต์ "www.thaiC-130.net" จัดทำขึ้นเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2551
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา ยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง หากท่านสนใจที่จะร่วมสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น กรุณาติดต่อมายังผู้จัดทำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง



Contact Me
Lt.Col.Tirapong Kongsomrit
kongsomrit@yahoo.com
www.thaic-130.net
Top