What's new
  • ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ไทยซีร้อยสามสิบครับ, หากท่านพบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ของเรา
    หรือต้องการเสนอแนะประการใดสามารถโพสแจ้งได้ที่ ฟอรั่ม: Contact us/help info ,ขอบคุณครับ.
    แจ้งข่าวสารการอับเดทฟอรั่ม Thaic-130


    Live support: SKYPIG / Lt.Col.Tirapong Kongsomrit, e-mail: kongsomrit@yahoo.com
    กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
    Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

Utc เวลาของใคร

skypig

Administrator
UTC เวลาของใคร
[29 ตุลาคม 2553 18:50 น.] จำนวนผู้เข้าชม 3117 คน
UTC เวลาของใคร




วามหมายของเวลามีคำอธิบายต่างๆ นานา ตามความเชื่อของแต่ละคน
นักฟิสิกส์คิดว่า " เวลา คือ มิติหนึ่งของจักรวาล "
นักชีววิทยาคิดว่า " เวลา คือ ปัจจัยหนึ่งที่กำหนดพฤติกรรมของสัตว์และพืชให้ดำเนินไปอย่างสมดุลกับธรรมชาติ "
ผู้บริหารมองว่าเวลาคือทรัพยากรที่มีค่า ซึ่งได้มาอย่างไม่ต้องลงทุน แต่กลับมีอยู่อย่างจำกัด
แต่ในมุมมองของคนทั่วไป หลงคิดว่า " เวลา คือ ตัวเลขที่อยู่บนหน้าปัดนาฬิกา "
หากมีใครประดิษฐ์เครื่องข้ามเวลาได้ เด็กๆ คงอยากขี่มันไปในอนาคต แต่สำหรับผู้ที่อายุมากแล้ว คงอยากใช้มันย้อนอดีตกลับไป

จุดกำเนิดของเวลา
กาลครั้งหนึ่งแหล่งกำเนิดของนาฬิกาดีๆ มีชื่อเสียง เดิมอยู่ที่ประเทศสวิตแลนด์ แต่ปัจจุบันนี้ เมดอินแจแปน และไชน่า ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
นาฬิกาเป็นเพียงรูปธรรม ตัวแทนของเวลา วิวัฒนาการเรื่อยมา จากรูปแบบนาฬิกาแดด นาฬิกาทราย กะลาเจาะรู แบบเข็มอะนาล็อค มาจนถึงแบบตัวเลขดิจิตอล
ปฐมกาลของสรรพชีวิต…กับการกำเนิดของโลกและจักรวาล
เวลาและทุกสรรพสิ่งในจักรวาลล้วนมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน ซึ่งอาจก่อตัวขึ้น
ในความเงียบที่ยิ่งกว่าเงียบ หนาวเย็นเกินกว่าจินตนาการ
ไม่มีใครทราบว่าสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นนานเท่าไร…
เพราะ ณ สภาวะนั้นแม้แต่ “กาลเวลา” ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น
แต่ในความเงียบ และนิ่งสงัดนั้น…จักรวาลทั้งมวลกำลังหดตัวเข้า..เล็กลง…เล็กลง… จนถึงขีดสุด เหลือเพียงขนาดอณูอะตอมเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ไม่มีใครทราบว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร..
การระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาลที่เรียกกันว่า “บิก แบง

(Big Bang)” ก็อุบัติขึ้น…
เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของ “เวลา” ในเศษเสี้ยวของเสี้ยววินาที (10 ยกกำลังลบ43ของวินาที) อุณหภูมิความร้อนนับล้านล้านองศา (10 ยกกำลัง27 องศาเซลเซียส) ได้แผ่กระจายรังสีจนทั่วจักรวาล หลอมรวมให้องค์ประกอบของอณูอะตอม อันประกอบด้วย ควากซ์ อิเล็คตรอน นิวตรอน และโปรตอน ได้ก่อกำเนิดขึ้นและหลอมรวมจนกลายเป็นอะตอม.. เป็นกลุ่มก๊าซร้อน เป็นธาตุต่างๆ จนกลายเป็นดวงดาวของแกแล็คซี่ต่างๆ ในท้ายที่สุด…นับถอยหลังได้ราว 15,000 ล้านปีก่อน!
จากการเกิดบิกแบงในครั้ง “ปฐมกาล” คงไม่เป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงไปนัก ถ้าจะกล่าวว่า “การกำเนิดของสรรพสิ่ง..ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนโลก ย่อมเกี่ยวพันกับการกำเนิดของโลกและจักรวาลด้วยกันทั้งสิ้น” แต่คำถามที่ว่า “อะไรเป็นจุดหักเหให้ชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้นมา และแตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต?” ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจของนักวิทยาศาสตร์มาช้านาน….
นับจนถึงปัจจุบันโลกได้ถือกำเนิดขึ้นราว 6,200 ล้านปี ….
ปริศนา “จุดกำเนิดของชีวิต” คงยังไม่สามารถหาคำตอบได้ในเร็ววัน แต่ก็ดูเหมือนว่าในระหว่างทางนั้น เราจะได้รับความรู้และเข้าใจกลไกต่างๆ ของชีวิตมากขึ้นเป็นลำดับ ตามความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่นนั้นจึงอาจมีซักวันที่เราจะสามารถหาคำตอบ “ชีวิตมาจากไหน ?” พร้อมๆ กับตอบคำถามว่า “จุดกำเนิดของสรรพสิ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร ?” และเราจะอยากรู้มันไปทำไม ในเมื่อ

วันสิ้นโลก……..12/12/2012
กำลังจะมาถึง
มันจะจริงหรือไม่จริง ลองพลิกข้อมือของท่านดู
เลข 12 คือเลขมากที่สุด สูงที่สุด ที่นาฬิกามีได้
ที่มา
Please, Log in or Register to view URLs content!
เขตเวลาโลก / เขตเวลามาตรฐาน
โบราณกาลมนุษย์มีอิสระเสรี ไม่ขึ้นกับนาฬิกา อาศัยเคียงคู่อยู่กับเวลา จากการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นลงในแต่ละวัน ไก่เริ่มส่งเสียงขัน นกกาบินออกจากรัง
ตกกลางคืนก็อาศัยรูปร่างของดวงจันทร์ เป็นสิ่งสังเกต สัตว์และพืชก็อาศัยเวลา โดยการเคลื่อนที่ของโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โดยปราศจากนาฬิกา
ครั้นเมื่อมีสังคมเกิดขึ้น มีการนัดหมาย และการเดินทาง ความต้องการการบ่งบอกเวลา จึงต้องละเอียดมากขึ้น นาฬิกาทราย และกะลาเจาะรู เป็นเครื่องมือง่ายๆที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนเวลา และเมื่อมีการเดินทางไกลขึ้น ความแตกต่างของเวลาจากจุดเริ่ม จึงมีมากขึ้น จากการเดินทางด้วยเท้า และทางเรืออย่างเชื่องช้า พัฒนามาจนถึงโดยเครื่องบิน ซึ่งเร็วมากขึ้น ยิ่งทำให้เราได้รับผลกระทบจาก ความแตกต่างของเวลามากขึ้น เช่นอาการ JET LAG
เมื่อโลกเชื่อมโยงถึงกัน การนัดหมายผู้คนในถิ่นที่ต่างกัน ให้มาถึงพร้อมกัน จึงต้องมีการกำหนดเวลามาตรฐานขึ้น และการเดินทางทำให้เรารู้ว่าโลกกลม มนุษยชาติต้องใช้เวลานานกว่าจะเชื่อว่าโลกหมุนรอบตัวเอง และดวงอาทิตย์
โลกมีลักษณะกลมคล้ายผลส้ม เมื่อแกะเปลือกออกมา จะเห็นเป็นกลีบส้ม จำนวนหลายกลีบ คล้ายกับ การแบ่งเขตเวลาของโลก(Time Zone) โดยอาศัยเพียงเส้นลองติจูด 360 องศา แบ่งเป็นช่วงละ 15 องศา จึงแบ่งออกเป็น 24 เขตเวลา บนแผนที่



การนับเวลามาตรฐานของโลก เริ่มต้นจากเมืองกรีนวิช ( Greenwish ) ประเทศอังกฤษ เพราะช่วงเวลานั้นอังกฤษมีกองเรือครอบคลุมไปทั้งโลก กำหนดให้การเริ่มวันใหม่ เริ่มต้นที่เวลา 0000 นาฬิกา เขต Zero ด้วยอักษร Z(ZULU) ถัดมาทางตะวันออกของเมืองกรีนวิช (ทางขวาของแผนที่) 15 องศา เวลาจะเร็วกว่า 1 ชั่วโมง ถูกกำหนดด้วยอักษร A(ALFA) และต่อมาด้วย เขต B C จนถึง M
ทางตะวันตกของเมืองกรีนวิช (ทางซ้ายของแผนที่) 15 องศา เวลาจะช้ากว่า 1 ชั่วโมง ถูกกำหนดด้วยอักษร N(November) และต่อมาด้วย เขต O P จนถึง Y
หมายเหตุ เขตแบ่งเวลา Y บางส่วน จะไปบรรจบซ้อนทับกับเขต M ซึ่ง ณ จุดนี้ ถูกจัดให้เป็นเส้นแบ่งวัน ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับเมืองกรีนวิช พอดี

ประเทศไทยนั้น ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองกรีนวิชประมาณ 105 องศา ในเขต H พิกัดระหว่าง16°42′47″N, 98°34′29″E จังหวัดกาญจนบุรี และ 15° 15′ 4.6″ N, 04° 52′ 12.83″ E จังหวัดอุบลราชธานี ดังนั้นเป็นธรรมชาติ ธรรมดาอยู่เอง ที่เสียงไก่ขันยามเช้าใน จ.อุบลฯ จึงดังขึ้นก่อน จ.กาญจนบุรี
โดยที่กรุงเทพอยู่ตรงกลางพิกัด 13° 54′ 45″ N, 100° 36′ 24″ E เวลาของกรุงเทพ จึงเร็วกว่าเมืองกรีนวิชประมาณ 6 ชั่วโมง 41นาที 58.2 วินาที
ส่วนเวลาในประเทศไทยนั้นกลับอาศัยเวลา ของจังหวัดอุบลฯ ในการบอกเวลาของทั้งประเทศ
ประเทศไทยนั้น ในสมัยโบราณคนไทยกำหนดเวลาอย่างคร่าวๆ คือ ตอนดวงอาทิตย์ขึ้นเรียกว่า ย่ำรุ่ง เวลาดวงอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะพอดีเรียกว่า เที่ยงวัน และ เวลาดวงอาทิตย์ตกเรียกว่า ย่ำค่ำ ต่อมาได้มีการจัดตั้งกรมอุทกศาสตร์ และมีนาฬิกาใช้ จึงมีการกำหนดเวลาให้เร็วกว่าเวลาที่เมืองกรีนวิช ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการประชุมว่าด้วยอุทกศาสตร์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รัฐบาลไทยได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อให้สะดวกในการคิดคำนวณ ดังนั้นประเทศไทยจึงได้เปลี่ยนมาใช้เวลามาตรฐานเป็นเวลามาตรฐานของประเทศไทย โดยเป็นเวลาก่อนเวลามาตรฐานกรีนวิช 7 ชั่วโมงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2463 เป็นต้นมา


ประวัติความเป็นมาของการนับช่วงเวลาของไทย
ตามบันทึก พุทธศาสนาเกิดขึ้นก่อนคริตศาสนา 543 ปี โดยการนำ พ.ศ. 2553 ลบออกด้วยปีค.ศ.2010 ปี(2553-2010=543) ในสมัยที่ จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนประเทศไทยหลายอย่าง เช่นชื่อประเทศจาก "สยาม" มาเป็น "ไทย" ในพ.ศ. 2482
การนับช่วงเวลาของไทย มีประวัติความเป็นมาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ตามความเหมาะสม ดังนี้
แต่เดิมนั้น เราถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคติทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถือช่วงฤดูเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ คือถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ดังนั้นในอดีต วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย
แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้น ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ร.ศ. 108 ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นาวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมา เพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับวันทางสุริยคติ (แม้ว่าวันที่ 1 คำ เดือน 5 ปีต่อ ๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายนแล้วก็ตาม) ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับแต่นั้นมาครั้นถึงปี พ.ศง 2483
ในวันที่ 24 ธันวาคม คณะรัฐบาลในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้ใช้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นวันปีใหม่ตามสากลนิยม ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดานานาอารยประเทศ ซึ่งนิยมใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่กันทั่วโลก

ครั้นถึงปี พ.ศง 2483 ในวันที่ 24 ธันวาคม คณะรัฐบาลในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศให้ใช้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นวันปีใหม่ตามสากลนิยม ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดานานาอารยประเทศ ซึ่งนิยมใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่กันทั่วโลก

ที่มา : เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ . ประวัติศาสตร์ ป.3 . พิมพ์ครั้งที่ 1 . กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริญทัศน์
Please, Log in or Register to view URLs content!

โมง ทุ่ม ตี ยาม ย่ำ และไกลปืนเที่ยง
ในอดีต เมื่อครั้งนาฬิกายังไม่แพร่หลาย จึงมีให้เห็นเฉพาะสถานที่สำคัญ เช่นศาลาว่าการหรือวัดเท่านั้นที่จะมีนาฬิกาใช้ การส่งสัญญาณเพื่อบอกเวลาให้คนทั่วไปทราบ เพื่อกะประมาณการดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้อย่างถูกต้อง การส่งสัญญาณดังกล่าวจะใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัน กลายเป็นที่มาของหน่วยนับเวลาที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง
ในตอนกลางวันจะบอกเวลาโดยอาศัยการตีฆ้อง ซึ่งจะให้เสียงดัง “โหม่ง” โดยชั่วโมงแรกของวันตามทัศนะคนไทยคือ ๗ นาฬิกา ( เพราะนับจากเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นประมาณ ๖ นาฬิกา ไม่ได้ถือตามฝรั่งที่เอาเวลา ๑ นาฬิกาเป็นชั่วโมงแรกของวัน ) ทางการก็จะตีฆ้อง ๑ ครั้ง กลายเป็น ๑ โหม่ง หรือ ๑ โมงเช้า ไปจนถึงเวลา ๑๑ นาฬิกาหรือ ๕ โมงเช้า บางครั้งก็จะเรียกว่า “เวลาเพล” ตามเวลาที่พระฉันเพล
ส่วนเวลา ๑๘ นาฬิกานั้นจะเรียก ๖ โมงเย็นก็ได้ แต่ในอดีตจะใช้คำว่า “ย่ำค่ำ” เพราะเป็นเวลาคาบเกี่ยวระหว่างกลางวันกับกลางคืน พระก็มักตีกลองรัวในเวลานี้ก็อาจเรียกว่า ย่ำกลอง ได้เช่นกัน
เวลา ๑๘ นาฬิกานี้ พระมักจะ ย่ำกลอง ย่ำฆ้อง หรือ ย่ำระฆัง เพื่อบอกเวลาสิ้นสุดวันให้ชาวบ้านในชนบทได้รับรู้ ครั้นความเจริญมีมากขึ้นจนทุกบ้านต่างมีนาฬิกาใช้ บทบาทของการย่ำกลองจึงหมดไป
สำหรับเวลากลางคืนจะใช้กลอง เป็นเครื่องบอกเวลา เมื่อเลยเวลาย่ำค่ำมา ๑ ชั่วโมง (คือเวลา ๑๙ นาฬิกา ) ก็จะตีกลอง ๑ ครั้ง เสียงดัง “ตุ้ม” กลายเป็นเวลา ๑ ทุ่ม เมื่อเลยเวลาย่ำค่ำมา ๒ ชั่วโมง ( ๒๐ นาฬิกา ) ก็จะตีกลอง ๒ ครั้ง เสียงดัง “ตุ้ม ตุ้ม” กลายเป็นเวลา ๒ ทุ่มนั่นเอง และจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงเวลา ๒๓ นาฬิกาหรือ ๕ ทุ่ม หลังจากนั้นอีก ๑ ชั่วโมงก็เป็นเวลา “เที่ยงคืน”
หลังเที่ยงคืนไปแล้วจะเปลี่ยนมาตีแผ่นโลหะ เพื่อบอกเวลาแทนกลอง เข้าใจว่าเพื่อให้เสียงเบาลง จะได้ไม่รบกวนชาวบ้านที่กำลังหลับพักผ่อน อย่างไรก็ตาม เสียงตีแผ่นโลหะจะมีลักษณะแหลม การบอกเวลาในช่วงนี้จึงไม่ได้มีหน่วยเป็นเสียงเคาะแบบทุ่มหรือโมงอย่างเวลาช่วงก่อนหน้านี้ คงใช้คำว่า “ตี” นำหน้าจำนวนครั้งที่เคาะแผ่นโลหะ นั่นคือ เวลา ๑ นาฬิกา จะตีแผ่นโลหะ ๑ ครั้ง เรียกว่าเวลาตีหนึ่ง เวลา ๒ นาฬิกาก็จะตี ๒ ครั้ง เรียกว่า ตีสอง เรื่อยไปจนถึงเวลา ๕ นาฬิกา ก็จะเรียกว่าตีห้า
ครั้นเวลา ๖ นาฬิกาก็จะเรียกว่า ย่ำรุ่ง เพื่อให้เข้าคู่กับ ย่ำค่ำ นั่นเอง แต่ในปัจจุบัน คนนิยมเรียกเวลานี้ว่า ๖ โมงเช้ามากกว่า และด้วยเหตุนี้ คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงพลอยเรียกเวลา ๗ นาฬิกา ๘ นาฬิกา ... ว่า ๗ โมงเช้า ๘ โมงเช้าตามไปด้วย

อ้างอิง จำนงค์ ทองประเสริฐ. “ทุ่ม-โมง-นาฬิกา” ใน ภาษาไทยไขขาน.กรุงเทพฯ:แพร่พิทยา,๒๕๒๘ .
ดำรงราชานุภาพ,สมเด็จกรมพระยา.นิทานโบราณคดี.พิมพ์ครั้งที่ ๑๕.กรุงเทพฯ:บรรณาคาร , ๒๕๔๓.
สุนทรภู่.พระอภัยมณี.พิมพ์ครั้งที่ ๑๔.กรุงเทพฯ:บรรญาคาร,๒๕๑๗.
Please, Log in or Register to view URLs content!


Please, Log in or Register to view URLs content!

เวลาพม่า สิงค์โปร์
ประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่อาทิเช่น รัสเซีย สหรัฐฯอเมริกา อินโดนีเซีย ได้แบ่งเวลาในประเทศออกเป็นมากกว่าหนึ่งไทม์โซน แต่ประเทศที่ไม่ใหญ่มาก จึงมีเพียงเขตเวลาเดียว
เมืองหลวงของประเทศพม่า ตั้งอยู่บนพิกัด 16° 54' 26.30" N 096° 07' 59.60" E เมื่อคำนวณ ตามหลักการ จึงเท่ากับเร็วกว่า 6 ชั่วโมง 30 นาที ในขณะที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 0700 นาฬิกา ซึ่งแม้จะตรงตามหลักสากล แต่ยุ่งยากในการเดินทางพอสมควรเพราะต้องแปลงกลับไปกลับมา
ส่วนสิงค์โปร์ตั้งอยู่ที่พิกัด 01°21′33″N 103°59′22″E ประเทศเป็นเกาะเล็กนิดเดียว เมื่อคำนวณ ตามหลักการ จึงเท่ากับเร็วกว่า 7 ชั่วโมง แต่สิงค์โปร์กลับเลือกใช้เวลา 8 ชั่วโมง แตกต่างจากหลักสากล สิงค์โปร์เลือกใช้ช่วงเวลา ให้เหมาะสม ได้ประโยชน์กับตัวเอง เพราะนั่นทำให้เป็นช่วงจังหวะชีวิตเดียวกันกับคนจีนนับพันล้านคน การติดต่อประสานงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแน่นอนว่า เมื่อเขาตื่นก่อน หากินก่อน ย่อมได้เปรียบประเทศอื่น ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ด้วยความเชื่อที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก
ส่วนไทยเรานั้นเชื่อว่า
ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม



ชีวิตกับการเดินทาง
อายุคนเราน่าจะยืนยาวเฉลี่ยประมาณ 6 รอบนักษัตร(12ปี ) คือ 72 ปี และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องบิน ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงไต่ ช่วงบินระดับ และช่วงลดระดับ
ช่วงชีวิต คงพอแบ่งได้เป็น
1 ช่วงเริ่มต้น ใช้เวลา 24 ปี
2 ช่วงบินระดับ ใช้เวลา 36 ปี
3 ช่วงโรยรา ใช้เวลา 12 ปี
ช่วงแรกของชีวิต จำเป็นต้องเรียนรู้ ต้องอดทน เร่งเต็มกำลัง สะสมพลังความรู้ ต้องพึ่งพาคนอื่นๆ เมื่อแข็งแรงดีแล้ว เข้าสู่ช่วงชีวิตที่บินระดับ น่าจะเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เป็นช่วงชีวิตที่แสนสบาย เพราะไม่ต้องทะยานอยากอะไรอีกแล้ว หากใครต้องการไต่ไปที่สูงกว่านี้ ชีวิตช่วงนี้จะสั้นลง
ช่วงสุดท้าย สังขารย่อมโรยรา การค่อยๆร่อนลง อย่างช้าๆ ไม่ตกวูบ และจบตำนานการเดินทางของชีวิตอย่างสงบ หากไม่ประสบอุบัติเหตุเสียก่อน
ชีวิตจึงเปรียบได้กับการเดินทางโดยเครื่องบิน ในช่วงแรกต้องระมัดระวัง ต้องรัดเข็มขัด เมื่อไต่ถึงเพดานบินแล้ว จึงพอผ่อนคลายได้ และเสพสุข ค้างฟ้าให้นานที่สุด ครั้นเมื่อใกล้ถึงจุดหมาย ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีก จากสังขารที่ร่วงโรย ดีกว่าให้ใครแอบว่า เรือล่มเมื่อจอด ตาบอดเมื่อแก่ เพื่อป้องกันความอ่อนล้า สิ่งที่เคยได้มา ควรได้ทยอยคืนให้คนอื่นบ้าง
คนที่ไม่รู้จักพอ ชีวิตจึงมีแต่ช่วงไต่ ขึ้นไปสูงกว่าคนธรรมดา แต่แล้วกลับหมดกำลัง ตกลงอย่างฉับพลัน โดยไม่มีช่วงเวลาบินระดับ เสพสุข อย่างเช่นสามัญ
นาฬิกาชีวิต
"พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)" ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นอาจารย์สอนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้นำคำว่า "สวัสดี" ทดลองใช้ในหมู่นิสิตจุฬาก่อน หลังจากนั้นรัฐบาลในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้นำคำว่า "สวัสดี" มาใช้เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพ.ศ. 2486
ที่มา
Please, Log in or Register to view URLs content!

จากการศึกษาและวิจัยพบว่า อวัยวะภายในร่างกาย มี 12 ระบบ แต่ละระบบจะทำงานหนักเป็นเวลา 2 ชั่วโมงในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการแสดงการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกายในแต่ละช่วงเวลา โดยเราควรที่จะเรียนรู้และศึกษาการทำงานของอวัยวะในร่างกายของเรา เพื่อที่จะได้จัดสรรเวลาและดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ดังนี้
ช่วงเวลาตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า (05.00-07.00น.) เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเตรียมขับของเสียออกจากร่างกาย (อุจจาระ)
ช่วงเวลาเจ็ดโมงเช้าถึงเก้าโมงเช้า (07.00-09.00น.) เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร ดังนั้น เราทุกคนต้องทานอาหารเช้า เพราะกระเพาะอาหารจะย่อยได้สูงสุดในช่วงเวลานี้เท่านั้น ช่วงเวลานี้กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยซึ่งมีความเป็นกรดสูงออกมามาก เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ถ้าเราไม่ได้ทานอาหารในช่วงเวลานี้ จะส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะและโรคหัวใจ
ช่วงเวลาเก้าโมงเช้าถึงสิบเอ็ดโมง (09.00-11.00น.) เป็นช่วงเวลาของม้าม เป็นช่วงเวลาที่ม้ามจะเริ่มเก็บพลังงานสำรอง เก็บสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ถ้าเราไม่ทานอาหารเช้า ร่างกายก็จะดึงพลังงานสำรองใช้ พลังงานรวมจะหายไป ร่างกายจะอ่อนแอ เพลีย ไม่มีแรง ม้าม มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างเม็ดเลือดขาว กรองแบคทีเรียทุกชนิด ควบคุมไขมัน ผลิตน้ำดี คนที่ปวดศีรษะบ่อยมักมาจากความผิดปกติของม้าม
ช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง (11.00-13.00น.) เป็นช่วงเวลาของหัวใจ เป็นเวลาที่พลังงานจะเคลื่อนไปที่หัวใจ ถ้าร่างกายไม่ได้สารอาหาร หัวใจจะทำงานลำบาก จะเห็นได้ว่าคนที่หัวใจวายมักจะเกิดก่อนเที่ยง หรือหลังจากกินอาหารเที่ยง ดังนั้น อาหารมื้อเช้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาด
ช่วงเวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามโมง (13.00-15.00น.) เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้เล็ก ถ้าร่างกายไม่ได้รับอาหารเช้า ร่างกายก็จะไม่มีอาหารที่มารอย่อยในลำไส้เล็ก ทำให้ลำไส้เล็กย่อยตัวเอง และถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้นานๆเข้า ลำไส้เล็กก็จะอ่อนแอลง
ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด ในช่วงเวลานี้เราจึงควรงดรับประทานอาหารทุกประเภท เพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้เล็กได้ทำงานเต็มที่
ช่วงเวลาบ่ายสามโมงถึงห้าโมงเย็น (15.00-17.00น.) เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ เป็นเวลาที่พลังงานจะเคลื่อนมาที่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะทำงานหนักในช่วงเวลานี้ เพื่อขับกรดและของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้น เราไม่ควรอั้นปัสสาวะ เพราะปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแส
ช่วงเวลาห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม (17.00-19.00น.) เป็นช่วงเวลาของไต เราควรจะหยุดการทำงานหนักทุกชนิด รวมถึงไม่ควรออกกำลังกายแบบเต้น วิ่ง หรือเคลื่อนไหวมากๆ เพื่อไม่เป็นการเพิ่มกรดให้แก่ร่างกาย เพราะไตจะทำงานหนักในช่วงเวลานี้
และเราควรที่จะรับประทานอาหารเย็นให้เสร็จก่อน 18.00น. โดยควรทานอาหารที่ย่อยง่ายและควรทานให้เสร็จก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง ผู้ใดที่มีอาการง่วงนอนในช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเกี่ยวกับไตเสื่อม
คนที่ทำงานหนักมาทั้งวันแล้วไม่พัก ถ้าทำอยู่เป็นประจำจะทำให้ไตอ่อนแอลง เกิดการปวดหลัง ปวดข้อต่างๆ เพราะไตทำหน้าที่ควบคุมกระดูก ไขข้อ ฮอร์โมน ควบคุมพลังชีวิต อวัยวะสืบพันธุ์ เส้นผม เลือด หู และตา
ช่วงเวลาหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม (19.00-21.00น.) เป็นช่วงเวลาของกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจจะชะล้างตัวเอง เราจึงควรพักผ่อนในช่วงเวลานี้เพื่อให้หัวใจทำงานน้อยลง ถ้าเราไม่พักในช่วงเวลานี้จะทำให้เลือดข้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนัก ทำให้หัวใจโต
ทุกวันนี้ วิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ค่อยมีใครพักผ่อนในช่วงเวลานี้ แต่กลับทำงานล่วงเวลา เที่ยวกลางคืน ทานอาหารมื้อเย็น ดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักมากขึ้นไปอีกเท่าตัว จึงมีผลกระทบต่อหัวใจ
ช่วงเวลาสามทุ่มถึงห้าทุ่ม (21.00-23.00น.) เป็นช่วงเวลาของพลังงานรวม ดังนั้น เราควรนอนหลับให้ได้ตอน 3 ทุ่ม เพื่อที่เราจะได้มีพลังงานไปช่วยเหลือการสะสมพลังงานในร่างกายได้อย่างเพียงพอ ที่จะฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ ให้สะอาดแข็งแรงสำหรับวันต่อไป
ช่วงเวลาห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง (23.00-01.00น.) เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี เป็นเวลาที่พลังงานหรือเลือดเคลื่อนมาที่ถุงน้ำดี เพื่อให้ถุงน้ำดีทำหน้าที่ย่อยไขมันที่จะเปลี่ยนรูปเป็นฮอร์โมน ถ้าเราไม่พักผ่อนในช่วงเวลานี้ ไขมันพวกนี้ก็จะตกตะกอนอยู่ตามตัวเรา เช่น เป็นถุงไขมันใต้ตา มีพุง ปวดไหล่ ทำให้ตาฝ้าฟาง กระดูกผุ ผิวหนังหยาบกร้าน
ช่วงเวลาตีหนึ่งถึงตีสาม (01.00-03.00น.) เป็นช่วงเวลาของตับ เป็นเวลาที่พลังงานจะไปจัดการกับตับ หน้าที่ของตับ คือ สะสมอาหารสำรองให้กับร่างกาย ตับจะเก็บเลือด 50 กรัม เพื่อใช้ในการขับสารเคมีออกจากร่างกาย ตลอดจนผลิตน้ำดีและส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ถ้าในช่วงเวลานี้เรายังไม่หลับนอน ร่างกายจะสูญเสียพลังงานส่วนที่สะสมไว้ ส่งผลให้ตับอ่อนแอ
ที่มา
Please, Log in or Register to view URLs content!

ชีวิตข้ามเวลาของนักบินและลูกเรือ
การดำเนินชีวิตของคนทั่วไป มักจะเป็นเช่นนั้น ตื่น กิน นอน ตามเวลาที่แน่นอน แต่ช่วงจังหวะการดำเนินชีวิตของนักบินและลูกเรือ มิได้เป็นไปตามนาฬิกาชีวิต อาชีพเยี่ยงนี้ คล้ายกับทาสรับใช้ คือ การตื่นก่อน นอนทีหลัง เอาร่างกายและชีวิต เข้าแลกเป็นเดิมพัน ทำงานอยู่บนที่สูง ที่ซึ่งมีอากาศให้หายใจน้อยกว่าคนปกติ ทำงานไม่เป็นเวลา ช่วงเวลาที่ควรจะได้พักผ่อนหลับนอน อย่างสามัญ กลับต้องรีบตื่นมาก่อน เพื่อให้เที่ยวบินสามารถออกได้ตรงตามเวลา การเดินทางอย่างรวดเร็ว ของเครื่องบิน ข้ามเส้นเวลา ทำให้ร่างกายและจิตใจได้รับผลกระทบโดยตรง แล้วคุ้มค่าไหมกับรายได้ที่ได้รับกลับมา
การบินข้ามทวีป
การบินเดินทางข้ามทวีป ใช้เวลาในช่วงไต่และลดระดับเท่ากับการบินในประเทศ แต่มีช่วงการบินระดับ อันแสนยาวนาน ซึ่งอาจยาวนาวถึง 9-17 ชั่วโมง การทำงานต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ บนเครื่องบินข้ามทวีป จึงต้องจัดให้มีห้องพักสำหรับนักบินและลูกเรือทุกคน ซึ่งต้องเป็นแบบนอนราบ มิใช่เก้าอี้แบบปรับเอน ความจำเป็นในการนอนราบ สำคัญต่อคนเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะร่างกายของสัตว์เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเดินหรือนอน ระดับของหัวใจกับสมองและอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย มักจะเป็นระนาบเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องรับผลจากแรงดึงดูดของโลก แต่มนุษย์เรายืนตัวตรง นั่งตัวตรง วิ่งและเดินตัวตรง แรงสูบฉีดเลือดจากหัวใจไปสมองและอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย จึงทำงานหนักกว่า ดังนั้นการพักผ่อนด้วยการนอนราบ จึงช่วยผ่อนคลายการทำงานของหัวใจลงไปได้มาก
เที่ยวบินต่างๆของไทย กำหนดให้เดินทางไปถึงทุกเมืองต่างๆของยุโรปในตอนเช้าตรู่ของทุกวัน ซึ่งนั่นทำให้นักบินและลูกเรือทุกคน ต้องออกเดินทางจากกรุงเทพในช่วงเวลาประมาณ 23.00-01.00 น.ซึ่งนั่นควรจะเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน ตลอดเส้นทางบินไปทางตะวันตก ย้อนเวลานาน 8-10 ชั่วโมง ต้องเฝ้าฟัง เสียงเรียกบนความถี่วิทยุของทุกประเทศ ที่บินผ่าน คอยตรวจสอบระบบทางเทคนิค จำนวนน้ำมันเชื้อเพลิง เส้นทางการบิน ภูมิประเทศ สภาพอากาศสนามบินต่างๆ อย่างเป็นวงรอบ ตลอดเวลา โดยสลับสับเปลี่ยนกันไปพักงีบผลัดละ 2-3 ชั่วโมง แล้ววนกลับมานั่งบินต่อ จนถึงยุโรปในรุ่งเช้า ซึ่งเป็นเวลาใกล้เที่ยงของไทย
บางคนที่ใช้นาฬิการาคาแพงมักปล่อยให้มัน เป็นเวลาเมืองไทย โดยไม่ต้องปรับตั้ง
บางคนที่ใช้นาฬิการาคาไม่แพงมักปรับตั้ง เป็นเวลาท้องถิ่น ก็อาจจะไม่ต้องนอน ลุยเที่ยวได้ต่อ
แต่บางคนหลังจากที่ต้องถ่างตา มาทั้งคืน เมื่อเข้าโรงแรมแล้ว ต้องปิดม่านให้สนิท แล้วเข้านอน ในทันที

เป็นช่วงชีวิตที่เรียกว่า ถึงยามนอน ไม่ได้นอน
เมื่อถึงยามกิน ไม่ได้กิน
ในสมัยที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย สำหรับคนที่มีครอบครัว มักจะโทรศัพท์กลับบ้าน ในช่วงบ่ายสามโมงเย็น ซึ่งตรงกับเวลาหัวค่ำของเมืองไทย ด้วยหวังว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัว กลับมาถึงบ้านพร้อมกัน
นักบินและลูกเรือต้องปรับตัวอยู่กับเวลา รสชาดอาหาร และสภาพอากาศในยุโรป สองสามคืน เมื่อเครื่องบินเที่ยวกลับมาถึง นักบินและลูกเรือ ซึ่งนอนคอยอยู่ในสองสามคืนก่อน จะนำเครื่องบินกลับในตอนบ่าย ซึ่งเป็นเวลาเย็นของไทย เพื่อให้เครื่องทุกลำกลับมาถึงกรุงเทพฯในตอนเช้าตรู่ แน่นอนว่า ระหว่างทางนั้น ย่อมไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะต้องทำการบิน ตรวจตราระบบต่างๆ อย่างเป็นวงรอบ ตลอดเวลา เช่นทุกครั้ง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน อาจจะได้พักที่เมืองไทย 3-4 วัน เพื่อรอเที่ยวบินต่อไป ซึ่งอาจย้อนกลับไปยุโรปแบบเดิม หรืออาจทรมานมากกว่า หากต้องบินไปอเมริกาหรือออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการบินไล่ล่าเวลาไปทางตะวันออก
การบินย้อนไปกลับยุโรป-กรุงเทพฯ –ยุโรป เป็นจำนวน 3-4 ครั้งในเวลาหนึ่งเดือน ย่อมสร้างความปั่นป่วนในระบบเวลาของร่างกายและจิตใจโดยตรง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักบินหนุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปีบางครั้งสะดุ้งตื่นขึ้นมา ในความมืด (ซึ่งอาจจะเป็นเวลากลางวันแสก ๆ ก็ได้) แล้วถามตัวเองว่า
ตอนนี้นอนอยู่ที่เมืองอะไร เวลาเท่าไร
เพื่อเรียกสติกลับมา จึงต้องเปิดไฟหรี่หัวเตียง แล้วควานหากุญแจ เพื่อดูให้แน่ใจว่า กำลังนอนอยู่ที่ โรงแรมอะไร ห้องหมายเลขที่เท่าไร
ครั้งหนึ่งได้กลับมาพักกรุงเทพฯเพียงสองคืน ในฐานะนักบิน ST-BY บังเอิญถูกเรียกให้บินไปออสเตรเลีย ในช่วงแปดโมงเช้า เส้นทางบินจากกรุงเทพฯไปซิดนีย์ใช้เวลา 9 ชั่วโมง ซึ่งเวลาท้องถิ่นเร็วกว่ากรุงเทพ ฯ 4 ชั่วโมง แล้ววกกลับมานอนที่เมลเบินร์ล (ซึ่งเวลาท้องถิ่นเร็วกว่ากรุงเทพฯ 3ชั่วโมง) เป็นเวลาท้องถิ่นประมาณห้าทุ่ม หรือราว 20.00 นาฬิกาของเมืองไทย ซึ่งไม่แตกต่างกันมาก พร้อมเข้านอนได้ทันที
เพื่อตื่นให้มาทันอาหารเช้า(ฟรี) จึงต้องรีบตื่นมาทานตอนตีห้า แล้วกลับไปนอนต่อ
ตื่นขึ้นอีกครั้งตอนบ่าย แล้วปฏิบัติเช่นเดิม คือ โทรศัพท์กลับบ้าน
แลกเหรียญโทรศัพท์ได้แล้ว เดินเข้าตู้โทรฯ ทันที แปลกใจ ที่ครั้งนี้คุณยายเป็นคนรับสาย
จึงถามว่า
เด็กๆ ไปไหนกัน
ยายตอบว่า ยังไม่กลับจากโรงเรียน ได้ฟังคำตอบ ยิ่งพางงไปอีก เพราะทุกครั้งที่โทร ทุกคน กลับมาถึงบ้านพร้อมกันหมดแล้ว จึงถามต่อว่า
แล้วภรรยาไปไหน
ได้รับคำตอบเช่นเดิมอีกว่า ยังไม่กลับ
คราวนี้เริ่มมีอารมณ์ตงิดขึ้นมาบ้าง อุตส่าห์โทรมาหา กลับไม่มีใครอยู่บ้าน
จึงวางสาย แล้ว ก้าวออกจากตู้โทรศัพท์ด้วยความมึนงง พลิกนาฬิกาข้อมือดูอีกครั้ง มันก็เป็นเวลาท้องถิ่น ที่ปรับตั้งทุกครั้ง ทุกเมืองที่บินไป
เดินเอียงๆไปร้านเบอรเกอร์ นั่งกัดได้สองสามคำ เมื่อกระเพาะได้รับอาหาร จึงนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้เรามาอยู่ที่เมืองเมลเบรินร์ ทวีปออสเตรเลียนี่หว่า ซึ่งเวลาท้องถิ่นเร็วกว่ากรุงเทพฯ 3 ชั่วโมง มิน่าละ เวลาบ่ายสี่โมงของที่นี่ เป็นเวลาบ่ายโมงของกรุงเทพฯ ดังนั้น ทุกคนจึงยังไม่กลับถึงบ้าน Bingo เรานี่เองที่หลงวันเวลา


การเดินทางข้ามทวีปบ่อยๆทำให้ประสบกับอาการเจ็ตแล็ก บวกกับการหลงวันเวลา เช่นนี้ สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบต่างๆของร่างกายและจิตใจให้กับนักบินและลูกเรือ ที่ต้องเดินทางข้ามทวีป อย่างเป็นประจำ นี่ยังไม่นับรวมบางฤดู ซึ่งประเทศในเขตหนาว ต้องปรับเวลาท้องถิ่นให้เดินหน้าถอยหลังไปจากปกติอีกครั้งละหนึ่งชั่วโมง (Day Light Saving Time) สร้างความปั่นป่วนได้อย่างลงตัว การเป็นนักบินและลูกเรือที่ต้องเดินทางไกล จึงเป็นการเอาชีวิตทั้งหมด แลกมา เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนมาก แล้วมันคุ้มกันไหม
การบินในประเทศ
ขยาดกับการเดินทางข้ามทวีป เมื่อมีโอกาสจึงขอบินอยู่ในประเทศ เขตอาเซียน และจีน ซึ่งมีเขตเวลาแตกต่างกันเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ด้วยความหวังว่า จะได้กลับมานอนบ้านทุกวัน
แต่เป็นการหนีเสือปะจระเข้
เที่ยวบินสำหรับการบินในประเทศ ในระแวกอาเซียน และจีน แม้จะเป็นเส้นทางบินที่ใกล้ ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่ง-สี่ชั่วโมง ก็จริง แต่ก็สามารถส่งผลต่อระบบนาฬิกาชีวิตได้ ไม่ต่างกัน เที่ยวบินเหล่านี้มักจะกำหนดให้เดินทางออกจากกรุงเทพฯเวลาประมาณ 7 โมงเช้า และไปเมืองต่างๆของจีนตอนเย็น
การเดินทางโดยเครื่องบินในระยะใกล้ (60 นาที)ก็ยังคงแบ่ง 3 ช่วง คือ
1 ช่วงไต่ ใช้เวลา 25 นาที
2 ช่วงบินระดับ ใช้เวลาเพียง 5 – 15 นาที
3 ช่วงลดระดับ ใช้เวลา 25 นาที
เที่ยวบินภายในประเทศใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมง ไปถึงเมืองต่างจังหวัด ในราว 8 โมงเช้า มีเวลาบนพื้นอีกไม่เกิน 25 นาที ในการนำผู้โดยสารออก และขึ้นเครื่อง รวมทั้งเดินตรวจสภาพภายนอกเครื่องบิน แล้วบินกลับกรุงเทพฯ นั่นหมายความว่า
เที่ยวบินแรก นักบินและลูกเรือต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ขับรถมาสนามบิน เตรียมบิน ด้วยกาแฟ เพียงแก้วเดียว การเดินทางหนึ่งชั่วโมง ไปถึงเมืองต่างจังหวัด
ใช้เวลา 25 นาที ในช่วงไต่
ใช้เวลา 25 นาที ในช่วงลดระดับ ซึ่งนั่น
อาจมีเวลาน้อยกว่า 10 นาทีในการบินระดับ เพื่อให้นักบินสองคนหาอะไรใส่ท้อง
เปรียบเทียบกับการเดินทางไปต่างประเทศ หรือข้ามทวีป ซึ่งใช้เวลาเท่ากันช่วงไต่ 25 นาที ในช่วงลดระดับ 25 นาที จึงมีเวลาอย่างมากมายหลายชั่วโมงในการบินระดับ ซึ่งได้รับการเสริฟอาหารร้อนได้ถึงสามมื้อ แต่เที่ยวบินในประเทศนักบินต้องรีบคีบอาหารใส่ปาก เคี้ยวสามที แล้วรีบกลืน
เที่ยวบินที่ 2 ในประเทศเมื่อผู้โดยสารขึ้นเครื่อง เรียบร้อยแล้ว ต้องบินกลับกรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ ในทันที ซึ่งมีการจราจรทางอากาศหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก วงรอบการบิน การทำงานเช่นเดิม คือ
ใช้เวลา 25 นาที ในช่วงไต่ ใช้เวลา 25 นาที ในช่วงลดระดับ ซึ่งนั่นอาจมีเวลาน้อยกว่า 10 นาทีในการบินระดับ เพื่อหาอะไรใส่ท้อง
เกือบครึ่งวัน พาผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางสองแห่งแล้ว แต่นักบินและลูกเรือยังไม่เสร็จภารกิจ ยังไม่ถึงครึ่งทาง
เที่ยวบินที่ 3 ของในแต่ละวัน ถ้าโชคดี อาจได้บินไปในละแวกอาเซียน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พอมีเวลาบินระดับนานขึ้น หาอะไรใส่ท้องได้สะดวกขึ้น แต่นั่นเท่ากับว่า ภายในหนึ่งวัน ใช้เวลาในการทำงานเกินกว่าแปดชั่วโมงติดต่อกัน โดยที่ไม่มีโอกาสได้นอนราบ ไม่สามารถละจากงาน ได้แม้เพียงวินาทีเดียว
แต่หากเป็นการบินภายในประเทศอีก บรรยากาศการทำงานคล้ายเดิม คือ ใช้เวลา 25 นาที ในช่วงไต่ ใช้เวลา 25 นาที ในช่วงลดระดับ มีเวลาน้อยกว่า 10 นาทีในการบินระดับ เพื่อหาอะไรใส่ท้อง
แต่ในระหว่างเส้นทางบินมักจะมีปัจจัยอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น สภาพลมฟ้าอากาศ สภาพเครื่องยนต์ สภาพการจราจรทางอากาศหนาแน่นที่สุดในโลก เข้ามาแทรก ให้แก้ไขปัญหาอยู่เสมอ ซึ่งนั่นทำให้ เวลาหาอะไรใส่ท้อง น้อยลงไปอีก
เที่ยวบินที่ 4 การบินระยะใกล้ภายในประเทศ นักบินและลูกเรือ ทำการบินอย่างต่อเนื่องได้ถึงเที่ยวบินที่ 4 ต่อวัน และบางครั้งอาจถึง 6 เที่ยวต่อวัน
โดยเฉพาะนักบินซึ่งเป็นกัปตันต้องกระชับเวลา เพื่อนำเครื่องบินกลับมาสุวรรณภูมิ ให้ตรงเวลา แล้วส่งมอบให้แก่นักบินและลูกเรือชุดต่อไป ที่จะออกบินไปเมืองจีนในตอนเย็น แน่นอนว่า แม้จะเป็นเที่ยวบินที่ไกลกว่า มีระยะเวลาในการบินระดับนานกว่า แต่นักบินและลูกเรือ ที่เริ่มบินในตอนเย็น ต้องกลับถึงบ้านอย่างเร็ว ก็ประมาณตีสอง หรือตีสาม เมื่อหัวถึงหมอน ในท่านอนราบแล้ว มนุษย์มิใช่เครื่องจักร ใช่ว่าปิดสวิทช์แล้วจะหลับฝันได้ในทันที อาจต้องใช้เวลาอีกราวหลายสิบนาที ในการทำให้จิตใจร่อนลง ด้วยการหวนคิดถึงเหตุการณ์ทั้งวัน ที่เพิ่งผ่านมา
วงรอบของการทำงานเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวันอย่างเป็นประจำ บนน่านฟ้าไทย บนหน้าปัดนาฬิกาของไทย เป็นการที่นักบินและลูกเรือนับพันชีวิตโบยบิน เพื่อให้ได้เงินมา เพื่อเลี้ยงปากท้อง


เวลาเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้แก่ทุกชีวิต เป็นสิ่งสากล เป็นของมีค่า แม้จะเป็นสิ่งสมมุติ ช่วงชีวิตของคนเราสั้นเหลือเกิน เมื่อเทียบกับอายุของโลกหรือจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ บางคนใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย บางคน ใช้มันนานเกินไปเพื่อไต่ทะยานหาความใฝ่ฝัน จนลืมคิดไปว่า เมื่อไรเราจะพอใจ และหยุดทะยาน เหลือบหันมามองคนข้าง ๆ และเตรียมตัวไว้ให้กับเวลาที่เหลืออยู่ เพียงน้อยนิด
 

Attachments

skypig

Administrator
ไม่ค่อยมีเวลา จึงไปซื้อนาฬิกามาหลายเรือน เพื่อแต่งบ้าน

 

Attachments



Flag Counter

กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see
Top